“อาหาร” ที่แต่ละประเทศผลิต เพื่อป้อนประชากรโลกที่ปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านคน และในอีก10ปีข้างหน้า อาหารจะกลายเป็น “วิกฤติ” ซึ่งในบางประเทศอาจถึงขั้นขาดแคลน และแย่งชิงอาหารกันได้ ขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่อดอยากก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางสังคมในประเทศ หรือระหว่างประเทศขึ้นมาได้
ประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดทาง เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ก็เป็นประเทศหนึ่งที่วันนี้เผชิญหน้ากับความมั่นคงทางด้านอาหารที่ถดถอย อย่างมาก และรัฐบาลกำลังเร่งหาทางแก้ไขให้กลับมาเป็นประเทศที่สามารถ “ผลิตอาหาร” ให้ได้ประมาณ 50% ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2563 จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 40-41%
ในภาพรวมขณะนี้อุตสาหกรรมเกษตรคิดเป็นส่วนแบ่งประมาณ 1.5 %ของ GDP ญี่ปุ่น ซึ่งรายงานจาก ข้อมูลของกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงในปี 2551 โดยข้าวเป็นผลิตภัณฑ์หลักของผลิตภัณฑ์เกษตรของญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 22% และเป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่มีส่วนแบ่งสูงสูด
ส่วนผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์และนมเนยมีสัดส่วน 31% ผัก 25% ผลไม้ 9% และอื่น ๆ 13% ตามลำดับ
ที่กล่าวว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับความมั่นคงทางอาหารที่ถดถอยเพราะ วันนี้ญี่ปุ่นสามารถผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศได้เพียง 41 % เท่านั้น ซึ่งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นสามารถรักษาอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารไว้ได้ที่ราว 40% หลังจากที่อัตราดังกล่าวลดลงอย่างมากจาก 73 % เหลือเพียง 43 % ในระยะเวลา 30 ปี (ปี 2508- 2538)
ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆมาจาก
1) การ ลดลงของอัตราการพึ่งพาตนเองทางอาหาร ซึ่งญี่ปุ่นผลิตอาหารได้เองเพียง 40% และที่เหลืออีก 60% ต้องพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งนับว่า เป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยนำเข้ามาจากสหรัฐฯ มากที่สุดประมาณ 31% ตามด้วยสหภาพยุโรป 13% จีน 13% ออสเตรเลีย 9% และ แคนาดา 6%
2) แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากอายุเฉลี่ยของเกษตรกรญี่ปุ่นในปัจจุบันที่สูงถึง 57.4 ปี โดยผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลักมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรเป็นอาชีพเสริมหรือ part-time มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
3) ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่ง เป็นข้อ กังวลของคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับอาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ สิ่งปนเปื้อน มาตรฐานการติดฉลาก โรคระบาดต่าง ๆ เช่น โรคไข้หวัดนก โรควัวบ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เช่น GMO Clone ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลได้เร่งร่างแผนพึ่งพาตนเองด้านอาหารขึ้นมา เพื่อเพิ่มอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารจาก 41% เป็น 50 % ภายในระยะเวลา 10 ปีหรือในปี 2563
โดยแผนดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกษตรกรสามารถดำรงอาชีพ เกษตรกรอยู่ต่อไปได้ ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรของประเทศทั้งด้านการผลิตและการบริโภค เช่น ปัญหาการทิ้งร้างที่ดินการเกษตร และนิสัยการไม่บริโภคอาหารเช้าของคนทำงาน การนำเอาโครงการชดเชยรายได้ให้เกษตรกรเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ และการจัดตั้งหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารให้เป็นองค์กรเดียวจากเดิมที่เคย มีอยู่หลายหน่วยงานขึ้นกับกระทรวงต่างๆ
โครงการชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกร มีแผนที่จะเริ่มจากการชดเชยรายได้ให้กับชาวนา โดยจะเริ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2553 นี้ และจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมเกษตรกรอื่นๆ ที่ปลูกพืชที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น ข้าว สาลีและถั่ว เป็นต้น ในปีงบประมาณ 2554
การชดเชยรายได้ให้กับชาวนาภายใต้แผนที่กำหนด แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1) เบื้องต้น ชาวนาที่ปลูกข้าวจะได้รับเงิน 15,000 เยนต่อพื้นที่ 1 Are (100m2)
2) หลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลแล้ว หากราคาข้าวที่ขายไปต่ำกว่าราคามาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด รัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างให้ โดยวิธีการจ่ายเงินจะเป็นการจ่ายเงินโดยรัฐบาลท้องถิ่นให้กับเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรโดยตรง
ต่อแผนข้างต้น สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรุงโตเกียว กรมส่งเสริมการส่งออกของไทยได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า การที่ญี่ปุ่นร่างแผนการพึ่งพาตนเองด้านอาหารขึ้นมา มองผิวเผินแล้วเหมือนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้สำหรับประเทศที่มีอัตราการพึ่ง พาตนเองด้านอาหารต่ำอย่างประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี การให้ความช่วยเหลือชาวนาเป็นอันดับแรก โดยอ้างว่า เป็นการกระตุ้นอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารนั้น น่าจะไม่ตรงเป้าหมายนัก เนื่องจาก อัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารสำหรับสินค้าข้าวของญี่ปุ่นนั้นอยู่ในระดับที่ สูงมากคือ 95% สำหรับข้าวทั้งหมด และ 100% สำหรับข้าวที่บริโภคในครัวเรือน
ซึ่งหากญี่ปุ่นต้องการที่จะกระตุ้น อัตราการพึ่งพาตนเอง ควรที่จะมุ่งเน้นที่สินค้าอื่นที่มีอัตราการพึ่งพาตนเองที่ต่ำก่อน เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ น้ำตาล เนื้อสัตว์ และถั่ว เป็นต้น
นอกจากนี้จากปัญหาการพบเชื้อราในขนมโมจิ ซึ่งทำมาจากข้าวที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ทำให้คนญี่ปุ่นกังวลมาก และรัฐบาลได้ออกกฎระเบียบใหม่ๆ ขึ้นมาควบคุม เช่น ให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว เช่น เหล้าสาเก rice cracker และเส้นก๋วยเตี๋ยว ติดฉลากแสดงประเทศ/แหล่งที่มาของข้าวที่ใช้เป็นวัตถุดิบ โดยมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553
“ระเบียบใหม่นี้จึงมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากข้าว เนื่องจาก คนญี่ปุ่นมักจะมองว่า ข้าวของญี่ปุ่นย่อมมีคุณภาพดีกว่าข้าวที่นำเข้า ทำให้ผู้ผลิตสินค้าที่ทำมาจากข้าวมีโอกาสที่จะหันกลับไปใช้ข้าวญี่ปุ่นแทนนำ เข้าข้าวจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรม”
แน่นอนว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าว ก็ต้องได้รับผลกระทบเรื่องนี้เช่นกัน..!
อย่างไรก็ตามทิศทางการเพิ่มอัตรา การพึ่งตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นถือเป็น ภาระกิจที่ท้าทายอย่างยิ่งในอนาคตเพราะ คนที่ทำเกษตรเป็นผู้สู่งอายุ ขณะที่คนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ทำงานออฟฟิศ ไม่สนใจทำเกษตร รวมถึงผลการรณรงค์ใช้สินค้าในประเทศของญี่ปุ่น และการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ
สิ่งเหล่านี้เป็น “โจทย์” ของรัฐบาลและผู้ส่งออกสินค้าไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด..?

