ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ตัวแทนอาเซียนหารือ ก.ม.แข่งขันการค้า รองรับ AEC

นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศด้านการแข่งขันทางการค้า สำหรับประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน เรื่องนโยบายและกฎหมายการแข่งขันในการบังคับใช้ การส่งเสริมและการพัฒนาองค์กร กำกับการแข่งขัน กรณีศึกษาประสบการณ์ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนจากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประสบการณื เพื่อเตรียมการรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 มุ่งเสริมสร้างวัฒนธรรมการแข่งขันให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

โดยเชิญผู้แทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้เชี่ยวชาญจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มาแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ ผลกระทบที่เกิดจากการที่ประเทศมีกฎหมายและนโยบายการแข่งขัน วิธีการและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การยกร่างและบังคับใช้ วิธีการส่งเสริมและการแข่งขัน และการพัฒนาองค์กรกำกับการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย มีการทบทวน ปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว กรณีรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้อยู่ภายใต้กรอบการแข่งขันเดียวกัน เนื้อหาที่ปรับแก้เพื่อให้สอดคล้อง รองรับกับประเทศสมาชิก ซึ่งต้องอยู่ในประชาคมอาเซียนและสากล เพื่อความเป็นธรรมและเสรี ในการแข่งขัน โดยประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายการแข่งขันมี 5 ประเทศ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา บรูไน พม่า และลาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างกฎหมาย

“เต้น” รอผลมาตรการ ครม.ทำยางขยับเป็น 120 บาท

“ณัฐวุฒิ” ยังไม่รู้ราคายางจะขึ้นเป็น 120 บาทเมื่อไหร่ คาดหลังมาตรการของ ครม.ที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนราคายางจะขยับได้ เผยเตรียมพัฒนากิจการสหกรณ์ให้เป็นวาระแห่งชาติ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหายาพาราว่า ตนเร่งรัดดำนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาศักยภาพยางพารา ซึ่งเมื่อวานนี้ (30 ม.ค.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ประชุมบอร์ดกำหนดหลักเกณฑ์ และวันนี้ (31 ม.ค.) เวลา 13.30 น. ตนได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อที่จะร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์ในการกำหนดให้สถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะทำให้ทุกโครงการมีความชัดเจน ตนตั้งใจจะทำให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยางพารา

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการลงพื้นที่ไปดูปัญหายางพาราหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หลังจากที่ตนได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงและผู้รับผิดชอบในแต่ละหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ก็มีแผนที่จะลงพื้นที่เพื่อพบปะรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกร หรือสมาชิกสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ นอกเหนือจากเรื่องยางพาราก็ได้มีความคิดว่าจะต้องพัฒนากิจการสหกรณ์ให้มีความเติบโต ให้มีความแข็งแรงควบคู่กันไปด้วย กำลังให้ฝ่ายราชการที่เกี่ยวข้องศึกษารายละเอียด จะดำเนินการให้สหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้สอดรับกับปีสหกรณ์สากล ตนเห็นว่ามีความเชื่อมโยง เป็นอุดมการณ์เดียวกันกับระบอบประชาธิปไตย แล้วกิจการสหกรณ์มีความเติบโต ทั้งในเรื่องฐานสมาชิก และในเรื่องเงินทุนหมุนเวียนอย่างมหาศาลในประเทศไทย ในเวลานี้ถ้ามีการจัดการอย่างเป็นระบบก็จะทำให้จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า วางกรอบเรื่องราคายางพารา 120 บาทได้เมื่อไหร่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ยังไม่ได้มีการวางกรอบ แต่คิดว่าหลังจากมาตรการของรัฐบาลซึ่งมีการผ่าน ครม.เมื่ออังคารที่แล้ว มีผลปฏิบัติคงไม่นานนัก ราคายางน่าจะอยู่ที่ 120 บาทได้ ทั้งนี้ เมื่อมาตรการดังกล่าวเริ่มปฏิบัติ ตนจะติดตามประเมินผลโดยละเอียด เพื่อที่จะปรับและพัฒนาให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ราคายางพาราขึ้นมาอีก มาตรการถือเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ซึ่งเป็นการแก้แค่เฉพาะหน้า ส่วนในระยะยาวก็เป็นเรื่อง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา และรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน แต่จะเดินหน้าผลักดันแน่นอน

กษ.เตรียมจัดทำระบบเพาะปลูกข้าวใหม่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแผนจัดทำระบบเพาะปลูกข้าวใน 2555 โดยนำปัญหาน้ำท่วมมาเป็นปัจจัยสำคัญ โดยที่จะมีรูปแบบระบบการปลูก 16 รูปแบบ จากเดิมที่มีเพียง 4 รูปแบบ เพื่อให้เก็บเกี่ยวข้าวได้ก่อนน้ำท่วม ซึ่งจะจัดระบบพื้นที่เพาะปลูกในปีนี้จำนวน 1.5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นำร่อง

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะต้องให้ความรู้เกษตรกรทั้งวิธีการเพาะปลูก การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และลดต้นทุน เพื่อให้พัฒนาระบบการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องว่าจากปัจจุบันนั้นการเพาะปลูกข้าวมีความเสี่ยงที่จะเสียหายจากภัยธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังระบุว่า การปลูกข้าวตลอดทั้งปีทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูง ขณะที่คุณภาพข้าวปรับตัวลดลง เพราะว่าเกษตรกรใช้ข้าวอายุสั้น ซึ่งกระทรวงจะให้จัดระบบปลูกข้าวใหม่ โดยให้ปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง จากเดิมที่นิยมทำ 3 ครั้งต่อปี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและตัดวงจรการระบาดของศัตรูพืช รวมทั้งส่งเสริมให้ปลูกพืชหลังจากนาปรับปรุงดิน

"บัตรเครดิตชาวนา" ดีเดย์ ก.พ.นี้ เฟสแรกแจก 5 พันใบ นำร่อง 5 จังหวัด

"กิตติรัตน์" ใส่เกียร์ลุย "บัตรเครดิตเกษตรกร" ดีเดย์ ก.พ.นี้ เฟสแรกแจก 5 พันใบ นำร่อง 5 จังหวัด ยันใช้หลักเกณฑ์เดิม "ธ.ก.ส." เผยใช้เม็ดเงินลงทุน 2-3 หมื่นล้าน เตรียมเซ็นเช่าระบบ-โครงข่าย เร็วๆ นี้ คาดแจกครบ 2 ล้านใบในปี 56 ขณะที่ กขช. เตรียมถกกรอบรับจำนำข้าวรอบใหม่

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายแจกสินเชื่อเกษตกร (บัตรเครดิตชาวนา) โดยยืนยันว่า โครงการดังกล่าวใกล้ดำเนินการเสร็จแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาโครงการเร็วๆ นี้

นายกิตติรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรที่อยู่ในระหว่างการพักชำระหนี้ ก็จะได้รับสิทธิ์การใช้บัตรเครดิตเกษตรกรเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งเร่งรัดให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามในสัญญา โดยไม่มีการเปลี่ยนแลงรายละเอียดตามที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุไว้

นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวถึงเรื่องโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง หลังการรับจำนำข้าวนาปี 2554/2555 จะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 นี้ โดยระบุว่า เรื่องนี้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งโดยหลักการแล้วเมื่อสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวนาปีแล้ว หากจะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวนาปรังรอบใหม่ ก็ควรจะต้องมีการพิจารณากรอบใหม่

"เป็นปกติ เริ่มใหม่ ก็ควรจะเป็นกรอบใหม่ ทุกอย่างควรจะใหม่ ต้องรอเชิงนโยบายรัฐบาล ซึ่งตนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเมื่อครบ 29 ก.พ.แล้ว ถือว่าโครงการจำนำนาปีก็จบลง การที่จะดูแลต่อเนื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว ก็จะเป็นโครงการรับจำนำในกรอบใหม่"

ด้านนายบุญช่วย เจียดำรงชัย รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2555 นี้ ธ.ก.ส. จะนำร่องแจกบัตรเครดิตเกษตรกร 5,000 ใบ ใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ อุดรธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี โดยจะใช้หลักเกณฑ์การใช้บัตรเครดิตเดิม

หลังจากนั้น ในเดือนพฤษภาคม 2555 นี้ ธ.ก.ส. จะเริ่มกระจายบัตรไปทุกภาคทั่วประเทศ ซึ่งยืนยันว่า ธ.ก.ส. เตรียมจะลงนามสัญญาการเช่าระบบบัตรเครดิตเกษตรกร ได้ในเร็วๆ นี้ พร้อมคาดว่า จะแจกได้ทั้งหมด 2 ล้านใบ ภายในปี 2556 โดยโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินในการดำเนินงาน 20,000 - 30,000 ล้านบาท

รัฐบาลสั่งเขื่อนภูมิพลพร่องน้ำ-สิ้นเมษาฯระบาย 7 พันล้านลบ.ม.รับมือฝน 55

ตาก- กฟผ.เขื่อนภูมิพล ปรับยุทธศาสตร์เตรียมรับน้ำใหม่ตามนโยบายรัฐบาล เร่งพร่องน้ำให้ได้ 7 พันล้าน ลบ.ม.ภายในสิ้นเดือนเมษาฯ เปิดพื้นที่รับน้ำใหม่ในฤดูฝน 55

วันนี้(27 ม.ค.55)นายณรงค์ ไทยประยูร ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล ว่า พร่องน้ำลงไปเหลืออยู่ที่ร้อยละ 85 แล้ว จึงมีน้ำอยู่ที่ 11,500 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้รับแผนการระบายน้ำจากคณะอนุกรรมการจัดสรรน้ำ เพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้ง กำหนดว่าจากเดือนธันวาคม 54 จนถึงปลายเดือนเมษายน 2555 ต้องระบายน้ำออกไปถึง 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเตรียมรอรับน้ำใหม่

ขณะเดียวกันเขื่อนภูมิพลจำเป็นต้องเดินเครื่องทุกเครื่องอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายในเดือนมกราคม 55 นี้ต้องระบายน้ำออกไป1,650 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันถ้าเดินเครื่องในลักษณะนี้ทั้งเดือนก็จะทำได้ตามเป้าหมาย และในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม มีปริมาณที่จะให้ระบายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และในเดือนเมษายนจะระบายได้ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร

ในช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม 2555 ต้องมีการปล่อยน้ำไปตามที่กำหนดไว้ อีกครั้งหนึ่ง ก็จะมีช่องว่างของพื้นที่รับน้ำใหม่โดยสามารถรับน้ำใหม่ได้ 6,500 ล้านลูกบาศก์เมตร จะสามารถรองรับต่อมรสุมที่จะเข้ามา 3 - 4 ลูก ในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และเดือนตุลาคม

ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนภูมิพล กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลต้องการใช้ประโยชน์จากเขื่อนในการควบคุมน้ำหลาก แต่เดิมกระบวนการหรือแนวคิดมีการเก็บน้ำเพื่อเกษตรกรรม แต่ในปีนี้นโยบายก็เปลี่ยนไป ซึ่งต้องมีการระบายน้ำมากขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า เขื่อนจะต้องกักเก็บน้ำลดลง โดยคณะอนุกรรมการจัดสรรน้ำ จะนำเรื่องนี้เข้าประชุมอีกครั้งหนึ่ง

ตามหาสารออกฤทธิ์ใน “ต้นดอกครุย” พืชท้องถิ่นอีสาน

แม้แต่คนอีสานก็มีน้อยคนที่จะรู้จัก “ต้นดอกครุย” หรือ “ต้นบ๋าซาด” พืชประจำถิ่นที่พบได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในฐานะที่มีเลือดอีสานเต็มเปี่ยม “ดร.ประไพรัตน์ สีพลไกร” อาจารย์เคมีจากมหาสารคามจึงพยายามค้นหาสารออกฤทธิ์ของพืชชนิดนี้ ซึ่งผสมกับสมุนไพรอื่นในยาดองแล้วช่วยบรรเทาไมเกรน ลดไข้ และต้านมะเร็ง

ดร.ประไพรัตน์ สีพลไกร อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บอกทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า งานของเธอคือการหาสารออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพรไทย และตอนนี้มีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เธอสนใจคือ “ต้นดอกครุย” หรือ “ต้นบ๋าซาด” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในอีสาน แต่น้อยคนที่จะรู้จักพืชชนิดนี้

ตามตำราสมุนไพรเมื่อนำต้นดอกครุยนี้ไปใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ในรูปแบบของยาดองจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรน ลดไข้ รวมถึงรักษามะเร็ง ซึ่งจากการศึกษาของเธอเมื่อปี 2542 ดร.ประไพรัตน์บอกเราว่าการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการพบว่าเมื่อใช้พืชชนิดนี้ร่วมกับสมุนไพนอื่นๆ จะมีต้านเซลล์มะเร็งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงได้จริง และได้ตีพิมพ์การศึกษาดังกล่าววงวารสารเจอร์นัลออฟเนชันนัลโปรดัคส์ (Journal of National Product)

นอกจากเป็นพืชที่มีคนรู้จักน้อยยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับต้นดอกครุยน้อยมาก หากไม่นับงานวิจัยของ ดร.ประไพรัตน์ ก่อนหน้าเธอมีผู้วิจัยพืชชนิดเพียง 1 ผลงานเท่านั้น

อย่างไรก็ดี อาจารย์เคมีซึ่งเป็นชาวมหาสารคามโดยกำเนิดได้หยุดงานวิจัยหาสารออกฤทธิ์จากต้นบ๋าซาดไปช่วงหนึ่งหลังจากตีพิมพ์ผลงานวิจัยดังกล่าว แต่ตอนนี้เธอได้กลับมาหาสารออกฤทธิ์ของพืชชนิดนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งรับทุนวิจัยจากรัฐบาลออสเตรเลียไปทำวิจัยระยะสั้น 6 เดือน ที่มหาวิทยาลัยวอลลองกอง (Wollongong University) ออสเตรเลีย

ดร.ประไพรัตน์เคยมีความร่วมมือกับนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอลลองกองหลังจากเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนอาจารย์ก่อนหน้านี้ และตอนนี้เธอได้เตรียมสารสกัดหยาบเพื่อนำไปศึกษาหาสารออกฤทธิ์ต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีความพร้อมทางด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ให้เธอได้ใช้ศึกษาสารออกฤทธิ์ พร้อมทั้งหาโครงสร้างทางเคมีโดยใช้เครื่องแมสสเปกโตรสโคปี (Mass Spectroscopy) เครื่องสั่นพ้องแม่เหล็กนิวเคลียร์ (Nuclear magnetic resonance) หรือเอ็นเอ็มอาร์ (NMR) และเครื่องมือวิทยาศาสตร์อื่นๆ

“ทำที่ไทยก็ทำได้ แต่ถ้าไปที่ออสเตรเลียก็จะได้เปรียบในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ มีความพร้อมในการทำงานได้เร็วกว่า และไปที่ออสเตรเลียก็จะได้ลุยทำวิจัยกับเรื่องๆ เดียวได้เต็มที่” ดร.ประไพรัตน์กล่าว และบอกด้วยว่าการหาสารออกฤทธิ์เป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลานาน เมื่อได้สารออกฤทธิ์แล้วยังมีเส้นทางอีกยาวไกลกว่าจะถึงการพัฒนาสู่ยารักษาโรค

ผู้ประกอบการคาดราคาอาหารสัตว์ปีนี้ปรับเพิ่มร้อยละ 5

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร กล่าวในงานเสวนาเรื่องความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ว่า จากต้นทุนสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ปรับราคาสูงขึ้น คาดว่าแนวโน้มอาหารสัตว์ปีนี้ จะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน หากรัฐบาลยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองที่เก็บอยู่ในอัตราร้อยละ 2 จะช่วยให้ราคาอาหารสัตว์ลดลงได้ และไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้เกี่ยวข้อง

ด้านนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สินค้าปศุสัตว์ของไทยจะมีโอกาสมากขึ้น หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากจะส่งออกได้โดยปลอดภาษี โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ ไข่ไก่ เนื้อหมู และนมยูเอชที ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัว เพราะประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไทยมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สศก.เตรียมพร้อมเกษตรกรสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ กองทุนเอฟทีเอ เตรียมพร้อมเกษตรกรไทยสู่เออีซี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ความรู้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งอาเซียนจะมีฐานการผลิตเดียวกัน โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี มีมาตรฐานสินค้า กฎเกณฑ์อยู่ในระเบียบเดียวกัน โดยอาเซียนได้กำหนด 12 สาขาอุตสาหกรรมที่จะดำเนินการเป็นอันดับแรก ภายใต้แนวคิดตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน การรวมเป็นเออีซี ส่งผลกระทบกับไทย คือจะมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยไทยอาจจะเสียประโยชน์ในกลุ่มสินค้าที่ไม่มีศักยภาพแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีต้นทุนสูงต่อประเทศสมาชิก จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมดังกล่าว โดยได้มีการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยให้การสนับสนุนไปแล้วกว่า 626 ล้านบาท

นายกฯ พอใจเยือนอินเดีย เจรจา FTA คืบ

วันสุดท้ายของการเยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ที่ราชพาธ กรุงนิวเดลี ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พอใจผลการเยือนครั้งนี้ ที่ประสบผลสำเร็จด้วยดี โดยอินเดียให้เกียรติประเทศไทยอย่างสูง ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีของ 2 ประเทศ ขณะที่การเจรจาระดับทวิภาคีมีความคืบหน้า โดยจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามประเด็นที่เร่งรัด โดยเฉพาะเรื่องเขตการค้าเสรี หรือ FTA ซึ่งจะทำให้การค้าขายระหว่างไทย-อินเดียมีความคืบหน้ามากขึ้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย และในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางออกจากท่าอากาศยานกองทัพอากาศปาลาม ไปยังสมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลก ครั้งที่ 42

8 สมาชิกรัฐสภาสหรัฐค้าน ก.ม.คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

สมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รวม 8 คน ตัดสินใจถอนตัวออจากการสนับสนุนร่างกฎหมายหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ และร่างกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ของสหรัฐฯ หลังถูกหลายเว็บไซต์ รวมถึงสารานุกรมออนไลน์ชื่อดังอย่างวิกิพีเดีย ปิดจอดำประท้วง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ถือเป็นการระงับบริการชั่วคราวครั้งแรกของวิกิพีเดีย นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2544 ทั้งนี้ เพื่อคัดค้านการออกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน