ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุน 4 นโยบาย โดยจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 13 กันยายนนี้ โดยรายละเอียดนโยบายที่เห็นชอบได้แก่
1) นโยบายอนุญาตให้มีการใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการลงทุนส่วนขยาย ซึ่งได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการที่สามารถจ้างแรงงานต่างด้าวได้ กล่าวคือ เป็นโครงการส่วนขยายและใช้สิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลง ทุน (BOI) หมดแล้ว, บริษัทที่ขอให้แรงงานต่างด้าวจะต้องลงทุนในประเทศไทยต่ำกว่า 20 ปี, มีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และจ้างแรงงานต่างด้าวไม่เกิน 15% ของแรงงานทั้งหมดที่ใช้ในโครงการส่วนขยาย
2) นโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (data center) ซึ่งเป็นกิจการที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ และอำนวยความสะดวกในการติดตั้งคอมพิวเตอร์สำรอง เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ โดยขณะนี้สิงคโปร์และมาเลเซียได้ให้การส่งเสริมในกิจการนี้แล้วโดยได้รับ สิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้ 8 ปีทุกเขต จำกัดวงเงิน
3) การปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการคัดคุณภาพบรรจุ เก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัยครบวงจร จากเดิมให้การส่งเสริมกิจการอบพืชและไซโล กับกิจการคัดคุณภาพ บรรจุ เก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งกิจการต้นและปลายทางยังไม่มีกลางทางที่เกี่ยวข้องกับโรงสี ซึ่งนโยบายนี้เพิ่มในส่วนของโรงสีที่ใช้เครื่องจักรในการสีข้าวและคัดคุณภาพ ข้าวได้ด้วย โดยสิทธิประโยชน์ได้รับ "ยกเว้น" ภาษี 8 ปี จำกัดวงเงิน
และ 4) การปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือปานกลาง โดยปรับราคาจำหน่ายจากหน่วยละ 1 ล้านบาทเป็น 1.2 ล้านบาท สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทและทุกเขตที่ตั้งเป็นตามภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นและตามที่ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ เคยทำเรื่องเสนอให้มายัง BOI จากเงื่อนไขเดิมที่ในสิทธิประโยชน์เฉพาะ
ใน เขต 1 อาคารชุดเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 28 ตารางเมตร จำหน่ายไม่เกิน 1 ล้านบาท, บ้านเดี่ยว/บ้านแถวเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 70 ตารางเมตร จำหน่ายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เขต 2 และ 3 พื้นที่ไม่น้อยกว่า 31 ตารางเมตร จำหน่ายไม่เกิน 600,000 บาท โดยเงื่อนไขปรับให้ทุกวันในเขต 1 ทุกจังหวัด และ 6 จังหวัดในเขต 2 และ 3 ปรับราคาจำหน่ายเป็น 1.2 ล้านบาท ได้แก่ ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ภูเก็ต, สงขลา และสุราษฎร์ธานี
เนื่องจาก ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้น BOI จึงเห็นสมควรให้มีการปรับราคาจำหน่ายให้เหมาะสม ซึ่งการปรับก็น้อยกว่าข้อเสนอของผู้ประกอบการที่ขอปรับมาถึง 1.5 ล้านบาท" นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว
นายธำ รงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผยว่า หากวันที่ 13 กันยายนนี้บอร์ดบีโอไอเห็นชอบตามความเห็นของอนุกรรมการบอร์ดจะส่งผล ให้ผู้ประกอบการสนใจลงทุนพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดฯบีโอไอมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภค โดยเฉพาะการปรับเพดานราคาที่อยู่อาศัยในเขต 2 และ 3 รวม 6 จังหวัดดังกล่าว
ก่อน หน้านี้ 3 สมาคมอสังหาฯ ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับตัวแทนบีโอไอ โดยยื่นข้อเสนอให้พิจารณาปรับเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนบ้านและคอนโดฯบีโอไอ ดังนี้ 1.ปรับเพดานราคาขายห้องชุดในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลจาก 1 ล้านบาท เป็น 1.2 ล้านบาท เท่ากับราคาขายบ้านเดี่ยวและบ้านแถว และปรับราคาขายห้องชุด ในหัวเมืองต่างจังหวัด เมืองท่องเที่ยว จากเดิมไม่เกิน 6 แสนบาท เป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาท

