"ซีพีเอฟ"เตือนรับสภาพอาหารแพง ชี้ทั่วโลกเพิ่มสต๊อกดันหมูไก่ไข่พุ่ง

ซีพีเอฟเตือนคนไทยรับสภาพราคาอาหารแพง ชี้เหตุพืชอาหารถูกโยกไปทำพลังงานทดแทน แถมอากาศแปรปรวน โรคระบาด ทำผลผลิตมีน้อย ทั่วโลกตื่นเพิ่มสต๊อก เปิดแผนลุยเทกโอเวอร์ หลังสำเร็จที่เวียดนาม-จีน ดันรายได้ปีนี้โต 50% ลั่นอีก 5 ปีเป้าแตะ 6 แสนล้าน

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ทิศทางราคาอาหารในระยะยาว 5-10 ข้างหน้า มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลกตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งอาหารสัตว์เนื่องจากมีการนำวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์คือ ข้าวโพด ไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนประเภทเอทานอล โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำข้าวโพดประมาณ 30-40% ไปผลิตเอทานอล นอกจากนี้พืชอื่นๆ เช่น อ้อย ก็ได้นำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนเช่นเดียวกัน เป็นผลทำให้ราคาอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การเกิดโรคระบาด ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรผลิตได้น้อยลง

นายอดิเรกกล่าวว่า จากประเด็นเหล่านี้ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการเพิ่มสต๊อกการนำเข้าอาหารมากกว่าเดิม จากปกติที่จะสต๊อกประมาณ 5 เดือน ส่วนแนวโน้มราคาอาหารในประเทศขณะนี้ ไข่ไก่มีแนวโน้มปรับลดลง แต่เชื่อว่าคงเป็นระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาว 5-10 ปี แนวโน้มราคาอาหารไม่ว่าจะเป็นไข่ ไก่ หมู มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

"ต้องยอมรับความจริงว่าอาหารมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตามราคาน้ำมันและราคาอาหารสัตว์ที่ปรับเพิ่มขึ้น และเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต้องปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและค่าแรงขั้นต่ำ และหากดูเงินเฟ้อ เงินเดือนข้าราชการ หรือราคาทองคำ พบว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นมาตลอด"

นายอดิเรกกล่าวว่า ซีพีเอฟยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญคือ การเป็นผู้ผลิตอาหาร โดยมองหาโอกาสที่จะซื้อกิจการเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ หลังจากการบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการธุรกิจอาหารสัตว์และเกษตรครบวงจรในประเทศจีนและเวียดนามด้วยเงินลงทุน 6.5 หมื่นล้านบาท และจากการเข้าไปซื้อกิจการดังกล่าวทำให้รายได้ของซีพีเอฟเติบโตถึง 50% หรือมียอดขายเพิ่มเป็น 320,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี 2555 จากสิ้นปี 2554 ซึ่งซีพีเอฟมีรายได้รวม 210,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 110,000 ล้านบาท โดยหลังจากซื้อกิจการในสองประเทศนี้แล้ว ซีพีเอฟตั้งเป้ารายได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 15% หรือมียอดขายเพิ่มอีก เท่าตัวเป็น 600,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีนับจากนี้ไป

นายอดิเรกกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายจะผลักดันเรื่องระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ตามระบบมาตรฐานไอเอสโอ 27001:2005 ทั้งโรงงานในและต่างประเทศ หลังจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 2 แห่ง คือ โรงงานบางนา กม.21 และโรงงานปักธงชัย ได้รับมาตรฐานดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลกต่อไป