ฝุ่นตลบ-ยังจบไม่ง่าย! 'ปัญหาไข่ไก่'

สกู๊ป

'แก้ที่ไก่ไข่' วงจรเก่า?

กรณี “ปัญหาไข่ไก่” ภายหลังรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการกำหนดนโยบายใหม่ออกมา ที่สุดแล้วจะเป็นการแก้ปัญหาได้ หรือจะเป็นจุดเริ่มนำสู่วังวนปัญหาเดิม ๆ จนวันนี้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่??

กระแสปัญหา “ไข่ไก่แพง” จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นอื้ออึง

แม้รัฐบาลเข้าดำเนินการแล้วก็ยังอื้ออึงไม่หยุด!!

ทั้งนี้ ย้อนดูข้อมูลวงการ “ไข่ไก่-ไก่ไข่” ในประเทศไทย ข้อมูลจากบางแหล่งระบุไว้สรุปได้ว่า... ในอดีต 20-30 ปีที่แล้ว วงการเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทยมีผู้นำเข้า “พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่” เพื่อนำมาผลิตลูกเป็น “ไก่ไข่” เกือบ 20 ราย เป็นการแข่งขันกันอย่างเสรี โดยบางรายก็นำเข้า-ผลิตเพื่อใช้เองในฟาร์มตนเอง บางรายเพื่อใช้เองและขายด้วย บางรายก็เพื่อขายเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะผลิตไก่ไข่เพื่อขายด้วย โดยการแข่งขันในช่วงนั้นเน้นที่คุณภาพของลูกไก่ และบริการด้านวิชาการ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่ไก่ขายประสบความสำเร็จ

เวลาผ่านไป ผู้ผลิตลูกไก่ไข่จำนวนหนึ่งเลิกกิจการไปด้วยหลายสาเหตุ จนช่วงปี 2545-2546 วงการไก่ไข่ก็ต้องการมีหน่วยงานกำกับดูแลทั้งระบบเหมือนต่างประเทศ จากการเกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด ราคาตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน-เป็นหนี้ ซึ่งในปี 2549 เอ้ก บอร์ด-คณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ ก็ถูกจัดตั้งขึ้น

คณะกรรมการดังกล่าวนี้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาการพัฒนาไก่ไข่และ ผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ รวมถึง กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรค โดยในคณะกรรมการก็ประกอบไปด้วย รัฐมนตรี และบุคลากรภาครัฐที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค รวมถึงมีผู้รู้ ผู้ประกอบการด้านไก่ไข่ เข้าร่วมด้วย เพื่อให้สามารถศึกษาและรู้ถึงการดำเนินกิจการไก่ไข่ทั้งระบบ เห็นแนวโน้มและอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตรด้านนี้ได้ตลอดห่วงโซ่

โดยหลักการแล้วการมีบอร์ดแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี

แต่มาถึงตอนนี้แม้แต่รัฐบาลเองก็วิพากษ์-กังขา??

อย่างไรก็ตาม กับฝ่ายที่เห็นว่าบอร์ดหรือคณะกรรมการดังกล่าวนี้ก็ได้มีการดำเนินการไปตาม หลักการ-สภาพการณ์ ก็มองว่า... คณะกรรมการดังกล่าวนี้มีที่ปรึกษาอีก 3 ชุด เพื่อดูแลเรื่องความมั่นคงของธุรกิจ เรื่องปริมาณการนำเข้า การเลี้ยง และดูแลราคาไข่ไก่ให้เหมาะสม, เพื่อดูแลเรื่องการส่งเสริมรณรงค์การบริโภคไข่ไก่, เพื่อดูแลเรื่องมาตรฐานสินค้า มาตรฐานของไก่ มาตรฐานของไข่ ให้ผลผลิตที่ออกมาปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ปัจจุบัน คณะกรรมการดังกล่าวนี้เพิ่งมีกรรมการเป็นชุดที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการดำเนินการแก้ไขปัญหา “ไข่ไก่ล้นตลาด” ปัญหา “เกษตรกรขาดทุน” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีการใช้มาตรการต่าง ๆ อาทิ ควบคุมปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ การปลดแม่ไก่แก่ยืนกรงให้เร็วขึ้น การส่งออกเพื่อระบายไข่ไก่ส่วนเกิน

นอกจากนี้ ยังมีการใช้วิธีควบคุมการผลิตไข่ไก่ที่ต้นน้ำ คือให้ผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ลดการนำเข้า จากเดิมราว 445,799 ตัว ตั้งแต่ปี 2544 ก็ให้ลดลงตามสัดส่วนที่กำหนด ตามฐานลูกค้า-ฐานการผลิตลูกไก่ไข่เดิม ทำให้เกิดตัวเลขปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เกิดขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมาก็เรียกว่า “โควตานำเข้า” โดยในปี 2550 มีโควตานำเข้า 421,251 ตัว และถึงปี 2553 นี้ มีโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ 405,721 ตัว

แล้วกระแสไข่ไก่ราคาแพงก็กระพือขึ้นมาใส่รัฐบาล

นำมาซึ่งการทำในสิ่งที่มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย

“ผมคิดว่าเราได้คลายปัญหาซึ่งเป็นข้อจำกัดแล้ว ส่วนระยะยาวนั้น ครม. ก็ได้คุยกันว่าจะมีกลไกในการปรับแก้ไขปัญหาไข่ล้นตลาดในอนาคตได้...” ...นี่เป็นเสียงของนายกรัฐมนตรี เมื่อ 13 ก.ค. หลังรัฐบาลสั่ง “เปิดเสรี” นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งก็มีเสียงขานรับไม่น้อย และมีการมองว่าเป็นการ “ป้องกันการผูกขาด”

“เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่ ที่ผลประโยชน์จะไปตกกับบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น ทำให้รายใหญ่สามารถนำเข้าได้อย่างไม่จำกัด...” “ทำไมคิดแก้ไขปัญหาได้ง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องมองผลกระทบให้รอบด้านก่อน ว่าผลสุดท้ายใครได้ประโยชน์กันแน่...” ...แต่นี่ก็เป็นเสียงถามสวน ของ มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย พร้อมมีการระบุว่า... “ให้เกษตรกรรายย่อยเตรียมใจกับการขาดทุน”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้เลี้ยงไก่ไข่มีการระบุว่า นโยบายไข่ไก่เดิมนั้นถูกทางแล้ว แต่สภาวะ “ร้อน-แล้ง” คือสาเหตุทำให้ผล ผลิตไข่ไก่ลดลงมากกว่าเป้า ระดับราคาไข่ไก่จึงขยับขึ้นตามหลัก “ดีมานด์-ซัพพลาย” แต่ไข่ไก่ก็มีวงจรระยะสั้น ราคาที่ขยับสูงขึ้นจะลดลงในไม่ช้า หลังจากมีฝนตก อากาศร้อนคลี่คลาย และกับกระแสไข่ไก่ราคาแพงที่กระพือขึ้นมานั้น ก่อนหน้านี้ก็มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตประมาณว่า เรื่องนี้อาจจะมี “ไอ้โม่ง” รอลุ้น “ได้ผลประโยชน์” จากการที่ “รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายไก่ไข่-ไข่ไก่” หรือเปล่า??

“ปัญหาไข่ไก่” ตอนนี้ฝุ่นยังตลบ...ต้องตามดูตอนต่อไป

รัฐบาลเดินหน้าถูกทางหรือย้อนทางเก่า...ก็มี 2 มุมมอง

ทุกข์ผู้บริโภคถูกโยกให้เกษตรกรหรือไม่...รอดูกัน??