ปลุก'ยาหอม'ภูมิปัญญาไทยให้กลับมานิยม

ชู "ยาหอม" กลับมาคู่กายสังคมไทยอีกครั้ง หลังคนรุ่นใหม่ถอยห่าง ไม่เห็นคุณค่า เตรียมจัดแสดงสมุนไพรหายากที่เป็นส่วนผสมสำคัญของยาหอมชั้นเลิศ อาทิ คุลิก่า อำพันทอง เห็ดนมเสือ เผยยาหอมที่ขึ้นทะเบียน อย.มีเกือบ 500 ตำรับ แต่ยังต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม หวังมีคนหันมาใช้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดเสวนา "ยาหอมไทย มรดกไทย มรดกโลก" โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีตำรับยาหอมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามี จำนวนมากถึง 488 ตำรับ แต่ยังไม่นับรวมยาหอมที่ผลิตโดยร้านขายยาแผนโบราณหรือแพทย์แผนไทย ที่มีอีกไม่น้อย ซึ่งทุกวันนี้ยาหอมยังคงเป็นที่นิยมเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ รวมถึงชาวต่างชาติในแถบเอเชีย แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่กลับไม่สนใจ เพราะไม่รู้ถึงคุณประโยชน์ ดังนั้น จึงต้องเร่งกระตุ้นให้คนในสังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของยาหอม โดยจะนำเสนอ เรื่องราวความมหัศจรรย์ของยาหอมในทุกแง่มุมผ่านการจัดงานสมุนไพรแห่ง ชาติ ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2553 ที่อิมแพค เมืองทองธานี

เจ้าตำรับสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ข้อมูลว่า ยาหอมเป็นตัวปรับพลังชีวิต มีผลต่อระบบเลือดและลม ทำให้ร่างกายปรับสมดุลและฟื้นฟูสภาพร่างกายไม่ให้สึกหรอ สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ทำให้ธาตุในร่างกายที่กำเริบหรือหย่อยยานเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ความปกติของร่างกายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามไม่เห็นคุณค่า จนเมื่อเจ็บ ป่วยจึงโหยหายารักษา แต่ร่างกายที่เจ็บป่วยเหมือนเครื่องยนต์ชำรุด และบางครั้งก็ยากที่จะกลับมาปกติดังเดิม ยาหอมจึงเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมและ เป็นเอกลักษณ์ด้านยาสมุนไพรของไทยที่ถูกคิดค้นโดยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เพื่อให้ธาตุต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างสมดุลก่อนที่จะสายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นระบบสมอง ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ระบบหลอดเลือดและหัวใจ

"การตั้งตำรับยาหอมเป็นศิลปะในการเลือกรับปรับใช้ และปรุงแต่งสมุนไพรให้มีกลิ่นหอมและรสร้อน เป็นยาขนานเอกที่ไม่เหมือนใครใน โลก ถูกถ่ายทอดและสั่งสมมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันไทย แม้ว่าสมุนไพรหลายชนิดที่นำมาปรุงเป็นยาหอมจะนำเข้ามาจากประเทศจีนและ อินเดีย แต่กลับพบว่าทั้งสองประเทศนี้กลับไม่มีตำรับยาใดๆ ที่มีลักษณะเหมือนยาหอมไทย ยาหอมจึงเป็นสัญลักษณ์แทนนิสัยคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการปรุงผสมพัฒนา ต่อยอด และปรับใช้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ประโยชน์ได้อย่างดี"

ภญ.สุภาภรณ์กล่าวอีกว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีบันทึกว่า คนไทยเริ่มใช้ยาหอมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง โดยใช้กันในหมู่เจ้านายในรั้วในวัง จนกระทั่งองค์ความรู้ด้านยาและการแพทย์ได้ถูกนำออกมาเผยแพร่กระจายสู่สามัญ ชน และกลายเป็นยาที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตทุกครัวเรือน ซึ่งแต่ละตำรับประกอบไปด้วยสมุนไพรมากมายหลายสิบชนิด เช่น ขิง ดีปลี สะค้าน ช้าพลู เจตมูลเพลิงแดง แห้วหมู เทียน กระวาน กานพลู เปราะ เกสรบัวหลวง ฯลฯ จากการศึกษาวิจัยสรรพคุณของยาหอมจากอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล ก็พบว่ายาหอมมีผลต่อการปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล ทั้งนี้ อยากเห็นสังคมไทยกลับมาใช้ยาหอมคู่กายอีกครั้ง โดยจะนำยาหอมไปปรับใช้ในธุรกิจประเภทสปา และเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ตลอดจนมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์ยาหอมทั้งในเชิงการแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบัน

ภายในงานสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 7 นี้ จะมีการจัดแสดงสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของยาหอม อาทิ โกฐกระดูก โกฐหัวบัว ลูกจันทน์ จันทน์แดง จันทน์ขาว ชะเอมเทศ และกฤษณา เป็นต้น โดยผู้ประกอบการผลิตยาหอมไทยซึ่งสืบทอดมรดกสูตรยาหอมจากภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษ และที่สำคัญยังได้จัดแสดงสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมยาหอมในอดีต ที่หาดูได้ยาก และยาหอมราคาแพงบางตัวก็ยังนำมาใช้ เช่น เห็ดนมเสือ เป็นเห็ดที่เกิดจากน้ำนมเสือโคร่งแม่ลูกอ่อนที่คัดไหลลงสู่พื้น ดิน เก็บได้จากป่าดิบเขา มีสรรพคุณแก้อาการเหนื่อยเพลีย แก้ไอ และบำรุงกำลัง

คุลิก่า เม็ดปรวดในตัวค่าง มีฤทธิ์ช่วยขับเสลดหางวัวในคนไข้หนักใกล้สิ้นใจ ราคากิโลกรัมละ 1.2 ล้านบาท อำพันทอง ของเหลวที่ขับจากท้องปลาวาฬตัวผู้หลังการผสมพันธุ์ ช่วยบำรุงกำลัง แก้เป็นลม ขับเสมหะ และชะมดเช็ด สารที่ขับจากตัวชะมด ได้จากการใช้ไม้พันสำลีเช็ดที่ต่อมกลิ่นรอบก้นของชะมดเช็ด ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง มีคุณสมบัติรักษากลิ่นหอม บำรุงหัวใจและชูกำลัง