เกษตรยอมรับปีหน้าแล้งหนัก น้ำไม่พอใช้ กระทบพื้นที่นาปรังขาดน้ำเฉียด 10 ล้านไร่ เพิ่งรับรู้ความเดือดร้อนของชาวบ้านหันหน้าโหมทำฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อน รมว.เกษตรฯห่วงคนกรุงขาดน้ำประปา เตรียมขึ้นเรือตรวจสภาพความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา ประเคนน้ำในเขื่อนไล่ความเค็ม...
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ที่แควตากแดด จ.อุทัยธานี ว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำใช้การเหลือ 989 ล้าน ลบ.ม. โดยจะต้องจัดสรรสำหรับใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศในอัตราวัน ละ 20 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้ปรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดความเหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำ ในเขื่อน ซึ่งได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.อุบลราชธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี และตั้งปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติมที่ จ.ตาก และฐานเติมสารฝนหลวง จ.แพร่ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนต่างๆบริเวณภาคเหนือ ซึ่งมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก
สำหรับการบริหารจัดการน้ำ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใหญ่ในปีหน้า จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อน ภูมิพลและสิริกิติ์ ในวันที่ 1 พ.ย.2553 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 6,700 - 7,550 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปี 2554 จะต้องเก็บน้ำสำรองไว้ถึง 4,300 ล้าน ลบ.ม. จึงเหลือน้ำที่จะ สนับสนุนการทำนาปรังในปี 2553/2554 ประมาณ 2,400-3,250 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะสนับสนุนการปลูกข้าวนาปรังได้ประมาณ 2.4-3.2 ล้านไร่ จากปกติที่ แต่ละปีจะทำนาปรังไม่ต่ำกว่า 10-12 ล้านไร่ หรือ พื้นที่ทำนาปรังจะขาดน้ำไปเกือบ 10 ล้านไร่
ส่วนมาตรการให้ความช่วย เหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศเลื่อนการทำนาปีนั้น ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนในช่วงที่ไม่ได้ปลูก ข้าว ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเกษตรกรมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนเพื่อ ดำเนินการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เพาะเห็ด ฟาง เพาะเห็ดถุง เพาะถั่วงอก และเลี้ยงปลา เป็นต้นซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเข้าไปส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างราย ได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป
ส่วนผลกระทบจากภัยแล้ง วันที่ 1 ก.พ.-21 พ.ค. 2553 มีพื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายจำนวน 42 จังหวัด เช่น ตาก น่าน แพร่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยนาท สุพรรณบุรี และสุราษฎร์ธานี เป็นต้นคาดว่าจะเสียหาย 1,902,649 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 159,249 ไร่ พืชไร่ 1,313,819 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 429,581 ไร่ ขณะนี้ได้สำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างให้ความช่วยเหลือ 13 จังหวัดที่มีความเสียหายจริง เกษตรกร 29,040 ราย พื้นที่ 117,336 ไร่ วงเงิน 93,319,603 บาท ส่วนอีก 26 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือต่อไป
ด้าน นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ หลังจากที่น้ำในเขื่อนลดลงมาก กระทรวงเกษตรฯได้เร่งทำฝนหลวงเพิ่มมากขึ้นเป็นกรณีพิเศษ แม้ความชื้นในอากาศจะน้อย ได้เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำฝนน้อย ก็จะต้องเดินหน้าทำฝนหลวงต่อไป สำหรับแผนการบรรเทาความเดือดร้อนของ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศให้เลื่อนการทำนาปีออกไป 1-2 เดือนนั้น ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงบประมาณ ว่าจะสามารถสนับสนุนด้านงบประมาณใดให้ได้บ้าง
นายนิกรกล่าวต่อว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชล สิทธิ์ และการระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่เขื่อนพระรามหก และการส่งน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองผ่านคลองจระเข้สามพัน คลองสองพี่น้องลงแม่น้ำท่าจีน และสูบน้ำผ่านคลองพระยาบันลือ คลองพระพิมลลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยดันน้ำเค็มและเจือจางน้ำเค็มให้สามารถใช้น้ำผลิตน้ำประปาได้ ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 12-19 มิ.ย.นี้ โดย รมว.เกษตรฯจะล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มต้นจากท่าเรือกรมชลประทานไปยังท่าน้ำนนทบุรีบริเวณปากคลองเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี เพื่อทำการวัดค่าความเค็มของน้ำ และหารือปัญหาผลิตน้ำประปาร่วมกับผู้ว่าการการประปานครหลวง
ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 34,583 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 10,738 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 15% ของความจุอ่าง โดยที่เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 4,230 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 31% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 3,381 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 36% ของความจุอ่าง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 126 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 16% ของความจุอ่าง ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 88 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 9% ของความจุอ่าง

