น.ส.อัจ ฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลง ทุนของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement : ACIA) ซึ่งบีโอไอในฐานะหน่วยงานที่เป็นตัว กลางในการประสานและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ผ่านมาบีโอไอยังไม่สามารถแจ้งต่อที่ประชุมของชาติสมาชิกอาเซียนได้อย่าง เป็นทางการ เนื่องจากรายการข้อสงวนของไทยยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และถือเป็นการดำเนินงานตามมติของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่ต้องการให้ชะลอการจัดทำข้อสงวน เพื่อให้มีการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในการจัดทำรายการข้อสงวนของประเทศไทย ได้เพิ่มมาตรการเพื่อคุ้มครองการลงทุนมากขึ้นกว่าที่ประเทศไทยเคยตกลงไว้ใน อดีต โดยได้นำกิจการในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ทั้งประเภทบัญชี 1, 2 และ 3 มาบรรจุไว้ในสาขาที่ไทยต้องการสงวนด้วย นอกจากนั้น ยังได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองกิจการเอสเอ็มอีของคนไทย และรัฐวิสาหกิจของไทยด้วย ดังนั้น ข้อเสนอรายการข้อสงวนในครั้งนี้ จึงเป็นการเพิ่มมาตรการคุ้มครองมากกว่าเดิม
น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวอีกว่า บีโอไอขอยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดเสรีการ ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ การทำป่าไม้จากป่าธรรมชาติ การทำประมงหรือจับสัตว์น้ำในเขตน่านน้ำไทย โดยอาชีพเหล่านี้จะต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ ที่กำหนดให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ข้างน้อยเท่านั้นจึงจะทำได้ จะไม่มีการเปิดให้ต่างชาติข้างมากเข้ามาประกอบอาชีพของเกษตรกรไทยอย่างแน่ นอน
ทั้งนี้ ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน มิใช่การเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนได้โดยเสรี แต่ยังมีเงื่อนไขและกฎหมายอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม

