คาดภัยแล้งปีนี้เจ๊ง 6-5 พันล้าน

คาดภัยแล้งปีนี้เจ๊ง 6-5 พันล้าน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยา ลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกษตรจังหวัด 60 จังหวัด เพื่อประเมินผลกระทบภัยแล้งปี 53 ประเมินว่า สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ 4,350-6,550 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบตรงต่อเกษตรกรรม เช่น พืชผล ประมง และปศุสัตว์ 2,600-3,900 ล้านบาท ผลกระทบทางอ้อม เช่น การลดพื้นที่ทำการเกษตร 1,200-1,800 ล้านบาท ผลกระทบภาคอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป 400-600 ล้านบาท และผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น โรงแรมและธุรกิจต่อเนื่อง 150-250 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบปัญหาภัยแล้งปีนี้กับวิกฤติปี 47 พบว่ายังไม่น่าห่วง เพราะปีนี้มีพื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย 1.9 ล้านไร่ ขณะที่ปี 47 เสียหายถึง 13.6 ล้านไร่ ทำให้กระทบต่อเป้าหมายจีดีพีปี 53 ไม่ถึง 0.1% แต่ถ้าภัยแล้งยืดเยื้อถึงเดือน ก.ค. จนไม่มีน้ำเพาะปลูกพืช อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาท และมีผลกระทบต่อจีดีพีมากขึ้นไม่เกิน 1% แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

สำหรับสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากสุด ภาคเหนือ อ้อย รองลงมาข้าวโพด และข้าว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ้อย มันสำปะหลังและข้าว ภาคกลาง อ้อย ข้าว ไม้ผล และภาคใต้ ไม้ผล ข้าว ยางพารา แต่ผลผลิตที่ลดลงยังไม่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรแพงเกินไป เพราะปริมาณที่เสียหายยังไม่มาก และเกษตรกรไม่ได้รับอานิสงส์จากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เกษตรกร ยังมองว่าปัญหาภัยแล้ง และเหตุการณ์การ เมืองส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย โดย หากราคาผลผลิตต่ำลงจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง 40.1% เพราะรายได้ที่รับลดลง 43.2%

“การสำรวจเห็นได้ว่ารายได้เกษตรกรไม่เพิ่ม ทำให้การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจในกระเป๋าเงินตัวเอง และมีโอกาสที่รายได้จะลดลงอีก ซึ่งเชื่อมโยงไปยังการกู้เงิน ที่เกษตรกรระบุว่ามีการกู้เงินเพิ่มขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่เข้าไปดูแลอาจมีปัญหาในอนาคตต่อการก่อหนี้ทั้งในและนอกระบบ”

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข คือ ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคม ซึ่งนโยบายของรัฐบาลกำลังมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการเดินหน้ามาตรการประกันรายได้ช่วยเหลือเกษตรกร