ถอนอุทยานฯสร้าง'ปากบารา'

2 กระทรวงร่วมรัฐบาลสุมหัวดันโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เผย "กรมเจ้าท่า"ชงเรื่องให้ "กรมอุทยานฯ"ตั้งแท่นเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติกว่า 4,000 ไร่ หวังเปลี่ยนสถานะเป็นพื้นที่ป่าสงวนเพื่อเปิดช่องกฎหมายให้มีการลงทุนขนาด ใหญ่ เอ็นจีโอจี้ติดให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด พร้อมประสานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ฯภาคใต้เข้าตรวจสอบ กระทรวง คมนาคมแจงผลศึกษาคืบหน้าถึงขั้นเสนอ ครม.อนุมัติ เร่งลงพื้นที่กล่อมชาวบ้านหลังเจอกระแสต่อต้านหนัก

แม้ปัจจุบันโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ในเขตพื้นที่อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือเซาเทิร์น ซีบอร์ดจะมีกระแสต่อต้านทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งประกอบอาชีพด้านการ ประมงและท่องเที่ยว รวมถึงนักอนุรักษ์ธรรมชาติและเอ็นจีโอ แต่ท่าทีของรัฐบาลก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เจ้าของโครงการและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเจ้าของ พื้นที่

ตั้งเรื่องเพิกถอนอุทยาน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่าได้จัดเตรียมเอกสารเพื่อนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ กรณีที่กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ขอให้เพิกถอนปรับเปลี่ยนพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ให้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแทน เพื่อที่จะนำมติในที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติไปเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อ ประกาศออกเป็นพระราชกฤษฎีกาให้กรมเจ้าท่าสามารถเข้าไปพัฒนาโครงการก่อสร้าง ท่าเรือน้ำลึกปากบาราผ่านกรมป่าไม้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ป่าสงวนต่อไป

"คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติชุดปัจจุบันเพิ่งได้รับแต่งตั้งตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ล่าสุดรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องการให้มีการจัด ประชุมคณะกรรมการชุดใหม่นี้เพื่อพิจารณาเรื่องต่างๆที่ค้างมาจากคณะกรรมการ ชุดก่อน พร้อมกับการจะนำเรื่องการขอเพิกถอนพื้นที่ 4,000 ไร่เข้าสู่การพิจารณาในครั้งนี้ด้วยโดยได้รับหนังสือจากกรมเจ้าท่าเมื่อ เดือนมิถุนายน 2553 ที่ผ่านมาเพื่อต้องการนำพื้นที่ดังกล่าวไปก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกปาก บารา"

เอ็นจีโอจับตาใกล้ชิด
ทางด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของภาคราชการว่าได้มีประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนเข้ามา แล้วหลายรายแล้ว ดังนั้นเพื่อให้กระบวนการเข้าสู่ขั้นตอนของกฎหมายอย่างสมบูรณ์จึงทำหนังสือ ถึงกรมเจ้าท่าให้ถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 อย่างเคร่งครัด เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นประเภทที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้และยังได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นยังประสานกับเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติใน พื้นที่ภาคใต้คอยติดตามความเคลื่อนไหวโครงการนี้อย่างต่อเนื่องแล้ว

สนข.ห่วงยุทธศาสตร์ชาติ
ทางด้านนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เปิดเผยว่า ทราบว่ามีการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ แต่พร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็น ก่อนหน้านั้น สนข.ยังใช้งบเกือบ 200 ล้านบาทเพื่อจ้างที่ปรึกษาในการออกแบบและศึกษาความเหมาะสมแผนการพัฒนาท่า เรือฝั่งอันดามันและสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทยหรือ "แลนด์บริดจ์" ซึ่งโครงการก่อสร้างท่าเรือปากบารายังเป็นส่วนหนึ่งในโครงการแลนด์บริดจ์ นั้นอยู่ในขั้นตอนการรอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเท่านั้นก็พร้อมดำเนินการได้ทันที หากล่าช้าออกไปอีกหรือไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้พื้นที่ก็เป็นที่น่าเสียดาย อย่างยิ่ง

"สนข.กำลังเร่งประมวลปัญหาต่าง ๆ นำเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรีว่าเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง เพราะกรณีดังกล่าวถือเป็นนโยบายรัฐ และยังเป็นยุทธศาสตร์ของชาติตามที่รัฐบาลได้ประกาศออกไปแล้ว โดยภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะนำเข้าหารือในส่วนของกระทรวงคมนาคมอีกครั้งก่อนนำเสนอครม.ต่อไป ล่าสุดนี้ ครม.ยังได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาทเพื่อให้เร่งศึกษาความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาท่าเรือในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมดให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง"

งง!เคยหนุนกลับต้าน
ดร.มาลี เอื้อภราดร หัวหน้ากลุ่มโลจิสติกส์การขนส่ง สนข. เปิดเผยว่าแม้ช่วงแรก ๆ ของการลงพื้นที่เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยจน โครงการถูกผลักดันเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างท่าเรือปากบาราและแนวเส้นทางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทะเล ล่าสุดกลับถูกต่อต้านจากประชาชนกลุ่มหนึ่งแล้วขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยพื้นที่ 4,000 ไร่นั้นจะมีการปักเสาตอม่อเพื่อก่อสร้างสะพานให้เรือเข้า-ออกเพื่อเทียบท่า เท่านั้น ไม่ได้มีการถมพื้นที่แต่อย่างใด

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้นแม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการศึกษาแผนเชื่อมโยงการขนส่งโลจิติกส์จาก ประเทศไทยไปยังท่าเรือทวายของพม่า จนเกรงกันว่าจะมีการยกเลิกหรือลดขนาดโครงการแลนด์บริจด์ในภายหลัง แต่โครงการท่าเรือปากบารายังพบว่ามีความพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่องทั้ง จากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสมือนเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและผู้คนในสังคม

โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราใช้พื้นที่ทั้งโครงการประมาณ 10,000 ไร่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอละงู จังหวัดสตูล ใช้เงินลงทุนประมาณ 7,000 ล้านบาทถือเป็นแนวเส้นทางยุทธศาสตร์ของการเดินเรือที่เป็นหลักให้เรือชั้นนำ ของโลกเดินทางจากตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ตลอดจนท่าเรือฝั่งทะเลแปซิฟิกและฝั่งตะวันตกของประเทศอเมริกา ที่บรรทุกสินค้าน้ำมันดิบและตู้คอนเทนเนอร์ผ่านประเทศไทยตามแนวที่กำหนดให้ เชื่อมสองฝั่งทะเลคือทะเลอันดามันและทะเลฝั่งอ่าวไทยโดยผ่านทางท่าเรือปากบา รากับท่าเรือสงขลา ในเบื้องต้นผลการศึกษาความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์และการเงิน แผนการพัฒนาธุรกิจและการพาณิชย์ แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้โครงการดังกล่าวนี้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตัวเองให้สอดคล้อง กับการพัฒนาและสามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกได้อย่างเข้มแข็ง

จากข้อมูลการศึกษาพบว่าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาธุรกิจการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ที่จะสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เข้ามา ใช้ท่าเรือที่จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลาในปี 2558 เท่ากับ 468,500 ทีอียู.(เที่ยวการขนสินค้า) โดยจะมีประมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเพิ่มขึ้น 1,540,500 ทีอียู.(เที่ยวการขนสินค้า)ในปี 2578 โดยการเปิดใช้ท่าเรือในปีแรกคาดว่าจะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านจำนวน 400,000-450,000 ทีอียู.(เที่ยวการขนสินค้า) จึงสามารถดึงดูดให้สายการเดินเรือสำคัญ ๆ ในภูมิภาคนำเรือเข้ามาเทียบท่าได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น และยังจะส่งผลดีต่อการผลิตน้ำมัน การขนถ่ายและการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับปิโตรเคมีอีกด้วย

ส่วนล่าสุดนั้นผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาได้สรุปแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟ เชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและท่าเรือฝั่งอันดามันชัดเจนแล้วคือแนว 2A โดยเริ่มต้นจากท่าเรือปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูลบรรจบกับท่าเรือสงขลาที่ชายฝั่งบ้านนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นไปตามแนวเส้นทาง W3 และ E1 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมปรากฏว่าชาวบ้านส่วนหนึ่ง ต้องการโครงการสร้างทางรถไฟแต่ไม่ต้องการให้สร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราเพราะ เกรงว่าจะเกิดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ตามมาในภายหลัง