เสี่ยเจริญลุยธุรกิจเกษตรไล่บี้ซีพีจัดสรร ที่ดิน5หมื่นไร่รุกตลาดปุ๋ย

"เสี่ยเจริญ" สั่งลุยธุรกิจการเกษตร ประเดิมที่ดิน 5 หมื่นไร่ทดลองหว่านพืชผล ดัน"ปุ๋ย ตรามงกุฎ" ปั้นเป็นเสาหลักไล่บี้ "เจียไต๋" เครือซีพี-หัววัวคันไถ ล่าสุดอัดแคมเปญแจกกระบะ รถไถ กระตุ้นยอดขาย หลังครึ่งปีแรกยอดพลาดเป้าตามพิษภัยแล้ง มั่นใจสิ้นปีดันทะลุ 3,800 ล้าน โตแบบพุ่งพรวด 500%

นายวุฒิพงษ์ หวังสันติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยตรามงกุฎในเครือทีซีซีกรุ๊ป เปิดเผยว่า การเข้ามาทำธุรกิจปุ๋ยตรามงกุฎอย่างจริงจังในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ปุ๋ยตรา มงกุฎเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งการที่บริษัทหันมาทำธุรกิจการเกษตรอย่างจริงจัง เนื่องจาก บริษัท ทีซีซีแลนด์ มีที่ดิน (แลนด์แบงก์) จำนวนมากถึง 2 แสนไร่และมีแผนนำที่ดินมาพัฒนาเป็นธุรกิจด้านการเกษตร โดย แบ่งที่ดิน 50,000 ไร่ มาทดลองทำธุรกิจการเกษตรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เครือบริษัท ซึ่งถือเป็น นโยบายการดำเนินธุรกิจของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานของเครือทีซีซีกรุ๊ป

สำหรับแผนธุรกิจนับจากนี้เน้นกิจกรรมการตลาดมากขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้าครอบ คลุมกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งภายหลังเปิดตัวแคมเปญ "ปุ๋ยขยัน ทำงานทุกเม็ด" ในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจและสามารถขยายร้านค้าจำหน่ายปุ๋ยตรามงกุฎเพิ่ม เป็น 1,250 ราย จากเดิมมีเพียง 500 ราย ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาสแรกมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 50%

ล่าสุด บริษัทใช้งบ 5 ล้านบาท เปิดแคมเปญตรามงกุฎ สุดยอดปุ๋ย สุดยอดโชค เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงหน้าขายซึ่งตรงกับหน้าฝนนี้ ระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ต.ค. เมื่อซื้อปุ๋ยตรามงกุฎสูตรใดก็ได้ 1 กระสอบ ลุ้นรถกระบะอีซุซุ รถไถเดินตามคูโบต้า รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟ และรางวัลอื่นๆ คาดจบแคมเปญมียอดขายเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ส่งผลให้สิ้นปีมียอดขาย 3,800 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 500% และมีส่วนแบ่ง 8% จากตลาดรวมปุ๋ย 40,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน ผู้นำในตลาดปุ๋ย คือ บริษัท เจียไต๋ ผู้ผลิตปุ๋ยตรากระต่ายในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีส่วนแบ่ง 25% และอันดับ 2 บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยตราหัววัวคันไถ

ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกมีรายได้ 1,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 1,600-1,700 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาภัยแล้งส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายและยอดขายปุ๋ยลดลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ สังเกตได้จากการสั่งซื้อปุ๋ยของ ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียสั่งซื้อปุ๋ยลดลงเหลือ 1 ล้านตันต่อปี จากปกติ 2 ล้านตันต่อปี

"ตลาดปุ๋ยปีนี้น่าจะเติบโตติดลบ 2.7% จากตลาดรวมปุ๋ย 40,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เพราะผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งซึ่งส่งผลให้กำลังผลิตปุ๋ยของบริษัทลดลงเล็ก น้อยจากเดิม 1.5 แสนตันต่อปี เหลือ 1.3 แสนตันต่อปี อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจปุ๋ยในอนาคตในปี 2554 บริษัทยังเดินหน้าสร้างโรงงานแห่งใหม่ใกล้เคียงโรงงานแห่งเดิมย่านนคร หลวง จ.พระนครศรีอยุธยา งบลงทุน 500 ล้านบาท" นายวุฒิพงษ์กล่าว

ด้านราคาปุ๋ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปีหรืออยู่ที่ 290 เหรียญ สหรัฐต่อตัน จากช่วงเดือน พ.ค.อยู่ที่ 280 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งลดลงจากช่วงต้นปีอยู่ที่ 340 เหรียญสหรัฐต่อตัน ถือเป็นการปรับขึ้นตามกลไกและความต้องการของตลาด