ล้างหนี้เกษตรกร5แสนรายไม่คืบ

มติ ครม.สั่งล้างหนี้เกษตรกร 5 แสนรายยังไม่คืบ ที่ปรึกษานายกฯ โวย ธ.ก.ส. เตะถ่วง ไม่ทำตามมติครม. 7 เม.ย.53 แถมยื่นเรื่องให้กฤษฎีกาตีความประเด็นมูลค่าหลักทรัพย์ของเกษตรกรที่มี มากกว่ามูลหนี้ จะสามารถเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ ตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดได้หรือไม่ เหตุกังวลธนาคารจะเสียหาย ระบุหากดำเนินการไม่ได้เรื่องใหญ่แน่ ขณะสถานการณ์น่าห่วงเกษตรกรจ่อเป็นหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มอีกกว่า 5 แสนราย

นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ปัญหา หนี้สินเกษตรกรอย่างบูรณาการ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้คณะกรรมการยังไม่สามารถเดินหน้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้สินและฟื้นฟู อาชีพเกษตรกร จำนวน 510,000 ราย ในรูปแบบการยกเว้นดอกเบี้ยและพักการชำระหนี้เงินต้น 50% ตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ได้ สืบเนื่องจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรกรประมาณ 70 -80% ไม่ให้ความร่วมมือ ส่วนที่เหลือเป็นธนาคารพาณิชย์อื่นๆ

"ภายหลังจากที่ครม.มีมติดังกล่าวออกมา แทนที่ธ.ก.ส.จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมข้อมูลในการประสานงาน กับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในการเปิดให้เกษตรกรทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ตามแนวทางที่กำหนดไว้ ธ.ก.ส. กลับเลือกที่จะทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่ามูลค่าหลักทรัพย์ ของเกษตรกรที่มีมากกว่ามูลหนี้ จะเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดได้หรือไม่ เพราะกังวลว่าหากดำเนินการไปแล้ว จะทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ได้ส่งผลทำให้สถาบันการเงินอื่นที่แจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการหยุดลง ไปด้วย เพราะต้องการรอให้ผลการพิจารณาของกฤษฎีกาออกมาก่อน" นายกนก กล่าวและว่า

ในช่วงเริ่มต้นของการจัดทำนโยบายนี้ คณะกรรมการได้มีการประสานงานกับธ.ก.ส.มาโดยตลอด ซึ่งผู้บริหารของธ.ก.ส.ก็ให้การสนับสนุนแนวคิดเป็นอย่างดี เพราะวิธีการแก้ไขปัญหานี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ที่มิ ก่อให้เกิดรายได้ ที่สะสมมาจากการที่เกษตรกรไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้หมดไป แต่ท่าทีของธ.ก.ส.ก็เปลี่ยนไป และเริ่มมีการหยิบยกประเด็นเรื่องมูลค่าทรัพย์สินขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการให้ ความร่วมมือดังกล่าว

"ผมไม่เข้าใจว่าธ.ก.ส.คิดอะไรอยู่ เพราะการดำเนินงานโครงการนี้ มีมติครม.รองรับอยู่แล้ว หากมีความเสียหายเกิดขึ้น เขาก็สามารถมาขอเงินชดเชยจากรัฐบาลได้ ดังนั้นธ.ก.ส.ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของหน้าที่ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรมากกว่านี้ แต่ก็เข้าใจในฐานะที่เป็นผู้บริหารคงต้องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร แต่การรักษาผลประโยชน์ก็อาจจะรักษาสถาบันทางการเงินไว้ไม่ได้ ในกรณีที่ประเทศเกิดสงครามกลางเมืองเมื่อประเทศล้มละลาย ผมถามว่าสถาบันทางการเงินจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องมองให้ชัดเจนและก็เลือกทางเดิน ที่เป็นเรื่องระยะยาวของประเทศแทนที่จะเลือกผลประโยชน์ระยะสั้น"

นอกจากนี้ นายกนก ยังระบุอีกว่า หากผลการตีความของกฤษฎีกาออกมาว่าทำไม่ได้ คงบอกได้คำเดียวว่าเกิดปัญหาใหญ่แน่ และถ้าโครงการนี้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ คงเป็นหน้าที่ของธ.ก.ส. และกระทรวงการคลังที่จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามกับเกษตรกรว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรหลายคนได้ฝากคำถามผ่านมาทางตนเองว่า ธ.ก.ส.และกระทรวงการคลัง มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรหรือไม่

ทั้งนี้ งานแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในปัจจุบัน ถือเป็นงานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เกษตรกรมีความแข็งขัน หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน ก็จะทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งตามมาด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าขณะนี้มีเกษตรกรที่อยู่ในข่ายจะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพี แอล)เพิ่มขึ้นอีก 500,000 ราย หากรัฐบาลไม่รีบที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรชุดเก่าที่มีอยู่ 510,000 รายล่าช้า จะส่งผลทำให้ตัวเลขเกษตรกรที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลกับสถาบันการเงิน จะทะลุ 1 ล้านรายในเร็วๆ นี้

อนึ่ง ผลจากมติ ครม.7 เมษายน 2553 ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรประสานงานกับธนาคารรัฐ ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทยจำกัด(มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการโดยเร็ว