ภัยแล้งลามเกษตร-ส่งออก วัตถุดิบไม่พอ โรงงานแปรรูปดิ้นปรับแผนหนีตายจ้าละหวั่น สมาคมกุ้งไทยเผยผลผลิตกุ้งทั่วประเทศวูบกว่า 30% ห้องเย็น-โรงงานข้าวโพดหวานผวาไม่กล้ารับออร์เดอร์ เหตุวัตถุดิบไม่พอแถมราคาพุ่ง ธุรกิจไก่เนื้อ ไก่ไข่แห่ซื้อน้ำตุนกันเสี่ยงฝนทิ้งช่วง ด้านผู้เลี้ยงหมูไข้ขึ้น แล้ง-ร้อน หมูไม่ค่อยกินอาหาร ทำโตช้า ต้องจับขายช้ากว่าปกติกว่า 3 สัปดาห์ดันต้นทุนพุ่ง
สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานว่าระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552-11 มีนาคม 2553 มีพื้นที่ประสบภัยแล้งครอบคลุม 46 จังหวัดทั่วประเทศ ประชาชนขาดแคลนน้ำได้รับความเดือดร้อนกว่า 4 ล้านคน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 118,414 ไร่ แยกเป็นพืชไร่ 114,327 ไร่ นาข้าว 3,431 ไร่ พืชสวนและพืชอื่นๆ 656 ไร่ ปรากฏว่าขณะนี้ผลกระทบได้ลุกลามสู่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกแล้ว
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ เลขาธิการสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าจากสถานการณ์ภัยแล้งสภาพอากาศทั่วประเทศร้อนจัด ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งทั่วประเทศในเวลานี้คาดจะได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 30% ของผลผลิตในภาพรวม ที่คาดว่าจะมี 520,000-530,000 ตัน และแนวโน้มความเสียหายจะเพิ่มขึ้นหากยังแล้งและร้อนต่อเนื่อง เพราะสภาพอากาศร้อนจัดมีผลให้ปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งลดลง เกษตรกรต้องเติมน้ำลงบ่อ ซึ่งหลายรายมีวิธีการบำบัดน้ำในบ่อพักที่ไม่ดีก่อนจะเติมลงไป ทำให้มีเชื้อไวรัสปะปนไปด้วย ส่งผลให้กุ้งเกิดโรคตัวแดงดวงขาวระบาดทั่วประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย
จากปัญหาที่กล่าวมา ทำให้ผลผลิตกุ้งเข้าสู่ตลาดในแต่ละวันมีปริมาณลดลง เช่นกุ้งที่เข้าสู่ตลาดกลางมหาชัยจากวันละประมาณ 200 ตู้ เหลือเพียง 120-130 ตู้ ขณะที่ความต้องการกุ้งของโรงงานแปรรูป(ห้องเย็น)ค่อนข้างมาก ทำให้ราคากุ้งขยับสูงขึ้น อาทิ กุ้งขนาด 50 ตัว/กก.เฉลี่ยที่ 135 บาท/กก. จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเฉลี่ยที่ 105-107 บาท/กก. กุ้งขนาด 70 ตัว/กก.เฉลี่ยที่ 135 บาท/กก. จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเฉลี่ยที่ 117-118 บาท/กก.
สอดคล้องกับนายอาทร พิบูลธนพัฒนา เลขาธิการ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ที่กล่าวว่า ขณะนี้เกิดการแย่งซื้อวัตถุดิบของโรงงานแปรรูปกุ้ง จนทำให้ราคากุ้งปรับตัวสูงขึ้นตามหลักดีมานด์-ซัพพลาย เพราะโรงงานรับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามาแล้ว เป็นผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น
อาจมีผลให้ประสบปัญหาขาดทุน
"โดยปกติ ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีผลผลิตกุ้งในประเทศออกมามาก และราคาจะปรับตัวลดลง แต่ปีนี้คงต้องลุ้นว่าจะมีออกมามากน้อยเพียงใด"
ด้านนางฉวีวรรณ คำพา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเครือฉวีวรรณ และนายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกไก่แปรรูป รวมถึงภาคเกษตร และปศุสัตว์ ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งเช่นกัน เนื่องจากปริมาณน้ำเพื่อใช้ในการเลี้ยงไก่และสัตว์อื่นๆ ทั้งการดื่มกิน การทำความสะอาด รวมถึงเพื่อใช้ในขั้นตอนการผลิตของโรงงานเริ่มไม่พอใช้ หลายโรงงานมีการบรรทุกน้ำจากแหล่งน้ำในเครือจากโรงงานหนึ่งไปอีกโรงงานหนึ่ง และหลายรายเริ่มมีการซื้อน้ำจากรถบรรทุกน้ำที่นำมาจำหน่ายเพื่อตุนน้ำให้พอ ใช้ ซึ่งน้ำที่ซื้อมีราคาสูงตามระยะทาง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
"ภัยแล้งและอากาศที่ร้อนเป็นอุปสรรคต่อภาคปศุสัตว์ทั้งการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร วัวและอื่นๆ เพราะการขาดน้ำมีผลต่อการเจริญเติบโต ในไก่หากอากาศร้อนจัดและขาดน้ำอาจเกิดการน็อกตายสร้างความเสียหายได้ ซึ่งเวลานี้ผู้ประกอบการต่างเร่งตุนน้ำเพื่อรองรับการผลิตให้เพียงพอ"
ขณะที่นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึงผลกระทบว่า ช่วงนี้สุกรไม่ค่อยกินอาหาร และมีปัญหาโตช้า ทำให้ฟาร์มต้องจับสุกรขายช้าออกไปจากเดิมประมาณ 3 สัปดาห์(ปกติเลี้ยง 6 เดือนจับ) ส่งผลถึงต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น และมีกำไรที่ลดลง หรืออาจขาดทุนได้
ด้านนายพรชัย ปิ่นวิเศษ ประธานกลุ่มข้าวโพดหวาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า โรงงานแปรรูปส่งออกข้าวโพดหวาน รวมถึงพืช ผักอื่นๆ ก็ประสบปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอเกือบทุกรายการ จนเกิดการแย่งซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งมอบให้กับลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อมา ก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็ไม่กล้ารับคำสั่งซื้อใหม่เพราะเกรงไม่มีวัตถุดิบ ถ้าจะรับก็รับแต่น้อยในปริมาณที่คาดว่าจะหาวัตถุดิบได้เพื่อประคองธุรกิจใน ช่วงนี้
"นอกจากปัญหาภัยแล้งแล้ว วันนี้เกษตรกรส่วนหนึ่งหันไปปลูกอ้อยซึ่งได้ราคาดีกว่า ข้าวโพดหวาน ส่งผลให้ราคาข้าวโพดหวานที่โรงงานประกันให้กับเกษตรกรเฉลี่ยอยู่ที่กก.ละ 4 บาท เวลานี้ราคาในตลาดขยับเป็นกก.ละ 4.50 บาท"
ผนวกกับค่าเงินยูโร และดอลลาร์สหรัฐฯอ่อน ขณะที่ค่าเงินแข็งยิ่งต้องระมัดระวังในการรับออร์เดอร์ เพราะอาจเจ็บตัวได้ ในเรื่องพืชเศรษฐกิจนี้อยากให้รัฐบาลได้มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เพื่อที่ผู้ประกอบการไม่ต้องมาเสี่ยงเรื่องผลผลิตที่ไม่แน่นอนทุกปี
ส่วนนายบัญชาการ พลชมชื่น ประธานเครือข่ายแผนแม่บทลำไยไทย กล่าวว่า จากการประเมินผลผลิตลำไยปี 2553 จะมีประมาณ 500,000 ตัน แต่ขณะนี้ภาคเหนือแหล่งผลิตสำคัญ ประสบปัญหาภัยแล้ง คาดว่าผลผลิตลำไยจะลดลง 10% จะเหลือประมาณ 450,000 ตัน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่อยู่ที่สูงตามไหล่เขา อย่างจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน จะได้รับผลกระทบโดยตรงหากฝนไม่ตก และน้ำไม่เพียงพอ หากขาดน้ำในช่วงที่ลำไยกำลังขึ้นลูก จะมีผลทำให้ลำไยแห้งไม่ติดพวง และร่วงเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ขณะนี้ยังประเมินความเสียหายไม่ได้ชัดเจน
นายไชยวัฒน์ ผ่าอ้น เลขานุการสหกรณ์โคนมเทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ กล่าวถึง ขณะนี้ผู้เลี้ยงโคนมได้รับความเดือดร้อนมาก ต้องซื้อน้ำให้โคดื่มในราคาแพง โดย 1 คันรถ ปริมาณ 2,000 ลิตร ราคา 150 บาท นอกจากนี้ปัญหาภัยแล้งทำให้เกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงโค ต้องหันมาซื้อหญ้าฟางอัดแท่งแทน โดยราคาก้อนละ 28 บาท ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำนมดิบยังเท่าเดิม

