ค้าภายในขู่9รายแข่งขันไม่เป็นธรรม

"นรสีห์" นำทีมผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ 113 ฟาร์ม ร้อง "พรทิวา" กรณีได้รับความไม่เป็นธรรม ซื้อลูกไก่ไข่บังคับให้ซื้ออาหารสัตว์ ด้านอธิบดีกรมการค้าภายในเตือนผู้ประกอบการอย่าริทำ เพราะกฎหมายโทษแรง เสียชื่อเสียงไม่คุ้มกัน

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าหลังจากที่ได้ทราบเรื่องจากนายนรสีห์ ตระกูลช่าง ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ 113 ฟาร์ม จากเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ แก้ไข่แพงจริงหรือ?" จัดโดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมาว่าเกษตรกรได้รับความไม่เป็นธรรมจากการซื้อลูกไก่ไข่เพราะถูกผู้ ประกอบการบังคับเกษตรกรที่ซื้อลูกไก่ไข่ต้องซื้ออาหารสัตว์ด้วย จึงทำให้เป็นที่มาของการเสนอยื่นขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เอง เพื่อผลิตลูกไก่เอง ว่าปัญหาดังกล่าวหากเกษตรกรได้หารือกับกรมการค้าภายในก่อนอาจจะได้รับการ แก้ไขต้นเหตุของปัญหาเพราะกรมการค้าภายในมีหน้าที่ดูแลเกษตรกร และมีพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ลงโทษผู้ประกอบการที่ทำการค้าไม่เป็นธรรมอยู่

"หากไม่จำเป็นไม่อยากให้ผู้ประกอบการ ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในสังคมเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร เนื่องจากกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ที่กรมการค้าภายในดูแลอยู่มีบทลงค่อนข้างรุนแรงหากบริษัทใดทำธุรกิจเข้าข่าย เอาเปรียบเช่นกรณีซื้อลูกไก่บังคับให้ซื้ออาหารสัตว์ ในกฎหมายระบุโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและในกรณีที่กระทำความผิดซ้ำต้องระวางโทษเป็นทวีคูณ ที่สำคัญผู้ประกอบการที่ได้รับโทษเสียชื่อเสียงไม่คุ้มกับผลกำไรหรือรายได้ ที่จะได้รับ"

อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นหลังจากได้รับข้อมูลจากนายนรสีห์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักมาตรฐานการแข่งขันทางการค้า ไปตรวจสอบจากเกษตรกรที่เกี่ยวข้องว่ามีการขายลูกไก่ พ่วงอาหารสัตว์คือบังคับให้ซื้ออาหารสัตว์ด้วยจริงหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่พบเรื่องราวดังกล่าว

ขณะที่นายนรสีห์ ยังยืนยันว่าเหตุการณ์การซื้อลูกไก่บังคับซื้ออาหารสัตว์มีจริง หากแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการเท่านั้น และเพื่อให้กรมการค้าภายในตรวจสอบและลงโทษผู้ประกอบการที่เอาเปรียบเกษตรกร เมื่อเร็วๆ นี้ในนามเกษตรกร 113 ฟาร์ม ได้ทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้ว
สำหรับความเป็นมาที่ทางเกษตรกรยื่นขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ นั้นนายนรสีห์ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ จำนวน 113 ฟาร์ม ได้ร่วมกันเสนอโครงการผลิตลูกไก่ไข่ และขอให้จัดสรรโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่จากต่างประเทศต่อกรมปศุสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการผลิตลูกไก่ไข่สำหรับใช้ทดแทนภายในกลุ่ม เกษตรกร เพื่อความอยู่รอด และมั่นคงของกิจการ เป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการผลิตลูกไก่ไข่ในประเทศไทยที่มีมายาวนาน ทำให้มีความจำเป็นที่เกษตรกรต้องผลิตลูกไก่ไข่ไว้ใช้เอง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกไก่ไข่ การจองลูกไก่ไข่ไม่ได้ ปัญหาการขายอาหารสัตว์ควบพันธุ์สัตว์ รวมถึงต้องการลดต้นทุนการผลิตไก่ไข่ให้กับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนภายในประเทศได้มีโอกาสบริโภคไข่ไก่ในราคาถูก และการเสนอโครงการผลิตลูกไก่ไข่ดังกล่าวไม่ได้เป็นการเพิ่มปริมาณการผลิตไข่ ไก่ในภาพรวมของประเทศแต่อย่างใด โดยมีจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่กลุ่มเกษตรกรยื่นขอนำเข้าปีละ 58,100 ตัว

แต่ปรากฏว่ากรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ได้ปฏิเสธ ไม่จัดสรรโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จากต่างประเทศให้แก่บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ จำนวน 113 ฟาร์ม โดยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ครั้งที่ 1 /2553 มีมติกำหนดปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) นำเข้าและผลิตในประเทศทั้งหมดประจำปี 2553 ไว้ที่จำนวน 405,721 ตัว และให้โควตาการผลิตเฉพาะผู้ผลิตเพียง 9 ราย

ส่วนในกรณีที่บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระนั้น ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน เนื่องจากขณะนี้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ อยู่ระหว่างการควบคุมปริมาณการผลิตไข่ไก่ให้เกิดความสมดุลทั้งปริมาณการผลิต และความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการลดกำลังการผลิตและควบคุมจำนวนผู้เลี้ยงไก่ไข่พันธุ์

"มติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่จัดสรรโควตาให้ กับผู้ผลิตไก่ไข่เพียง 9 ราย ถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเกษตรกรและ ผู้บริโภคโดยส่วนรวม เป็นการให้สิทธิการผลิตลูกไก่ไข่โดยเด็ดขาดแก่บุคคลหรือบริษัทกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่งก่อให้เกิดสภาวการณ์การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม"