"ชัยวุฒิ" สั่ง 3 หน่วยงานอนุญาตอนุมัติของกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมออกหนังสือให้เอกชนเดิน หน้าต่อได้ภายในสัปดาห์หน้า คาดมี 2 โครงการที่ไม่ชัดว่าเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ "มาร์ค" ยันปัญหามาบตาพุดไม่เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ติงชุมนุมที่ผิดกฎหมาย พร้อมรับฟังภาคประชาชน ด้านเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกจี้รัฐบาลทบทวนเลิกแค่ 11 กิจการรุนแรง " อานันท์" บอกจบเกมแล้ว แต่แนะรัฐบาลต้องอธิบายได้
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเมื่อวันจันทร์ภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ ประกอบการ 76 โครงการในมาบตาพุด ว่า ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการทราบเกี่ยวกับประกาศประเภทกิจการรุนแรง ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และคำสั่งศาลปกครองกลางให้เอกชนรับทราบอย่างเป็นทางการ และให้เอกชนส่งข้อมมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาว่าโครงการใดเข้า ข่ายกิจการรุนแรงบ้าง
นายชัยวุฒิกล่าวต่อว่า ได้ส่งให้หน่วยงานอนุญาตอนุมัติที่อยู่ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมทั้ง 3 หน่วยงาน คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) พิจารณาเป็นรายโครงการ ซึ่งคาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้าก็น่าจะทราบแล้วว่ามีโครงการใดบ้างที่เข้าข่าย กิจการรุนแรง
"เมื่อศาลมีคำตัดสินยกคำร้องทั้ง 76 โครงการในมาบตาพุดแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอนุญาตอนุมัติพิจารณา ซึ่งคิดว่าสัปดาห์หน้าไม่ล่าช้าเกินไป เพราะแต่ละหน่วยงานจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบเป็นรายโครงการ โดย ได้ให้นโยบายไปแล้วว่าต้องชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า" นายชัยวุฒิกล่าว
เขากล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะช่วยเร่งขั้นตอนการพิจารณาต่างๆ ให้เร็วขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ เพราะที่ผ่านมามีความล่า ช้ามามากแล้ว ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจน แต่สำหรับบางกรณีที่ยังไม่มีความ ชัดเจนว่าจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ ก็จะหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) หรืออาจจะส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เคยพิจารณาจาก 18 กิจการรุนแรงเป็นตัวตั้ง จะมี 2 กิจการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง
นายประสบศิลป์ โชติมงคล รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า จากการพิจารณาเบื้องต้น กิจการที่อยู่ในนิคมฯ และนอกนิคมฯ ที่อาจจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงมี 7 กิจการ ส่วนกรณีที่อยู่ในการดูแลของ กนอ.นั้น คณะกรรมการบริหาร กนอ.ได้มีการตั้งคณะทำงาน 2 คณะแล้วคือ คณะรับฟังความเห็น และคณะอนุกรรมการด้านเทคนิคเพื่อช่วยเหลือเอกชนเกี่ยวกับขั้นตอนการออกใบ อนุญาตของโครงการรุนแรง โดยล่าสุดได้ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานรัฐ 30 ฉบับ ให้ร่วมเป็นคณะกรรมการกลางรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 67 วรรค 2 ภายในเดือนนี้คงจะสรุปและเริ่มรับฟังความเห็นได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีภาคประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการ ประกาศ 11 กิจการรุนแรงว่า ความจริงถ้าเกิดเขาติดใจอะไรก็สามารถที่จะมาพูด คุยได้ เข้าใจว่าเขาไปเข้าใจว่าศาลยกคำร้องสืบเนื่องมาจากตัวประกาศ และเหมือนว่าถ้าเราประกาศตามคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะไม่เป็นอย่างนี้ ซึ่งตนตรวจสอบไปแล้วไม่ใช่ ตรงกันข้ามถ้าเราประกาศไปตามคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะมีกิจการหลุดไป 1 กิจการด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการยืนยันได้ชัดเจนเลยว่า เวลาที่เราไปดูเราไม่ได้ไปแก้ในลักษณะที่จะไปเอื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ดูตาม ความเคลื่อนไหวที่เหมาะสมที่ปฏิบัติได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาคประชาชนได้กำหนดการเคลื่อนไหวว่า วันที่ 30 กันยายนนี้จะไปปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายอภิสิทธิ์กล่าว ว่า ตนคิดว่าจากวันนี้ถึงวันนั้นทุกหน่วยงานก็พยายามพูดคุยทำความเข้าใจกับภาค ประชาชน แต่ไม่ควรไปชุมนุมต่อต้านที่ผิดกฎหมาย เมื่อถามว่านายกฯ พร้อมที่จะเปิดโต๊ะเจรจากับภาคประชาชนอีกครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลยินดีพูดคุยรับฟังอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร
"ถ้าเราไม่จริงใจทำไมเราไปเพิ่มเงื่อนไขที่เข้มกว่า เราดูตามข้อเท็จจริง มาตรฐาน และเราคิดว่าเรามีคำตอบ เรื่องที่เข้มกว่าก็มี เรื่องที่ผ่อนผันก็มี เพราะฉะนั้นก็ยอมรับและทุกเรื่องก็อธิบายได้"
ถามว่า ที่ผ่านมานายกฯ มั่นใจว่าหลังประกาศจะทำให้เกิดกติกาที่ชัดเจน และประเทศชาติจะเดินหน้าได้ แต่เมื่อมีความไม่เข้าใจระหว่างภาคประชาชนเกิด ขึ้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เบื้องต้นสัญญาณจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนเป็นในทางที่ดีและชัดเจนขึ้น น่าจะ ไปได้ ตนอยากเชิญชวนภาคประชาชนว่าที่จริงปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องประกาศ อันนี้ปัญหาหลักคืองานที่จะต้องทำต่อในเรื่องของระบบที่จะดูแลประชาชนใน พื้นที่ที่รัฐกำลังเร่งรัดอยู่ และจะได้ประโยชน์มากจากการทำงานร่วมกับภาคประชาชน
ต่อข้อถามว่า ภาคประชาชนเตรียมเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย หลังมีการประกาศประเภทกิจการไปแล้ว นายกฯ มีการพูดคุยกับนายอานันท์บ้างหรือยัง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังครับ ตนคิดว่าก็ดีหากไปพบและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ
ด้านเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกได้ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยและประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้พิจารณาตรวจ สอบความถูกต้องในการออกประกาศประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจจะมีผลกระทบต่อ ชุมชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลออกประกาศประเภทโครงการหรือกิจการโดยกำหนดให้มี โครงการหรือกิจการที่เข้าข่ายก่อผลกระทบรุนแรง จำนวน 11 รายการ
ทั้งที่จากเดิมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีมติผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจำนวนหลายครั้ง เป็นรายการประเภทโครงการหรือ กิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ ทั้งหมด 18 รายการ แต่รัฐบาลกลับพิจารณาแค่ 11 โครงการอย่างเร่งรีบ
เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกจึงยื่นหนังสือเรียกร้องต่อองค์กรดังกล่าวเสนอ แนะไปยังรัฐบาลให้มีการทบทวนและจัดทำร่างโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเสียใหม่
นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตัด 18 ประเภท เหลือ 11 ประเภท เป็นกิจการไม่รุนแรงว่า การที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะเสนอไปกี่ประเภทก็แล้วแต่ เป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะพิจารณาผ่านขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รัฐบาลจะรับกี่ประเภท ก็เป็นอำนาจของเขา เราถือว่าเราจบเกมแล้ว
"แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพูดย้ำเสมอก็คือ ในการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย รัฐบาลจะตัดเพิ่มอย่างไร ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ ถ้าหากจะตัดอะไรออกไป รัฐบาลต้องอยู่ในฐานะที่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจ แจ่มแจ้ง ชัดเจน ว่าอย่างไรถึงตัดไป ถ้ารัฐบาลไม่สามารถสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ที่รัฐบาลว่า ความเชื่อถือของประชาชนก็จะลดน้อยลงไป"
นายอานันท์กล่าวต่อว่า ไม่ว่าคำสั่งศาลจะออกมาเป็นประการใด เดิมทีที่ให้การคุ้มครอง 76 โครงการ แล้วมีการลดหย่อนลงไป แต่โรงงานทุกโรงงานได้ให้คำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และได้พูดซ้ำในที่ สาธารณะหลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่าคำสั่งศาลจะออกมาอย่างไร โรงงานเหล่านี้จะต้องผ่านขั้นตอนของการทำอี ไอเอ เอชไอเอ ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และโรงงานทุกโรงงานจะต้องเข้า สู่กระบวนการที่คณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใต้มาตรา 67 วรรค 2
เขาบอกว่าจุดยืนของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ก็ยังยืนยันเรื่อง 18 ประเภทโครงการตามที่ได้เสนอไป และจะได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ในวันศุกร์ที่ 10 ก.ย.นี้ เป็นการประชุมหารือเรื่องความคืบหน้าถึงสิ่งที่ทางเราได้ทำไป รัฐบาลได้ตอบ สนองหรือดำเนินการไปอย่างไรแล้ว นอกเหนือจากการลดจำนวนประเภทโครงการลงเหลือ 11 โครงการ และเรื่องการลดมลพิษโดยทั่วไปที่เราได้เสนอไป รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไร
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ที่ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอานันท์ กล่าวว่า ทราบข่าวว่ารัฐบาลต้องการที่จะเจรจา แต่จะต้องไม่มีเงื่อนไข ซึ่งหากจะเจรจากับเราก็ต้องคุยทุกเรื่อง แต่หากมีเงื่อนไข ทางภาคประชาชนก็ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะทำอย่างไร ซึ่งหากจะ เจรจาก็ต้องคุยทุกเรื่อง เจรจาผ่านสื่อสาธารณะไปเลย เพราะเรามองว่าการเจรจา เป็นเครื่องมือที่ดีและมีประโยชน์ และถ้าจะเจรจาก็ต้องคุยทั้งหมด 11 ประเภทโครงการนี้ด้วย
"เราคิดว่าต้องคุยทั้งหมด เรื่องไหนที่ยังติดใจกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับประชาชน และเรื่องที่ประชาชนเขาสงสัยก็ต้องคุยกัน ทำความเข้าใจกัน ให้ประชาชนรับ ทราบ ให้ได้ช่วยกันคิดสังเคราะห์ ถือเป็นการเจรจาระหว่างประชาชนและรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาของประชาชนที่สะสมหมักหมม" นายสุทธิกล่าว