แหล่ง ข่าวจากผู้ผลิตเอทานอลรายหนึ่งเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับสถานการณ์ของเอทานอลว่า ในช่วงปลายปีอาจจะเกิดปัญหาปริมาณเอทานอลตึงตัวถึงขั้นขาดแคลน เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ทั้งมันสำปะหลัง และกากน้ำตาล (โมลาส) ขาดแคลนและราคาแพง ในส่วนของวัตถุดิบมันสำปะหลัง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งและเพลี้ยแป้งระบาดทำให้ผลผลิตมัน สำปะหลังลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 27 ล้านตัน เหลือเพียงแค่ 20 ล้านตัน ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 2 บาท เป็นกิโลกรัมละ 3.80 บาท ถือเป็นราคาที่สูงมาก ทำให้โรงงานบางรายที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบต้องหยุดการผลิตลงเพราะไม่ สามารถสู้ราคารับซื้อมันสำปะหลังได้ ส่วนโรงงานที่ยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ก็เป็นโรงงานที่มีสต๊อกวัตถุดิบ มันสำปะหลังเหลืออยู่เท่านั้น
สำหรับโมลาสที่จะขาดแคลนในช่วงปลาย ปีเนื่องจากฤดูการผลิต 2553/2554 นี้ฝนแล้งทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตเต็มที่ เพื่อให้อ้อยเติบโตเต็มที่ได้ยิวหรือปริมาณ ความหวานอยู่ในภาวะที่เหมาะสม คาดว่าจะต้องขยายระยะการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลจากปกติไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งเดิมเปิดหีบประมาณเดือนพฤศจิกายน อาจจะเลื่อนไปถึงเดือนธันวาคม หรือเดือนมกราคม เป็นผลให้กากน้ำตาลหรือโมลาสออกมาน้อย ไม่มีวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลในช่วงเวลาดังกล่าว
นายประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพโทรกรีน จำกัด ผู้ผลิต เอทานอลในเครือกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า เกี่ยวกับปัญหาเอทานอลช่วงต้นปีไตรมาส 1-2 เป็นปัญหาภาวะเอทานอลล้นตลาด ส่วนปลายปีช่วงไตรมาส 3-4 เกิดภาวะขาดแคลน ถือเป็นภาวะของปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น แนวทางที่มีความเป็นไปได้ก็คือ ใช้กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงมาบริหาร สต๊อกเอทานอล
"หลักการคือ ซื้อเอทานอลเก็บ สต๊อกไว้ในช่วงที่ปริมาณล้น และทำสัญญาซื้อเอทานอลในตลาดซื้อขาย ล่วงหน้า เพื่อให้มีเอทานอลใช้ทั้งปี โดยอาจจะซื้อไว้ประมาณ 60 ล้านลิตร เมื่อประเมินจากราคาเอทานอล 20 บาท/ลิตร กองทุนฯจะใช้เงินประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งไม่มากมายนัก เมื่อเทียบกับการซื้อน้ำมันจากต่างประเทศมาปีละหลายแสนล้านบาท" นายประวิทย์กล่าว

