อียูสรุปผลการเจรจา FTA กับโคลัมเบียและเปรู

คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป รายงานว่า ตามที่สหภาพยุโรป(อียู)ได้เปิดเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี( FTA) กับ 4 ประเทศสมาชิกกลุ่ม Community of Andean Nations (CAN) ซึ่งประกอบด้วย โบลิเวีย โคลัมเบีย เอกวาดอร์ และเปรู ตั้งแต่ปี 2550 นั้นและเนื่องจากทั้ง 4 ประเทศมีท่าทีที่แตกต่างกันในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสินค้าชีวภาพ และอัตราภาษีของอียูต่อสินค้ากล้วย ทำให้โบลิเวีย และเอกวาดอร์ถอนตัวจากการเจรจาในปี 2550 และ 2552 ตามลำดับ นั้น

ล่าสุด สำนักข่าว ICTSD แจ้งว่าหลังจากอียู เจรจากับโคลัมเบียและเปรูไปแล้ว 9 รอบ สามารถสรุปผลการเจรจาจัดทำเอฟทีเอ กับทั้งสองประเทศได้เมื่อ 3 มีนาคม 2553 และคาดว่าผู้นำของทั้งสามประเทศจะสามารถลงนามในความตกลงได้ในการประชุมระดับ ผู้นำที่กรุงมาดริดเดือนพฤษภาคมนี้

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ยังไม่มีการเผยแพร่ร่างความตกลงฯ ซึ่งคาดว่าจะมีบทบัญญัติระบุไว้ด้วยว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้มาตรการทาง การค้าได้หากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างพร่ำเพรื่อและมีการขัดขวาง ประชาธิปไตยอย่างกระทันหัน (เนื่องจาก NGOs กล่าวหาว่าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนในทั้งสองประเทศยังไม่ดีขึ้นโดยเฉพาะใน โคลัมเบีย)

รัฐมนตรีและหัวหน้าคณะเจรจาของทั้งสองประเทศได้แถลงข่าวเรื่องผลการเจรจา สรุปได้ ดังนี้

1. นายมาร์ติน เปเรซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว เปรูกล่าวว่าคงจะใช้เวลาหลายปีในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงฯ แต่คาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในต้นปี 2555 นี้

2. นายหลุย กิลเลอร์โม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของโคลัมเบีย กล่าวว่าการเจรจาเน้นประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการเข้าสู่ตลาด สินค้าเกษตรและกฎแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับบางสาขา ตลอดจนประเด็นเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและสถาบันที่จะจัดตั้งขึ้นภาย ใต้ความตกลงฯ

ด้านนายซานติเอโก ปาร์โด หัวหน้าคณะเจรจาของโคลัมเบียแจ้งว่าความสำเร็จที่สำคัญของการเจรจารอบสุด ท้ายนี้คือเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา กฎแหล่งกำเนิดสินค้า การค้าบริการ และการเข้าสู่ตลาด โดยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ได้ทำความตกลงเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และสินค้าชีวภาพ ส่วนเรื่องการเข้าสู่ตลาดนั้น ทั้งสองฝ่ายปรับปรุงเงื่อนไขเรื่องการใช้สิทธิประโยชน์ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในสินค้ากล้วย น้ำตาล เหล้ารัม น้ำมันปาล์ม ลูกกวาด และช็อกโกแล็ต เป็นต้น โดยภายใต้ความตกลงเอฟทีเอสินค้าเหล่านี้จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษี