ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ขอพึ่งศาลล้างจัดสรรโควตาไก่ไข่

หลังจากที่บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด โดย ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ ได้ตัดสินใจฟ้องกรมปศุสัตว์-อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ต่อศาลปกครองกลาง ในข้อกล่าวหาที่ว่า จำเลย ทั้ง 3 มีการกระทำอันเป็นการกีดกันการกระจายพันธุ์สัตว์ (พ่อแม่พันธุ์ ไก่ไข่ หรือ P.S.) โดยอาศัยมติ Egg Board ห้ามไม่ให้บริษัท เอ เอฟ อี นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ จำนวน 58,100 ตัว ถือเป็น การขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 43 ซึ่งบุคคล ย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือ การแข่งขันอย่างเป็นธรรมนั้น

ล่าสุดในวงการค้าไข่ไก่ ดร.นรสีห์และบริษัท เอ เอฟ อี ได้ถูกโจมตีอย่างหนักถึงการดำเนินการข้างต้น โดยกล่าวหาว่า บริษัท เอ เอฟ อี สร้างสถานการณ์ทำให้ระบบการค้าไข่ไก่ปั่นป่วน ก่อให้เกิดการขาดแคลน และไข่มีราคาแพง "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ถึงการดำเนินการดังกล่าว

- ทำไมบริษัทต้องฟ้องศาลปกครอง

ก่อน อื่นต้องเข้าใจก่อนว่า บริษัท เอ เอฟ อี เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นจากการ รวมตัวของเกษตรกรตั้งแต่ปี 2526 เรามีผู้ถือหุ้นเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ถึง59 ฟาร์ม และยังเป็นตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระในภาคตะวันออกและภาค เหนือ จำนวน 113 ฟาร์มซึ่งเกษตรกรเหล่านี้เป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่ มานานกว่า 10 ปี มีจำนวนไก่ยืนกรง 4.5 ล้านตัว

ที่ผ่านมา เกิดการขาดแคลนลูกไก่ไข่อย่างหนัก เกษตรกรอิสระไม่สามารถหา ซื้อลูกไก่ไข่ เพราะลูกไก่ไข่ตกอยู่ในมือ ของบริษัทที่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพียง 9 บริษัท เกษตรกร ที่บริษัทเราดูแลอยู่ทั้ง 113 ฟาร์มหาลูกไก่ มาเลี้ยง ไม่ได้ ถึงหามาได้ก็ถูกบังคับเงื่อนไขให้ซื้ออาหารสัตว์จากบริษัทผู้ขายลูกไก่ไข่ ด้วย ซึ่งเขาทำไม่ได้ เพราะต้นทุนในการผลิตลูกไก่ไข่สูง เป็นการค้าระบบผูกขาด ไม่เสรี

ผมจึงยื่นเรื่องขอโควตานำเข้าพ่อแม่ พันธุ์ไก่ไข่ จำนวน 58,100 ตัว กับทาง Egg Board เมื่อ 11 เดือนที่แล้ว ตอนนั้น คุณยุคล (ลิ้มแหลมทอง) ยังเป็นอธิบดี กรมปศุสัตว์อยู่ เราขอนำเข้าเพื่อนำมาใช้ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง 113 ฟาร์ม และไม่ได้ขอเพิ่มโควตารวมด้วย ปรากฏว่า แทนที่จะมีการพิจารณาคำขอของบริษัทผมใน Egg Board กลับนัดให้ผมไปคุยกับผู้นำเข้าที่ได้รับการจัดสรรทั้ง 9 ราย แน่นอน ใครเขาจะยอมแบ่งโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ให้ผม โดยเขาอ้างว่า ให้ผมนำเข้าแล้วจะเป็นการสร้างปัญหา ทำให้ลูกไก่ล้นตลาด และบ่ายเบี่ยงประเด็น โดยระบุในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหาร Egg Board ว่า ไม่อนุมัติโควตาให้บริษัท เอ เอฟ อี ผู้ผลิตอาหารสัตว์นำเข้า ทั้ง ๆ ที่ความจริง เราดำเนินงานในฐานะตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 113 ฟาร์ม และไม่ได้ขอให้เพิ่มโควตารวมที่จัดสรรไว้ 405,721 ตัวด้วย

ผม ก็เรียนชี้แจงไปว่า การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ของบริษัทจะไม่ทำให้ ไข่ล้นตลาด เพราะจำนวนพันธุ์สัตว์ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ที่เราร้องขอนำเข้า ก็เพราะ 1) เกิดปัญหาขาดแคลนพันธุ์สัตว์ (ลูกไก่ไข่) ทำให้เกษตรกรไม่มีพันธุ์สัตว์ ไปเลี้ยง หมดอาชีพ ขาดแคลนรายได้เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรที่เราดูแล แต่เกิดกับ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระทั้งประเทศที่ ไม่ยอมเข้าระบบ Contract Farming กับบริษัทผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ 2) ลูกไก่มีราคาแพงมาก (ประมาณ 30 บาท/ตัว) 3) การเกิดบังคับขายลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์อีก หากเกษตรกรรายใดไม่ซื้ออาหาร ก็จะไม่สามารถซื้อลูกไก่จากบริษัทนั้นได้ ซึ่ง การกระทำดังกล่าว ผมขอเรียนว่า เป็นการผลักภาระมาให้เกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูง โดยไข่ 1 ฟองจะมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40 ส.ต. ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้อาหารสัตว์ของบริษัทไหน

- การตัดสินใน Egg Board ทำกันอย่างไร

คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ประกอบด้วยกรรมการ 20 คน เป็นตัวแทนข้าราชการ 11 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ตัวแทนสหกรณ์/สมาคมการค้าฯ เอกชนที่ผลิตพันธุ์ไก่ไข่ 9 รายได้คัดเลือกตัวแทนเข้ามาร่วมประชุม 1 คน คณะกรรมการ Egg Board มีเวลาการประชุมแค่ 2 ชั่วโมง จึงมีบทบาทแค่ตัดสินว่าจะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ แต่การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ จะกระทำกันในรูปของ คณะกรรมการที่ปรึกษาก่อน เมื่อได้ข้อสรุป จึงส่งเรื่องเข้าพิจารณาต่อ ใน ระดับอนุกรรมการ Egg Board และกรรมการบริหาร Egg Board ตามลำดับ

ที่ ผ่านมา ไม่ใช่แต่บริษัท เอ เอฟ อี เท่านั้นที่ขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ แต่มีเอกชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่หลายรายยื่นขอนำเข้ากับคณะกรรมการ บริหาร Egg Board แต่เรื่องก็มักจะไปติดขัด ไม่ได้รับความเห็นชอบในชุดคณะกรรมการที่ปรึกษา เนื่องจากกรรมการชุดนี้ (คณะกรรมการที่ปรึกษา) มาจากกลุ่ม ผู้นำเข้าและผลิตพันธุ์ไก่ไข่ทั้ง 9 รายนั่งพิจารณากันอยู่ครบนั่นเอง

- ภาพรวมธุรกิจไก่ไข่

ขณะ นี้แบ่งกลุ่มเกษตรกรในธุรกิจไข่ไก่ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือเกษตรกรผู้เลี้ยงอิสระที่ไม่มีสังกัด กับเกษตรกรลูกเล้าในระบบ Contract Farming ของบริษัทเอกชน กลุ่มหลังนี้จะได้รับการสนับสนุน ในเรื่องพันธุ์สัตว์ (ลูกไก่) และอาหารสัตว์อย่างเต็มที่ แต่ข้อเสียก็คือเกษตรกรกลุ่มนี้จะไม่ศึกษา ไม่พัฒนาตัวเอง ฟาร์มที่มี ขนาดใหญ่ก็เป็นเถ้าแก่จ้างแรงงานมาดูแลเลี้ยงไก่ให้ออกไข่อย่างเดียว เกษตรกรกลุ่มนี้ การันตีได้ว่า จะมีลูกไก่ครบทุกเล้า มีตลาดรับซื้อในราคาประกันล่วงหน้า มีผลกำไรตามสัดส่วนที่เอกชนกำหนด แต่มีต้นทุนการผลิตสูง อยู่ที่ 2.45 บาท/ฟอง มีกำไรขั้นต้นเหลือ 30-45 ส.ต.

ขณะที่เกษตรกรอิสระที่ไม่มีสังกัด มีต้นทุนผลิตไข่ต่ำกว่าฟองละ 30-40 ส.ต.เช่นกัน เพราะเขามีทางเลือก สามารถผสมอาหารสัตว์เลี้ยงเองได้ หากราคาไข่หน้าฟาร์มอยู่ที่ 2.80 บาท/ฟอง เกษตรกรก็พอใจแล้ว เพราะเกษตรกร กลุ่มนี้มีต้นทุนผลิต 1.95 บาท/ฟอง แต่ปัญหา ก็คือพวกเขาไม่มีลูกไก่จะเลี้ยง เพราะบริษัทที่ได้รับการจัดสรรโควตาไม่ยอมปล่อยลูกไก่ให้ วิธีนี้เท่ากับฆ่าคนอื่น ให้ตายหมดให้เหลือแต่กิจการของ เอกชนรายใหญ่

- หากเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์ในอนาคต

ราคาไข่ไก่ในอนาคตจะปรับตัว ลดลงตามกลไกตลาด ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ประเทศเสรีมันจะต้องเป็นอย่างนั้น ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ ทุกคนมีสิทธิ์ประกอบอาชีพตามหลักเสรี ทุนคนพร้อมที่จะต่อสู้ หากสามารถรักษาต้นทุนการผลิตได้ต่ำกว่าแต่ระบบโควตาปัจจุบันบังคับไม่ให้มี การผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ ผู้นำเข้า ทั้ง 9 รายกำหนด จริง ๆ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขจัดสรรที่ 405,721 ตัวมันถูกต้อง หรือไม่ เพราะไม่มีการเช็กสต๊อก