การเปิดเสรีอาฟต้า ที่มีเป้าหมายให้การซื้อขายสินค้าภายในอาเซียนปลอดภาษีเพื่อความคล่องตัวใน การค้า โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าความเสรีแบบที่ตั้งความหวังกันไว้นั้นดูจะมีความเป็นไปได้ น้อยลงทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนมีการปิดกั้นการลงทุนในภาคเกษตร ที่ถือเป็นแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละประเทศในอาเซียนจะสงวนการเปิดเสรีในสินค้าเกษตร ที่สำคัญของตนเองไว้
การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน
ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่ เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 16 ที่เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย เพื่อเร่งรัดติดตามแผนงานการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยการเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยจะประกาศความพร้อมลงนามสัตยาบัน ATIGA ซึ่งเป็นแผนการลงทุนภายในกลุ่มของอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าและบริการเน้นกลุ่มลงทุนในสินค้าภาคการเกษตร พร้อมทั้งเร่งเจรจาในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามแผน แม้ว่าภายใต้กรอบอาเซียน จะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 แล้วก็ตาม แต่เป็นไปเพียงบางประเทศเท่านั้น บัญชีสงวนการเปิดเสรีกว่า 130 สาขา
การรักษาผลประโยชน์-เครื่องกีดขวางความเสรี
การใช้ AFTA เป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้อาเซียนก้าวสู่ความเป็นประชาคมผ่านการสร้างประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ซึ่งทำให้สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานอย่างเสรี ภายในปี 2558 นั้น กลับพบว่ามีอุปสรรคหลายประการที่ขัดต่อความพยายามสร้างความเสรีในอาเซียน ได้แก่
• การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช้ภาษี (Non Tariff Barrier: NTB)
หลายประเทศสร้างเงื่อนไข และวางหลักเกณฑ์ในลักษณะกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช้ภาษี ซึ่งแต่ละประเทศนำมาใช้เพื่อปกป้องสินค้าสำคัญของตนเองไว้ เช่น วิสาหกิจของมาเลเซีย ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลนำเข้าน้ำตาล 4 แห่ง ออกหลักเกณฑ์ด้านถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อจงใจกีดกันไทยไม่ให้เข้าร่วมประมูล ทำให้ไทยต้องสูญเสียโอกาสส่งออกน้ำตาลเพิ่มขึ้น จากปกติมาเลเซียจะนำเข้าน้ำตาลจากไทยปีละ 1-2 แสนตัน จึงได้ขอความร่วมมือและเจรจาเพื่อให้ยกเลิกมาตรการดังกล่าว
• บัญชีสงวน
เนื่องจากประเทศในอาเซียน มีสินค้าที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร โดยประเทศไทยเองได้ใส่รายการสินค้าสงวนไปแล้ว 5 รายการได้แก่ กาแฟ ไหมดิบ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา และ ได้เสนอบัญชีสงวนเพิ่มเติมไปยังสมาชิกอาเซียนแล้ว ได้แก่ การเปิดเสรีการลงทุนในกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำป่าไม้จากป่าปลูก และการเพาะหรือปรับปรุงพันธุ์พืช สำหรับความคืบหน้าการเจรจาเปิดเสรีภาคบริการ และการลงทุนในอาเซียนนั้น อินโดนีเซียได้ขอเพิ่มบัญชีสงวนภาคการลงทุนด้านการเกษตร ซึ่งต้องนำข้อมูลผลกระทบมาประเมินเพิ่มเติม รวมถึงเจรจาร่วมกัน เพื่อไม่ให้กระทบกับกระบวนการสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตามการเจรจาความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน หลายประเทศสมาชิกเสนอบัญชีสงวนในการเปิดเสรีรวมแล้วกว่า 130 สาขา ส่วนใหญ่ เป็นการลงทุนในภาคการเกษตร
แม้จะมีความกังวลในช่วงก่อนการบังคับใช้ อาฟต้า แต่หลังจากเปิดเสรีอาฟต้ามาแล้วถึง 2 เดือน ได้มีการออกมาประเมินว่าไทยได้รับผลกระทบจากอาฟต้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลกระทบและประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจาก FTA ฉบับต่าง ๆ พบว่าในปี 2553 เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก แม้จำนวนรายการสินค้าที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ภายใต้ FTA ใด FTA หนึ่งรวมกันสูงถึง 56% ของรายการปรับลดทั้งหมด แต่รายการเหล่านี้รวมกันมีมูลค่านำเข้าจากประเทศคู่สัญญาคิดเป็นเพียง 8% ของมูลค่านำเข้ารวม และคิดเป็น 2% ของอุปทานรวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ อัตราภาษีที่ปรับลดลงเฉลี่ยในปี 2553 ยังลดลงน้อยกว่าที่เคยมีการปรับลดมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยลดลงเพียง 1.2% ในปี 2553 เทียบกับที่ลดลง 3.8% ในปี 2552 ที่ผ่านมา
ผลกระทบและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในความเปลี่ยนแปลงนั้นแต่ละครั้งนั้นเป็น เหตุการณ์อันปกติ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถตั้งรับและปรับตัวได้ดีเพียงใด เป้าหมายสู่ดวงดาวของการเปิดเสรีทางการค้าในอาเซียนคงไม่อาจทำให้สำเร็จได้ เพียงแค่ไม่กี่ปี การก้าวสู่ความสำเร็จไปทีละขั้นพร้อมกับการทำความเข้าใจและการปรับตัวของทุก ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน หรือภาครัฐบาล จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตระหนัก

