โลกหมุนเร็ว
เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
สําหรับคนชั้นกลางอย่างผู้เขียนที่ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือจ้างคนสวน ที่ทางแม้พอมีให้ปลูกต้นไม้เอาสีเขียวไว้พักสายตา และได้รับความชุ่มชื้นอยู่บ้างก็มักจะรกอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพราะใช้วิธีอยากได้ต้นอะไรก็ไปเอามาปลูกทีละต้น ทั้งไม้ดอก ไม้ผล ไม้ประดับ ช่วงไหนจ้างคนสวนรายวันมาตัดแต่งบ้างก็พอดูได้ขึ้นมาหน่อย และว่าที่จริง ต้นไม้ที่เห็นอยู่นั้นก็ฝีมือคนอื่นในครอบครัว มิใช่ฝีมือตนเอง เพราะว่าผู้เขียนปลูกต้นไม้ไม่เป็น
เกิดมาก็อยู่กรุงเทพฯ แล้ว ไม่มีท้องไร่ท้องนาหรือเรือกสวนให้ได้สะสมเรียนรู้เรื่องของธรรมชาติ ไม่รู้หรอกว่าต้นไม้ชนิดนี้ชอบแดด ชนิดนี้ไม่ชอบ ชนิดนี้ชอบชื้น ชนิดนี้ชอบแห้ง
ดังนั้น เมื่อมะม่วงที่ปลูกไว้ต้นเดียวหลังบ้านไม่ออกลูกเลยตั้งแต่ปลูกมาได้สิบปี ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน บ่นดังๆ ว่าไม่ออกลูกสักทีเดี๋ยวก็ฟันทิ้งเสียหรอก แล้วมันก็ออกลูกมาให้เห็นเหมือนกับจะได้ยินและกลัวถูกฟันทิ้ง
ส่วนมะม่วงอีกต้นอยู่ที่บ้านชายทะเลต่างจังหวัดกลับลูกดกแถมใหญ่เบ้ง เก็บมาชั่งต้นเดียวได้หกสิบกว่าโล ปลาบปลื้มยิ่งนัก
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือ แต่เป็นเรื่องตามธรรมชาติโดยแท้
และเมื่อเป็นดังนี้ จึงรู้สึกดีใจที่ได้เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่าเกษตรกรไทยกำลังทยอยกันกลับถิ่น นึกในใจว่า คนเราควรอยู่ในที่ของตน หรือตามสำนวนอังกฤษว่า stay where you belong ข่าวนี้มาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งออกมาเปิดเผยว่า ได้รายงานการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับคืนภาคเกษตร ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ในรายงานนี้บอกว่าจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้มีการเลิกจ้างงานมากขึ้น จึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคอื่นเข้าสู่ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ตัวเลขในปี 2552 บอกว่าการเคลื่อนย้ายเข้าภาคเกษตรมีถึงกว่า 3 แสนราย ส่วนปีก่อนหน้านั้นคือ 2551 มีการย้าย 4.9 แสนราย
ผู้เขียนกำลังนึกว่าตัวเองจะปลูกต้นไม้สักต้นก็รู้สึกแสนยาก ส่วนเกษตรกรคืนถิ่นทั้งหลายนั้นพอได้กลับบ้านก็ปลูกพืชปลูกข้าวกันคล่องแคล่วเพราะมีทักษะอยู่ในสายเลือดแล้ว จะหลับตาทำก็ย่อมได้ น่าจะกลับกันเสียตั้งนานแล้ว
แต่ก็เข้าใจว่าเมื่อก่อนนี้การทำไร่ทำนานั้นเหน็ดเหนื่อย ขาดเครื่องทุ่นแรง รายได้ก็ไม่ดี ค่าใช้จ่ายก็สูง เกษตรกรทำไร่ทำนาไม่ไหวไม่พอกินก็ต้องละทิ้งไร่นาเข้าเมืองมารับจ้างกันแทบจะไม่เหลือ จนเราวิตกกันว่าแล้วอีกหน่อยใครจะปลูกข้าวให้เรากิน หรือชะรอยเราจะต้องไปนำเข้าข้าวเวียดนามมากินกันซะแล้ว
แต่สมัยนี้หากเกษตรกรมีความรู้ก็สามารถทำการเกษตรให้มีรายได้ดี และไม่เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนในอดีต เช่น ทราบมาว่าเกษตรกรบางคนแทนที่จะปลูกข้าวขายให้คนบริโภค ก็ปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตมาทำพันธุ์ ทำให้มีรายได้ดีกว่าเดิมถึงสามเท่า
รายงานของ สศช. ที่เพิ่งสำรวจเมื่อปีที่แล้วคือ 2553 นี้เองก็บอกว่าในภาคต่างๆ มีเกษตรกรทยอยกลับบ้านกันทั้ง 4 ภาค และมีจำนวน 65 จังหวัด
นี่เป็นหลักฐานว่าประชากรไทยส่วนใหญ่คือเกษตรกร และกระจายกันอยู่เกือบจะทุกจังหวัด ถ้ามาดูเป็นภาคๆ ก็จะพบว่าภาคกลางแรงงานกลับคืนภาคเกษตรถึง 14.36% ภาคเหนือ 12.4% ภาคใต้ 7.24% ซึ่งจากการสำรวจเกษตรกรให้เหตุผลว่า เป็นเพราะค่าครองชีพในเมืองสูง สินค้าเกษตรราคาเพิ่มขึ้น และยังมีโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลด้วย
ในขณะที่แรงงานภาคตะวันออก 65.98% เป็นการย้ายถิ่นตามฤดูกาล
น่าสนใจว่าแรงงานในภาคเกษตรไม่ได้ย้ายมาทำงานในเมืองและกลายเป็นคนเมืองไปเลย ความกดดันจากค่าครองชีพก็ดี และการที่รัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ก็ดี หรือราคาสินค้าเกษตรดี ก็ทำให้เกิด dynamics ใหม่คือมีการย้ายกลับไป
ความกลัวที่ว่าภาคเกษตรจะหดไปเรื่อยๆ อย่างถาวรก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น
ที่น่ายินดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผลจากราคาพืชผลเกษตรที่ดีขึ้นทำให้ยอดเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ในปี 2551 เพิ่มขึ้นถึงสามหมื่นกว่าล้านบาท หรือ 300% จากปี 2550 ที่เคยมีเพียงหมื่นกว่าล้านบาท และเมื่อดูไปที่รายบุคคล ยอดเงินฝากต่อรายเพิ่มขึ้น 11,736 บาทต่อปี หรือ 384.4% จากปี 2550
ทีนี้มาดูในปี 2552 ยิ่งน่ายินดี เพราะยอดเงินฝากเพิ่มเป็น 56,592 ล้านบาท ทาง สศช. บอกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการประกันรายได้ที่เกษตรกร 3,956,177 รายได้รับเงินชดเชยในปีการผลิต 2552/2553 รอบแรกเป็นจำนวนเงิน 36,498 ล้านบาท อ่านระหว่างบรรทัดแปลว่านโยบายของรัฐบาลนั้นได้ผล
หรือมันก็แล้วแต่จะมองกันอย่างไร จะบอกว่านี่เป็นเงินของรัฐบาลที่เอาไปแจกเกษตรกรจากภาษีของประชาชนก็ย่อมได้ มันอยู่ที่ว่าสมควรแล้วใช่ไหมที่เกษตรกรจะต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม ถูกต้องแล้วที่รัฐบาลดูแลเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ
และเมื่อการช่วยเหลือบรรลุผล เขาก็ไม่อยากทิ้งไร่ทิ้งนากัน ใครเลยจะอยากทิ้งอาชีพที่ทำได้ดีชำนิชำนาญเพราะทำมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
อย่าว่าแต่เกษตรกรอยากอยู่กับไร่นาที่บริสุทธิ์สะอาดเลย คนชั้นกลางก็ยังเบื่อหน่ายอากาศเสีย รถติด ถนนหนทางสกปรกในเมือง อยากไปอยู่ในชนบทกันมากมาย
รายงานสรุปท้ายว่า ระหว่างปี 2552 เกษตรกรชำระหนี้คืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สามแสนกว่าล้านบาท ย้ำสามแสนกว่าล้านบาท เป็นการกู้ที่ขยายตัวขึ้น 5.6% แล้วกู้ต่อเพื่อเพิ่มการลงทุนอีกสามแสนกว่าล้านบาท เป็นการกู้ที่ขยายตัว 7.76%
นี่แสดงว่าอะไร แสดงว่าสถานการณ์เกษตรกรไทยค่อยๆ ดีขึ้น มีการรับรู้จากภาครัฐ มีความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม และมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจกับข่าวแบบนี้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว มันพาเอาความสดใสมาให้เลยทีเดียวละ

