สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกเตรียมยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมผู้นำเอเปกปลายปีนี้ ให้เร่งก่อตั้งเขตการค้าเสรีโดยเร็วที่สุด โดยเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมแสดงความกังวลเรื่องนโยบายกีดกันทางการค้า และเตรียมผลักดันการให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
นายเกมปาชิโร ไอฮาร่า ประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก หรือ ABAC เปิดเผยว่า ทางสภาฯ ได้ตกลงที่จะยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ให้พิจารณาเรื่องการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่สมาชิกสภาฯ ได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 24-27 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสรุปรายงานที่จะนำเสนอต่อผู้นำทั้ง 21 ประเทศสมาชิก
นายไอฮาร่ากล่าวว่า เขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการ สร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ และช่วยลดความยากจนในภูมิภาค "ทั้งนี้ ABAC ได้สนับสนุนการก่อตั้งเขตการค้าเสรีมาตั้งแต่ปี 2547 และในปี 2550 ที่ประชุมผู้นำได้รับข้อเสนอ พร้อมทั้งสั่งการให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ยิ่งในเวลานี้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮายังไม่ได้ข้อสรุป และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน กลไกใหม่ที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในภูมิภาคจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่ง"
ด้านนายโทนี่ โนเวลล์ ประธานคณะทำงานด้านการเปิดเสรีการค้าการลงทุน กล่าวว่า FTAAP ไม่ใช่กลไกที่เข้ามาแทนที่การเจรจารอบโดฮา และเป็นเพียงกรอบความคิดในการเปิดเขตการค้าเสรี ไม่ใช่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม จึงจะไม่มีการกำหนดรายละเอียดของแต่ละภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับกล่าวว่าการเข้าร่วม FTAAP จะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เช่นเดียวกับที่เอเปกเป็นการรวมกลุ่มแบบไม่มีข้อผูกมัด นอกจากนี้คณะทำงานด้านการเปิดเสรีการค้าการลงทุนยังได้รับฟังรายงานเรื่อง นโยบายกีดกันทางการค้าที่หลายประเทศเตรียมนำมาใช้หลังจากที่ต้องเผชิญกับ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเตรียมนำเสนอข้อมูลต่อผู้นำประเทศเพื่อให้พิจารณายกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะจะส่งผลเสียต่อความพยายามในการเปิดการค้าเสรี
อีกหนึ่งประเด็นที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกให้ความสำคัญ คือ การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งในปีนี้จะเน้นไปที่การเร่งการขยายตัวของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก (Micro Enterprise) ด้วย โดยจะเสนอให้มีนโยบายช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้เข้าถึงทรัพยากรทั้งทาง ด้านเงินทุน เทคโนโลยีสารสนเทศ และทรัพยากรบุคคล
นางเฟาไซอา ทาลิบ ประธานคณะทำงานด้านการเสริมสร้างศักยภาพ กล่าวว่าความท้าทายของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่นเดียวกับทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญช่วย ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ก็มีราคาแพงเกินกว่ากำลังซื้อของธุรกิจเหล่านี้ ดังนั้นรัฐควรต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือในทั้งสองเรื่อง ส่วนด้านทรัพยากรมนุษย์ ทางคณะทำงานเสนอว่าในระยะยาว ควรจะมีการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานตั้งแต่ในระดับชั้นต้นๆ ทั้งในแง่ของฝีมือแรงงานและการเป็นผู้ประกอบการ
ในส่วนของข้อเสนอด้านอื่นๆ ที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกได้หารือกันประกอบด้วย หัวข้อด้านอาหารและพลังงาน โดยคณะทำงานได้มีการวางแผนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานไปพร้อมๆ กัน หัวข้อด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน ได้มีการพูดถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการขนส่งที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลาย ประเทศจนก่อให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจ และสุดท้ายด้านการคลัง สภาที่ปรึกษาฯ แสดงความเป็นกังวลต่อการปฏิรูปกฎระเบียบทางด้านการเงินของบางประเทศว่าอาจ ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้มีการสรุปจดหมายที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปก โดยเนื้อหาภายในจดหมายประกอบด้วยเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในเวลานี้ยังเปราะบาง การถอนหรือเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องได้รับการพิจารณาอย่าง ระมัดระวัง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความร่วมมือกันทางด้านนโยบายเพื่อสร้างความ ยั่งยืน และการบูรณาการทางการเงินร่วมกันในภูมิภาคในลักษณะเดียวกับกองทุนริเริ่ม เชียงใหม่ โดยคณะทำงานด้านการคลังของสภาที่ปรึกษาฯ เตรียมนำเสนอ 3 แนวคิดริเริ่ม ได้แก่ กองทุนความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กองทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนตลาดพันธบัตรเอเชีย

