รมว.อุตสาหกรรมยอมรับหืดจับ ดันยอดเป้าส่งเสริมการลงทุน 5 แสนล้านบาท เหตุโครงการลงทุนขนาดใหญ่ชะลอตัดสินใจ เพราะไม่มั่นใจปัญหามาบตาพุด สั่งกรมโรงงนอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม เร่งโรดโชว์ต่างประเทศ ดึงนักลงทุนเพิ่ม
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลง ทุน(บีโอไอ)เพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของมูลค่าเงินลงทุนกลับน้อยลง สะท้อนว่าโครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในส่วนขยาย ทำให้มูลค่าการลงทุนต่อโครงการไม่มากนัก โดยภาพรวม 7 เดือนแรก บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 2.14 แสนล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ จากปัญหามาบตาพุด เมื่อยังไม่มีความชัดเจนเต็มร้อยเปอร์เซ็น ส่งผลให้นักลงทุนใหญ่ ยังมีความลังเลในการลงทุนพอสมควร แม้จะมีการติดต่อเป็นการภายใน เพื่อเข้ามาลงทุนจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จึงเป็นงานที่หนักมากขึ้นในการผลักดันส่งเสริมการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมาย
"ในแต่ละเดือนของช่วง 6 เดือนแรก มีจำนวนโครงการและมูลค่าลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมลงทุนสูงขึ้นเมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่พอเข้าสู่เดือนกรกฎาคม ตัวเลขจำนวนโครงการลงทุนก็ยังสูงอยู่ แต่มูลค่ากลับน้อยลง ทำให้เราต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งการเดินทางไปโรดโชว์พบผู้บริหารบริษัทต่างๆ เพื่อตอบข้อสงสัย อธิบายกับผู้บริหารโดยตรงทั้งปัญหาการเมือง มาบตาพุด รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆได้ด้วย ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ และเขาก็เห็นความตั้งใจของเราในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น" นายชัยวุฒิ กล่าว
ส่วนการลงทุนในโครงการเหล็กต้นน้ำ ขณะนี้ยังไม่มีการสรุปพื้นที่ตั้งในไทยแต่อย่างใด โดยเบื้องต้นสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)มอบหมายให้สถาบันเหล็กไปศึกษา พื้นที่เหมาะสม 2 แห่งที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดสงขลาเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเลือกพื้นที่ดังกล่าวแล้ว และจากการที่มีกลุ่มคนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีราว 3,000 คน ทำการประท้วงต่อต้านเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ตนก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) และสศอ.รวบรวมผลการศึกษาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ รวมทั้งแผนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ของสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) รายงานกลับมาภายใน 2-3 เดือนนี้ เพื่อดูแนวทางการพัฒนาพื้นที่การลงทุนในอนาคต โดยแผนแรกต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่การลงทุนภายในประเทศ หากมีผลเสียมากกว่าได้ ก็ค่อยขยับขยายพื้นที่ออกไป โดยในส่วนของเมืองทวายของพม่าถือเป็นพื้นที่ไม่ไกลจากไทย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว และสามารถรองรับอุตสาหกรรมหนักทั้งเหล็ก ปิโตรเคมีได้
"อยากให้ประเทศไทยมีการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำ แต่ถ้ามีปัญหากับคนในพื้นที่ชุมชนก็เกิดไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องมีการศึกษาพื้นที่การลงทุนในทวาย และเกาะกง แต่แนวทางดังกล่าวถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ขณะเดียวกันการศึกษาพื้นที่ทวาย ยังเป็นการหาพื้นที่รองรับการลงทุนใหม่ในอนาคต เพราะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็เริ่มล้นแล้ว จึงต้องมองการลงทุนในอีก 10-20 ปีข้างหน้าไว้ว่าจะขยับไปทางไหนอย่างไร" นายชัยวุฒิ กล่าว

