ดร.วิชัย เตชะวัฒนานันท์
อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์นั้น ทฤษฎีโครงสร้างตลาดแข่งขันโดยสมบูรณ์จะประกอบไปด้วย 5 ลักษณะ
คือ หนึ่ง ผู้ซื้อและผู้ขายมีจำนวนมาก และผู้ซื้อและผู้ขายเป็นเพียงรายย่อยในตลาดทั้งหมด กล่าวคือผู้ซื้อและผู้ขายไม่มีอิทธิพลใดๆ ในตลาด โดยราคาถูกกำหนดจากตลาด สำหรับอุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยมีผู้ขายมากราย แต่ขนาดของผู้ขายแตกต่างกันอย่างมากระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาดกลาง และขนาดเล็กกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาดใหญ่และกลุ่มบริษัท
สอง สินค้าของผู้ขายแต่ละรายมีลักษณะเหมือนกัน หรือสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ กล่าวคือสินค้าในสายตาผู้ซื้อเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย ผู้ซื้อไม่เกี่ยงที่จะซื้อสินค้าจากผู้ขายรายใด จึงทำให้ราคาสินค้าในตลาดมีเพียงราคาเดียว หากผู้ขายรายใดตั้งราคาสูงกว่าผู้ขายรายอื่นๆ ผู้ซื้อจะไม่ซื้อสินค้าจากผู้ขายรายนั้น เพราะสามารถซื้อสินค้าที่เหมือนกันจากผู้ขายรายอื่นๆ อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยพอจะเข้าในลักษณะข้อนี้
สาม การเข้าหรือออกจากอุตสาหกรรมและการโยกย้ายปัจจัยการผลิตทุกชนิดเป็นไปอย่าง เสรี กล่าวคือผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำการซื้อขายได้โดยไม่มีการกีดกันจากรายใด รายหนึ่ง หากการขายมีกำไร กำไรจะเป็นแรงจูงใจให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดและจะมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตเข้าสู่การผลิตสินค้านี้ ซึ่งการเข้ามานั้นจะไม่มีการกีดกันจากรัฐบาลหรือผู้ประกอบการรายเดิม และในทางกลับกัน หากการขายขาดทุน จะทำให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าออกจากตลาดและเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต เข้าสู่การผลิตสินค้าอื่นๆ ที่ให้ผลกำไร ในลักษณะข้อนี้อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยพอจะเข้าลักษณะข้อนี้ได้ เพียงแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาดกลางและขนาดเล็ก เมื่อขาดทุน โอกาสที่จะกลับเข้ามาเลี้ยงใหม่แทบไม่มี เนื่องจากเงินทุนหมดและการขอกู้เงินก็ไม่ได้รับการอนุมัติจากสถาบันทางการ เงิน เพราะไม่มีหลักทรัพย์ประกัน
สี่ การเคลื่อนย้ายสินค้าทำได้ง่าย ไม่มีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรค อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยพอจะเข้าในลักษณะข้อนี้เพียงแต่การเคลื่อนย้ายไก่ไข่ จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคระบาดสัตว์ กรมปศุสัตว์
และ ห้า ผู้ซื้อและผู้ขายมีความรู้เรื่องตลาดอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือการได้รับข่าวสารด้านอุปสงค์อุปทาน ราคา และต้นทุนการผลิตเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ซื้อจะทราบราคาขายของผู้ขายทุกราย หากผู้ขายรายใดขายสินค้าแพงกว่าผู้ขายรายอื่นๆ จะไม่สามารถขายสินค้าได้เลย เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อจากผู้ขายรายอื่นๆ ในทำนองเดียวกันผู้ขายจะทราบราคาขายในพื้นที่ต่างๆ หากราคาในพื้นที่ใดสูงกว่า ผู้ขายจะนำสินค้าของตนไปขายในตลาดแห่งนั้น สำหรับลักษณะข้อนี้อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยยังไม่สามารถเข้าได้
เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทย พอจะจำแนกออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ เกษตรกรกลุ่มแรกเป็นกลุ่มบริษัทที่มีการเลี้ยงขนาดใหญ่ ความรู้เรื่องตลาด เงินทุนสูง และบุคลากรมีประสิทธิภาพมาก เกษตรกรกลุ่มนี้จึงมีความสามารถและความพร้อมในการแข่งขันอย่างเสรีมากที่สุด อย่างไรก็ตามเกษตรกรกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรทั้งหมดในอุตสาหกรรมไข่ไก่ เกษตรกรกลุ่มที่สองเป็นผู้เลี้ยงที่ทำสัญญากับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกในลักษณะ การประกันรับซื้อ โดยเกษตรกรต้องผลิตตามขั้นตอนและทำตามที่ตกลงกันไว้ เกษตรกรกลุ่มแรกก็จะรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน แม้ว่าก็ยังมีไม่มาก (ปัจจุบันเกษตรกรกลุ่มนี้มีมากกว่ากลุ่มแรก) แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเกษตรกรกลุ่มนี้แทบไม่มีความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาจากการแข่งขันอย่างเสรี เกษตรกรกลุ่มที่สามเป็นผู้เลี้ยงขนาดใหญ่เป็นเกษตรกรที่ไม่ได้ทำสัญญากับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกในลักษณะการประกันรับซื้อ แม้ว่ายังมีไม่มาก (เกษตรกรกลุ่มนี้มีมากกว่าทั้งสองกลุ่มที่กล่าวมา) แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจากการแข่งขันอย่างเสรี
เกษตรกรกลุ่มที่สี่เป็นผู้เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศมีทุนทรัพย์และที่ดินต่ำ ผลผลิตเพื่อการบริโภคในครอบครัวบ้างและขายส่วนที่เหลือเพื่อเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว ผลกระทบจากการแข่งขันอย่างเสรีต่อเกษตรกรกลุ่มที่สามและที่สี่ อาจแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ หากเกษตรกรสามารถปรับการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดของตนเองได้ทัน ผลกระทบจะมีไม่มากหรือไม่มี และหากเกษตรกรผลิตไม่สอดคล้องกับตลาดของตนเองได้ทัน ผลกระทบก็จะมีอย่างมาก
โดยสรุป ความแตกต่างกันตามสภาวะเงินทุน รายได้ ความรู้ และการพัฒนาตนเอง ต้องถือว่ากลุ่มเกษตรกรกลุ่มบริษัท กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ทำสัญญา และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงขนาดใหญ่ สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ในระยะยาว ในขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศยัง มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถพัฒนาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่สามหรือ กลุ่มที่สอง ซึ่งจะนำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเสรี
ไข่ไก่ถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรและอาหารขั้นพื้นฐานที่สำคัญโดยเฉพาะใน ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา เนื่องจากสินค้าไข่ไก่มีเอกลักษณ์พิเศษที่สำคัญ 3 ประการด้วยกัน คือ
ประการแรกเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ซึ่งมีความหมายว่าถ้าประชาชนไม่สามารถซื้อหามาเป็นอาหารได้ในราคาถูก ก็จะเกิดการอดอยาก และถ้าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ไม่สามารถขายได้ในราคาที่มีกำไร ก็จะขาดทุน
ประการที่สองสินค้าไข่ไก่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าประเทศจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าต้องพึ่งการนำเข้าและการส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจเกิดความเสี่ยงและอันตรายต่อประเทศชาติ
และประการสุดท้ายสินค้าไข่ไก่เกี่ยวกับสุขอนามัย ซึ่งมีผลกระทบต่อมนุษย์และสัตว์ หากเกิดการปนเปื้อน สารพิษ และโรค ด้วยเอกลักษณ์พิเศษดังกล่าว จึงทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถปล่อยให้เกิดการค้าขายกันอย่างเสรี
นอกจากนั้น เกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีเงินทุนต่ำ ความรู้ด้านตลาดน้อย และการใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่การลงทุนต้องใช้เงินลงทุนสูง และต้องประสบปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานไข่ไก่ที่มักเกิดขึ้น บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ไม่แน่นอนของเกษตรกร
ดังนั้น รัฐบาลของประเทศทั้งหลายเหล่านี้จึงต่างพากันใช้มาตรการส่งเสริม ค้ำจุน และปกป้องสินค้าเกษตรและอาหารของตนเอง และใช้มาตรการควบคุม แทรกแซง และกีดกันสินค้าเหล่านี้จากประเทศอื่นที่เข้ามาในประเทศของตน
เมื่อพิจารณาทั้ง 3 ด้านจากทฤษฎีโครงสร้างตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ประเภทเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทย และลักษณะสินค้าเกษตรและอาหารในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา พอสรุปได้ว่า ตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะใช้กับอุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยเป็นไปได้ยาก หรืออีกนัยหนึ่ง การปล่อยให้อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยเป็นไปตามกลไกตลาดแข่งขันสมบูรณ์ในอุดมคติ เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ขนาดกลางและ ขนาดเล็ก

