เรียบร้อยโรงเรียน "มาร์ค" ไปแล้ว สำหรับการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพง ที่สร้างความสงสัยให้กับสังคมอยู่พักใหญ่ ว่าทำไม "ไข่อภิสิทธิ์" ถึงได้แพงมหาโหด ใบละ 5-6 บาท
เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สวมบทผู้นำ สั่งเฉียบขาดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้เปิดนำเข้าเสรีพันธุ์แม่ไก่ไข่ พร้อมทบทวน
การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเรื่องไข่ไก่ทั้งระบบ ใหม่อีกครั้ง
หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็เห็นสมควรให้ยุบทิ้งไป
พร้อมย้ำว่าจากนี้ไปจะพยายามทำให้ราคาขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนในปัจจุบัน 2.80 บาท ต่อฟองให้ได้
น่าสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้นายกฯ ตัดสินใจเลือกใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคนแบบนี้
หากใครติดตามปัญหาเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ในช่วงแรกคงมีความรู้สึกว่า ไม่น่าจะมีอะไรในกอไผ่ เนื่องจากฝ่ายผู้ประกอบการอ้างว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาไข่พุ่งสูงขึ้น เป็นเพราะปริมาณ
พันธุ์แม่ไก่มีน้อย บวกกับสภาพอากาศร้อนจัด และหลังจากที่รัฐบาลออกมายืนยันว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ราคาไข่ไก่ ก็คงจะปรับตัวลดลง เข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้า
แต่ทำไปทำมา ปัญหาราคาไข่ไก่ กลับลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ชนิดที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง
หากจะโฟกัส ไปถึงเบื้องลึกแห่งนโยบายการเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ของนากยฯ คงต้องย้อนกลับไปดูผลการประชุมคณะกรรมการเอ้กบอร์ด เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ เข้าไปร่วมการประชุมด้วย หลังจากปัญหาราคาไข่แพง ถูกจุดติดเป็นประเด็นใหญ่ทางสังคม เพราะราคาไข่ ถือเป็นเครื่องชี้วัดภาวะทาง
เศรษฐกิจและฝีมือการบริหารงานรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
ว่ากันว่า การเดินทางไปร่วมประชุมของนายกอร์ปศักดิ์ มีการนำข้อความจากนายกฯ ไปฝากที่ประชุมหลายเรื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการแก้ไขที่ควรยึดถือทฤษฎีอุปสงค์และอุปทานที่ควรสอดคล้องกัน
เมื่อปัญหาราคาไข่ไก่แพงอันเกิดจากจำนวนไข่มีน้อยเกินไป ก็ควรหาทางเพิ่มปริมาณซึ่งน่าจะส่งผลทางจิตวิทยาทำให้ราคาไข่ไก่ในท้องตลาด ปรับลดลงมา
และนั่น จึงเป็นที่มาของแนวทางการแก้ไขปัญหาหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุยืนกรงของไก่สาว การชะลอการส่งออกไข่ไก่ไปนอกประเทศ รวมถึงการให้กรมปศุสัตว์จัดลูกไก่ไข่กองกลาง จำนวน 50,000 ตันต่อเดือน ให้เกษตรกรรายย่อยที่ขาดแคลนลูกไก่ไข่ ไปเลี้ยงเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และกำหนดปริมาณไก่ไข่เป็นโควตากลาง ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพันธุ์ไก่ไข่ โดยจะให้เริ่มในปี 2554 เป็นต้นไป
ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับมอบหมายให้ศึกษาปรับปรุงโครงสร้างอำนาจ หน้าที่ของเอ้กบอร์ด เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลา 60 วัน
แต่ยังไม่ทันที่มาตรการเหล่านี้จะเห็นผล นายกฯก็ตัดสินใจประกาศให้มีการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่เสรี
การตัดสินใจครั้งนี้มีกระแสข่าวว่า มาจากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดว่า แท้จริงแล้วการบริหารงานของเอ้กบอร์ดตกอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ประกอบการ 9 ราย ที่ได้รับโควตาการนำเข้าแม่พันธุ์ไข่ไก่ ขณะที่ตัวแทนราชการ ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมาก
โควตาการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ถูกผูกขาดไว้อย่างแน่นหนา แม้มีผู้ประกอบการบางรายพยายามจะขอนำเข้าด้วย แต่ไม่ได้รับการอนุญาต ส่งผลให้เกษตรกรต้องรอต่อคิวซื้อพันธุ์ไก่ไข่
จากเอกชน 9 รายเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลปรากฏว่ามีเอกชนบางรายหัวใส ต้องการได้กำไรมาก กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าการซื้อพันธุ์แม่ไก่จะต้องพ่วงกับการซื้ออาหารสัตว์ของ บริษัท
ด้วยหากเกษตรกรรายไหนไม่ยินยอมก็ต้องรอต่อคิวยาว....ไปเลย
ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ที่ตั้งไว้ในแต่ละปี จำนวน 400,000 ตัว มีการนำเข้ามาเพียงแค่ 360,000 ตัวเท่านั้น และมีอัตราลดลงเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่นับรวมกับข่าวที่ว่ามีการสั่งเก็บไข่จำนวนมากไว้นานถึง 6 เดือนด้วย
ภาพการบริหารของเอกชน จะคล้ายมีความพยายามจงใจทำให้เป็นแบบนี้ เพื่อให้ปริมาณไข่ไก่ลดลง เพื่อหวังผลปั่นราคาไข่ให้แพงขึ้นหรือไม่กลายเป็นที่กังขาของสังคม
หลังคำสั่งปลดระวาง เอ้กบอร์ด ดังกล่าว ที่ออกมา ก็ยิ่งตอกย้ำให้สังคมเห็นว่า "เอ้กบอร์ด" กลายเป็นจำเลยทางสังคมทันที
อย่างไรก็ตาม แม้การตัดสินใจแก้ไขปัญหาเรื่องไข่ไก่ของนายกฯครั้งนี้ จะได้ใจสังคมไปอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ไม่เคยมีสิทธิในโควตาการนำเข้ามานาน
แต่ในหมู่ข้าราชการ รวมถึงเอกชนที่คร่ำหวอดในวงการค้าไข่ กลับมีความเห็นที่แตกต่าง มองว่านายกฯเลือกทางแก้ไขปัญหาที่ผิด มองข้อมูลไม่ครบทุกด้าน และผลจากการตัดสินใจครั้งนี้ อาจจะนำปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต
ผู้ประกอบการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่รายหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเอ้กบอร์ด เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ผันผวนระหว่างภาครัฐ และเอกชน หลังเกิดภาวะไข่ไก่ล้นตลาด ทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างมาก
โดยความร่วมมือครั้งนั้น โดยเฉพาะการลดปริมาณนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จากเดิมที่การนำเข้าแบบอิสระเสรี ไม่มีการบังคับ การกำหนดโควตาไว้ที่ 400,000 ตัว ซึ่งเอกชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะกลัวการขาดทุน เห็นได้จากจำนวนเอกชนที่เคยมีอยู่ถึง 15 บริษัท ลดลงมาเหลือ 13 ก่อนที่จะปรับลดลงเหลือ 9 บริษัทในปัจจุบัน
ส่วนเหตุผลว่าทำไมโควตานำเข้าถึงผูกไว้เพียงแค่เอกชน 9 รายเท่านั้น ก็เป็นเพราะว่าการดำเนินธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ผู้เลี้ยงจะต้องมีศักยภาพเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องโรงฟักอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ และที่สำคัญต้องมีทุนเสริมสภาพคล่องพอสมควร ภาพรวมการทำธุรกิจประเภทนี้ เกษตรกรรายย่อยจึงไม่นิยมที่จะเพาะเลี้ยงพันธุ์ไก่เอง แต่จะใช้วิธีซื้อจากเอกชนเป็นหลัก
ส่วนข้อครหาเรื่องกลวิธีการทำธุรกิจที่ดูเหมือนจะมีการเอาเปรียบนั้น ผู้ประกอบการรายนี้ยอมรับว่าอาจมีผู้ประกอบการบางรายที่ทำเช่นนั้น เพราะต้องเข้าใจว่าการทำธุรกิจนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีปัญหาการขาดทุนมา ตลาด เพิ่งจะมีโอกาสในช่วงนี้เองที่จะทำกำไรได้
โดยที่ผ่านมาภาครัฐก็มีข้อมูลอยู่ที่น่าจะเข้ามาจัดการได้ แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร อย่างกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ควบคุมเรื่องราคาเป็นหลัก ทำเพียงอย่างเดียวของบประมาณจัดโครงการ
ไข่ธงฟ้าเท่านั้น
การแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพง นอกจากนายกฯที่ได้หน้าได้คะแนน ก็ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ชอบอ้างเกษตรกรรายย่อยมาเป็นแบ็คอัพน่าจะได้ ประโยชน์ด้วย เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามจะขอแบ่งโควตาจากเอกชน 9 ราย ซึ่งมีแผนดำเนินงานจะเซ้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งแถวชลบุรี โดยคนในแวดวงเดียวกันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้ประกอบการรายนี้จะขายอาหารสัตว์พ่วงกับขายพันธุ์สัตว์ในเกษตรกรที่ เป็นลูกข่าย
ไม่รู้ว่าเรื่องเล่าข่าวลือเหล่านี้ นายกฯจะได้ยินบ้างหรือไม่
"ถ้าจะให้พูดกันตามความจริง การตัดสินใจใช้นโยบายการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ครั้งนี้ เอกชนทั้ง 9 รายไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมาก ในทางตรงกันข้าม รู้สึกมีความสุขมากกว่าที่จะได้ทำธุรกิจอย่างอิสระ ไม่ต้องถูกบังคับจากหัวโขนความเป็นเอ้กบอร์ด ที่ราชการสวมไว้ให้ เพราะเชื่อว่า ต่อให้มีการเปิดเสรี ก็คงจะมีเกษตรกรจำนวนน้อยที่สามารถนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่มาได้ สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องพึ่งเอกชนรายเดิมอยู่ดี ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องซื้ออาหารสัตว์พ่วงด้วย"
เท่าที่ดูแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องไข่ล้นตลาดของนายกฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนอะไรมากนัก ที่พูดว่าจะนำกลไกลเหมือนนมโรงเรียนมาใช้ ก็เป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะสินค้าทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน อีกทั้งกลไกเรื่องนมโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก ภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมนมเทนมทิ้งประท้วงรัฐบาลก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เชื่อว่าเมื่อถึงตอนนั้น หากไม่มีทางออก รัฐบาลก็คงต้องกลับมาง้อเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลืออยู่ดี
แต่ความร่วมมือครั้งใหม่ (ในอนาคต) เชื่อว่ากติกาคงไม่เหมือนเดิม เพราะภาพที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ ระหว่างรัฐบาลกับเอกชน มันมีรอยร้าวแห่งความไม่ไว้วางใจกัน เสียแล้ว
เมื่อถึงวันนั้น คนไทยทั้งประเทศ คงจะมีคำตอบอยู่ในใจว่า ใครคือผู้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น

