ปม"มาบตาพุด"ยังไม่จบ เครือเอกชนไม่ยอมรับประกาศกิจการรุนแรง 11 ประเภท ที่บอร์ดสิ่ง แวดล้อมประกาศออกมาก่อนหน้านี้ เตรียมยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบบอณืดสิ่งแวดล้อม หากพบมีประโยชน์ทับซ้อน กรรีออกประกาสกิจการรุนแรงโดยเอื้อประโยชน์แก่ภาคเอกชน "ชัยวุฒิ" หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมกิจการที่อยู่นอกพื้นที่นิคมอุตฯมาบตาพุด ซึ่งอาจจะเข้าข่ายกิจ การรุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ศาลปกครองได้พิจารณาคดี เป็นครั้งแรก ในคดีพิพาทเกี่ยวกั บการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดย สมาคมต่อต้านสภาวะโลก ร้อนและพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) และ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและพวกรวม 8 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)
โดยคำฟ้องระบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดออกใบอนุญาตให้โครงการและกิจกรรมต่างๆ ของเอกชนในงานอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง และพื้นที่ใกล้เคียงใน จ.ระยอง โดยอาศัยรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้นโดยมิได้มีการรับ ฟังความคิดเห็นของประชาชนไนพื้นที่ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสีย หาย
นายนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า มั่นใจว่ามีข้อมูลเพียงพอสำหรับการพิจารณาคดีมาบตาพุดของศาลปกครองกลาง เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และยังมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม คือ กรณีการเกิดอุบัติเหตุแก๊สรั่วของโรงงานต่างๆ ในพื้นที่มาบตาพุด
นอกจากนี้ สมาคมฯ จะยื่นคัดค้านมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่เห็นชอบให้ออกประกาศ โครงการหรือกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ 11 ประเภท ซึ่งบิดเบือนเสียงส่วนใหญ่ของภาคประชาชน
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ต้องการ จัดทำหลักเกณฑ์การออกประกาศกิจการรุนแรงใหม่ โดยให้ 3 องค์กรหลักเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแห่งชาติ และต้องกำหนดชัดเจนว่าจะต้องประกาศภายใต้กฎกระทรวงใด และซึ่งในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะประชุมสมาชิกเครือข่ายฯ เพื่อตรวจสอบการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ รุนแรงว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือไม่ และหากพบว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการพิจารณาออกประกาศ กิจการรุนแรงที่เอื้อต่อภาคเอกชน ทางเครือข่ายฯ ก็จะยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ(ป.ป.ช.)ให้ตรวจสอบต่อไป
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรวบรวมประเภทกิจการลงทุนที่ ไม่ได้อยู่ในมาบตาดพุด และอาจเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามร่างประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เฮชไอเอ)
นอกจากนี้ควรเตรียมหามาตรการรองรับเพื่อป้องกันไม่ให้กิจการดังกล่าวได้ รับผลกระ ทบ โดยคาดว่าประกาศประเภทกิจการรุนแรงจะนำเสนอเข้าครม.ในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นน่า จะสามารถประกาศออกมาได้
"ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีโครงการใดเข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรงบ้าง ต้องรอ รายละเอียดของประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมาให้ชัดเจนก่อนจึงจะสามารถ จัดประเภทของแต่ละโครงการได้ ซึ่งผมขอให้มีการพิจารณาในส่วนของโครงการที่ไม่ได้อยู่ใน 76 โครงการด้วย โดยทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานเหมืองแร่ (กพร.) จะเป็นผู้พิจารณาและส่งมาให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมรวบรวมอีกครั้ง"นายชัย วุฒิ กล่าว

