เดินหน้าถล่ม “มาร์ค” ทั้งที่ปรึกษารมว.เกษตรและสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ หลังรัฐไฟเขียวเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เชื่อจะทำให้เกษตรกรรรายย่อยตายเรียบ ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่รวยขึ้น สงสัยนายกเกาไม่ตรงจุดที่คัน มั่นใจแก้ปัญหาไข่แพงไม่ได้ แนะ ก.พาณิชย์ต้องกำหนดราคาเองถึงจะแก้ปัญหาได้ ขณะที่รมว.เกษตรผวาปีหน้าไก่กับไข่ไก่ล้นตลาดแน่ ยอมรับบอร์ดไข่ทำงานผิดพลาดแต่ไม่ทั้งหมด
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว. เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เพื่อรับทราบมติ ครม. ที่อนุมัติให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพันธุ์แม่ไก่ว่า ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ เร่งรัดดำเนินการตามมติ ครม. ที่ให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ อย่างเสรี เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีเรื่องโควตา 450,000 ตัวอีกแล้ว ใครต้องการนำเข้าเท่าไหร่ให้ไปแจ้งต่อกรมปศุสัตว์ตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 แต่ในเมื่อบอร์ด มีหน้าที่สร้างเอกภาพในผู้ประกอบการจะเรียก 9 บริษัทรายใหญ่ที่ได้โควตาไปมาหารือโดยเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้
นายธีระเปิดเผยต่อว่า หากทั้ง 9 บริษัท ไม่ยอมปรับลดจำนวนนำเข้า เพื่อที่จะมาเกลี่ยให้กับรายใหม่คงจะจบ ส่วนจะไปขอความร่วมมือกับรายใหม่ หรือห้ามไม่ให้นำเข้าคงไม่ได้ แต่ถ้าบริษัท 9 รายไม่ยอมเกลี่ย เป็นเรื่องที่รายใหม่จะไปขอนำเข้าจำนวนที่ต้องการ เพราะปล่อยเสรีแล้วคงห้ามไม่ได้ ซึ่งบอร์ดพยายามทำในเรื่องการขอความร่วมมือมากกว่า แต่คุยกันไม่รู้เรื่องเป็นเรื่องเสรี ที่ใครจะนำเข้าเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งผลจากนำเข้าเท่าไหร่ก็ได้ มันจะไปปรากฏปัญหาอีก 13-14 เดือนข้างหน้า ที่ไก่จะให้ผลผลิตจะเกิดปัญหาลูกไก่และไข่ล้นตลาด
รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่า ยอมรับว่าบอร์ดไข่มีความผิดพลาดในการทำงาน ตามที่นายกรัฐมนตรีท้วงติงจริง แต่ไม่ได้ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ การทำงานมีทั้งถูกทั้งผิดตามสถานการณ์ เรื่องเกิดจากความผิดพลาดของ บอร์ดคือในปี 52 ที่ให้มีการนำเข้า 400,000 กว่าตัว แต่ทั้งปีมีการนำเข้า 360,000 ตัว ทำให้มีปัญหาจำนวนลูกไก่ที่ออกสู่ตลาด การนำ เข้าในขณะนั้นมีการนำเข้าจากต่างประเทศ 220,000 ตัว ที่เหลือเป็นผลผลิตจากไก่ปู่ย่าพันธุ์ที่เอกชนมีอยู่ในมือ ขณะเดียวกันในช่วงต้นปี 53 มีปัญหาราคาไข่ตกต่ำ กระทรวง พาณิชย์ขอความร่วมมือในการลดแม่ไก่ยืนกรงเอกชนจึงมาลดการผลิตพ่อแม่พันธุ์ลง จนมากระทบทำให้เกิดการขาดแคลนลูกไก่ ยอมรับว่ามีจุดผิดพลาดในเรื่องนี้
รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับการ คงอยู่ของบอร์ดไข่ จะมีต่อไปหรือไม่รอให้ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาก่อน บอร์ดได้กำหนดให้ในเรื่อง 1. ศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบอร์ด ต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ และต่อผู้บริโภคไข่ไก่ที่ผ่านมา 2.ศึกษาผลกระทบการทำงานของบอร์ดไข่ต่ออุตสาห กรรมการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ ระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ และต่อผู้บริโภคไก่ไข่ รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดจากผลกระทบดังกล่าวให้ข้อเสนอ แนะปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่การดำเนินงานของบอร์ดไข่ ซึ่งรวมถึงการศึกษาอุปสรรคปัญหาของการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และปัญหาระบบการจัดจำหน่าย การส่งออกไก่ไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้นทุนการผลิตไข่ไก่ โครงสร้างการตลาด ซึ่งถ้าผลออกมาอย่างไรกระทรวงเกษตรฯพร้อมปฏิบัติตามผลการศึกษานั้น
ด้านนายโอภาส ทองยงค์ ผู้อำนวย การสำนักถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตการเลี้ยงไก่ไข่ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาความเดือดร้อนเรื่องลูกไก่ขาดแคลน ขณะนี้ได้มีเอกชนยื่นขอโควตามา 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงเชียงใหม่ 400,000 ตัว ซึ่งกรมได้ลงไปตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล และได้ทยอยส่งแล้ว ขณะที่กลุ่มชลบุรีได้ยื่นขอมา 1,900,000 ตัว แต่กรมได้ลงไปตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่พบเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการตามจำนวนยอดที่ขอมา ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง
ขณะที่ นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า การเปิดเสรีนำเข้า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ไม่ได้แก้ปัญหาราคาไข่แพงในท้องตลาด เป็นการแก้ที่ไม่ตรงจุดเพราะราคาไข่ยังแพงอยู่ในระบบตลาด กระทรวงพาณิชย์ ควรจะทำหน้าที่กำหนดราคา แนะนำในแต่ละวันออกมาให้ชัดว่าจะเป็นราคาเท่าไหร่ ที่สมเหตุผลจะทำให้ในระบบทั้งหมดต้องปรับตัวตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ทันที
สำหรับนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าสมาคมจะเรียกประชุมเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศในวันที่ 17-18 ก.ค.นี้ เพื่อ กำหนดมาตรการรับมือผลกระทบจากนโยบายเปิดเสรีนำเข้าไก่พันธุ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเกษตรกรรายย่อย จะล้มหายตายจากไปอีกมาก หากไม่มีการ จำกัดโควตาการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ อยากถามนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่ ที่ผลประโยชน์จะไปตกกับบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น ทำให้รายใหญ่สามารถนำเข้าได้อย่างไม่จำกัด ฝากไปถามนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า ทำไมคิดแก้ไขปัญหาได้ง่าย ๆ แบบนี้โดยไม่ได้มองผลกระทบให้ รอบด้านก่อน ว่าผลสุดท้ายใครได้ประโยชน์กันแน่ ต่อไปนี้ขอให้เกษตรกรรายย่อย เตรียมใจกับการขาดทุนและอาชีพนี้จะไม่มั่นคงกับเกษตรกรอีกต่อไป อีก 8 เดือนข้างหน้านายกรัฐมนตรีเตรียมแก้ไขปัญหาราคาไข่ตกต่ำไว้ได้เลย
วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ชาดา ไทยเศรษฐ์ ประธานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาไข่ไก่ราคาแพง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนายชาดาให้สัมภาษณ์ว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอผลสรุปของคณะอนุกรรมการที่ศึกษาปัญหาไข่ไก่ต่อนายกรัฐมนตรี โดยเสนอให้ยกเลิกคณะกรรมการพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และหากยังมีคณะกรรมการฯเอ้กบอร์ดอยู่ต้องปรับโครงสร้างโดยให้ทุกฝ่ายเข้ามา ร่วมเป็นกรรมการ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเอาเปรียบทางการค้า
นายชาดาเปิดเผยอีกว่า แต่ถ้ายกเลิกคณะกรรมการฯเอ้กบอร์ด จะทำให้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้อย่างเสรี ซึ่งจะไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีขึ้น และในอนาคตจะลดการ นำเข้าแม่พันธุ์จากต่างประเทศได้ รวมทั้งทำให้กลไกตลาดเดินไปได้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะเป็นข้อมูลมาจากเกษตรกรรายย่อย ซึ่งพร้อมเข้าสู่การแข่งขันเสรี นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังเห็นว่า คณะกรรมการ เอ้กบอร์ดไม่น่ามีอำนาจที่จะบังคับหรือจำกัดจำนวนการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพราะเป็นเพียงกรรมการร่วมเท่านั้น

