ไทยโพสต์

ชาวไร่มันช้ำหมดหวังร่วมโครงการรับจำนำ

เลขาฯ ชาวไร่มันสำปะหลังจวกโครงการรับจำอืดอาดยืดยาด เกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์ ระบุฤดูกาลเก็บเกี่ยวใกล้จบ แต่โครงการนี้ยังนิ่งเฉย

นายธีรชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมเปิดรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตที่ 2554-2555 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปว่า รัฐบาลกำหนดมาตรการตั้งแต่เดือน ก.ย.54 แต่เพิ่งจะมาดำเนินการ ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่าครึ่งหมดโอกาสเข้าร่วมเนื่องจากต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต หากปล่อยไว้จะเสียหาย ใน จ.นครราชสีมามีผู้ปลูก 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตปีละ 8 ล้านตัน มีเกษตรกรที่สูญเสียโอกาสไป 4 ล้านตัน แต่ก็ยังดีเมื่อมีการประกาศรับจำนำมันสำปะหลังก็ทำให้ราคาในตลาดสูงจากเดิม กก.ละ 2 บาทเป็น 2.70 บาท

นายธีรชาติกล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่ารัฐเข้ามาแก้ปัญหาช้าเกินไป ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่นครราชสีมา มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถเริ่มโครงการรับจำนำได้ตามเวลาที่รัฐกำหนดไว้ เพราะจากเท่าที่สำรวจพบว่าการรับสมัครโรงแป้งและลานมันที่เข้าร่วมยังไม่ได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนแล้ว หลังเปิดรับสมัครโรงแป้งและลานมันเข้าร่วมโครงการแล้วจะต้องมีการตรวจสอบก่อนจะเปิดรับจำนำอีกระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่าการรับจำนำมันสำปะหลังในนครราชสีมาคงไม่ทันกำหนด ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังที่เหลืออีกครึ่งสูญเสียโอกาส เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดปลายเดือน มี.ค.นี้ และหากเริ่มโครงการก็ต้องตรวจสอบการออกใบรับรองให้เกษตรกรอย่างเข้มงวด ป้องกันการออกใบรับรองให้กับผู้ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นช่องว่างให้นำมันสำปะหลังที่อื่นมาสวมสิทธิ์

นายธีรชาติกล่าวว่า มันสำปะหลังนำรายได้ให้ประเทศปีละ 3-4 แสนล้าน โดยเฉพาะภาคอีสานมีพื้นที่ปลูก 4 ล้านไร่ ผลผลิต 15 ล้านตัน มูลค่า 2 แสนล้านบาท จ.นครราชสีมาปลูกมากคิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด รัฐจึงควรเล็งเห็น หากราคาดี การจับจ่ายใช้สอยก็จะมากขึ้น หากราคาตก ขาดทุน การจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง ทำให้เงินเข้าสู่ระบบของประเทศก็ลดน้อยลงไปด้วย

โรงสีแนะรัฐคุมเข้ม"สวมรอย"ข้าวนาปรัง

แนะรัฐจับตาโรงสีค้างส่งข้าวจากโครงการรับจำนำ ก่อนเปิดจำนำนาปรัง 1 มี.ค.นี้ สกัดนำข้าวมาปน พร้อมเสนอยกเลิกส่งมอบปลายข้าว ระบุเป็นต้นเหตุกลไกราคาป่วน เชื่อปริมาณนาปรังอาจถึง 10 ล้านตัน ผลจากน้ำท่วม ทำนาช้า

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ โฆษกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับกรมการค้าภายใน เรื่องการเตรียมความพร้อมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2555 ว่า ได้เสนอให้รัฐจับตาพฤติกรรมโรงสีที่ยังค้างส่งมอบข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 เพราะเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวที่อาจมีการปะปนข้าวจากทั้ง 2 โครงการ ซึ่งโครงการรับจำนำนาปีจะสิ้นสุด 29 ก.พ. ขณะที่รัฐบาลมีแผนจะรับจำนำนาปรังวันที่ 1 มี.ค.นี้ทันที

นอกจากนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลยกเลิกการส่งมอบปลายข้าวเพราะโครงการรับจำนำที่ผ่านมาไม่เคยต้องส่งมอบในส่วนปลายข้าว ทำให้โครงสร้างราคาข้าวบิดเบือน เพราะโรงสีจะมีตลาดปลายข้าวเป็นลูกค้าประจำ แต่เมื่อไม่มีข้าวอยู่ในมือทำให้ราคาปลายข้าวสูงขึ้นจนใกล้เคียงต้นข้าว ส่งผลการผลักดันราคาไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวนาปรังคาดว่าจะมีประมาณ 6-7 ล้านตันข้าวเปลือก และอาจถึง 10 ล้านตันได้ เพราะผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้การทำนาล่าช้าออกไปจนกลายเป็นข้าวนาปรังในที่สุด ทำให้รัฐต้องวางแผนการรับจำนำให้เหมาะสม ทั้งงบประมาณการรับซื้อข้าวและแผนระบายข้าวไม่ให้กระทบราคาตลาด

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังรวบรวมข้อมูลสำหรับเสนอคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง คาดว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กขช. จะพิจารณาเรียกประชุมได้ในสัปดาห์หน้า เพราะมีประเด็นหารือใน กขช.คงค้างหลายเรื่อง เช่น การกำหนดแผนชดเชยชาวนาที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วมที่ต้องการนำข้าวส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหายร่วมโครงการรับจำนำ

ห้ามไข่ขึ้น!บีบอาหารสัตว์ลด ชงเลิกนำเข้าเสรีแม่ไก่ เงินเฟ้อม.ค.ยังสูง3.38%

“บุญทรง” เมินขึ้นราคาแนะนำไข่ไก่ หันบีบราคาอาหารสัตว์ปรับลด พร้อมชงเอ้กบอร์ด ยกเลิกนำเข้าแม่ไก่เสรี แก้ปัญหาไข่ล้นตลาด พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ประเดิมมะโรงพุ่ง 3.38% สูงขึ้นจาก ธ.ค.ปีก่อน 0.39 % ผลจากน้ำมันแพง "ยรรยง" ย้ำอีกทั้งปีกดอยู่ในกรอบ 3.3-3.8% ระบุเงินเดือน 15,000 ค่าแรง 300 ส่งผลจิ๊บจ๊อย

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่และผู้เกี่ยวข้อง ว่า ยังไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นราคาแนะนำไข่ไก่ตามที่เกษตรกรเรียกร้อง และยังคงราคาแนะนำเดิมสำหรับไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 2.20 บาทต่อไป เนื่องจากกระทบต่อภาวะค่าครองชีพของผู้บริโภค แต่กระทรวงพาณิชย์จะหาทางออกให้ ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยงให้เกษตรกรแทน เพราะขณะนี้ปัญหาที่ผู้เลี้ยงขาดทุนเนื่องจากมีต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากราคาอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนการเลี้ยงถึง 70% รวมถึงค่าสาธารณูปโภคและค่าขนส่งที่สูงขึ้น

เบื้องต้น กระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือถึงการคำนวณโครงสร้างต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและกำหนดแนวทางการดูแล ขณะเดียวกัน จะเข้าไปดูการลดราคาต้นทุนผลิตอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง ที่ขณะนี้ราคาขยับสูงขึ้น เพราะหากปรับลดได้ จะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลง และช่วยบรรเทาปัญหาการขาดทุนไปได้

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) วันที่ 7 ก.พ.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้มีการยกเลิกนโยบายเปิดนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เสรี เป็นการกำหนดปริมาณนำเข้าที่เหมาะสมแทน เพราะผลจากการเปิดเสรีตั้งแต่กลางปี 2553 ทำให้มีแม่ไก่ยืนกรงเพิ่มขึ้นมาก และฟักไข่ออกมาเกินความต้องการผู้บริโภควันละ 3-4 ล้านฟอง เพิ่มจากปกติคนไทยต้องการบริโภค 27-28 ล้านฟองต่อวัน เพิ่มเป็น 30-31 ล้านฟองต่อวัน

นายบุญยง ศรีไตรราศี ประธานกรรมการสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี กล่าวว่า ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกราคาแนะนำไข่ไก่ เพื่อให้ราคาขยับขึ้นตามภาวะต้นทุนการเลี้ยงฟองละ 2.60-2.70 บาท เพราะขณะนี้ราคาแนะนำไข่ไก่ที่กำหนด ทำให้ผู้ซื้อกดราคารับซื้อจากเกษตรกร นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐทบทวนการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ เพราะเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด ราคาตกต่ำ เหลือไข่คละฟองละ 1.60-1.80 บาท สวนทางกับต้นทุนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ฟองละ 2.60 บาท

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ม.ค.2555 เท่ากับ 113.21 สูงขึ้น 3.38% เทียบเดือน ม.ค.2554 สูงขึ้น 0.39% เทียบเดือน ธ.ค.2554 ส่วนดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ม.ค.2555 เท่ากับ 107.26 สูงขึ้น 2.75% เทียบเดือน ม.ค.2554 และสูงขึ้น 0.26% เทียบเดือนธ.ค.2554

“อัตราเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.ที่สูงขึ้น 3.38% ถือว่ายังอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ ซึ่งยังคงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2555 ในกรอบ 3.3-3.8% ภายใต้สมมติฐาน ราคาน้ำมันทั้งปีเฉลี่ย 95-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 29-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และรัฐบาลยังคงมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ทั้งการตรึงราคาค่าก๊าซหุงต้ม การบริการรถเมล์โดยสารประจำทางฟรี รถไฟชั้น 3 ฟรี ค่าเล่าเรียน และค่าชุดนักเรียนฟรี” นายยรรยง กล่าว

นายยรรยง กล่าวว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็น 15,000 บาทต่อเดือน และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ไม่น่าจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมากนัก โดยคาดว่าการขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.01-0.02% และค่าแรงขั้นต่ำทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เท่านั้น เพราะเป็นการทยอยปรับขึ้น ไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ

ซีพีออลล์บุกเปิดเซเว่นในจีน

เซเว่นฯ ลุ้นได้ไลเซนส์จีน เวียดนามเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ หวังแซงหน้าเปิดสาขามากในอเมริกา ด้านแผนในประเทศเล็งเปิดฮับผลิตเบเกอรี่รับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน นิยมสะดวกรวดเร็ว พร้อมย้ำปีนี้ลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท สยายปีกธุรกิจทุกช่องทาง

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้าน “เซเว่น-อีเลฟเว่น” เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาขอสิทธิ์ประกอบการ (ไลเซนส์) ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ในประเทศจีน และเวียดนาม คาดว่าใน 2-3 ปีนับจากนี้จะมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะตลาดจีนตอนใต้ เนื่องจากเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทแม่ได้เข้าไปศึกษาตลาดดังกล่าวเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแบ่งพื้นที่ประเทศจีนออกเป็น 10 โซนการลงทุนด้วยกัน เนื่องจากประชากรของประเทศจีนมีจำนวนมาก จึงทำให้ต้องมีการแบ่งโซนโดยแต่ละโซนจะมีขนาดประชากรเฉลี่ย 100 ล้านคน

ทั้งนี้ การที่บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปขยายตลาดในประเทศจีน และเวียดนามนั้น บริษัทต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของซีพีออลล์ เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถขยายสาขาได้มากขึ้น หลังจากปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายสาขา 6,300 แห่งทั่วประเทศเป็นอันดับ 3 ของเซเว่น-อีเลฟเว่นทั่วโลก รองจากอเมริกาที่มีสาขา 6,500 แห่ง และญี่ปุ่น 13,000 แห่ง

“หากเปรียบเทียบปริมาณลูกค้าเข้าร้าน ไทยมีปริมาณสูงสุดเฉลี่ย 1,200 คนต่อวันต่อสาขา ญี่ปุ่น 1,000 คนต่อวันต่อสาขา ไต้หวัน 980 คนต่อวันต่อสาขา อเมริกา 950 คนต่อวันต่อสาขา เกาหลี 400 คนต่อวันต่อสาขา ถือว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นในไทย ยังสามารถทำยอดขายเฉลี่ยต่อวันที่ 50,000 บาท หรือเฉลี่ย 52-53 บาทต่อคนต่อครั้ง” นายปิยะ
วัฒน์กล่าว

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศนั้น บริษัทมีแผนขยายตลาดอาหารแช่เย็น (ชิลล์ฟู้ด) เบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมความสะดวก รวดเร็ว โดยบริษัทได้ปรับโมเดลการขยายธุรกิจใหม่ ด้วยการลงทุนขยาย “โรงงานขนาดย่อม” หรือ ฮับการผลิตเบเกอรี่สด เพื่อป้อนเครือข่ายร้านยูริ คัดสรร จากเดิมจะมีครัวในแต่ละสาขาของร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น แต่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ โดยร้านยูริ คัดสรร ซึ่งเป็นธุรกิจห้องที่ 3 ของร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งปัจจุบันมีสาขาประมาณ 100 แห่ง คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 200 แห่ง

สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้ คาดว่าจะใช้งบกว่า 5,000 ล้านบาท ในการลงทุนด้านต่างๆ แบ่งเป็น การเปิดสาขาใหม่ 500 แห่ง ใช้งบกว่า 2,000 ล้านบาท ที่เหลือ 1,000 ล้านบาท ใช้สำหรับการปรับปรุงสาขาเก่าที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป 1,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันออก และอีก 1,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนด้านไอที

เป้าส่งออกข้าวได้แน่9.5ล้านตัน

“พาณิชย์” ตั้งเป้าส่งออกข้าวไทยปี 55 ปริมาณ 9.5 ล้านตัน มูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เผยช่วงครึ่งปีแรก ตลาดข้าวอาจยังเป็นของผู้ซื้อ และการแข่งขันยังสูง

นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยในปี 2555 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวไว้ที่ปริมาณ 9.5 ล้านตัน มูลค่า 6,800 - 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปี 2554 ปริมาณลดลง 10.4% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น 7.9 - 11.1% โดยข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เนื่องจากมีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2555 (ม.ค.-มิ.ย.) ตลาดข้าวจะเป็นของผู้ซื้อและสถานการณ์การค้าและราคาข้าวในตลาดโลกจะลดลง เนื่องจากผลผลิตและสต็อกข้าวโลกต้นปีที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับอินเดียยังคงส่งออกข้าวขาวต่อเนื่อง รวมทั้งประเทศผู้ซื้อ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์จะสั่งซื้อข้าวในราคาที่ลดลงในช่วงที่ผลผลิตข้าวฤดูถัดไปของเวียดนาม อินเดีย และไทยออกสู่ตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ไทยยังคงประสบปัญหาการแข่งขันในการส่งออกข้าวขาว หรือข้าวนึ่ง กับอินเดียหรือเวียดนามที่เสนอราคาขายต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสามารถส่งออกข้าวคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิไทยและข้าวเหนียวได้ เนื่องจากข้าวเปลือกทั้ง 2 ชนิดนี้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมไม่มากนัก

สำหรับผลผลิตข้าวไทยในปี 2554/55 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยากรณ์เบื้องต้นว่า จะมีประมาณ 31.474 ล้านตัน ลดลง 4.1% แยกเป็นข้าวนาปี 20.364 ล้านตัน ลดลง 7.2% เนื่องจากข้าวเปลือกเจ้านาปีบางส่วนเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนข้าวนาปรังมีประมาณ 11.110 ล้านตัน เพิ่มสูงขึ้น 9.6% เมื่อเทียบกับฤดูกาล 53/54 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากน้ำในเขื่อนต่างๆ อยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคารับจำนำข้าวเปลือกสูง จูงใจให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น

ส่วนปี 2554 ส่งออกข้าวได้ 10.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่า 6,302 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.9% คิดเป็นเงินบาท 190,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% ราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 595 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.7%

ท่าเรือสงขลา2ส่อล่ม หลังสิ่งแวดล้อมไม่ผ่าน

กรมเจ้าท่า เร่งหาที่ปรึกษาโครงการ “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา” ใหม่หลังคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชนเด้งกลับศึกษาสิ่งแวดล้อม

นายพงษ์วรรณ จารุเดชา รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ว่า ทางกรมฯ ต้องคัดเลือกที่ปรึกษาใหม่ หลังจากที่ที่ปรึกษาโครงการเดิมได้ส่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้กับคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านคมนาคมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (คชก.) ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นชอบราย
งานสิ่งแวดล้อมดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(ผส.) ยังเห็นว่าโครงการดังกล่าวนั้นเข้าข่ายเป็นโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อให้ คชก.พิจารณาอีกครั้ง ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในโครงการต่อไป

สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง (ท่าเรือน้ำลึกสงขลา แห่งที่ 2) จะรองรับการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง แทนการขยายท่าเรือสงขลาที่มีการใช้งานจนเกินขีดความสามารถ นอกจากนี้ยังจะช่วยรองรับการขนส่งสินค้า จากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างในอนาคต และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

ธกส.ฉีด3.7แสนล้านลงชนบท

ธ.ก.ส.โชว์ผลงาน 3 ไตรมาส ฉีดสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคชนบทกว่า 3.7 แสนล้านบาท เริ่มบัตรเครดิตชาวนา นำร่องทดลองใช้ก่อน 5 จังหวัด บอร์ดไฟเขียวกู้ซอต์โลน ธปท. 6 หมื่นล้านบาท ระยะ 5 ปี ดอกเบี้ย 0.01% นำไปปล่อยกู้เกษตรกร ธุรกิจฟื้นฟูน้ำท่วม

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ ธ.ก.ส.ในช่วง 9 เดือน สิ้นไตรมาส 3 (เม.ย.-ธ.ค.54) ได้ให้สินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคชนบทไป 379,781 ล้านบาท ทำให้มียอดสินเชื่อรวม 726,659 ล้านบาท เพิ่มจากต้นปี 149,068 ล้านบาท หรือ 25.81% มาจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 ทำให้สินเชื่อนโยบายรัฐขยายตัวจากต้นปี 66,740 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส. เพิ่มขึ้น 82,328 ล้านบาท

ผลดำเนินงานสิ้นสุด 31 ธ.ค.2554 มีรายได้รวม 39,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6,259 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 34,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6,176 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,949 ล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs จำนวน 57,168 ล้านบาท อัตราส่วน 8.78% ของสินเชื่อรวม

สำหรับการรับจำนำข้าวนาปีเมื่อสิ้นสุดโครงการ คาดว่าจะรับจำนำข้าวได้ 8 ล้านตัน จากเป้าหมาย 25 ล้านตัน เป็นเงิน 130,436 ล้านบาท

นายลักษณ์กล่าวว่า โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร ธ.ก.ส.ที่ได้ว่าจ้างบริษัท วี สมาร์ท จำกัด เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบและจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แก่ร้านค้าและสาขาทั่วประเทศ มีเป้าหมายส่งมอบบัตรให้แก่เกษตรกร 2 ล้านใบ และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 3,000 ร้านค้าภายในเดือน พ.ค.2555 ทั้งนี้ได้ดำเนินการทดลองระบบดังกล่าวในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสระบุรี มีลูกค้า 5,339 ราย และได้ขึ้นทะเบียนร้านค้าทั่วประเทศแล้ว 1,930 ร้านค้า

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส.มีมติเห็นชอบให้กู้สินเชื่อแบบผ่อนปรน (ซอฟต์โลน) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 60,000 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี เพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อให้กับบุคคลธรรมดา รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูธุรกิจหลังน้ำท่วม คิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี

โดย ธ.ก.ส.จะปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 3% ไม่เกิน 5 ปี แต่หลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ที่ ธ.ก.ส.คิดกับลูกค้า ซึ่งสัดส่วนลูกค้าที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ คาดว่าจะเป็นสมาชิก ธ.ก.ส.ที่เป็นเกษตรกรประมาณ 80% ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้านอกภาคการเกษตร 20%

บุญทรงกินรวบงาน2รมช. จับตาทับเส้น"ภูมิ"คุมข้าว

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ คนใหม่ ได้แบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 2 คนแล้ว โดยให้นายภูมิ สาระผล กำกับดูแลกรมส่งเสริมการส่งออก และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ กำกับดูแลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) โดยนายบุญทรงกำกับดูแลกรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และองค์การคลังสินค้า (อคส.)

การแบ่งงานเป็นการเกลี่ยงานใหม่จากสมัยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น รมว.พาณิชย์ โดยนายบุญทรงได้ยึดงานในส่วนที่นายศิริวัฒน์กำกับดูแล มาให้นายภูมิดูแลแทน แล้วดึงงานที่นายภูมิเคยกำกับดูแลมาดูแลเอง โดยนายบุญทรงดึงงานที่เกี่ยวกับค่าครองชีพและรับจำนำข้าวมาดูเองทั้งหมด

เป็นที่น่าจับตาว่า ในการกำกับดูแลเรื่องข้าวอาจจะมีปัญหาได้ เพราะขณะนี้นายภูมิเป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ถึง 5 คณะ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิต 2.คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการตลาด 3.คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำ 4.คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว 5.คณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว ทำให้นายภูมิยังมีอำนาจในเรื่องข้าว ทั้งการรับจำนำและการระบายข้าว ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

NGOอัดซ้ำกยน.เลอะเทอะ ‘โกร่ง’ลั่นการเมืองอย่าจุ้น

เอ็นจีโอหนุน "สมิทธ" อัดซ้ำ กยน.มีแต่งบไม่มีแผนงานที่ชัดเจน โครงการหมื่นล้านเลอะเทอะ แนะรับฟังชาวบ้านหากมัวแต่ฟังผู้ว่าฯ-ผู้รับเหมา 5 แสนล้านก็ไร้ประโยชน์ "ปราโมทย์-สุเมธ" ยันไม่ไขก๊อกชี้ความขัดแย้งทางข้อมูลวิชาการเป็นเรื่องปกติ "โกร่ง" พร้อมจัดตั้งองค์กรจัดการภัยพิบัติห้ามการเมืองจุ้น จ้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น คลังวุ่นแจกเงินนิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนส่อผิดกฎหมาย

หลังจากนายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ตำหนิการเตรียมการป้องกันอุทกภัยว่าไม่มีแผนงานที่ชัดเจน คิดแต่เรื่องใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท

เมื่อวันจันทร์ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับที่นายสมิทธ ที่ระบุว่า กยน.ควรมีการเปิดเผยแผนการบริหารจัดการน้ำ เพราะขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะทำอะไร ทั้งที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้ว มีแต่งบประมาณที่ไม่มีรายละเอียดโครงการ มันจึงไม่แปลกที่ถูกตั้งข้อสงสัยไปทั่วว่ามีการงุบงิบตั้งงบประมาณกันมากมาย กยน.มุ่งเน้นเรื่องงบประมาณเป็นตัวตั้ง และประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

"โครงการหรือแผนบางแผนไม่จำเป็นต้องกู้เงินก็ได้ เช่น โครงการบางโครงการที่ต้องเข้าข่ายมาตรา 67 วรรค 2 หรือโครงการบางโครงการที่ต้องทำอีไอเอ หรือรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะมันต้องใช้เวลาและปล่อยให้เป็นไปตามงบประมาณปกติ แต่กลายเป็นตั้งงบประมาณรวบรัดเข้าไปหมดไปแปะเอาไว้"

เขาบอกว่า กยน.ควรมารับฟังข้อมูลจากชาวบ้านเครือข่ายลุ่มน้ำในแต่ละพื้นที่ เพราะถึงที่สุดแล้วต่อให้มีแผนออกมาเบ็ดเสร็จ หากชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ให้ความร่วมมือ ก็คงไม่สามารถทำงานได้ และยิ่งตอนนี้ถ้าแผนของ กยน.ออกมาเป็นแบบนี้ ประชาชนยิ่งไม่ให้ความร่วมมือ การจัดการลุ่มน้ำใหญ่ไม่มีทางสำเร็จ

"โดยเฉพาะโครงการที่มีผลต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วนหมื่นกว่าล้าน แผนเลอะเทอะไปหมดตอนนี้ ชาวบ้านลุ่มน้ำท่าจีน สะแกกรัง เขามีการพูดคุยกันทุกเดือน ทำไมคณะกรรมการชุดนี้ไม่ลงไปรับฟังข้อมูลของชาวบ้านบ้าง แทนที่จะทำหน้าที่แค่ร่างทรงของรัฐบาล ตอนนี้ชาวบ้านลุ่มน้ำท่าจีนเขาไปไกลจนคิดแผนชุมชนกันเองแล้ว เขาคิดแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยน ขุดลอก ชุมชนเขาทำแผนกันเองแล้ว กยน.ต้องเชิญชาวบ้านเหล่านี้มาให้ข้อมูล ไม่ใช่มัวแต่รับแผนจากจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด รับจากผู้รับเหมา จากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ วิ่งเสนอโครงการกันฝุ่นตลบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ขายโครงการ ถ้าเป็นอย่างนั้น เงินกู้ 5 แสนล้านจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อยังอยู่ในวงจรเดิมๆ" นายหาญณรงค์กล่าว

ด้านนายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการ กยน. กล่าวว่า ข่าวการลาออกเป็นเพียงข่าวลือ และตนไม่เคยพูดว่าจะลาออก เพราะโตๆ กันแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการทำงานของคณะกรรมการ กยน. ซึ่งได้กำหนดแผนระยะสั้นและระยะยาวไว้แล้ว แต่ว่าไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้เป็นไปตามแผน อีกทั้งการพบปะของคณะกรรมการน้อยเกินไป จึงทำให้การทำงานล่าช้า เชื่อว่าการทำงานปีนี้จนถึงปี 2557 การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยังไม่สัมฤทธิผล หากปริมาณฝนยังมากเหมือนปีที่แล้ว จะทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นอีก

ส่วนนายสุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา กยน. กล่าวถึงกระแสข่าวกรรมการ กยน.บางคนอาจจะลาออกว่า เห็นข่าวดังกล่าวแล้วรู้สึกน่าเบื่อ ยืนยันว่าไม่มีอะไร และเหมือนเดิม แต่สำหรับคนอื่นนั้นก็ไม่รู้ ส่วนความขัดแย้งทางข้อมูลด้านวิชาการใน กยน.นั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งขณะนี้แผนงานก็ออกมาแล้ว ส่วนแผนหรือมาตรการระยะสั้นของ กยน.จะสามารถรับมือกับฤดูกาลฝนปี 2555 หรือไม่นั้น ก็ไม่มีใครรู้จะรับมือได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่หมอดู

วันเดียวกัน นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องกลยุทธ์การบริหารจัดการแหล่งน้ำของไทย จัดโดยสมาคมไทยญี่ปุ่นร่วมกับหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ว่า ในส่วนเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ล่าสุดแผนแม่บทได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการนำไปปฏิบัติ และคณะกรรมการ กยน. รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ โดยนายวิษณุ เครืองาม ประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดตั้งองค์กรและแนวทางปฏิบัติราชการแผ่นดินของ กยอ. ได้เร่งจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์กรมหาชนแล้ว คาดว่าเร็วๆ นี้จะเสนอที่ประชุม ครม. เพื่อประกาศออกมาได้

"อยากให้องค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาครั้งนี้ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำได้ โดยต้องเป็นหน่วยงานที่ใช้วิชาการเข้ามาบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว และมีกรอบการทำงานที่ครอบคลุมภัยพิบัติทั้งหมด เช่น น้ำท่วม สึนามิ และพายุ หากเกิดขึ้นต้องมีศูนย์ข้อมูลระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และโอนภาระหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน และองค์การบริหารส่วนจังหวัด เข้ามารวบรวมไว้ก่อนตัดสินใจ ซึ่งคำสั่งที่ออกมาจากองค์กรดังกล่าวถือเป็นคำสั่งที่เทียบเท่ามติ ครม. และหากฝ่าฝืนก็จะผิดกฎหมายมาตรา 157 ด้วย" นายวีรพงษ์กล่าว

ประธาน กยอ. บอกว่า การจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีปัญหาที่แม่น้ำยมยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อชะลอน้ำนั้น ในแผนแม่บทระยะยาวก็ได้รวมการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นในแม่น้ำยมด้วย แต่ก็อยู่ที่การตัดสินใจ และต้องฟังเสียงประชาชนก่อน

ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนเงื่อนไขการปล่อยเงินกู้ของธนาคารออมสินเพื่อให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ยังมีปัญหาติดขัดในทางปฏิบัติที่อยู่ระหว่างหาทางออกเพื่อให้ ครม.ตัดสินใจ

"การขยายการคิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี จาก 7 ปี เป็น 15 ปี ปลอดชำระเงินต้น 5 ปี ไม่ติดปัญหา แต่ในส่วนที่รัฐจะให้เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 2 ใน 3 ส่วนของที่นิคมอุตสาหกรรมจะกู้สร้างเขื่อนนั้น ยังมีปัญหาอยู่ว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะนำเงินไปให้นิคมอุตสาหกรรมที่เป็นเอกชนได้ เพราะอาจขัดต่อข้อกฎหมาย" นายสมชัยกล่าว

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารออมสิน 7 แห่ง ได้แก่ บางประอิน, โรจนะ, นวนคร, บางกระดี, ไฮเทค, แฟคตอรี่แลนด์ และสหรัตนนคร โดยในส่วนของ 2 รายหลังยังติดปัญหาการปล่อยกู้ไม่ได้

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันที่ 31 ม.ค.นี้ คลังจะเสนอรายชื่อบุคคลที่จะมาเป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จำนวน 5 ท่าน ให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ เพื่อมาเดินหน้าในการบริหารกองทุนประกันภัยดังกล่าว หลังจาก พ.ร.ก. ตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติมีผลบังคับใช้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ฝ่ายการเมืองได้ส่งคนใกล้ชิด เข้ามาเป็นประธานและกรรมการของกองทุน เพราะต้องการเดินหน้ารับประกันความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนคืนกลับมา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวกองทุนมีความเสี่ยงจะเสียหายเป็นจำนวนมาก หากมีน้ำท่วมเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับปีที่ผ่านมา

‘กยน.-กยอ.’ส่อเค้าแตก

"สมิทธ" ปัดข่าวโบกมือลาจากกรรมการจัดการน้ำ ระบุไม่เคยพูดจะลาออก ยันเดินหน้าทำงานต่อเพื่อชาติ โบ้ยไม่รู้ "ปราโมทย์-สุเมธ" เตรียมไขก๊อก "ปู" อ้อนนักวิชาการเข้าใจรัฐบาลทำงาน "ยงยุทธ" ย้ำ กยน.มีเอกภาพ "กิจจา" ซัดพวกปากกว้าง ชอบพูดลับหลังวงประชุม

เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังเดินทางกลับจากการประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถึงกรณีมีข่าวนายสมิทธ ธรรมสโรช กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และนักวิชาการบางส่วนอาจถอนตัวออกจาก กยน. ว่า แผนบริหารจัดการน้ำถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องช่วยกัน อยากจะขอเชิญชวนและขอร้องทุกฝ่ายมีความอดทนด้วยกัน เพราะวิกฤติครั้งนี้เป็นมหาวิกฤติที่ทุกคนเจอพร้อมๆ กัน

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้หลายๆ ฝ่ายกำลังปรับทิศทางการทำงาน ทั้งจากนักวิชาการและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้เวลา และแน่นอนเราจะไม่ปล่อยเวลาสูญเสียไป และต้องเร่งทำให้ทันกับเวลา เลยอยากขอความร่วมมือช่วยกัน

"จริงๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการพูดคุยกันมากกว่า ท่านก็อาจจะเป็นห่วง คิดว่าทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ให้พร้อม เห็นใจกรรมการและประธานอนุกรรมการด้วย ทุกท่านก็ทำงาน ก็อยากขอให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อเราจะได้ฟันฝ่าวิกฤตินี้และฟื้นฟูประเทศโดยเร็ว" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า แผนบริหารจัดการน้ำเป็นแผนใหญ่ของประเทศ ต้องค่อยๆ ออกไป ซึ่งได้มีการสั่งการแล้ว และกำลังทำงานอยู่ ขณะเดียวกันก็มีการปล่อยน้ำไป ยังไงก็ต้องกลับเข้ามาแผน กยน.อยู่แล้ว เพราะทุกอย่างมีแผน บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ไม่ทันใจ ก็มีความเข้าใจและเห็นใจทั้ง 2 ฝ่าย ทางคณะกรรมการเองก็เป็นห่วง เพราะภารกิจต่างๆ ก็ถือว่าเป็นภารกิจที่หนักหนามากสำหรับประเทศ และสำหรับคณะกรรมการที่ต้องเร่งติดตาม แต่ขณะเดียวกันคนทำงานก็คงต้องเร่งมือด้วย โดยช่วงฤดูฝนหน้าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมและป้องกันให้ดี

เมื่อถามว่า จะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร ในเมื่อตัวคณะกรรมการฯ เองยังออกมาพูดว่ารัฐบาลจ้องแต่หาเงิน แต่แผนยังไม่พร้อม นายกฯ กล่าวว่า จริงๆ แล้วพูดกันวันนี้อาจจะยังไม่เห็นแผน ซึ่งแผนเราไม่สามารถชี้แจงลงไปในรายละเอียดทุกอย่าง ขอให้มาดูได้กับคนทำงานจะรู้หมด และจะค่อยๆ เร่งออกมาให้เห็น

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายสมิทธไม่พอใจการบริหารจัดการน้ำว่า ปัญหาการบริหารจัดการน้ำกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจะเป็นไปได้อย่างไรว่าไม่มีแผนการดำเนินงาน อีกทั้งส่วนตัวก็ยังไม่ได้คุยกับนายสมิทธ ฉะนั้นฝากสื่อไปบอกนายสมิทธด้วย

"ขอยืนยันการบริหารจัดการน้ำมีความเป็นเอกภาพ และอย่าไปหวังว่าคิดจะทำอะไรขึ้นทุกคนต้องเห็นด้วย ทุกคนมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันไม่น่าเบื่อหน่ายหรือสังคมแบบนี้ หรือคณะกรรมการฯ แบบนี้ ซึ่งก็ต้องมีความเห็นที่หลากหลายเป็นธรรมดาของสังคม" นายยงยุทธกล่าว

ซักว่า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ยังดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้กับ กยน.หรือไม่ รมว.มหาดไทยกล่าวว่า นายสุเมธยังไม่ได้ลาออก และช่วงที่เดินทางไปดอยตุงก่อนที่จะมีการประชุม ครม.สัญจร ก็ได้มีการหารือพูดคุยสารพัดเรื่อง รวมทั้งเรื่องแผนงาน กยน.ด้วย ซึ่ง ดร.สุเมธ ก็ยินดีและร่วมทำงาน เพราะไม่ใช่งานส่วนตัวแต่เป็นงานส่วนรวม

นายกิจจา ผลภาษี กรรมการ กยน. และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การประชุมของ กยน.ทุกครั้ง ในที่ประชุมไม่มีการถกเถียง หรือโต้แย้งการทำงานกันเลย พอมีข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ามา ทางคณะอนุกรรมการฯ ก็รับฟัง และก็ไปรวบรวมเป็นข้อมูล แต่กลับพบว่าภายหลังประชุมได้มีบางคนไปทำปากกว้าง ทำตัวประชดประชัน โดยพูดจาลับหลังว่าจะลาออกบ้าง ซึ่งตรงนี้ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่พูดกันในที่ประชุม บุคคลใดมีอะไรก็เสนอเข้ามา จะได้เกิดข้อถกเถียงหารือร่วมกัน

“เราไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่เราต้องทำงานกันเป็นทีม ถ้าคิดว่าตนเองเป็นคนเก่งก็ให้มาช่วยกัน ไม่ใช่ออกมาพูดลับหลังการประชุมแบบนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้เข้าประชุม สุดท้ายก็เป็นพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” นายกิจจากล่าว

นายกิจจากล่าวว่า แม้จะมีบุคคลใดลาออกจากชุด กยน. ก็ไม่มีผลต่อการทำงาน เพราะบางแผนก็ได้มีการวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะขัดแย้งกันในช่วงนี้ เพราะเวลาไม่คอยท่า และปัญหาเรื่องน้ำก็กำลังกลับมาอีกครั้ง ฉะนั้น กยน.ต้องเห็นความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม นายสมิทธออกมายืนยันว่า ไม่เคยพูดจะลาออกจาก กยน. เพราะจะลาออกไปทำไม มีเหตุผลอะไรที่จะไปลาออก โดยจะทำงานของตนต่อไป และจะขอทำงานให้ดีที่สุด เพราะภารกิจที่ได้รับนั้นเกี่ยวข้องกับประเทศชาติ หากยังมัวแต่ทะเลาะกัน อะไรเกิดขึ้นจะไม่ดีต่อประเทศชาติ

"ในส่วนของผมไม่อยากจะเกี่ยวข้องหรือไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เพราะคิดว่าต่างคนต่างทำงานของตัวเองน่าจะดีกว่า" นายสมิทธกล่าว

ถามถึงข่าวนายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการ กยน. และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา กรรมการ กยน. เตรียมที่จะลาออกด้วยนั้น นายสมิทธกล่าวว่า ไม่ทราบขอให้ไปสอบถามกับทั้ง 2 คนเองจะดีกว่า

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว (กลุ่มกรีน) แถลงถึงผลการติดตามตรวจสอบการทำงานของ กยน. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการ รวมถึงฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศว่า ตลอด 3 เดือนที่มีการติดตามการทำงาน ยังมีข้อที่เป็นห่วงและอยากเสนอแนะในหลายๆ ประเด็น

นายสุริยะใสกล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือแม้รัฐบาลจะมอบหมายให้ กยอ.และ กยน. มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการ แต่การเยียวยาผู้เดือดร้อนยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย จนเกิดความล่าช้า เช่น เงินช่วยเหลือน้ำท่วม ครอบครัวละ 5,000 บาท

เขากล่าวว่า กลุ่มกรีนอยากเสนอให้ กยอ. และ กยน. นำแผนแม่บทโดยเฉพาะแผนระยะกลางและระยะยาวในแต่ละส่วน ไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนภาคส่วนต่างๆ และควรสร้างกลไกการสื่อสารกับสังคมที่มีประ
สิทธิภาพ การจัดสรรวงเงินต้องสร้างหลักประกันถึงความโปร่งใส และป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น และควรให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นเจ้าภาพจัดเวทีสมัชชาผู้ประสบอุทกภัยเพื่อรับฟังความจากผู้เดือดร้อน

ส่วนผลการประชุมเวิลด์อีโคโอมิกฟอรั่มที่เมืองดาวอส นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า การเดินทางไปดาวอสครั้งนี้ถือว่าเราประสบความสำเร็จ และได้รับความมั่นใจจากนานาประเทศ เพราะหลังจากที่เราฟื้นฟูจากอุทกภัย หลายประเทศให้ความมั่นใจ และพบกับกลุ่มคนที่อยากลงทุนเพิ่ม

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านโจมตีว่าการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ได้โชว์วิชั่น แต่ไปโชว์แฟชั่น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า คงต้องขออนุญาตว่าผู้ที่ไปฟังต้องให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง เมื่อไปถึงก็ติดภารกิจที่อินเดีย 2 วัน จากนั้นก็เดินทางร่วมประชุมทันที

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวว่า ในการร่วมประชุมครั้งนี้ไทยได้ชี้แจงเรื่องแผนในการบริหารจัดการระบบน้ำ ซึ่งถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำจากหลายประเทศได้เป็นอย่างดี