เมินลดพื้นที่ทำนาปรังรอบสองจับตาสารพัดปัญหาจะปะทุขึ้น

ดลมนัส กาเจ

หลังจากเกิดภาวะภัยแล้งอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั้งขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ลดลงต่ำจุดต้นทุน ทำให้หลายหน่วยงานต่างออกมารณรงค์ให้เกษตรกรลดพื้นที่ทำนาปรังให้เหลือเพียง 9.5 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดกว่า 12 ล้านไร่

อย่างล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า จากที่ได้เดินทางไปตรวจระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล รวมทั้งดูสถานการณ์ภาพรวมของประเทศนั้น ต้องย้ำว่า ในปีนี้มีการคาดการณ์กันว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งมากกว่าเดิม และสิ่งที่ตามมา ประชาชนทั่วประเทศต้องประสบปัญหาภัยแล้ง แม้กระทั่งภาคใต้ก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน

"ผลกระทบอย่างหนัก คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็น 2 เขื่อนหลักในขณะนี้นั้น มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 40 ซึ่งหมายความว่า จะสามารถใช้น้ำได้เพียงร้อยละกว่า 20 ซึ่งน้ำจำนวนดังกล่าวจะต้องมีการบริหารจัดการ เพื่อให้เพียงพอที่จะสามารถใช้ในเดือนมีนาคมนี้ ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งคงต้องระมัดระวังเรื่องฝนทิ้งช่วงด้วย สิ่งที่อยากจะย้ำคือ น้ำจะมีเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปี บวกกับการทำนาปรัง 1 ครั้ง สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ปริมาณน้ำไม่น่าจะเพียงพอต่อการทำนาปรังรอบสอง เพราะระหว่างทางตอนที่ผมเดินทางไป จ.พิษณุโลก ได้เห็นเกษตรกรเริ่มเข้าสู่การทำนาปรังรอบสองแล้ว จึงอยากจะขอเตือนเกษตรกรในเรื่องการส่งน้ำ และที่สำคัญรัฐบาลได้บอกไปแล้วว่า การเพาะปลูกนาปรังดังกล่าวจะไม่ได้รับการสนับสนุนจาก โครงการประกันรายได้ เนื่องจากรัฐบาลจะให้สิทธิกับเกษตรกรรายละ 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น" นายกฯ อภิสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นนายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา คนสนิท ได้เดินทางไปตรวจสภาพปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และขึ้นเฮลิคอปเตอร์ดูหลายพื้นที่ใน จ.พิษณุโลก ที่เกษตรกรกำลังทำนาปรังรอบสอง และระหว่างนั้นนายอภสิทธิ์ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่สนับสนุน และจะไม่มีโครงการประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ทำนาปรังรอบสอง พร้อมกำชับ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไปคิดโครงการจูงใจเกษตรกร เพื่อไม่ให้ทำนาปรังรอบสอง

แม้หลายฝ่ายมีการรณรงค์ให้เกษตรกรลดพื้นที่การทำนาปรังในปี 2553 ก็ตาม แต่ด้วยส่วนหนึ่งราคาข้าวเป็นสิ่งที่จูงใจ และอีกปัจจัยหนึ่งมาจากนโยบายประกันราคาของรัฐบาล จึงทำให้เกษตรกรไม่ค่อยให้ความร่วมภาครัฐ ซ้ำยังเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกนาจนแทบจะเต็มพื้นที่ อย่างล่าสุด นายธนู วงศ์เกษม รักษาการศูนย์สารสนเทศ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย "คม ชัด ลึก" ว่า ตามที่กรมการข้าวได้รณรงค์ให้เกษตรกรชาวนาลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากเกิดภาวะภัยแล้ว ถึงขนาดในอ่างเก็บเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศลดลงเป็นอย่างมากนั้น ปรากฏว่าล่าสุดทราบว่ามีชาวนาทำนาปรังทะลุถึง 12 ล้านไร่แล้ว จากพื้นที่เป้าหมายที่เคยกำหนดไว้ว่าน่าจะอยู่เพียง 9.5 ล้านไร่เท่านั้น

"คนที่ปลูกข้าวไปแล้วก็ปลูกไป แต่ที่คิดว่าจะทำนาปรังในช่วงนี้อยากให้เกษตรกรชะลอไปก่อน เพราะระดับน้ำในอ่างเก็บต่างๆ เหลือน้อย จะส่งผลให้ต้นทุนการทำนาสูง และโอกาสที่จะทำให้ข้าวได้รับความเสียหายสูงมาก เพราะปัจจุบันนอกจากฝนฟ้าไม่เป็นไปตามฤดูกาลแล้ว ชาวเองก็ปลูกข้าวไม่ตรงฤดูกาลเช่นกัน คือพอเก็บเกี่ยวเสร็จก็ไถดินทำนาต่อถึง 5 ครั้งต่อ 2 ปี บางแห่งในภาคกลางมีการทำนาปีละ 3 ครั้ง หากมีความเป็นไปได้อยากให้ปลูกพืชอื่นทดแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลดปริมาณในการใช้น้ำแล้ว ยังเป็นการตัดช่วงหรือการปลูกข้าวด้วย สิ่งที่ตามมาจะช่วยให้ลดการระบาดของศัตรูพืชในนาข้าวได้ด้วย" นายธนู กล่าว

ด้าน นายชูชีพ อุทะโก เกษตรอำเภอบ้านหมี่ จ.ลพบุรี กล่าวว่า ในเขต อ.บ้านหมี่ การทำนาปรังครั้งที่ 1 หลายแห่งกำลังเก็บเกี่ยวข้าว และเริ่มหว่านไถ ทำนาปรังครั้งที่ 2 โดยชาวนาที่ทำนาปรังในเขต อ.บ้านหมี่ ปีนี้ทั้งหมด 2.4 แสนไร่ เท่ากับทำนาปีทำให้พื้นที่ทำนาปรังปีนี้เกินเป้าทั้งหมดประมาณ 8 หมื่นไร่ อีกทั้งยังมีการทำนาปรังในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานด้วย แม้กรมชลประทานจะขอร้องให้งดทำนาปรังครั้งที่ 2 แต่ไร้ผล

“การทำนาปรังนอกเขตชลประทานในพื้นที่หลายตำบล อาทิ หินปัก ดงพลับ บางกระพี้ ดอนดึง บ้านทราย และสำโรงเหนือ โดยเกษตรกรส่วนนี้สูบน้ำจากคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก ส่งไปตามคลองไม้เสียบ ส่วนในเขต ต.บ้านทราย และ ต.พุคา สูบน้ำส่งคลองเข้าไปถึงในเขต ต.วังขอนกว้าง และ ต.หลุมข้าว ของ อ.โคกสำโรง มีการตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ โดยใช้ถังขนาด 200 ลิตร ทำเป็นท่อสูบน้ำส่งน้ำให้ชาวนาที่ทำนานอกเขตชลประทาน” นายชูชีพ กล่าว

นายไพบูลย์ ทินมณี ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค กล่าวว่า ในแผนของกรมชลประทานที่ให้ทำนาปรังในพื้นที่ 1.6 แสนไร่ แต่ปัจจุบันการทำนาปรังในเขต อ.บ้านหมี่ ทำถึง 2.4 แสนไร่ เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ การที่จะสูบน้ำจากคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก เฉพาะในเขตชลประทานที่ให้ทำนา เกษตรกรจะต้องไปขอหรือทำเรื่องขอสูบน้ำที่ว่าการอำเภอก่อน เพื่อป้องกันการร้องเรียนว่าสูบน้ำขาย แต่นอกเขตชลประทานจะต้องให้จังหวัดเป็นผู้ดูแล

จะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลจะพยายามรณรงค์ให้เกษตรกรลดพื้นที่ทำนาปรัง โดยเฉพาะในรอบสอง แต่กระนั้นก็ไร้ผล และสิ่งที่ตามมาจากการที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้ผลผลิตน้อยลง เนื่องจากข้าวต้องใช้น้ำจำนวนมากตลอด 120 วัน นั่นหมายถึงว่าต้นทุนก็ต้องสูง ที่สำคัญเมื่อรัฐบาลงดการประกันราคา ขณะที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือ นายทุนกดราคาผลผลิต และเกษตรกรจะประสบภาวะขาดทุนชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

ไม่ทำนาจะให้เกษตรกรทำอะไร

นายปราโมทย์ วาณิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า การที่ชาวนาหันมาปลูกข้าวในฤดูการทำนาปรังรอบสองนั้น เพราะชาวนาไม่ชัดเจนกับนโยบายของรัฐบาลว่าให้ทำอะไร การที่จะให้ลดพื้นที่การทำนาปรังแล้วจะให้ชาวนาทำอะไร เพราะชาวนาถนัดการทำนา หากเกษตรกรปลูกพืชกระกูลถั่วอย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำนั้น ต้องยอมรับว่าเกษตรกรไม่มีความชำนาญ และที่สำคัญไม่ทราบว่าจะไปขายให้ใคร ราคาเท่าไร ต้นทุนเท่าไร รัฐบาลจะประกันราคาเหมือนกับการทำนาหรือไม่

"ที่ชาวนาต้องมาทำนาปรัง เพราะราคาเป็นปัจจัยในการจูงใจ คือเดิมทีรัฐบาลรับจำนำในราคาที่สูง ตอนหลังแม้รัฐบาลจะยกเลิกการรับจำ แต่การประกันราคายังอยู่ที่ตันละ 1 หมื่นบาท ต้นทุนอยู่ที่ตันละ 6,000 บาท ชาวนาก็ยังพอมีกำไร แม้ว่าช่วงนี้ปริมาณน้ำน้อย ชาวนายินดีที่จะลงทุนเพื่อสูบน้ำเข้าในนา บางรายยอมลงทุนขุดเจาะน้ำบาดาลเอง แต่ปัญหาตรงที่ว่า การทำนาปรังรอบสองรัฐบาลจะไม่ประกันราคา ความเสี่ยงของเกษตรกรมีสูง เนื่องจากหากขาดแคลนน้ำผลผลิตจะต่ำลง ทั้งที่เกษตรกรจะได้ผลผลิตไร่ละ 800 กิโลกรัม เหลือ 500 กิโลกรัมต่อไร่ นั่นหมายถึงว่า ต้นทุนต้องสูง ยิ่งหากมีโรคระบาดก็ยิ่งหนัก ขาดทุนสถานเดียว แต่ก็อย่างที่ผมบอก ถ้าชาวนาไม่ทำนาจะให้เขาทำอะไร นโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา เพียงบอกว่า ให้เกษตรกรปลูกโน้น ปลูกนี่ ถามว่าหลังปลูกถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะทำอย่างไร ขายที่ไหน ให้ใคร คือพูดนั่นมันง่าย แต่คนทำมันไม่ง่าย" นายปราโมทย์ กล่าว