ASTV ผู้จัดการออนไลน์

หวั่น "บึงน้ำจืด" ตกเป็นเป้าถูกทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

ห้วย หนอง คลอง บึง ล้วนเป็นแหล่งอาศัยของชนิดพันธุ์พืช สัตว์ และจุลินทรีย์มากมายหลายชนิด การถมพื้นที่เพื่อปลูกสร้างอาคารในบริเวณเหล่านั้นโดยขาดความตระหนัก ย่อมส่งผลให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ในภาพเป็นบึงน้ำจืดขนาดเล็กแห่งหนึ่งใจ จ.ชัยภูมิ

ป่าไม้ยังอยู่ภายใต้ความ ดูแลรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยตรง แต่ห้วย หนอง คลอง บึง และพื้นที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไปที่ไร้หน่วยงานไหนดูแลอาจถูกคุกคามและสูญ เสียความหลากหลายทางชีวภาพได้ทุกเวลาโดยที่เราอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์

"ที่ราบลุ่มภาคกลางเคยเป็นทุ่งหญ้าและป่าละเมาะที่เป็นถิ่นอาศัยของ "สมัน" ก่อนที่จะถูกบุกรุกแผ้วทางป่าเพื่อปรับเปลี่ยนทุ่งหญ้าเป็นทุ่งนา ที่อยู่ อาศัย และโรงงานอุตสาหกรรม จนทำให้สมันซึ่งเป็นสัตว์ถิ่นเดียวในประเทศไทยต้องสูญพันธุ์ไปจากโลก" ดร.สิริกุล บรรพพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เผยถึงกรณีการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งสำคัญของประเทศไทยในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยยังคงถูกคุกคามอย่างต่อในแม้ในปัจจุบัน ซึ่งมีหลายพื้นที่ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะแหล่งน้ำจืดต่างๆ ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ผู้อำนวยการสำนักความหลากหลายทางชีวภาพบอกว่า พื้นที่ป่ายังอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แต่ห้วย หนอง คลอง บึง กลับเป็นช่องว่างที่ยังไม่ได้รับการดูแลและปกป้องอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมในบางพื้นที่

"คนส่วนใหญ่มองว่าห้วย หนอง คลอง บึงต่างๆ เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงมักมีการถมพื้นที่เพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือพัฒนาโครงการต่างๆ โดยไม่ได้ตระหนักว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และสัตว์จำนวนมากมาย ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณนั้นถูกทำลายไปอย่างน่าเสียดาย" ดร.สิริกุล เผยต่อทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชน

เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นของ ไทยอย่างยั่งยืน สผ. จึงได้ดำเนินโครงการการจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพโดยร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสถาบันการศึกษา 5 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.สิริกุล ให้ข้อมูลว่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพนั้นมีอยู่แล้ว โดยที่ต่างคนต่างทำงานและมีการเก็บข้อมูลกันไว้ แต่ต่อไปนี้จะมีการรวบรวมข้อมูลจากแต่ละศูนย์จัดทำเป็นฐานข้อมูลของประเทศ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในด้านการศึกษาวิจัย การติดตาม ตรวจสอบ และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนา โครงการต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงโครงการที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

"การที่เรามีข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่การวางแผนที่ดีในการกำหนดแนวทาง หรือมาตรการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพต่อไป และการที่เรามีความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศ ทำให้เรามีวัตถุดิบตัวเลือกที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายเหมือนเรามี ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แต่ถ้าเรามีความหลากหลายทางชีวภาพน้อย เราก็มีตัวเลือกน้อยหรืออาจไม่มีให้เลือกเลย ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ" ดร.สิริกุล กล่าวทิ้งท้าย

ครม.ไฟเขียวประกาศ 11 กิจการอันตราย “มาร์ค” สั่ง สวล.ดูที่เหลืออีก 7 โครงการ

ครม.เห็นชอบประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน นายกฯ ยอมรับมีบางฝ่ายไม่พอใจ ส่วนที่เหลืออีก 7 โครงการ สั่งบอร์ด สวล.ไปดูแล ขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอบุกฟังผลหน้าทำเนียบ พร้อมยื่นหนังสือให้นายกฯ ลั่นชุมนุมใหญ่ ก.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง

มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเภท 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาในรายละเอียด เพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามความพอใจของทุกฝ่าย โดยอีก 7 กิจการที่เหลือได้มอบหมายให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปศึกษารูปแบบ ความเหมาะสม และการควบคุมดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ประกาศ 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง แต่นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม. ซึ่งยังมีอีก 2 ประเภทกิจการที่ยังไม่ได้ตัดออกจากประเภทกิจการที่ผลกระทบรุนแรง คือ โครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA และผู้ในพื้นที่หรืออาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น และ การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม

นายกรัฐมนตรียังสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาในรายละเอียด อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประเด็นเรื่องพื้นที่เป็นหลัก ถ้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมศึกษาแล้วมีผลกระทบอาจประกาศได้ภายหลัง

“สำหรับในกรณีของ 2 โครงการ นายกฯ สั่งการว่า สามารถนำไปเพิ่มเติมได้ทีหลัง ถ้าพบว่าเป็นกิจการที่มีแนวโน้มอันตราย ก็ออกประกาศได้เลย แต่เหตุที่ยังไม่ลงประกาศให้คลอบคลุมไว้ทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะทำงานยาก”

NGO บุกทำเนียบ ลั่นเคลื่อนไหวใหญ่-ฟ้องศาลปกครอง

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านมติการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เห็นชอบและมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีวันนี้ พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลมีการจัดทำประกาศใหม่ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

นายสุทธิกล่าวว่า เครือข่ายในวันนี้จะรอฟังผลจากที่ประชุม ครม.วันนี้ หาก ครม.มีมติตามที่ สวล.เสนอจะมีการรวมตัวเครือข่ายประชาชนในทุกภาคออกมาแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับ มติครม.โดยจะนัดหมายกันภายในเดือนกันยายน 2553 นี้ จะเคลื่อนไหวทั่วประเทศ และอีกทางหนึ่งก็จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราวระงับมติ สวล.ที่ได้มีการพิจารณา 11 โครงการต่อไป

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปยึดหลักของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้มีการพิจารณาใน 18 กิจการเป็นตัวพื้นฐานเพราะคณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างครบถ้วนแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางเครือข่ายฯ จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบคณะกรรมการ สวล.บางคนที่มีนัยว่า เอื้อผลประโยชน์ให้กับภาคเอกชนในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากเห็นว่ามีคณะกรรมการ 3 คนที่เข้าข่ายในเรื่องนี้

สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรีวันนี้ เครือข่ายฯ ได้ระบุเนื้อหาสำคัญเอาไว้ 7 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ขอให้จัดทำประกาศโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงใหม่ให้เป็นที่ยอมรับต่อ ประชาชน เนื่องจากการพิจารณาประเภทกิจการดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยอมรับและไม่มีเหตุผล ทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับแก่ทุกภาคส่วน อีกทั้งไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของสถาบันวิชาการ เอ็นจีโอ และประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง

2.เหตุผลประกอบในทางวิชาการในประกาศประเภทโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง ยังไม่เป็นที่ยอมรับ และยึดหลักวิชาการที่แตกต่างกัน รวมทั้งยึดถือเหตุผลด้านเทคนิค วิศวกรรมมากกว่าเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

3.กระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ยังขาดการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนในประเด็นเรื่องการจัด ทำการประกาศประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง

4.เสนอให้มีการระบุว่าโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เปราะบาง เช่น พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ในเขตควบคุมมลพิษ กรณีมาบตาพุดเป็นโครงการหรือกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงไม่ว่าโครงการนั้นๆ จะไม่เข้าข่ายประเภทโครงการหรือกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงก็ตาม โดยจะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 วรรค 2

5.เสนอให้มีการปรับเพิ่มรายชื่อโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงในทุก 2 ปี

6.เสนอให้มีการทำประกาศใหม่ โดยให้รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่เหมาะสมในการทำประกาศประเภทโครงการดัง กล่าวมาเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ได้แก่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

7.องค์กรที่จะมีอำนาจในการประกาศประเภทโครงการรุนแรง มิได้มีการบัญญัติไว้ว่าเป็นอำนาจของหน่วยงานใด ดังนั้นจึงสมควรให้มีการตีความให้ชัดเจนก่อน ที่จะมีการประกาศประเภทโครงการที่ผลกระทบรุนแรง

ประกันสังคมฉบับ 'ชาวนา' นโยบายในโลกแห่งความฝัน

ทีมข่าว CLICK

“กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม”

บทเพลงนี้คงเป็นที่คุ้นเคยของใครหลายๆ คน เพราะนอกจากจะได้ยินเวลาเปิดโทรทัศน์ตอนเช้าๆ แล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นอีกว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยนั้นยังชีพด้วยการเกษตร

แถมที่สำคัญยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ขนาดใหญ่ให้แก่ประเทศอีกต่างหาก เห็นได้จากคำพูดของ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่ระบุว่า เพียงช่วง 8 เดือนของปีนี้ไทยได้ส่งออกข้าวมากถึง 5 ล้านตันแล้ว และเชื่อว่าอีก 4 เดือนที่เหลือก็คงทำได้อีก 3.5 ล้านตัน รวมรายได้ทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ 1.7 ล้านบาท

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ตลอดหลาย 10 ปีมานี้ ศักดิ์ศรีของอาชีพ 'ชาวนา' กลับดูผกผันกับมูลค่าส่งออกยิ่งนัก หลายคนจัดให้อาชีพนี้เป็นฐานล่างสุดของประเทศ บ้างก็ว่าดูสกปรก น่ารังเกียจ ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งจนก็ยิ่งมีหนี้สินมากขึ้น แถมยังถูกนักการเมืองปรามาสว่าเป็นรากหญ้าของประเทศอีกต่างหาก ทั้งที่ความจริงแล้ว หากประเทศขาดฐานของวัชพืช (อย่างที่ใครบางคนกล่าว) ซึ่งมีมากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ก็คงจะอยู่รอดได้ยากแน่นอน

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บรรดานักการเลือก ตั้งทั้งหลายจึงมุ่งจะผลิตนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวนา อย่างล่าสุดก็คือ 'นโยบายกองทุนสวัสดิการชาวนา' ซึ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ร่ายมนตร์ขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553

โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่ กองทุนดังกล่าวจะมีรูปแบบคล้ายๆ กับกองทุนเงินออมแห่งชาติ และกองทุนสวัสดิการสังคม โดยจะรับสมัครชาวนาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขนาดพื้นที่ทำนา 5-15 ไร่ และให้ส่งเงินสมทบกองทุนปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขายข้าว ขณะที่รัฐจะสมทบให้ 1-2 เท่า เมื่อชาวนามีอายุครบ 65 ปี จะได้เป็นเงินบำเน็จคือจะได้เงินเป็นก้อนครั้งเดียว หรือถ้าเลือกรับเงินบำนาญจะได้ทุกๆเดือนต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี แล้วแต่เลือก

ทันทีที่นโยบายนี้ออกมาก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า นี่อาจเป็นการพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เชื่อว่า นี่อาจจะเป็นอาการพลั้งปากของท่านผู้นำเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ นโยบายก็เริ่มขยับไปบ้าง เห็นได้จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เริ่มตราพระราชบัญญัติแล้ว เพราะฉะนั้น คงถึงเวลาแล้วที่จะมาเริ่มสำรวจเสียทีว่า เอาเข้าจริงแล้ว สุดท้ายกองทุนชาวนานี้จะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาของใครกันแน่ระหว่าง 'เกษตรกร' กับ 'รัฐนาวาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ'

เขาว่าดีจริงๆ นะ

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ก็ตาม แต่จากปฏิกิริยาแรกของผู้คนที่รับรู้เรื่อง ก็ดูจะให้การตอบรับค่อนข้างสูง อย่าง ประสิทธิ์ บุญเฉย นายก สมาคมชาวนาไทย ที่ขานรับนโยบายทันที โดยกล่าวว่า ทุกวันนี้ เฉพาะในภาคเกษตรเองก็มีชาวนามากถึง 53 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีกฎหมายฉบับนี้จะช่วยเป็นหลักประกันให้ชาวนา

“ที่ผ่านมาชาวนาไม่มีอะไรคุ้ม ครองดูแลเรื่องผลประโยชน์หรือสวัสดิภาพมากนัก และเราเองก็เป็นห่วงชาวนาที่อายุเยอะ ทำนามานาน อย่างเรื่องสุขภาพเราก็รู้ว่ารัฐบาลมีการรักษาให้ฟรีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องทุพพลภาพอื่นๆ ด้วยซึ่งยีงไม่ครอบคุม”

ที่สำคัญชาวนายังมีปัญหาในเรื่องต้นทุน ซึ่งต้องแบกรับภาระไว้มาก เพราะฉะนั้นหากมีการจัดตั้งกองทุนนี้จริงก็ถือเป็นตัวช่วยชาวนาได้อีกทาง หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินชดเชย บำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการอื่นๆ ที่สำคัญกองทุนนี้ยังสามารถดูแลชาวนาที่เช่านาผู้อื่นในการทำนา ซึ่งมีมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

เช่นเดียวกับ ศรีสะเกษ สมาน ชาวนา จากจังหวัดลำปางและนายกสมาคมชีวิตดี ที่มองว่านโยบายนี้สร้างขึ้นมาจากเจตนารมณ์ที่ดี และหากได้นำมาใช้จริงก็จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เพราะทุกวันนี้ชาวนาไทยจำนวนมากกำลังประสบปัญหา โดยเฉพาะขาดแคลนพื้นที่การเกษตร

“ชาวนาที่ไม่มีนามีเยอะมาก คิดว่าจะเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของเกษตรกรไทยเลยก็ว่าได้ อย่างภาคกลางก็ไล่ตั้งแต่สุโขทัยถึงอยุธยาที่ชาวบ้านที่มีนาของตนเองจะมี น้อยมาก”

ชาวนาคือใครกันแน่?

แต่ถึงจะมีคนชูมือสนับสนุนนโยบายมากมาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ก็คือปัญหาที่จะตามมาทีหลัง เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วย่อมมีปัจจัยอื่นเสริมเข้ามาเต็มไปหมด

อย่างจุดหนึ่งที่ รศ.ดร.ธันวา จิตต์สงวน รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การเกษตร ที่ชี้ให้เห็นก็คือ การบริหารกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นถือเป็นเรื่องลำบากมากๆ โดยเฉพาะเมื่อลงรายละเอียดว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป

ที่สำคัญทุกคนเริ่มสับสนว่า ลักษณะแบบไหนกันแน่ที่เรียกว่า ชาวนา เพราะทุกวันนี้ใครๆ ต่างก็เป็นชาวนาได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำนาเป็นอาชีพเสริม หรือคนที่จ้างคนอื่นทำนา

“ประเทศไทยเรามีปัญหาเรื่อง ข้อมูลอย่างมาก เป็นความบกพร่องของการกระจายประโยชน์ บางทีไปๆ มาๆ อาจจะเจอหุ้นลม หรือเกษตรกรที่ไม่มีตัวตน หรือแม้แต่เรื่องอายุเองก็ถือว่ามีปัญหา เพราะบางทีอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษียณไปก็ทำนาก็มีเยอะแยะ เรื่องพวกนี้ต้องทำชัดเจน ไปดูชุมชนเยอะๆ เพราะเขาจะรู้ว่าใครที่เป็นชาวนาจริงๆ”

สอดคล้องกับความเห็นของ ศรีสะเกษ ที่ระบุว่าทุกวันนี้ชาวนามีความหลากหลายสูงมาก โดยบางส่วนก็เป็นชาวนาแท้ๆ ขณะที่เป็นคนก็เป็นผู้จัดการนา ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่ทุนเป็นของตัวเอง และอาศัยการจ้างแรงงานหรือเครื่องมือเทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาช่วย ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน

3 เปอร์เซ็นต์ใครจะจ่าย

นอกจากที่จะต้องระบุให้ชัดว่า ใครกันแน่ที่คือชาวนา อีกเรื่องหนึ่งที่จะลืมมองไม่ได้เป็นอันขาด ก็คือสิ่งที่จะทำนั้นมีความเป็นไปได้แค่นั้น เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาของเกษตรกรนั้นมีมากกว่าเรื่องความยากจน แต่ยังมีทั้งเรื่องการออม การต่อยอด หนี้สิน รวมไปถึงความยั่งยืนของโครงการด้วย

ซึ่งประเด็นนี้ ชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้เป็นเจ้าตำรับของกองทุนสวัสดิการชาวนาซึ่งพยายามเสนอแนวคิดนี้ให้ แก่หลายรัฐบาล ก็มองว่า การทำแบบนี้ก็อาจจะไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องเอาเงินเข้ากองทุน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ชาวนาจะไม่ร่วมด้วย

“ตอนนี้มันไม่สามารถไปไล่ บี้เอาเงินจากชาวนาได้ ต่อให้เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องถามก่อนว่าเขาได้กำไรจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้จากการวิจัยของทั้งรัฐและเอกชนสรุปออกมาตรงกันว่า ต้นทุนการปลูกข้าว 1 ไร่อยู่ที่ 6,000 บาท แต่ตอนนี้ขายจริงได้ 3,500-4,000 บาทต่อไร่ แล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย”

ที่สำคัญเมื่อพิจารณาถึงรายได้ส่วนใหญ่เป็นระบบเงินหมุนเวียน บางคนก็กู้หมุนเวียน เอาเงินจากที่หนึ่งมาใช้อีกที่ ส่งผลให้ตัวเลขรายได้ไม่มีความแน่นอน บางปีก็มีกำไรสุทธิ ขณะที่บางปีก็ไม่มี

“ผมว่าการทำแบบนี้มันหยาบเกิน ไป แถมบางทียังผูกพันกับระบบหนี้สิน เพราะฉะนั้นการจะหักเงินเข้ากองทุนก็ควรจะหาทางให้เขาชดใช้หนี้สินได้ก่อนดี กว่า” รศ.ดร.ธันวากล่าว

เพราะฉะนั้นชรินทร์จึงเสนอว่า ทางที่ดีรัฐบาลควรต้องรีบแก้ไขปัญหาที่สำคัญอย่าง ราคาผลผลิต ต้นทุนการผลิต รวมทั้งปัญหาหนี้สิน เป็นลำดับแรกมากกว่า

“ตอนนี้มันต้องให้ฟรีแก่ ชาวนาก่อน เหมือนกับกองทุนของกรรมกรแรงงาน แต่ถ้าถึงจุดที่ว่าแก้ไขเรียบร้อยแล้ว มีกำไรพอใช้ จุดนั้นก็ควรให้จ่ายเพื่อให้มันเป็นธรรม แต่ถ้าถามว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร มันไม่สามารถตอบได้หรอก เพราะถ้าตั้งไว้ 10 ปีแต่รัฐบาลอยู่เฉยๆ แบบนี้มันก็ไม่ช่วยอะไร”

ฤๅจะเป็นแค่ปลายเหตุ

ไม่เพียงแค่นั้น การพิจารณาถึงปัญหาของเกษตรกรอย่างรอบด้านก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนี่อาจจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องนัก เนื่องจากไม่ได้สืบสายปัญหาตั้งแต่ต้นรากลงมา โดยนักเศรษฐศาสตร์เกษตรชี้ว่า ทางที่ดีรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่าอะไรคือปัญหากันแน่ ไม่ใช่มัวแต่อัดเงินลงไปเพียงอย่างเดียว

“การแก้แบบนี้ถือเป็นปลายเหตุ มากๆ ผมว่าเราต้องไปดูตั้งแต่ความคิดของเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องการใช้หนี้ เพราะจริงๆ เรื่องรายได้กับหนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ผมว่าไม่ถูกนะ ถ้าเราจะทำเรื่องนี้ไปโดยที่เกษตรกรยังมีหนี้อยู่ เราต้องทำให้หมดหนี้อย่างถาวร ซึ่งทางออกก็คือไปปรับปรุงผลผลิตให้ดีเสียก่อน

“หรือแม้แต่เรื่องหนี้สินเอง หากคุณจะแก้ไขก็ต้องไปดูว่า ทำไมรายรับถึงมากกว่ารายจ่าย เช่นใช้ปุ๋ยเยอะหรือเปล่า ประสิทธิภาพต่อไร่มันต่ำหรือเปล่า มันต้องย้อนกลับไปหมด ไม่ใช่เอาแต่พูด อย่างคำพูดที่ว่าเอากองทุนไปใช้หนี้อย่างนี้ ดูเป็นคำพูดที่เฉียบขาด แต่ไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย”

ขณะที่เจ้าของไอเดียตัวจริงก็บอกว่า ณ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องมองไปข้างหน้า ไม่ย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะความพยายามต่อยอดการผลิตให้มากขึ้น เพื่อนำไปสร้างมูลค่าให้แก่สินค้า

“เราส่งข้าวสารให้ต่าง ประเทศมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ทุกวันนี้เราก็ยังทำแบบนั้นอยู่ เทคโนโลยีที่เราเอามาใช้ตอนนี้มันไม่ได้สอดคล้องกับผลผลิตที่มีเลย ทำไมเราไม่ส่งเป็นก๋วยเตี๋ยว เป็นบะหมี่ไปให้ต่างชาติบ้าง เหมือนที่เคยอวดอ้างไว้ว่าจะเป็นครัวโลก เป็นสต๊อกอาหารของโลก มันน่าอายนะที่ไปพูดแบบนั้นทั้งที่พ่อครัวแม่ครัว เจ้าของสต๊อกอาหารกำลังจะตาย”

มีทางออกอีกเยอะแยะ

ที่สำคัญ การแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง ก็คือไม่ควรจะมองแต่เรื่องเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปรอบๆ อย่างการแก้ไขปัญหาเรื่องการออมเงินก็เช่นกัน จริงๆ แล้วในเมืองไทยเองก็มีโมเดลในเรื่องนี้อยู่มากมาย และหลายอันก็มีประสิทธิภาพ ขณะที่บางทีโมเดลของรัฐเองเสียอีกที่กลับมีจุดบกพร่อง

อย่าง เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ระบุว่า ทุกวันนี้สถานการณ์ของโครงการช่วยเหลือเกษตรกรอยู่ในขั้นเลวร้ายมาก เพราะมีการเอางบประมาณไปแปรรูปกันจนได้ผลประโยชน์กันถ้วนหน้า

“เอาง่ายๆ อย่างโครงการลำไยช่วยชาติเนี่ย สุดท้ายก็เงียบหายกันหมด เงินไม่รู้เอาไปใช้อะไรหมด สุดท้ายเหลือลำไยใกล้เน่าตกอยู่กับรัฐบาลก็ต้องเอามาทำเชื้อเพลิงอะไรกันไป สูญเงินเปล่าๆ ปลี้ๆ ตั้งเยอะ หาคนผิดก็ไม่ได้”

และในกรณีของกองทุนสวัสดิการชาวนา เขาก็แนะนำว่า รัฐบาลไม่ควรรีบชง รีบทำเหมือนที่ผ่านมา เพราะรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจพื้นที่อย่างดี แต่ควรจะมองหาตัวอย่างดีๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต วัดไผ่ล้อม จังหวัดตราด ซึ่งสามารถชักชวนชาวนาจึงเก็บเงินได้จำนวนมหาศาล

“ท่านตั้งสัจจะกันว่าจะเก็บ เงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ๆ มาลงกองกลางไว้ ใครเดือดร้อนก็มากู้เงินไปใช้ได้ในดอกเบี้ยต่ำๆ พอได้ผลประโยชน์เพิ่มมาก็เอาไปทำสวัสดิการให้กับกลุ่มต่อ ซึ่งจากกองทุนเล็กๆ ไม่กี่พันบาทสุดท้ายก็กลายเป็นระดับร้อยล้านบาทเลย”

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาก็ต้องเป็นไปอย่างมีขั้นมีตอน เพราะโมเดลดังกล่าวก็ใช่ว่าจะพร้อมสำหรับทุกครัวเรือนในประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ความรู้ อาทิ หมู่บ้านที่ไม่พร้อมอาจจะเป็นลักษณะเงินอุดหนุน เป็นสวัสดิการ ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาเป็นรูปแบบเงินออม หรือสหกรณ์ในตอนท้าย

และที่สำคัญสุดที่จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ ก็คือ 'ระบบการตรวจสอบ'

“จริงๆ ถ้าระบบตรวจสอบดี ผมอยากให้เริ่มหมดเลยนะทุกโครงการ เพราะเริ่มไปแก้กันไปก็ได้ แต่ทุกวันนี้การตรวจสอบอ่อนมาก พอเจอว่ารั่วไหลก็ไม่มีการแก้ไขโครงการ มันก็เป็นแบบนี้มาเป็นร้อยปีแล้วล่ะ”
………

แม้ตลอดระยะเวลาหลายปี เกษตรกรจะถูกจัดวางในฐานะของรากแก้วของประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเหล่านี้คือบุคลากรสำคัญของประเทศที่ได้ต้องรับการ ดูแล เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแก่พวกเขาจึงเป็น สิ่งจำเป็นมากๆ

แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า การแก้ไขปัญหาเพียงผิวๆ ก็ไม่ต่างกับการซื้อเวลา หรือค้ากำไรเกินควร เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรจะต้องมองทะลุก็คือ หนทางที่จะสร้างความเจริญอย่างยั่งยืน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับสู่ปัญหาเดิมๆ ตลอดเวลาเหมือนกับที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

"พาณิชย์" ชงกขช.ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกAFTAหางานป้อนโรงสี

“พาณิชย์” เล็งชงกขช. ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน ภายใต้ AFTA หลังถูกเอกชนร้องขอ เผยเพื่อขยายโอกาสตลาดข้าวไทย และหางานให้โรงสี ยันไม่มีการนำมาเวียนเทียนหรือนำไปผสมกับข้าวไทย เหตุกำหนดเงื่อนไขเข้มให้นำเข้าเพื่อแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วส่งออกเท่านั้น ชาวนาเชียร์สุดตัว ระบุต้องสกัดเวียดนาม ซื้อไปขายราคาต่ำ จนทำให้ไทยเดือดร้อน

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ จะเสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบกับแนวคิดการนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) จากปัจจุบัน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าว และข้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น แป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว เท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดของไทยให้มากขึ้น ซึ่งหากรมว.พาณิชย์ เห็นชอบแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการหารือกับคณะกรรมการบริหารสภาหอการ ค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่า มาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA ของไทยในปัจจุบัน มีความเข้มงวดมาก และกีดกันการนำเข้ามากเกินไป จึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มชนิดของข้าวที่จะอนุญาตให้นำเข้าได้มากขึ้น เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของไทย ขณะเดียวกัน ทำให้โรงสีในประเทศมีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้มากขึ้น จากปัจจุบัน โรงสีแทบไม่มีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเลย เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำโครงการรับจำนำ ที่ต้องฝากเก็บข้าวเปลือกไว้กับโรงสี และสั่งให้มีแปรสภาพ แต่กลับใช้โครงการประกันรายได้เกษตรกรแทน

“จากการหารือกับภาคเอกชน กระทรวงฯ เลยคิดว่า น่าจะเปิดให้นำเข้าข้าวเปลือกได้ด้วย แต่ต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า นำเข้ามาแล้วแปรสภาพเป็นข้าวสาร เพื่อส่งออกเท่านั้น ห้ามนำเข้ามาขายต่อในประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาการนำเข้า และให้ส่งออกก่อนที่ผลผลิตข้าวในประเทศจะออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวคุณภาพดีของไทย และฉุดให้ราคาตกต่ำลงได้” นายยรรยงกล่าว

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะการนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา ลาว พม่า จะทำให้ไทยมีข้าวอยู่ในมือมากขึ้น และสามารถกำหนดราคาข้าวในตลาดได้ หากไทยไม่ทำอะไรเลย เวียดนามจะมาแย่งซื้อไปหมดแล้วนำไปส่งออก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เวียดนามจะขายข้าวตัดราคาข้าวไทย ถือเป็นการทำลายราคาข้าวไทย ทำลายตลาด และเกษตรกรไทยจะเสียหายในที่สุด จากการขายข้าวราคาต่ำ อย่างไรก็ตาม ในการนำเข้าจะต้องมีมาตรการควบคุมดูแลให้ดี เพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวไทยจนทำให้ข้าวไทยเสียหาย

“สมควรที่ไทยจะนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้านมาแปรสภาพแล้วส่งออกต่อ ถือเป็นการสกัดเวียดนาม ไม่ให้ซื้อไปขายในราคาต่ำ ทำลายตลาดข้าวไทย อย่างข้าวหอมมะลิ ไทยขายตันละ 15,300 บาท แต่เวียดนามเอาของกัมพูชาไปขายเหลือแค่ตันละ 11,000-12,000 บาทเท่านั้น ขายตัดราคาข้าวไทยมาก เราจะไม่เสียหายได้ยังไง” นายประสิทธิ์กล่าว

รายงานข่าว แจ้งว่า มาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA ที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าว และข้าวที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ เท่านั้น โดยกำหนดเวลานำเข้า 2 ช่วง คือ เดือน พ.ค.-ก.ค. และเดือน ส.ค.-ต.ค.ซึ่งผลผลิตข้าวของไทยออกมาสู่ท้องตลาดน้อยที่สุด ซึ่งจะไม่กระทบต่อราคาข้าวในประเทศ และเกษตรกรนอกจากนี้ ยังกำหนดให้อุตสาหกรรมที่ต้องการนำเข้าข้าวต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่าง ประเทศ ขออนุญาตก่อนนำเข้า และในการนำเข้าต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนด เช่น มีใบรับรองปลอดศัตรูพืช ตรวจสอบสารตกค้าง ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบว่าปลอดการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs) และมีใบรับรองว่าเป็นสินค้าของอาเซียน ขณะเดียวกัน ได้กำหนดด่านนำเข้าเพียง 6 ด่านคือ ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่าน จ.หนองคาย ด่าน จ.ระนอง และท่าเรือกรุงเทพฯ

“พรทิวา” เผยเวียดนามเห็นด้วยกับไทย ยกระดับราคาข้าว และไม่ขายตัดราคา

“พรทิวา” เผย เวียดนามเห็นด้วยกับไทย ยกระดับราคาข้าว และไม่ขายตัดราคา เตรียมส่ง จนท.ถกรายละเอียด ต.ค.นี้

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศ เวียดนาม ระหว่างการเดินทางประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม โดยระบุว่า เวียดนามเห็นด้วยกับไทย ในการยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก และพร้อมร่วมมือกับไทยทุกแนวทาง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ทำให้ราคาข้าวของทั้ง 2 ประเทศ เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลดีต่อเกษตรกรที่จะขายข้าวได้ราคาดีขึ้น

“จากนี้จะไม่ขายข้าวตัดราคากัน และจะกำหนดเพดานให้ชัดเจน เพราะการแข่งขันด้านราคา ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศ จะหารือร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปในช่วงเดือนตุลาคม 2553 นี้”

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเออีเอ็มครั้งนี้ ยังได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ว่า มีความต้องการที่จะซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ จะส่งระดับเจ้าหน้าที่มาหารือกับฝ่ายไทยต่อไป

ผู้นำธุรกิจเอเปกเรียกร้องเปิดเสรีการค้า กังวลสหรัฐฯ ใช้ยาแรงคุมหนี้เสีย

นายก ส.แบงก์ เผยที่ประชุมสภาที่ปรึกษาธุรกิจ “เอเปก” ห่วงสหรัฐฯ แก้ปัญหา ศก.โดยใช้มาตรการจัดลำดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับสถาบันการเงิน และอาจถูกนำมาเป็นมาตรฐานทั่วโลก ขณะที่ผู้นำธุรกิจเอเปกเรียกร้องสมาชิกเร่งเปิดเสรีการค้า

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวในการแถลงข่าวเรื่อง “สรุปผลการประชุมสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2553 (APEC Business Advisory Council : ABAC Meeting)” ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ระบุว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงที่สหรัฐอเมริกาอาจจะมีมาตรการจัดลำดับความเสี่ยง ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับสถาบันการเงินและอาจถูกนำมาเป็นมาตรฐานทั่วโลก อาจกลายเป็นอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นห่วงที่หลายประเทศอาจจะมีการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกิน ไป ซึ่งจะมีผลให้เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวหยุดชะงัก

แต่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว อาจจะมีผลทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ จึงต้องระมัดระวังและหาช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการถอนมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ รวมทั้งมีความกังวลมาตรการการคลังในหลายประเทศจะต้องทำให้เกิดความสมดุล เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังต้องการให้มีการบูรณาการทางการเงินในภูมิภาค สานต่อข้อตกลงริเริ่มเชียงใหม่ ช่วยแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องให้แก่ประเทศสมาชิก และเดินหน้าการออกตราสารหนี้และการออกพันธบัตรข้ามประเทศ รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อให้มีการหารือร่วมกันขจัดอุปสรรคในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่

นายเกมปาชิโร ไอฮารา (Mr.Gempachiro Aihara) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปก 2010 กล่าวว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ (วันที่ 24-27 สิงหาคม 2553) ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 3 ประจำปีนี้ ผู้นำธุรกิจในภูมิภาคเอเปก สนับสนุนให้การประชุมผู้นำเอเปก ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ เดินหน้าการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในเอเชีย-แปซิฟิก ให้ประสบความสำเร็จ

นายเกมปาชิโร กล่าวว่า เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้หลายประเทศใช้นโยบายปกป้องการค้า ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเปิดการค้าเสรี โดยการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เกิดความสมดุลและเกิดความเสมอภาคกับประชาชนทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นร่วมกันที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร พลังงาน หลังจากที่หลายประเทศประสบปัญหาด้านทุกโภชนาการ และมีการนำพืชเศรษฐกิจมาใช้ในการจัดทำพลังงานทดแทน อีกทั้งสภาที่ปรึกษาฯ ยังส่งเสริมให้เอสเอ็มอีและวิสาหกิจขนาดเล็กมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้า ถึงแหล่งเงินทุน

ส.การค้าฯ เตรียมดึงเกาะพะงันเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ายวัลลภ พิชญ์พงศา เลขาธิการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กล่าวว่า จากการตื่นตัวของเกษตรอินทรีย์ ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทำให้ไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยชุมชนจะมีบทบาทสำคัญ ซึ่งขณะนี้พบว่ามี 20 จังหวัด ที่ทำแผนที่เกษตรอินทรีย์ เพื่อระบุแหล่งผลิตและจำหน่ายแล้ว ทั้งนี้ เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์จะใช้พื้นที่ที่เกาะพะงัน

ด้านนางพิมพาพรรณ ชาญศิลป์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังเป็นแนวโน้มตลาดของการบริโภคในอนาคตอีกด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่

สำหรับโอกาสของไทยในตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีช่องทางอีกมาก ซึ่งสินค้าที่โดดเด่นของไทยคือ กลุ่มอาหาร ส่วนอนาคตนั้น ไทยต้องเร่งสร้างศักยภาพในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหารด้วย

ตลาดเวียดนามเปิดรับผลไม้ไทย กระตุ้นส่งออกปีนี้สดใส

ตลาดเวียดนามให้ความ สนใจผลไม้ไทย โดยเฉพาะลำใยได้รับการตอบรับดีมาก ด้านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยปีนี้สหกรณ์ได้เปิดตลาดในเวียดนามเพิ่มอีกแห่ง โดยได้โควต้าส่งออกลำใยไปเวียดนามถึง 3,000 ตัน และผลไม้อื่นอีกรวมกว่า 40,000 ตัน ผ่านบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ผลตอบรับดีมากผลไม้ไทยราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

นายชาญชัย นิมิตมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพัฒนาธุรกิจด้านพืชและผลิตภัณฑ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการเปิดตลาดผลไม้ไทยไปยังประเทศเวียดนามว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์จะส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนเป็นหลัก และตลาดโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) แต่ในปี 2553 นี้ เราได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดอีกแห่งคือ ประเทศเวียดนาม โดยผ่านทางบริษัทเอกชน ผลไม้ที่ส่งไป เช่น ส้ม มะม่วง มังคุด และปีนี้ได้เพิ่มลำไย จากจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่

สำหรับผลการดำเนินการเป็นไปด้วยดี เนื่องจากตลาดประเทศเวียดนาม มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะลำไย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศเวียดนามวันละ 300 ตัน โดยมีโค้วต้าการส่งออกผ่านสหกรณ์ครั้งนี้ จำนวน 3,000 ตัน ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1,000 ตัน คาดว่า ก็จะมีการขยายโค้วต้าเพิ่มขึ้นในปีถัดไป ส่วนปริมาณการค้าของสหกรณ์ปีที่ผ่านมา มีส่งออกผลไม้ผ่านบริษัทเอกชนประมาณ 40,000 ตัน ดังนั้น ในปี2554 ถ้าสามารถเปิดตลาดการส่งออกเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าผลไม้โดยรวม ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมถึงภาคเหนือ ก็น่าจะมีการขยายตัวตามไปด้วย

“ปัจจุบันบริษัทเอกชนในเวียดนามรายนี้มีนำเข้าผลไม้จากประเทศไทย ปีละไม่น้อยกว่า 20,000-30,000 ตัน และตามแผนที่ได้คุ๋ยกันในปีนี้น่าจะทำตลาดได้ถึง 60,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีการประสานติดต่อในเรื่องของการนำเข้าส้มโอ จากจังหวัดชัยภูมิ ส่วนการตอบรับจากผู้บริโภคลำไยของเวียดนามไปในทิศทางที่ดี เพราะผู้บริโภคของเวียดนามชอบในรสชาติของผลไม้ไทย ถ้าจัดเกรดผลไม้ไทยเทียบกับประเทศในเอเชียแล้ว ผลไม้ไทยที่มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเป็นไปได้ต้องการให้ เกษตรกไทยได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน เพื่อจะได้เห็นภาพตลาดและเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าของไทย เพื่อปรับตัวไปสู่การค้าภายในประเทศ และการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกว่าควรจะไปในทิศทางไหน”

คาด "กองทุนชาวนา" ประชาพิจารณ์ ก.ย.นี้ ก่อนเข้าครม.-สภา

"ธราดล" เผย "กองทุนสวัสดิการชาวนา" เดินหน้าทำประชาพิจารณ์เดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ก่อนสรุปเป็นร่างกฎหมายนำเข้าครม. ปลายปี และเข้าสู่สภาได้ต้นปีหน้า เงื่อนไขเบื้องต้นรับชาวนาตั้งแต่อายุ 20 ปี มีที่นาไม่เกิน 15 ไร่ นายกสมาคมชาวนาไทย ระบุอยากให้ครอบคลุมชาวนาที่เช่าทำนา 15-30 ไร่ กว่า 70% ด้วย เผยรัฐต้องใช้เงินสมทบขั้นต่ำปีละ 5 พันถึง 1.6 หมื่นล้านบาท

ภายหลังจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้ง "กองทุนสวัสดิการชาวนา" โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปยกร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เพื่อนำเสนอในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โดยหลักการในการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ชาวนาจะจ่ายเงินประมาณ 3% จากการขายข้าวในแต่ละปีเข้าสมทบในกองทุน และรัฐบาลจะออกเงินสมทบให้อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็น 1-2 เท่า ซึ่งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจะใช้ระบบสมัครใจของชาวนาเองไม่มีการบังคับ

นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คมชัดลึก" เนชั่นแชแนล ว่า รายละเอียดเบื้องต้นของกองทุนดังกล่าว จะรับชาวนาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขนาดพื้นที่ทำนา 5-15 ไร่ ชาวนาส่งเงินสมทบกองทุนปีละ 3% ของรายได้จากการขายข้าวเป็นเงินประมาณ 900-2,700 บาทต่อรายต่อปี ขณะที่รัฐจะสมทบให้ 1-2 เท่า เมื่อชาวนามีอายุครบ 65 ปี จะได้เป็นเงินบำเน็จคือจะได้เงินเป็นก้อนครั้งเดียว หรือถ้าเลือกรับเงินบำนาญจะได้ทุกๆเดือนต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี แล้วแต่เลือก นอกจากนี้กรณีที่ชาวนาที่ร่วมโครงการเกิดทุพพลภาพก็จะได้รับเงินชดเชยให้ ส่วนสวัสดิการการรักษาพยาบาลนั้น ให้ใช้สิทธิในโครงการรักษาฟรี

ในเดือนก.ย.-ต.ค.นี้จะเป็นช่วงเวลาทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพรบ.กองทุนสวัสดิการชาวนา หลังจากนั้นจะจัดทำร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในเดือนพ.ย.-ธ.ค. และในปีหน้าก็จะเข้าสู่สภา โดยยืนยันว่าเงื่อนไขเบื้องต้นต้องการเข้าถึงกลุ่มชาวนาจากรายย่อยก่อนจึง จำกัดจำนวนไร่ไว้ที่ 15 ไร่ การตั้งกองทุนนี้จะดูความสมเหตุสมผลทั้งแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทุน และงบประมาณที่รัฐจะต้องใช้ เพราะถ้าไม่สามารถจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมกองทุนก็จะต้องล้มไปเอง ส่วนผู้ที่เป็นห่วงเรื่องการจ่ายเงินสมทบ เมื่อเข้าร่วมโครงการแม้จะมีการหยุดจ่ายเงินสมทบในภายหลัง หรือไม่สามารถจ่ายได้ทุกปีก็ไม่ต้องเป็นห่วง จะได้เงินสมทบที่ส่งไปรวมถึงผลตอบแทนคืนแน่นอน

ส่วนการบริหารจัดการกองทุนจะมีการตั้งคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชาว นา มีตัวแทนจากภาครัฐ 7 คน ตัวแทนจากชาวนา 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ซึ่งจะมีการออกกฎกระทรวงในการคัดเลือกคณะกรรมการอีกครั้ง ส่วนนโยบายการลงทุนก็คงไม่ให้เสี่ยงมากและได้ผลตอบแทนพอสมควร

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่าปัจจุบัน 53%ของภาคเกษตรเป็นชาวนา มีจำนวน 3.7 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 20 ล้านคน การมีกฎหมายฉบับนี้จะช่วยเป็นหลักประกันให้ชาวนา แต่ตนอยากเสนอให้ปรับบางเงื่อนไขเช่น การกำหนดอายุที่หยุดส่งเงินสมทบ 65 ปี อยากให้ลดลงมาเหลือ 60 ปี นอกจากนี้ ชาวนาที่เช่าที่ทำนาขนาด 15-30 ไร่ มีมากถึง 70% จึงอยากให้เพิ่มเงื่อนไขขนาดพื้นที่ๆเข้าร่วมโครงการได้จากที่กำหนดไว้ 15 ไร่ขึ้นมาเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มชาวนาได้กว้างขึ้น นอกจากนี้เขากล่าวว่าในช่วงแรกคาดว่าน่าจะมีชาวนาเข้าร่วมกองทุนประมาณ 40% เพราะแรกๆก็อาจจะลังเล แต่ในปีถัดไปถ้ามีความมั่นใจและมีความเข้าใจมากขึ้นน่าจะเพิ่มเป็น 70% คิดว่าการทำประชาพิจารณ์น่าจะได้รับการตอบรับจากชาวนาอย่างดี อย่างไรก็ตามอยากให้ชาวนาคิดถึงสิ่งที่ตนต้องการอย่างมีเหตุมีผลต้องนึกถึง กฎหมาย นึกถึงงบประมาณของรัฐด้วย เบื้องต้นอยากให้รัฐกำหนดสิทธิประโยชน์หลักๆของกองทุนนี้ให้ชัดเจนและทำ ประชาพิจารณ์เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผ่านกฎหมายนี้ออกมาให้ได้ก่อนหลังจากนั้นหากมีประเด็นแตกย่อยก็อาจ จะออกบทเฉพาะกาลเพิ่มเติม หรือปรับแก้กฎหมายต่อไป

Manageronline ได้คำนวณขนาดของกองทุนนี้หากมีชาวนาเข้าร่วมกองทุนจำนวน 3 ล้านราย จ่ายเงินสมทบกองทุน 900-2,700 บาทต่อรายต่อปี และรัฐส่งเงินสมทบกองทุนให้ 2 เท่า จะต้องใช้เงินงบประมาณสมทบกองทุนปีละ 5,400-16,200 ล้านบาท และขนาดของกองทุนเป็น 8,100-24,300 ล้านบาทในปีแรก และกองทุนมีขนาดเพิ่มขึ้นทุกๆปีจากการส่งเงินสมทบ และหากมีจำนวนชาวนาเข้าร่วมเพิ่มก็จะทวีคูณขึ้นไปอีก

โลกร้อนขึ้นทำผลผลิต "ข้าว" หดลงทั่วเอเชีย 20%

การเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศของโลกส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ซึ่งจะทำให้มีประชากรที่อดอยากเพิ่มมากขึ้นด้วย (ภาพจาก บีบีซีนิวส์)

ภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรเป็นผลพวงสำคัญจากภาวะโลกร้อน (ภาพจาก บีบีซีนิวส์)

วิกฤติโลกร้อน ทำผลผลิตข้าวทั่วเอเชียตกต่ำลงถึง 20% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ผลการวิจัยระบุกลางคืนร้อนขึ้นยิ่งทำให้ข้าวออกรวงน้อยลง คาดเป็นเพราะต้นข้าวใช้พลังงานไปกับการหายใจมากขึ้น เผยเป็นสัญญาณอีกไม่กี่ทศวรรษทั่วโลกจะมีประชากรผู้หิวโหยและยากจนพุ่งสูง ขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้วพันล้านคน

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (Agriculture Organization : FAO) ที่มีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ และกรุงโรมในอิตาลี ได้เฝ้าติดตามผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันและกลาง คืนที่มีต่อผลผลิตข้าวในเขตนาชลประทานจำนวน 227 แห่ง ในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ในช่วงระหว่างปี 1994-1999

"ในขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเวลากลางวันเพิ่มขึ้น หรือช่วงเวลากลางคืนที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง" จาร์รอด เวลซ์ (Jarrod Welch) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานดิเอโก (University of California, San Diego) สหรัฐฯ ผู้เป็นหัวหน้าคณะวิจัยครั้งนี้เปิดเผยในเอเอฟพี ส่วนผลงานวิจัยนั้นได้ตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences : PNAS) เมื่อไม่นานมานี้

เวลซ์ให้ข้อมูลว่า อุณหภูมิช่วงกลางวันที่สูงขึ้นสามารถช่วย เพิ่มผลผลิตข้าวได้ในช่วงเริ่มต้น แต่ในที่สุดแล้วก็จะทำให้ผลผลิตตกลง เพราะมีผลน้อยกว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นในเวลากลางคืนที่ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลด ลง ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่านี่เป็นรายงานล่าสุดที่ระบุว่าการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะสร้างความยากลำบากมากขึ้นในการผลิตอาหาร เลี้ยงประชากรโลกที่กำลังเติบโตขึ้นจากการที่ผลผลิตของพืชพันธุ์ธัญญาหารลด ต่ำลง

บีบีซีนิวส์รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า นักวิจัยยังไม่ได้ความชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อกลไกใดของข้าว แต่ อาจเกี่ยวข้องกับการที่ต้นข้าวต้องหายใจมากขึ้นในช่วงเวลากลางคืนที่ร้อน ขึ้น ทำให้ต้นข้าวต้องใช้พลังงานไปกับกิจกรรมดังกล่าวสูงขึ้น และทำให้มีพลังงานไปใช้ในกิจกรรมการสังเคราะห์ด้วยแสงลดน้อยลง จึงทำให้ผลผลิตข้าวลดลง

ทั้งนี้ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวโลกส่งผลให้ผลผลิตข้าวในพื้นที่เพาะปลูก หลักๆ ลดต่ำลงมาแล้วประมาณ 10-20% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าหากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ จะทำให้ผลผลิตข้าวตกต่ำลงอย่างเลวร้ายที่สุดในช่วงกลางศตวรรษนี้ และหากอุณหภูมิในช่วงกลางวันสูงมาก มันจะไปจำกัดการให้ผลผลิตของข้าว และยิ่งทำให้ผลผลิตลดลงไปอีก และในปี 2004 นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งยังได้ศึกษาพบว่าผลผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ลดลงประมาณ 10% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซียลเซียสในช่วงเวลากลางคืน

ข้อมูลจากเอฟเอโอยังระบุอีกว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรโลก โดยในแต่ละวันมีผู้บริโภคข้าวมากถึง 3 พันล้านคนทั่วโลก และข้าวยังเป็นอาหารหลักของชาวเอเชียประมาณ 600 ล้านคน ที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่ยากจนที่สุดในโลกจำนวน 1 พันล้านคนด้วย ซึ่งการที่ผลผลิตข้าวตกต่ำลงนั้นยังหมายถึงว่าจะมีประชากรโลกที่อดอยากและ ยากจนเพิ่มมากขึ้น

"หากเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวหรือพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ ที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ จะเกิดหายนะขึ้นกับพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดได้ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อันเนื่องมาจากอากาศที่ร้อนขึ้นทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน" เวลซ์ กล่าวเตือน และยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ไปเมื่อต้นปีที่แล้วให้ข้อสรุปไว้ว่า ประชากรโลกครึ่งหนึ่งอาจต้องเผชิญกับวิกฤติอาหารอันเนื่องมาจากการเปลี่ยน แปลงของสภาพภูมิอากาศภายในปี 2100