มีคำขู่ตามมามากมายหลังจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผลักดันจน ครม.มีมติให้เปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์ (พ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่) จากเดิมที่ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ และผลิตตภัณฑ์ หรือ Egg Board ตั้งโต๊ะใช้อำนาจเถื่อนจัดฮั้วผูกขาดให้กับทุน 9 ราย จนมีอิทธิพลเหนือระบบตลาดไข่ไก่ กดขี่เกษตรกรอิสระให้ตกอยู่ในสภาพเป็นลูกไก่ในกำมือทุนใหญ่มานานกว่า 2 ปี
โดยพยายามปั่นกระแสว่า “เสรี” เท่ากับ “เจ๊ง”
สร้างภาพลวงตาให้สังคมเกิดความกังวลว่า การเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์เป็นนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาไข่ไก่ล้นตลาดจนส่งผลให้ราคาตกต่ำในที่ สุด
ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างที่กลุ่มผู้เสียประโยชน์ออกมาตีฆ้อง ร้องป่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าจะนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน
เริ่มจากการเจาะดูรายละเอียดของทุน 9 ราย ที่ได้รับการผูกขาดการนำเข้าพันธุ์สัตว์มาตั้งแต่ปี 2551 ว่าทุนเหล่านี้มีพัฒนาการในการประกอบธุรกิจที่ทำร้ายเกษตรกรอิสระไร้สังกัด อย่างไร
เหตุผลที่ Egg Board อนุมัติให้ 9 รายนี้ ได้รับการจัดสรรโควต้า คือ เป็นรายเดิมที่มีการนำเข้าพันธุ์สัตว์มาก่อน และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ Egg Board ใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันรายใหม่ นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องการลดกำลังผลิตจากการควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์
หากบริษัทที่ได้รับโควต้ามีการกระจายพันธุ์สัตว์อย่างเป็นธรรม ไม่คิดเอาเปรียบเกษตรกรอิสระปัญหาคงไม่หนักหน่วงเช่นที่เกิดขึ้นในเวลานี้ แต่เป็นเพราะการไปควบคุมปริมาณทำให้จำนวนลูกไก่ไข่น้อยกว่าความต้องการของ ตลาด ทำให้ราคาลูกไก่ไข่พุ่งสูงขึ้น กระทั่งทุนผูกขาดได้รับกำไรกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ และเล็งเห็นถึงการควบคุมทิศทางของระบบไข่ไก่ไว้ในมือจากการผูกขาดดังกล่าว ทำให้มีการขยายกำลังการผลิตไก่ไข่ของแต่ละบริษัทออกไปอย่างมโหฬาร
ตัวอย่างเช่น การขยายกำลังผลิตไก่ไข่ของบริษัทแหลมทองสหการ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับโควต้าการผลิตลูกไก่ไข่ โดยมีการสร้างฟาร์มขนาดใหญ่สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้มากกว่า 1 ล้านตัว จาก เดิมมีการเลี้ยงไก่ไข่เองเพียง 200,000 - 300,000 ตัว ซึ่งหากพิจารณาจากสัดส่วนโควต้าที่บริษัทได้รับการจัดสรรจาก Egg Board คือ 57,809 ตัว จะผลิตลูกไก่ไข่ได้ประมาณ 5 ล้านตัวต่อปี การขยายปริมาณเลี้ยงดังกล่าวจะทำให้ในอนาคตลูกไก่ไข่ที่ผลิตได้จะถูกกระจาย ไปยังเกษตรกรรายย่อยลดลง เพื่อนำเข้าเลี้ยงในฟาร์มของตัวเอง โดยมีการวางแผนล่วงหน้าถึงขนาดสั่งเครื่องคัดไข่ที่มีศักยภาพคัดไข่ได้ถึง เกือบสองแสนฟองต่อชั่วโมงมารองรับไว้แล้วด้วย
ยังมีอีกหลายบริษัท ที่มีการขยายฟาร์มในลักษณะเดียวกัน เช่น บริษัทนาดี พันธุ์ดี
อาจจะสงสัยว่า บริษัทนี้เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร เพราะไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของทุน 9 รายที่ได้รับการจัดสรรโควต้า
บริษัท นาดี พันธุ์ดี ใช้ชื่อ สหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรีบังหน้าในการขอนำเข้าพันธุ์สัตว์ โดยได้รับการจัดสรรโควต้าจำนวน 21,120 ตัว ซึ่งหากทำอย่างตรงไปตรงมา ผู้นำเข้าพันธุ์สัตว์จะต้องเป็นสหกรณ์ฯจึงจะถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติผู้นำเข้ากลับเป็น บริษัทนาดี พันธุ์ดี แถมรายได้จากการผลิตลูกไก่ไข่ซึ่งควรจะตกเป็นของสมาชิกสหกรณ์ก็ถูกผันไปอยู่ ในกระเป๋าผู้บริหารสหกรณ์ซึ่งถือหุ้นส่วนอยู่ใน บ.นาดี พันธุ์ดี แทน
ในเอกสารประชาสัมพันธ์ของ บ.นาดี พันธุ์ดี มีการระบุว่า เป็นผู้ได้รับโควต้านำเข้าพันธุ์สัตว์ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและ Egg Board ก็ไม่เคยทำการตรวจสอบว่าโควต้าจากสหกรณ์ถูกเล่นแร่แปรธาตุไปเป็นของ บ.นาดี พันธุ์ดีได้อย่างไร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ Egg Board และ กรมปศุสัตว์จะไม่รู้เรื่อง เนื่องจากนำเข้าพันธุ์สัตว์จะต้องมีหลักฐานปรากฏว่าบริษัทใดเป็นผู้นำเข้า ขณะที่ผลการดำเนินงานของสหกรณ์เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรีปี 2551-2552 ไม่มีการระบุถึงการนำเข้าพันธุ์สัตว์แต่อย่างใด แถมกำไรที่ได้ในปี 2551 ยังมีเพียงแค่ สองแสนกว่าบาท ส่วนปี 2552 ก็อยูที่ตัวเลข 1 ล้านกว่าบาทเท่านั้น
คำถาม คือ ถ้า บ.นาดี พันธุ์ดี รับหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตลูกไก่ไข่ให้กับสหกรณ์ฯที่อาจไม่มีศักยภาพ เพียงพอจึงนำโควต้าที่ได้ไปให้บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตแทน ก็ต้องมีหลักฐานการจ้างผลิต และผลผลิตที่กลับมาจะต้องเป็นของสหกรณ์ฯ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สหกรณ์จะมีกำไรในแต่ละปีต่ำขนาดนั้น เพราะหากพิจารณาตัวเลขพันธุ์สัตว์ที่ได้รับการจัดสรรโควต้า จะสามารถผลิตลูกไก่ไข่ได้ไม่ต่ำกว่า 1,900,000 ตัว ลองเอาราคาลูกไก่ไข่ในปัจจุบันคือ 30 บาทคูณเข้าไปก็จะเห็นตัวเลขว่ารายได้จากการขายลูกไก่ไข่ว่ามหาศาลขนาดไหน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีปรากฏในรายงานของ สหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าพันธุ์สัตว์แม้แต่น้อย
ผลประโยชน์จากกำไรดังกล่าว จึงตกอยู่กับหุ้นส่วนนาดี พันธุ์ดี ทั้งสิ้น
มาดูกันหน่อยว่า บริษัทนี้มีใครถือหุ้นอยู่บ้าง และแต่ละคนมีบทบาทต่อระบบตลาดไข่ไก่ในปัจจุบันอย่างไร
จากรายชื่อข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่มีสหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรีร่วมเป็นหุ้น ส่วนด้วย มีแต่เอกชนที่จับมือกันตั้งบริษัทสวมรอยสหกรณ์ ที่สามารถทำได้ก็เป็นเพราะหนึ่งในหุ้นส่วนนี้ คือ บุญยงค์ ศรีไตรราศรี ประธานสหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรี
คงถึงบางอ้อแล้วว่า สหกรณ์ฯถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ให้กับผู้บริหาร หาใช่การสร้างกำไรเพื่อสมาชิกสหกรณ์ตามที่ควรจะเป็น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัญหาที่สลับซับซ้อนมากกว่าแค่การดึงผลประโยชน์สหกรณ์ไปเป็นของตนและ พวกพ้อง นั่นก็คือหุ้นส่วนทั้งหมดของ นาดี พันธุ์ดี ล้วนแต่ทำฟาร์มไก่ไข่ทั้งสิ้น โดยในแต่ละปีต้องใช้ลูกไก่ไข่ป้อนในฟาร์มของนาดี พันธุ์ดี ถึง 3,182,920 ตัว มากกว่าโควต้าที่ผลิตได้เกือบหนึ่งเท่าตัว
อย่างนี้จะเอาลูกไก่ไข่ที่ไหนไปให้กับสมาชิกสหกรณ์หรือเกษตรกรราย ย่อยคนอื่น เพราะลำพังที่ผลิตได้ก็ไม่เพียงพอจนต้องซื้อจากบ.เบทราโกเพิ่มเติมอยู่ทุกปี
ที่สำคัญคือผิดเงื่อนไขที่กำหนดว่า สหกรณ์ที่ได้รับโควต้าจะต้องจำหน่ายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายกลาง รายเล็ก และรายย่อย แต่การกระจายพันธุ์สัตว์อย่างเป็นธรรมดังกล่าวกลับไม่เกิดขึ้น มีเพียงพรรคพวกกูเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรลูกไก่ไข่
ขณะที่ทุนใหญ่รายอื่นไม่เพียงมีทั้งฟาร์มของตัวเอง ยังมี Contract Farming และกำลังขยายฟาร์มของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขของสองบริษัทยักษ์ใหญ่คือ ซีพี กับเบทราโกร ได้เตรียมขยายฟาร์มที่สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้อยู่ในระหว่างตัวเลข 3-5 ล้านตัว
คงจะได้คำตอบแล้วว่า ทำไมในช่วงสองปีที่ผ่านมาลูกไก่ไข่จึงขาดตลาดไม่ถึงมือเกษตรกรรายย่อย หรือแม้แต่รายใหญ่บางรายก็ยังมีไก่ไข่ไปยืนกรงไม่เต็มโรงเรือน ก็มาจากเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้ชงเอง กินเอง กำหนดราคาเอง จนเกษตรกรไก่ไข่จำนวนไม่น้อยต้องเลิกกิจการไปเพราะไม่มีไก่ไข่จะเลี้ยง
หาก ครม. ไม่มีมติเปิดเสรีพันธุ์สัตว์ เกษตรกรอิสระก็จะถูกบีบให้ตายไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีไก่ไข่ไปเลี้ยงในฟาร์มของตัวเอง ขณะที่ บริษัทที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์ก็จะกลายเป็นผู้ครอบครองตลาดอย่างถาวร เนื่องจากไม่เหลือฟาร์มใดมีชีวิตรอดมาเป็นคู่แข่งได้อีก เป็นการทำลายอาชีพเกษตรกรอย่างเลือดเย็นที่สุด ส่วนประชาชนผู้บริโภคก็จะต้องกินไข่ราคาแพงตลอดไป จากการควบคุมปริมาณที่ต่ำกว่าความต้องการอยู่ตลอดเวลา
การเปิดเสรีตามมติ ครม. จึงเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรอิสระที่ไร้ทางสู้มานาน ทำให้กลไกตลาดไม่ถูกบิดเบือนจนเกิดภาวะผันผวนอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งกระทบกับผู้บริโภคไข่ไก่โดยตรง มติครม.ดังกล่าว ไม่ใช่นโยบายผิดพลาดของ อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้เกษตรกรไก่ไข่ล่มสลายเหมือนที่ มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย หนึ่งในหุ้นส่วนนาดี พันธุ์ดี ออกมาขู่ ตรงกันข้าม เกษตรกรที่แปรสภาพเป็นนายทุนกับทุนใหญ่ที่คิดกินยาวที่รวมหัวกันกดขี่ เกษตรกรอิสระต่างหากที่กำลังได้รับบทเรียนว่า
ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน นั้นเป็นสุภาษิตที่ใช้ได้จริงในทุกยุคทุกสมัย
| Attachment | Size |
|---|---|
| 1.JPG | 52.18 KB |
| 2.JPG | 55.87 KB |

