ปลัดคลังทิ้งทวนดัน'ภาษีมลพิษ'เริ่มน้ำ-อากาศ

"สถิตย์" เร่งดันร่างกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมเข้า ครม.เร็วๆ นี้ เผยเริ่มเก็บมลพิษทางน้ำ-อากาศก่อน

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ยกร่าง พ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อม พ.ศ... เกือบเสร็จสมบูรณ์ โดยได้มีการเสนอให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พิจารณาแล้ว และคาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า ทั้งนี้แนวทางของร่างกฎหมายจะยึด 2 หลักใหญ่ๆ ว่า 1.ผู้ใดเป็นผู้ก่อมลพิษก็จะต้องเสียภาษีตามปริมาณการปล่อย และ 2.ผู้ใดมีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี กล่าวคือมีทั้งการลงโทษและการส่งเสริม

สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นกฎหมายแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องมี กฎหมายอื่นๆ มารองรับหรือกฎหมายลูก โดยอาจจะเป็นของหน่วยงานอื่น หรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้

"ภาษีสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งผลักดัน เพราะที่ผ่านมาเราทำในด้าน เศรษฐกิจและสังคมไปเยอะแล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จบ คืบหน้าประมาณ 99% แล้ว ก็คงเร็วๆ นี้จะเสนอ ครม. นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมจะผลักดันก่อนเกษียณอายุราชการปีนี้ และเรื่องนี้ผมเคยผลักดันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง (สศค.)" นายสถิตย์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ทาง สศค.ได้นำเสนอว่าการจัดเก็บภาษีมลพิษที่จะเริ่มในลำดับแรกๆ หลังจากผลักดันร่างกฎหมายแม่นี้ไปแล้ว ได้แก่ มลพิษทางน้ำและมลพิษทาง อากาศ จากนั้นจะเป็นการเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์ ภาษีการจัดการของเสียอันตรายจากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีนักท่องเที่ยว เป็นต้น

โดยการกำหนดอัตราจัดเก็บ จะกำหนดเป็นเพดาน ซึ่งมีการกำหนดไว้ในเบื้องต้น กรณีภาษีมลพิษทางน้ำจะเก็บจากค่าบีโอดี (BOD) และปริมาณสารแขวนลอย (TTS) โดยเก็บตามขนาดของสถานประกอบการตั้งแต่ปีละ 3,000-10,000 บาท ขณะที่ภาษีมลพิษทางอากาศ จะเก็บจากค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่นละอองรวม (TPS) เก็บคงที่ตามขนาดโรงงาน 1 หมื่นบาท หรือไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี