นางสาวนฤมล นุตยะสกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 จังหวัดราชบุรี แจ้งเตือนความผิดปกติของข้าวนาปรัง โดยที่ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ผลผลิตข้าวนาปรังที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวมีจำนวนลดน้อยลง คิดเป็นร้อยละ 30 – 50 จากการลงพื้นที่เพื่อตรวจข้อเท็จจริงในแปลงปลูกข้าวพบว่ามาจากสภาพอากาศที่ มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ข้าวที่ปลูกขาดน้ำ ใบแห้ง และตายในที่สุด ในส่วนของพื้นที่ที่ข้าวออกรวงแล้ว ทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เมล็ดข้าวลีบ อีกทั้งการเกิดโรคระบาดของหนอนม้วนใบ ซึ่งจะพบได้มากในข้าวพันธ์พิษณุโลก 2 , สุพรรณบุรี 60 และสุพรรณบุรี 90 เป็นต้น ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
ทั้งนี้จากการตรวจสอบความผิดปกติข้าวนาปรังของศูนย์วิจัยข้าวราชบุรีพบ ว่า มีเหตุมาจากเกษตรกรหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป พันธ์ข้าวที่หว่านมีพันธ์ข้าวอื่นเจือปน การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนหว่านครั้งแรกหลังข้าวงอก ทำให้ต้นข้าวอวบอ้วนและอ่อนแอต่อโรค การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปขณะข้าวสุกแก่แล้ว ต้นข้าวและใบธงยังเขียวเข้ม การตรวจโรคที่พบ ได้แก่ โรคเมล็ดด่าง โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคกาบใบแห้งโดยทางศูนย์วิจัยข้าวราชบุรีได้ให้คำแนะดังต่อไปนี้ ควรเฝ้าระวังการปลูกข้าวที่อ่อนแอต่อโรค เมล็ดพันธ์ที่ใช้ปลูกต้องคัดเลือกจากแปลงที่ไม่เป็นโรค และทางการมีการรับรองพันธุ์ ก่อนปลูกควรนำเมล็ดพันธ์มาคลุกสารป้องกันกำจัดเชื้อราเช่น คาณ์เบนตาซิน หรือแมนโคเซ็บ ในอัตรา 3 กรัม/เมล็ดพันธ์ 1 กิโลกรัม หลังเก็บเกี่ยวข้าวและเริ่มฤดูกาลปลูกใหม่ ควรพลิกไถหน้าดินเพื่อทำลายเมล็ดขยายพันธ์ของเชื้อรา ใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ ( 0-0-60 ) อัตรา 5 – 10 กิโลกรัม/ไร่เพื่อช่วยให้ข้าวเป็นโรคน้อยลง โรคเมล็ดด่างที่พบในระยะออกรวง พบแผลเป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำที่เมล็ดบนรวงข้าว บางส่วนมีสีน้ำตาลดำและบางส่วนมีสีเทาปนชมพูทั้งนี้เพราะเชื้อรามีหลายชนิด เชื้อรามักจะเกิดในช่วงดอกข้าวเริ่มโผล่จากกาบหุ้มรวง จนถึงระยะเมล็ดข้าวเริ่มเป็นน้ำนมและอาการเมล็ดด่าง จะปรากฏเด่นชัดในระยะใกล้เก็บเกี่ยวซึ่งจะทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวของจังหวัดสมุทรสงครามทราบโดยทั่วกัน

