บ้านพักอาศัย หรือจะเรียกว่าเป็นคฤหาสน์ก็ไม่ผิดของนายทุนผู้มีอิทธิพลในวงการค้าไก่ไข่ รายหนึ่ง ที่มีฟาร์มตนเองอยู่ในภาคตะวันออก
ปฏิกริยาหลังจาก ครม. รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมติให้เปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์ (พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่) ดูเหมือนจะวิตกจริตกันอยู่เรื่องเดียว คือ ไข่ไก่จะล้นตลาดจนนำไปสู่ภาวะการขาดทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่
พร้อมกับข้ออ้างจาก มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้ เลี้ยงไก่ไข่ และ มงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่ พร้อมใจกันท่องอยู่คาถาเดียว คือ
“ขาดทุนมาสามปีติดต่อกัน เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลเปิดเสรีพันธุ์สัตว์จะทำให้ไข่ไก่ล้นตลาดเกษตรกรจะขาดทุน”
สิ่งที่น่าค้นหาความจริงคือ หากขาดทุนติดต่อกันสามปีจริง เหตุใดกลุ่มที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์จากการผูกขาด 9 ราย จึงมีการขยายฟาร์มอย่างต่อเนื่อง แถมแต่ละคนยังพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตไม่ต่างจากคฤหาสน์
เริ่มกันที่ มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งมีหุ้นใน บริษัท นาดี พันธุ์ดี ที่ได้โควต้าพันธุ์สัตว์จากการใช้ชื่อ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรีมาบังหน้า
บุญยงค์ ศรีไตรราศี หนึ่งในหุ้นส่วน บ.นา ดี พันธุ์ดี และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี ก็มีบ้านอาศัยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่มูลค่านับร้อยล้าน
ความอู้ฟู่ของเกษตรกรที่บอกว่าขาดทุนมาตลอดสามปียังไม่หมดเท่านี้ บ้านของ อรรณพ อัครนิธิยานนท์ หนึ่งในหุ้นส่วน บ.นาดีพันธุ์ดี เป็นญาติกับ มงคล พิพัฒน์สัตยานุวงศ์ นายก สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่แห่งประเทศไทย ก็อยู่ในระดับคฤหาสน์หรู
ส่วนคฤหาสน์หลังที่นำภาพมาประกอบให้ชมนี้ เป็นบ้านของนายทุนไก่ไข่รายใด ก็ให้ถามได้จาก บุญเกิด บุญเกิดทรัพย์สิน เจ้าของ บจก.ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ ซึ่งได้โควต้าพันธุ์สัตว์ จำนวน 33,120 ตัว
คำถาม คือ หากคนเหล่านี้ขาดทุนต่อเนื่องกันมาสามปีจริง จะมีคฤหาสน์หลังงามกันถ้วนหน้าได้อย่างนี้หรือ หากขาดทุนสามปีติดต่อกันจริง ธนาคารจะยอมปล่อยเงินกู้เพื่อให้คนเหล่านี้ขยายฟาร์มหรือ?
คำตอบ คือ ถ้าธนาคารเห็นว่าธุรกิจไข่ไก่ไม่มีโอกาสทำกำไร ก็คงไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อให้คนเหล่านี้ลงทุนหลักร้อยล้านบาทใน บ.นาดี พันธุ์ดี
จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ คงพอเห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่า เหตุใดทั้ง มาโนช ชูทับทิม และ มงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ รวมไปถึงทุนใหญ่ที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์ จึงออกมาประสานเสียงว่า
ยกเลิกระบบโควต้าไม่ได้
นั่นเป็นเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่เพิ่งจัดสรรกันลงตัวกำลังพังทลายลง มิใช่ออกมาต่อต้านการเปิดเสรีด้วยความห่วงใยเกษตรกรรายย่อยตามที่มีการกล่าว อ้าง
ใครก็ตาม ถ้ามีความห่วงใยเกษตรกรรายย่อยจริง คงไม่อำมหิตฆ่าเกษตรกรรายย่อยและรายอิสระให้ต้องเลิกกิจการไป เพราะปัญหาการขาดแคลนพันธุ์สัตว์ จนหมดอาชีพไปเป็นจำนวนมาก ส่วนตัวเองและพวกพ้องกลับขยายฟาร์มของตัวเองให้มีขนาดใหญ่โตขึ้น ซึ่งถ้าปล่อยให้ระบบโควต้าผูกขาดยังดำเนินต่อไป เกษตรกรรายย่อยและรายอิสระก็จะถูกบีบออกจากระบบ
ทำให้เหลือแต่เกษตรกรรายใหญ่ที่มีความเข้มแข็งกับกลุ่มที่ผูกขาดการ นำเข้าพันธุ์สัตว์เท่านั้นที่อยู่รอดได้ โดยที่ผู้บริโภคจะถูกเอาเปรียบในเรื่องราคาไข่ไก่ที่แพงเกินจริง ส่วนทุนผูกขาดก็ฮั้วทั้งระบบกระชับรายได้กันสนุกมือ
ดูง่าย ๆ จากกรณีล่าสุดที่ผู้ผูกขาดการนำเข้าพันธุ์สัตว์ยอมลดราคาลูกไก่ไข่ลงมา 5 บาท จาก 30 เหลือ 25 บาท ราคาแม่ไก่สาวลดลง 10 บาท จาก 154 เหลือ 144 บาท นั่นแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ค้ากำไรเกินควรมานาน ขณะที่คณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board รวมทั้งกรมการค้าภายใน ปล่อยให้ทุนใหญ่เอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเลย ซึ่งการที่กลไกรัฐเข้าข้างทุนใหญ่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่เป็น ธรรมต่อทั้งเกษตรกร และระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ไม่เพียงแต่ราคาลูกไก่ไข่จะมีปัญหาเท่านั้น ในปัจจุบันการตั้งราคาไข่ไก่ก็มิได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ถูกกำหนดโดยคนไม่กี่คน
เริ่มจาก ตัวแทน ซีพี ในฐานะผู้ที่ครองส่วนแบ่งการ ตลาดสูงสุดตั้งราคาประสานไปยัง มงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายก สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่แห่งประเทศไทย จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ บุญเกิด บุญเกิดทรัพย์สิน เจ้าของ บจก.ฟาร์ม ไก่พันธุ์เกิดเจริญ และร่วมมิตรกรุ๊ป ในฐานะผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะกำหนดราคาส่งไปยังสหกรณ์ ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ประกาศราคาฮั่งเช้งหรือราคาไข่ไก่หน้า ฟาร์ม ซึ่งจะเป็นราคาที่ใช้กันทั่วประเทศ เท่านี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรม
ดูจากรายชื่อของผู้ที่มีอิทธิพลเหนือตลาดไข่ไก่ คงเห็นแล้วว่า ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการผูกขาดพันธุ์สัตว์ทั้งสิ้น และยังรวมหัวกันผูกขาดระบบไข่ไก่ทั้งระบบอีกด้วย

