เรื่องน่าเศร้าของชาวนาไทย เมื่อวงจรอุบาทว์ไม่เคยหมดไปจากประเทศ

ทีมเศรษฐกิจ

จริงๆ แล้ว ปีนี้เป็นปีที่วงการค้าข้าวเชื่อกันว่า น่าจะเป็นปีทองของ "ข้าวไทย" เหมือนกับช่วงปีทอง เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เกิดวิกฤติด้านอาหารในโลกขึ้น และมีผลให้ราคาข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ พุ่งทะยานขึ้นทะลุไปถึงตันละ 30,000 บาท อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

สาเหตุก็เพราะสภาพดินฟ้าอากาศ ในโลกเกิดอาการแปรปรวนอย่างรุนแรง ประเทศผู้ผลิตข้าวบางรายต้องเผชิญภาวะภัยแล้งจัด ในขณะที่บางประเทศเกิดภาวะน้ำท่วม และหลายประเทศในยุโรป และสหรัฐฯเกิดหิมะถล่มลงมาอย่างหนัก ทำให้ผลผลิตโดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรโลก ได้รับความเสียหาย และปริมาณข้าวในโลกลดลงอย่างมาก ในขณะที่ความต้องการกลับเพิ่มขึ้นสวนทางกัน

กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวของโลกในฤดูกาลผลิตปี 2552/2553 จะมีประมาณ 436.3 ล้านตัน ลดลงมากถึง 2.5% จากปี 2551/2552 ที่มีผลผลิต 447.3 ล้านตัน ส่วนการบริโภคคาดว่าจะอยู่ที่ 437.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.5% จากปีก่อนที่ระดับ 434.9 ล้านตัน และมีสต๊อกข้าวในโลกอยู่ที่ 92.5 ล้านตัน ลดลง 0.9% จากปีก่อนที่มีสต๊อก 93.3 ล้านตัน

การคาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวจะลดลง และราคาเพิ่มขึ้น ทำให้ไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิต และส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก มองเห็นประโยชน์จากวิกฤติที่จะได้รับ โดยเฉพาะเมื่อคาดการณ์ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านว่า ผลผลิตข้าวไทยในปีนี้ จะอุดมสมบูรณ์ดี มีปริมาณเพียงพอสำหรับการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรขายข้าวได้ราคาดี โรงสี ผู้ส่งออก ตลอดจนถึงพ่อค้าคนกลาง ล้วนแต่จะได้รับผลประโยชน์กันอย่างถ้วนหน้า

แต่เอาเข้าจริง การณ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาด ข้าวไทยที่มีราคาดีในช่วงต้นปี และมีแนวโน้มที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปอีก กลับตาลปัตร เพราะราคาดิ่งลงอย่างหนัก จนพี่น้องเกษตรกรไทยต้องลุกขึ้นมาก่อม็อบประท้วงรัฐบาล เรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ชาวนาไทยจะกอดคอกันตายหมู่ เพราะขายข้าวขาดทุน

อะไร คือ สาเหตุทำให้ราคาข้าวไทยร่วงลงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุหลักของเรื่องนี้ น่าจะมาจากการที่มี "โรงสีหัวหมอ" ซึ่งเป็นของผู้มีอิทธิพล และนักการเมืองท้องถิ่น ไปทำการกว้านซื้อข้าวจากเกษตรกรมาเก็บไว้ในปริมาณมาก เพื่อรอขายทำกำไรในอนาคต หลังจากที่มีการคาดการณ์กันว่า ปีนี้จะเป็นปีทองของข้าวไทย กรณีดังกล่าว ส่งผลให้ราคาข้าวภายในประเทศในช่วงนั้น ทะยานสูงขึ้นจากการกว้านซื้อของโรงสี

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มทรงตัว และลดลงจากการที่มีข่าวเล็ดลอดออกไปว่า ประเทศไทยถือครองสต๊อกข้าวมากถึงกว่า 5 ล้านตันในมือ ทำให้ผู้นำเข้าหลายประเทศ ไม่จำเป็นต้องแย่งกันซื้อข้าว หรือรีบร้อนซื้อข้าวไปกักตุนไว้ เพราะเชื่อว่ามีข้าวให้ซื้อได้ อย่างเพียงพอตลอดทั้งปีแน่นอน ส่งผลให้ภาวะการค้าข้าวของโลกไม่เคลื่อนไหว ซ้ำยังกดดันให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง มาถึงราคาข้าวภายในประเทศ

ประกอบกับเวียดนามประกาศลดค่าเงินดองรอบ 2 ยิ่งทำให้ข้าวเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่ง สำคัญของไทยมีราคาถูกกว่าตันละ 100 เหรียญสหรัฐฯ จากในช่วงปกติที่เคยมีราคาต่ำกว่าไม่เกินตันละ 50 เหรียญ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้ผู้ส่งออกต้องขายข้าวแข่งกับเวียดนามในราคาต่ำลงไปอีก จึงยิ่งฉุดให้ราคาข้าวไทยดิ่งลงตามลำดับ

ขณะ เดียวกัน ยังเกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในนาข้าว ทำให้เกษตรกรต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อหนีเพลี้ยกระโดดกันจ้าละหวั่น และไม่ได้ตากข้าวให้แห้งก่อนขายออกไป และเมื่อนำไปขาย โรงสีก็กดราคารับซื้ออีก รวมถึงยังมีขบวนการลักลอบขนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีราคาต่ำกว่าไทยตัน ละหลายพันบาทเข้ามาผสมกับข้าวไทยขายในประเทศ เพื่อหวังทำกำไรด้วย

ประเด็นนี้ ส่งผลกระทบถึง 2 เด้งให้ข้าวไทยมีคุณภาพต่ำลง และขายได้ราคาถูกลงด้วย!

ไม่ใช่แต่เหตุผลข้างต้นเท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้ราคาข้าวที่ควรจะดี ตกต่ำลง หากแต่ยังมี "ไอ้โม่ง" ปล่อยข่าวทุบราคาข้าวให้ดิ่งลงไปเป็นการซ้ำเติมชาวนาด้วย หลังจากที่รัฐบาลมีแผนจะระบายข้าวในสต๊อกในช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยกระทรวงพาณิชย์มีแผนระบายเพียง 500,000 ตัน แต่กลับมีข่าวออกมาว่า จะระบายข้าวสูงถึง 2 ล้านตัน ในคราวเดียว

ข่าวนี้ส่งผลในทาง จิตวิทยาทันที และมีผลให้ราคาข้าวในขณะนั้นรูดลงวันเดียวตันละกว่า 1,000 บาท ทั้งที่รัฐมีแผนจะระบายข้าว 2 ล้านตันภายในปีนี้ โดยทยอยขายออกไป ไม่ได้เทขายในครั้งเดียวหมด เพราะการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกมาครั้งละมากๆ จะทำให้มีปริมาณข้าวในตลาดมากเกินไป และฉุดให้ราคาในตลาดให้ดิ่งลงทันที

การปล่อยข่าวทุบราคาข้าวให้ตกต่ำลง มักจะเกิดขึ้นทุกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลประกาศจะระบายข้าวในสต๊อก เพื่อมุ่งหวังจะประมูลซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาลในราคาต่ำ กรณีเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า ประโยชน์จะตกอยู่กับใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่กลุ่มผู้ส่งออก เพราะถ้าผู้ส่งออกซื้อข้าวได้ในราคาต่ำ ก็ย่อมขายทำกำไรในตลาดโลกได้มาก

เรื่องนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็กำลังควานหาตัว "ไอ้โม่ง" เพื่อจะเอาผิดตามบัญชา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ได้ แต่จะเอาผิดอย่างไร จริงจังหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

แต่จากปัญหาเหล่านี้ ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศของสมาคมโรงสีข้าวไทย ล่าสุด ณ วันที่ 12 มี.ค.2553 ทะรูดทะราดลงอย่างหนัก โดยข้าวเปลือกเจ้า 5% มีราคาเหลือตันละ 7,200-8,900 บาท (แล้วแต่ความชื้น) เมื่อเทียบกับวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งราคาอยู่ที่ตันละ 9,300-9,400 บาท

ข้าวเปลือกเจ้า 100% ตันละ 7,800-9,600 บาท ลดลงจาก 7,900-9,800 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 8,000-10,000 บาท ลดลงจาก 9,300-12,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 14,000-15,000 บาท ลดลงจาก 14,700-15,100 บาท และข้าวเปลือกเหนียว (คละ) ราคาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง คือ ตันละ 10,500-10,800 บาท จาก 10,500-11,000 บาท

แม้จะมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรรอบ 2 สำหรับข้าวเปลือกนาปรังปี 2553 ที่เริ่มต้นโครงการไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ดูเหมือนโครงการดังกล่าวจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลยต่อเกษตรกร เพราะไม่สามารถช่วยดึงราคาข้าวให้กลับขึ้นมาได้

แม้ข้าวบางชนิด รัฐบาลจะได้ประกาศราคาอ้างอิงสูงกว่าราคาตลาด เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ ในการจ่ายเงินส่วนต่างชดเชยรายได้ให้เกษตรกร โดยราคาอ้างอิงล่าสุดวันที่ 8 มี.ค. ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8,718 บาท อัตราชดเชยตันละ 1,282 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานีตันละ 10,741 บาท

ชดเชย 259 บาท ข้าวเปลือกเหนียวตันละ 10,525 บาท ไม่ต้องชดเชย เป็นต้น

ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ยังคงลุกลามบานปลายมากขึ้น เมื่อเกษตรกรก่อม็อบ และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างเร่งด่วน พร้อมกับให้หันมาใช้โครงการรับจำนำข้าวแทนการประกันรายได้เกษตรกร เพราะเชื่อว่ารัฐบาลสามารถตั้งราคารับจำนำเพื่อเป็นราคานำตลาดหรือตั้งให้ สูงกว่าราคาตลาด เพื่อผลักดันให้ราคาซื้อขายจริงสูงขึ้นเหนือราคาตลาดได้ และหากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง จะร่วมกับกลุ่มม็อบคนเสื้อแดงเดินทางเข้ากรุงเพื่อกดดันรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข่าววงในระบุว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังการก่อม็อบครั้งนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นพวกโรงสีที่เสียประโยชน์จากการเก็งกำไรข้าวนั่นเองที่เป็นตัวยุยง ปลุกปั่นชาวนา

เพราะโรงสีอิทธิพลซึ่งกว้านซื้อข้าวในปริมาณมากไปเก็บ ไว้ก่อนหน้า มองเห็นอนาคตว่า ตนเองจะขาดทุน เพราะราคาข้าวเริ่มตกต่ำลง และลำพังตนคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงต้องผลักดันชาวนาออกหน้าแทน ด้วยการยุแหย่ให้ก่อม็อบกดดันรัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำด้วยวิธีการต่างๆ

สิ่งนี้กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ชาวนาเองก็คงจะอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ไม่ทำก็ตาย ทำก็เข้าตำรา "เตะหมูเข้าปากหมา"

ความต้องการให้รัฐบาลล้มโครงการประกันรายได้เกษตรกร แล้วหันมาใช้โครงการ "รับจำนำข้าว" เหมือนในอดีตนั้น ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า โรงสีที่เสียประโยชน์เป็นตัวการเล่นเรื่องนี้

เพราะการประกันราย ได้ รัฐไม่ต้องซื้อข้าวเก็บเหมือนการรับจำนำ ทำให้โรงสีที่เคยเป็นเสือนอนกินคอยรับทรัพย์จากค่าฝากเก็บข้าวตันละ 55 บาท ค่าสีแปรสภาพข้าว และผลพลอยได้อื่นๆทั้งรำ และปลายข้าว ต้องสูญเสียประโยชน์เหล่านี้ไป แต่ถ้ารัฐกลับมารับจำนำข้าวเหมือนเดิม

ผลประโยชน์ที่ว่าก็จะกลับคืนมาทันทีอีกเหมือนกัน!

นอกจากนี้ ก็กลุ่มโรงสีอีกนั่นล่ะ ที่เป่าหูให้คนในทำเนียบรัฐบาลล้มประมูลข้าวรอบ 2 ของปีนี้ เมื่อปลายเดือน ก.พ. เพราะการเปิดประมูลข้าว ทำให้ผู้ส่งออกแย่งซื้อข้าวจากรัฐ โดยไม่สนใจจะซื้อข้าวจากโรงสี ทำให้โรงสีต้องแบกรับภาระเก็บรักษาข้าว และดอกเบี้ยที่กู้ยืมมากว้านซื้อข้าวก่อนหน้านี้ไว้อีก

และถ้าหากรัฐ ขายให้ผู้ชนะประมูลในราคาต่ำ หรือยอมขาดทุนมาก ก็จะยิ่งกดดันให้ราคาข้าวในประเทศต่ำลงอีก แน่นอนว่าจะยิ่งทำให้โรงสีขาดทุนหนักกว่าเดิม

เพื่อเป็นการแก้ ปัญหานี้ ที่สุดรัฐบาลจึงตัดสินใจตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรตามราคาอ้างอิง ในปริมาณไม่อั้น ราคาข้าวปรับตัวขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจเมื่อไร จึงจะหยุดรับซื้อ โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นผู้รับซื้อเฉพาะข้าวที่มีราคาต่ำกว่าราคาประกัน

ส่วนข้าว คุณภาพต่ำ 10% หรือ 25% จะต้องปรับลดราคาลงจากราคาอ้างอิงตันละ 200 บาท หรือ 600 บาทตามลำดับ ดังนี้ ข้าวเปลือกเจ้า 5% รับซื้อตันละ 8,718 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 10,741 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 10% และ 25% ตันละ 8,518 บาท และ 8,118 บาท

วิกฤติเขาที่น่าจะเป็นโอกาสเรา ท้ายที่สุดก็ต้องสูญไป และกลับเข้าสู่ ตำราเดิมๆที่ผลประโยชน์ของชาติและเกษตรกรตกอยู่กับโรงสีและนักการเมืองอิทธิพล