พาณิชย์เสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ทำโครงการประกันรายได้ถาวร หวังสร้างความมั่นใจเกษตรกร เล็งดึงธนาคารรัฐจ่ายชดเชย นอกเหนือเพิ่ม พร้อมทำแผนระยะสั้นยาวรับมือราคาข้าวตก
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า จะเสนอให้รัฐบาลเห็นชอบทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรแบบถาวร เพื่อช่วยเหลือด้านรายได้ให้กับเกษตรกรตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวง พาณิชย์ดำเนินการ จากปัจจุบันจะต้องนำเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติทุกครั้งก่อนดำเนินการ
สำหรับรายละเอียดจะครอบคลุมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพการออกหนังสือรับรองเกษตรกร ที่ในอนาคตรัฐบาลต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มากขึ้น จากปัจจุบันดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พร้อมจะระบุถึงชนิดสินค้าที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการประกันรายได้ ปริมาณและคุณภาพสินค้า โดยต้องกำหนดราคาประกันรายได้ให้เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ส่วนระบบจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรจะเพิ่มธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน มาจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร จากปัจจุบันจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เท่านั้น ที่สำคัญจะมีระบบตรวจสอบ ติดตามป้องกันการทุจริต ส่วนสินค้าเกษตรที่น่าห่วงขณะนี้ คือข้าวที่ปัจจุบันราคายังไม่ปรับขึ้น“รัฐบาลอยากให้มีกลไกการประกันรายได้ แบบถาวรในการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจะได้กำหนดงบประมาณประจำในการดำเนินงานได้ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรได้ว่า ขณะเดียวกัน เกษตรกรก็สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ คาดว่าน่าจะผ่านความเห็นชอบจากครม. และเริ่มต้นได้โครงการรับประกันข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ปี 2553/54” นายยรรยงกล่าว
นายยรรยง กล่าวว่า ขณะนี้ เป็นห่วงราคาข้าวเปลือกในประเทศยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรองรับ หากเริ่มต้นโครงการประกันรายได้รอบใหม่แล้วราคาข้าวไม่ดีขึ้น โดยจะตั้งโต๊ะรับซื้อทันทีหากราคาจะลดลงต่ำกว่าราคาที่กำหนด ซึ่งจะรับซื้อไม่จำกัดปริมาณจนกว่าราคาจะขึ้นถึงจุดที่กำหนด ซึ่งราคาที่จะรับซื้อจะต่ำกว่าราคาประกัน แต่อาจใกล้เคียงราคาตลาด เพราะราคาประกันคำนวณจากราคาต้นทุนการผลิต บวกกำไรให้เกษตรกรอีก 40% ด้านแผนระยะยาว กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างกำหนดยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย โดยวางเป้าหมายขายข้าวให้ได้ราคาดี ไม่เน้นปริมาณ เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ที่ส่งออกได้ปีละประมาณ 2.73 ล้านตัน จะตั้งเป้าราคาขายให้ได้ตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐซึ่งรายได้จากการส่งออกที่ควรจะเป็นอยู่ที่ 2,730 ล้านเหรียญสหรัฐ ข้าวขาว ส่งออกปีละ 3.3 ล้านตัน มูลค่าที่ควรจะได้ประมาณ 1,900-2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องแบ่งแยกตลาดข้าวของไทยกับตลาดคู่แข่ง อย่างเวียดนามให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่ขายแข่งในตลาดเดียวกัน ส่วนข้าวคุณภาพดี อย่างข้าวหอมมะลิ ก็ต้องขายตลาดบน เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง สิงคโปร์ ตะวันออกกลาง ฯลฯ คาดจะแล้วเสร็จ และเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาได้ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวไทยที่ยังตกต่ำทั้งที่ในเดือนก.ค.นี้ราคาน่าจะสูงขึ้น หลังจากที่ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2553 จะออกสู่ตลาดหมดแล้ว และผลผลิตข้าวโลกลดลง จากปัญหาโลกร้อน และเพลี้ยระบาด อาจเป็นเพราะตลาดส่งออกยังซบเซา ผู้ซื้อยังชะลอซื้อเนื่องจากรอซื้อข้าวราคาถูกจากการระบายข้าวในสต๊อกของ รัฐบาลไทย และบางส่วนหันไปซื้อข้าวใหม่ราคาถูกของเวียดนาม ทำให้ผู้ส่งออกไทยแทบไม่มีคำสั่งซื้อ ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดตกต่ำลง ล่าสุดข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 7,800-8,000 บาท จากก่อนหน้า 8,000-9,000 บาท ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 1-1.2 หมื่นบาท จาก 1.45 หมื่นบาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.3-1.5 หมื่นบาท
ราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์รับเงินชดเชยรายได้จากรัฐบาล วันที่ 26ก.ค.-1ส.ค.2553 นั้น ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 7,788 บาท จ่ายชดเชย 2,212 บาทจากราคาประกัน 1 หมื่นบาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 10,556 บาท ชดเชย 444 บาท จากราคาประกัน 1.1 หมื่นบาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 15,383 บาท ไม่ชดเชยเพราะสูงกว่าราคาประกัน 9,500 บาท

