ไทยโพสต์

อุตฯเลิกหนุนโครงการ'ครัวโลก'

ก.อุตสาหกรรมลดบทบาทโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก อ้างร้านอาหารไทยในต่างแดนไปโลดแล้ว เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแบบครบวงจรแทน

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายที่จะลดการสนับสนุนโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก จากเดิมที่ของบประมาณในระยะที่ 2 วงเงินกว่า 1 พันล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลต้องการที่จะให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้า พัฒนาบุคลากร ส่งเสริมโครงการอื่นเจาะตลาดโลก และพัฒนาพืชผลของเกษตรกรแบบครบวงจรควบคู่กันไป เพราะจะช่วยให้มีผู้ได้รับผลประโยชน์ที่มากกว่า

"การส่งเสริมโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกระยะแรกที่เน้นการเปิดร้านอาหารไทยใน ต่างประเทศเพื่อให้คนต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จมากและสามารถเดินด้วยตัวเองได้แล้วแต่ก็ไม่ได้หมาย ความว่าจะยกเลิกโครงการนี้ โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ส่วนแผนในปัจจุบันต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารเป็นภาพรวมแบบครบวงจร" นายชัยวุฒิกล่าว

นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า แผนแม่บทอุตสาหกรรมอาหารปี 53-57 จะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีแนวทางการ พัฒนาอย่างเป็นระบบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าอาหารของ ไทย รวมถึงทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความ ปลอดภัยของสินค้าอาหารไทย โดยในแผนฯ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกอาหารไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี และผลักดันให้โรงงานผลิตอาหารของไทยได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตในระดับ สากล เป็นต้น

สอส.ปฏิเสธเปล่าฮุบที่ดินบสท.

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 6 กันยายน ณ ที่ทำการเครือข่ายสภาประชาชน 4 ภาค (สอส.) จ.อำนาจเจริญ ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดิน 129 ไร่ บ้านภักดีเจริญ ต.ห้วยไร่ อ.เมืองอำนาจเจริญ นางสุตตา ยตะโคตร อายุ 58 ปี ประธานเครือข่ายสภาประชาชน 4 ภาค จ.นครพนม ซึ่งดูแลพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ แถลงปฏิเสธฮุบที่ดิน บสท.ว่า สอส.ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมากว่า 10 ปี ไม่เคยที่จะฮุบที่ดินของใคร ที่มาถือครองที่ดินบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บสท.) เพราะ บสท.มีข้อตกลงกับ สอส.ให้ที่ทำกินและที่อยู่อาศัย 1 แสนไร่ทั่วประเทศแก่สมาชิก สอส. ซึ่งผู้มีสิทธิ์ในที่ดินจะต้องผ่านตามขั้นตอนและข้อกำหนดของ สอส.ก่อน ซึ่งเป็นข้อตกลงในเบื้องต้น ส่วนการขึ้นทะเบียนที่ดินทำกินกับ ส.ป.ก.นั้น ไม่เกี่ยวกับ สอส.

นางสุตตากล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ตนเองพร้อมกับสมาชิกกว่า 10 คนได้ไปที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ เพื่อมอบกระเช้าดอกไม้ให้ ผบก.ภ.อำนาจเจริญ เพื่อความสมานฉันท์ แต่ผิดหวัง เพราะผู้การไม่อยู่เนื่องจากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ตนตั้งใจมาเป็นมิตรกับตำรวจ จึงมอบให้กับพนักงานสอบสวนแทน

ด้าน พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบก.ภ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า วันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา มีงานเร่งด่วน จึงไม่ได้ไปรอมอบกระเช้าดอกไม้จาก สอส. ก็เป็นเรื่องดีในการเป็นมิตรไมตรีต่อกัน ตำรวจเป็นมิตรกับประชาชนตลอด ส่วนคดีก็ต้องว่ากันไป ในเมื่อตัวแทนของ บสท.แจ้งข้อหาบุกรุก ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายและปฏิบัติตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัด

เฟ้นหาควายงามหุ่นมาตรฐาน

หน่วยงานหลายฝ่ายเร่งสำรวจควายไทยรูปร่างงาม ตระเวนเฟ้นหากระบือเข้าเครื่องสแกนสามมิติ เก็บข้อมูลไซส์มาตรฐาน ตั้งเป้า 500 ตัวทั่วประเทศ เสร็จไปแล้ว 50% ด้านปราชญ์คัดสายพันธุ์ระบุควายพันธุ์ดีเหลือไม่ถึง 1% จาก 1.3 ล้านตัว

จากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโครงการศึกษามาตรฐานขนาดรูปร่างกระบือหรือควาย ไทย ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยว่าควายไทยมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ และอาจจะสูญพันธุ์ เนื่องจากปัจจุบันชาวนานิยมใช้เครื่องไถนาแทนควาย

ความคืบหน้าล่าสุด ส.พญ.ชลลดา บูรณกาล คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าคณะทำงานศึกษาไซส์มาตรฐานควายไทย เปิดเผยว่า การเก็บข้อมูลรูปร่างควายไทยได้อาศัยเทคโนโลยีการสแกนแบบสามมิติ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เป็นฝ่ายพัฒนาเครื่องสแกนเพื่อประยุกต์ใช้สำหรับวัดขนาดรูปร่างควายโดยเฉพาะ ส่วนกรมปศุสัตว์ประสานกับปราชญ์ท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญเรื่องควาย และคัดเลือกควายพันธุ์ดีเข้าเครื่องสแกน โดยตั้งเป้าเก็บข้อมูลขนาดรูปร่างควายทั้งหมด 500 ตัวจากทั่วประเทศ ขณะนี้ได้ทำไปแล้ว 50% คาดว่าจะใช้เวลาอีก 4-5 เดือน หลังจากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลมาตรฐานขนาดควายไทยและวางแผนขยาย พันธุ์ต่อไป

ส.พญ.ชลลดากล่าวอีกว่า การทำงานของเครื่องสแกนควายแบบสามมิติสามารถหาขนาด รูปร่างได้อย่างละเอียดทุกสัดส่วน เช่น ใบหน้า ลำคอ ไหล่ ลำตัว ลักษณะเขา ตลอดจนท่วงท่าการเดิน โดยอาศัยหลักการวัดระยะทางหรือหาระยะความลึกของวัตถุจากภาพถ่ายแบบ สเตอริโอ โดยวัดตำแหน่งต่างๆ 20 จุด ครอบคลุมทั้ง 360 องศา จนได้ข้อมูลรูปทรงแบบสามมิติ ซึ่งการสแกนแบบนี้สามารถเก็บข้อมูลได้รวดเร็วและแม่นยำสูง โดยมุ่งเน้นเก็บ ข้อมูลที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกรมปศุสัตว์ระบุว่าเป็นพื้นที่ที่พบควายพันธุ์ดี มากกว่าพื้นที่อื่นๆ

"ที่ผ่านมามีการจัดประกวดควายสวยงามทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ แต่จากการสืบค้นและสอบถามข้อมูลปราชญ์ชาวบ้านด้านคัดพันธุ์กระบือ พบว่าเกณฑ์การพิจารณาความสวยงามของกระบือยังเป็นลักษณะนามธรรม โดยตัดสินความงามตามอุดมคติ ซึ่งต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์มาประเมินจุดเด่น ทำให้การเผยแพร่ความรู้ก็ยังจำกัดเฉพาะนักวิชาการและปราชญ์ผู้รู้เท่านั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านการคัดลักษณะกระบือที่สวยงาม เพื่อใช้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และใช้งานการเกษตร โดยนำฐานข้อมูลมาตรฐานขนาดรูปร่างควายไทยมาเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ใช้เป็น ประโยชน์ต่อไป" หัวหน้าคณะทำงานศึกษามาตรฐานขนาดรูปร่างควายไทยกล่าว

นายสุพรชัย ฟ้ารี นักวิชาการด้านคัดสายพันธุ์กระบือ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ สุรินทร์ กรมปศุสัตว์ บอกว่า ปราชญ์ผู้รู้เรื่องควายไทยได้ประเมินขนาดรูปร่างควายที่สวยงามจากประสบการณ์ ในประเทศไทยมีผู้รู้เพียงไม่กี่คนและขาดผู้สืบทอด ขณะที่เกษตรกรมักจะเลี้ยงควายกันตามธรรมชาติ โดยไม่เน้นการคัดสายพันธุ์ให้มีลักษณะคงที่ ทำให้ควายที่มีรูปร่างสวยงามหายากมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากนับเฉพาะควายปลักในประเทศไทยมีประมาณ 1.3 ล้านตัว แต่น่าจะมีควายสวยงามไม่ถึง 1% ถือว่าน้อยมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี สุรินทร์ สกลนคร อุดรธานี ขอนแก่น เป็นต้น

"โครงการสแกนควายไทยได้มาเก็บข้อมูลจากศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ สุรินทร์ ไปแล้ว ควายที่มีขนาดรูปร่างสวยงามมีลักษณะสมส่วน มีลักษณะตรงตามพันธุ์ หน้าสั้น กระบาลกว้าง หัวนูนเล็กน้อย เขาทรงอุ้มบาตร เสมอกันทั้งสองข้างและโค้งเป็นเสี้ยงพระจันทร์ หลังและไหล่ตั้งตรงและกว้าง การเดินจะเห็นรอยเท้าหลังก้าวข้ามเท้าหน้า ทำให้เดินสง่างาม ปราดเปรียวและนิ่มนวล การใช้เครื่องสแกนควายตัวที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญจะทำให้ได้ขนาด รูปร่างที่เป็นมาตรฐาน และนำไปสู่การปรับปรุงสายพันธุ์ต่อไป" นายสุพรชัยกล่าว

อานันท์จี้เคลียร์มาบตาพุด

"ชัยวุฒิ" สั่ง 3 หน่วยงานอนุญาตอนุมัติของกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมออกหนังสือให้เอกชนเดิน หน้าต่อได้ภายในสัปดาห์หน้า คาดมี 2 โครงการที่ไม่ชัดว่าเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ "มาร์ค" ยันปัญหามาบตาพุดไม่เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ติงชุมนุมที่ผิดกฎหมาย พร้อมรับฟังภาคประชาชน ด้านเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกจี้รัฐบาลทบทวนเลิกแค่ 11 กิจการรุนแรง " อานันท์" บอกจบเกมแล้ว แต่แนะรัฐบาลต้องอธิบายได้

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเมื่อวันจันทร์ภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ ประกอบการ 76 โครงการในมาบตาพุด ว่า ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการทราบเกี่ยวกับประกาศประเภทกิจการรุนแรง ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และคำสั่งศาลปกครองกลางให้เอกชนรับทราบอย่างเป็นทางการ และให้เอกชนส่งข้อมมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาว่าโครงการใดเข้า ข่ายกิจการรุนแรงบ้าง

นายชัยวุฒิกล่าวต่อว่า ได้ส่งให้หน่วยงานอนุญาตอนุมัติที่อยู่ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมทั้ง 3 หน่วยงาน คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) พิจารณาเป็นรายโครงการ ซึ่งคาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้าก็น่าจะทราบแล้วว่ามีโครงการใดบ้างที่เข้าข่าย กิจการรุนแรง

"เมื่อศาลมีคำตัดสินยกคำร้องทั้ง 76 โครงการในมาบตาพุดแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอนุญาตอนุมัติพิจารณา ซึ่งคิดว่าสัปดาห์หน้าไม่ล่าช้าเกินไป เพราะแต่ละหน่วยงานจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบเป็นรายโครงการ โดย ได้ให้นโยบายไปแล้วว่าต้องชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า" นายชัยวุฒิกล่าว

เขากล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะช่วยเร่งขั้นตอนการพิจารณาต่างๆ ให้เร็วขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ เพราะที่ผ่านมามีความล่า ช้ามามากแล้ว ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจน แต่สำหรับบางกรณีที่ยังไม่มีความ ชัดเจนว่าจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ ก็จะหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) หรืออาจจะส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เคยพิจารณาจาก 18 กิจการรุนแรงเป็นตัวตั้ง จะมี 2 กิจการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง

นายประสบศิลป์ โชติมงคล รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า จากการพิจารณาเบื้องต้น กิจการที่อยู่ในนิคมฯ และนอกนิคมฯ ที่อาจจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงมี 7 กิจการ ส่วนกรณีที่อยู่ในการดูแลของ กนอ.นั้น คณะกรรมการบริหาร กนอ.ได้มีการตั้งคณะทำงาน 2 คณะแล้วคือ คณะรับฟังความเห็น และคณะอนุกรรมการด้านเทคนิคเพื่อช่วยเหลือเอกชนเกี่ยวกับขั้นตอนการออกใบ อนุญาตของโครงการรุนแรง โดยล่าสุดได้ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานรัฐ 30 ฉบับ ให้ร่วมเป็นคณะกรรมการกลางรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 67 วรรค 2 ภายในเดือนนี้คงจะสรุปและเริ่มรับฟังความเห็นได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีภาคประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการ ประกาศ 11 กิจการรุนแรงว่า ความจริงถ้าเกิดเขาติดใจอะไรก็สามารถที่จะมาพูด คุยได้ เข้าใจว่าเขาไปเข้าใจว่าศาลยกคำร้องสืบเนื่องมาจากตัวประกาศ และเหมือนว่าถ้าเราประกาศตามคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะไม่เป็นอย่างนี้ ซึ่งตนตรวจสอบไปแล้วไม่ใช่ ตรงกันข้ามถ้าเราประกาศไปตามคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะมีกิจการหลุดไป 1 กิจการด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการยืนยันได้ชัดเจนเลยว่า เวลาที่เราไปดูเราไม่ได้ไปแก้ในลักษณะที่จะไปเอื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ดูตาม ความเคลื่อนไหวที่เหมาะสมที่ปฏิบัติได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาคประชาชนได้กำหนดการเคลื่อนไหวว่า วันที่ 30 กันยายนนี้จะไปปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายอภิสิทธิ์กล่าว ว่า ตนคิดว่าจากวันนี้ถึงวันนั้นทุกหน่วยงานก็พยายามพูดคุยทำความเข้าใจกับภาค ประชาชน แต่ไม่ควรไปชุมนุมต่อต้านที่ผิดกฎหมาย เมื่อถามว่านายกฯ พร้อมที่จะเปิดโต๊ะเจรจากับภาคประชาชนอีกครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลยินดีพูดคุยรับฟังอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

"ถ้าเราไม่จริงใจทำไมเราไปเพิ่มเงื่อนไขที่เข้มกว่า เราดูตามข้อเท็จจริง มาตรฐาน และเราคิดว่าเรามีคำตอบ เรื่องที่เข้มกว่าก็มี เรื่องที่ผ่อนผันก็มี เพราะฉะนั้นก็ยอมรับและทุกเรื่องก็อธิบายได้"

ถามว่า ที่ผ่านมานายกฯ มั่นใจว่าหลังประกาศจะทำให้เกิดกติกาที่ชัดเจน และประเทศชาติจะเดินหน้าได้ แต่เมื่อมีความไม่เข้าใจระหว่างภาคประชาชนเกิด ขึ้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เบื้องต้นสัญญาณจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนเป็นในทางที่ดีและชัดเจนขึ้น น่าจะ ไปได้ ตนอยากเชิญชวนภาคประชาชนว่าที่จริงปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องประกาศ อันนี้ปัญหาหลักคืองานที่จะต้องทำต่อในเรื่องของระบบที่จะดูแลประชาชนใน พื้นที่ที่รัฐกำลังเร่งรัดอยู่ และจะได้ประโยชน์มากจากการทำงานร่วมกับภาคประชาชน

ต่อข้อถามว่า ภาคประชาชนเตรียมเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย หลังมีการประกาศประเภทกิจการไปแล้ว นายกฯ มีการพูดคุยกับนายอานันท์บ้างหรือยัง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังครับ ตนคิดว่าก็ดีหากไปพบและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ

ด้านเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกได้ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยและประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้พิจารณาตรวจ สอบความถูกต้องในการออกประกาศประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจจะมีผลกระทบต่อ ชุมชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลออกประกาศประเภทโครงการหรือกิจการโดยกำหนดให้มี โครงการหรือกิจการที่เข้าข่ายก่อผลกระทบรุนแรง จำนวน 11 รายการ

ทั้งที่จากเดิมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีมติผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจำนวนหลายครั้ง เป็นรายการประเภทโครงการหรือ กิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ ทั้งหมด 18 รายการ แต่รัฐบาลกลับพิจารณาแค่ 11 โครงการอย่างเร่งรีบ

เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกจึงยื่นหนังสือเรียกร้องต่อองค์กรดังกล่าวเสนอ แนะไปยังรัฐบาลให้มีการทบทวนและจัดทำร่างโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเสียใหม่

นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตัด 18 ประเภท เหลือ 11 ประเภท เป็นกิจการไม่รุนแรงว่า การที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะเสนอไปกี่ประเภทก็แล้วแต่ เป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะพิจารณาผ่านขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รัฐบาลจะรับกี่ประเภท ก็เป็นอำนาจของเขา เราถือว่าเราจบเกมแล้ว

"แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพูดย้ำเสมอก็คือ ในการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย รัฐบาลจะตัดเพิ่มอย่างไร ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ ถ้าหากจะตัดอะไรออกไป รัฐบาลต้องอยู่ในฐานะที่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจ แจ่มแจ้ง ชัดเจน ว่าอย่างไรถึงตัดไป ถ้ารัฐบาลไม่สามารถสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ที่รัฐบาลว่า ความเชื่อถือของประชาชนก็จะลดน้อยลงไป"

นายอานันท์กล่าวต่อว่า ไม่ว่าคำสั่งศาลจะออกมาเป็นประการใด เดิมทีที่ให้การคุ้มครอง 76 โครงการ แล้วมีการลดหย่อนลงไป แต่โรงงานทุกโรงงานได้ให้คำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และได้พูดซ้ำในที่ สาธารณะหลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่าคำสั่งศาลจะออกมาอย่างไร โรงงานเหล่านี้จะต้องผ่านขั้นตอนของการทำอี ไอเอ เอชไอเอ ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และโรงงานทุกโรงงานจะต้องเข้า สู่กระบวนการที่คณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใต้มาตรา 67 วรรค 2

เขาบอกว่าจุดยืนของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ก็ยังยืนยันเรื่อง 18 ประเภทโครงการตามที่ได้เสนอไป และจะได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ในวันศุกร์ที่ 10 ก.ย.นี้ เป็นการประชุมหารือเรื่องความคืบหน้าถึงสิ่งที่ทางเราได้ทำไป รัฐบาลได้ตอบ สนองหรือดำเนินการไปอย่างไรแล้ว นอกเหนือจากการลดจำนวนประเภทโครงการลงเหลือ 11 โครงการ และเรื่องการลดมลพิษโดยทั่วไปที่เราได้เสนอไป รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไร

นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ที่ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอานันท์ กล่าวว่า ทราบข่าวว่ารัฐบาลต้องการที่จะเจรจา แต่จะต้องไม่มีเงื่อนไข ซึ่งหากจะเจรจากับเราก็ต้องคุยทุกเรื่อง แต่หากมีเงื่อนไข ทางภาคประชาชนก็ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะทำอย่างไร ซึ่งหากจะ เจรจาก็ต้องคุยทุกเรื่อง เจรจาผ่านสื่อสาธารณะไปเลย เพราะเรามองว่าการเจรจา เป็นเครื่องมือที่ดีและมีประโยชน์ และถ้าจะเจรจาก็ต้องคุยทั้งหมด 11 ประเภทโครงการนี้ด้วย

"เราคิดว่าต้องคุยทั้งหมด เรื่องไหนที่ยังติดใจกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับประชาชน และเรื่องที่ประชาชนเขาสงสัยก็ต้องคุยกัน ทำความเข้าใจกัน ให้ประชาชนรับ ทราบ ให้ได้ช่วยกันคิดสังเคราะห์ ถือเป็นการเจรจาระหว่างประชาชนและรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาของประชาชนที่สะสมหมักหมม" นายสุทธิกล่าว

มาร์คยึดสากล แก้‘มาบตาพิษ’ NGOนัดชุมนุม

มาร์คลั่นแก้ปัญหามาบตาพิษตามหลักสากล ชี้มติ ครม.ไปไกลกว่าข้อตกลง 4 ฝ่าย เด็ก ปชป.บี้องค์กรภาคประชาชนรับคำตัดสินศาล "เอ็นจีโอ" เดินหน้าลุยต้านมติ 11 กิจการ กำหนดแผนเดินสายยื่นข้อเรียกร้อง นัด 10 ก.ย.ชุมนุมใหญ่เครือข่ายทั่วประเทศ นักวิชาการเสนอ 13 ข้อเสนอบรรเทาปัญหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงมติคณะรัฐมนตรีในการออกประกาศ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรง ซึ่งไม่ตรงกับข้อสรุปของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่เสนอมา 18 กิจการว่า เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการคิดเห็นต่างกัน หรือไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ดูแลสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และชุมชน แต่รัฐบาลไปไกลกว่านั้น คือว่าห้ามประกอบหรือทำกิจการเพิ่มเติม จึงไม่จำเป็นต้องมาขออนุญาต หรือมาดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค สอง เช่น กรณีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน

"ผมอยากให้ความมั่นใจว่าที่คณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาคำนึงถึงมาตรฐานสากล ได้ดูลงไปในรายละเอียดของเงื่อนไขและยึดตามเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาเป็นความ ห่วงใยของพี่น้องประชาชนผ่านคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่แล้ว และงานในเรื่องของการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องที่มาบตาพุดมีเรื่องต้องเร่ง ทำต่อไป คือการศึกษาขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมในภาพรวม จนถึงโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไป เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูล การเตือนภัย การป้องกัน ไปจนถึงเรื่องของโรงพยาบาล เรื่องของการกำจัดขยะ ซึ่งรัฐบาลจะได้เร่งรัดต่อไป" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อมีคำสั่งศาลปกครองออกมาแล้วก็น่าต้องยอมรับ แต่หากยังเห็นว่าควรอุทธรณ์ก็ดำเนินการกันไป แต่หากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วก็ควรต้องยอมรับกันทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนไม่ควรเคลื่อนไหวกดดัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรนำขอเสนอจากคณะกรรมการ 4 ฝ่าย และเร่งกระบวนการเยียวยาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แม้มีการเยียวยาไปแล้วบางส่วน

ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกยังยืนยันว่า มติ ครม.เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้อง เป็นการเลือกปฏิบัติไม่ยึดแนวทางเสียงส่วนใหญ่ของภาคประชาชน ที่มีมติให้โครงการ หรือกิจการประเภทรุนแรงมี 18 กิจการ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอ และเอื้อภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป ซึ่งในวันที่ 6 ก.ย. เครือข่ายจะเดินทางเข้าไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และในวันที่ 7 ก.ย.จะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภารวม 5 คณะ เพื่อคัดค้านมติดังกล่าว และวันที่ 10 ก.ย. จะนัดประชุมเครือข่ายทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศ 11 กิจการรุนแรง

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวเช่นกันว่า มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ในเรื่องนี้ ส่งผลให้พื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่โดยรอบไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ จึงจะยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ควรดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 13 ข้อ คือ 1. เร่งรัดให้ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพและรายงานความ ก้าวหน้าทุก 2 เดือน 2.กำหนดมาตรการลดมลพิษ โดยให้ทุกโครงการมีแผนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดใน 3 ปี และโครงการใหม่ให้ใช้พลังงานสะอาดเท่านั้น 3.ทุกโครงการในมาบตาพุดต้องทำการประเมินระบบมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

4.สรุป ค่า carrying capacity ของมาบตาพุดและอุตสาหกรรมใกล้เคียงให้ได้ในปีนี้ 5.กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนผลักดันให้อุตสาหกรรมมาบตาพุดและ พื้นที่ใกล้เคียงปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมนิเวศ 6.เร่งรัดจัดทำแผนการกำหนดพื้นที่กันชน 7.ไม่อนุญาตให้สร้างโรงงานติดชุมชน 8.กำหนดเกณฑ์ค่าสูงสุดที่ทุกโรงงานสามารถปล่อยมลพิษได้ 9.โรงงานที่มีอุบัติเหตุ และทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและชดเชยค่าเสียสุขภาพ

"10.มีแผนการ บริหารจัดการน้ำที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและเกษตรกร 11.มีการจัดการของเสียกากอุตสาหกรรม น้ำเสียที่ดี 12.กำหนดมาตรการลดการเผาสารเคมีที่ปากปล่องทิ้ง และ 13. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันและติดตามการลดมลพิษอย่างต่อ เนื่อง และรายงานต่อสาธารณชน รวมทั้งเผยแพร่ในเว็บไซต์ ซึ่งข้อเสนอหากได้รับความร่วมมืออย่างจริงจัง จะช่วยลดปัญหามลพิษในมาบตาพุดลงได้" รศ.ดร.เรณูกล่าว
ทั้งนี้ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จะแถลงกรณีมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เรื่องโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 กลุ่มโครงการ ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ เวลา 12.00 น. ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

เช่นเดียวกับ ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีศาลปกครองมีคำสั่งยกฟ้อง 76 โรงงานว่า ปัญหาในพื้นที่มาบตาพุด ประชาชนมีความเชื่อว่าพื้นที่มาบตาพุดไม่สามารถรองรับการขยายตัวของ อุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหาการวางแผนที่ไม่สมดุล การละเลยความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อื่นมาควบคุม ให้ภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

"เพื่อแก้ปัญหาอย่าง เป็นระบบ จำเป็นต้องจัดการข้อมูลพื้นฐานที่ดีเพื่อนำไปสู่การวางแผน และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยในวันที่ 6 ก.ย. นี้ จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการเฝ้าระวังสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่มาบตาพุด ระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เทศบาลเมืองมาบตาพุด เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม" ศ.ดร.มิ่งสรรพ์กล่าว

ขีดเส้น2เดือน ‘ล้ม11กิจการ’ เมินปลุกม็อบ

ภาคประชาชนยังไม่ยอมแพ้ ขีดเส้น 2 เดือนยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง ไม่งั้นเจอม็อบปิดนิคมอุตสาหกรรมแน่ เตรียมเข้าพบ "อานันท์" ชี้ถูกหักหลัง "พี่ยุ่น" เข้าพบมาร์ค ดีใจคดีมาบตาพุดชัดเจน "อุตสาหกรรม" ฉับไวนัดถก 76 ผู้ประกอบ 6 ก.ย. ถอดโครงการแช่แข็งภายใน 2 สัปดาห์

คำพิพากษาของศาล ปกครองเกี่ยวกับปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และมติคณะรัฐมนตรีเองประกาศ 11 กิจการรุนแรงนั้น ยังคงเป็นประเด็นคาใจแก่องค์กรภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่

โดยนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกกล่าวว่า จะเดินทางไปพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในสัปดาห์หน้า ว่าคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร เพราะเคยสัญญาว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ จะไม่อยู่นิ่งเฉย ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอไป 18 ประเภทโครงการ แต่เหลือ 11 ประเภทโครงการ ซึ่งเหมือนเป็นการหักหลัง
นายสุทธิยังกล่าวว่า อีก 2 สัปดาห์จะเร่งพิจารณาสำนวน ข้อกฎหมายร่วมกับสภาทนายความและสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยมีนายศรีสุวรรณ จรรยา ในการเขียนคำอุทธรณ์เพื่อยื่นอุทธรณ์คดีในอีก 3 สัปดาห์หน้าของเดือนกันยายน และขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาการสะสมของอากาศในพื้นที่จังหวัด ระยองเต็มหรือยัง

"ผมจะให้เวลารัฐบาล 2 เดือน ก.ย.-ต.ค. หลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวชุมนุมเพื่อปิดล้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และในแต่ละภูมิภาค หากไม่ยอมยกเลิกประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง และพร้อมจะฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง และให้จัดทำใหม่" นายสุทธิกล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวภายหลังเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าพบเพื่ออำลาตำแหน่ง ว่า ถือว่าตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่งเมื่อศาลมีคำวินิจฉัย และ ครม.มีประกาศกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงไปแล้ว ซึ่งญี่ปุ่นแจ้งว่าจะช่วยในเรื่องบรรยากาศการลงทุน

นายอภิสิทธิ์กล่าว ว่า สิ่งที่ศาลและรัฐบาลทำตอนนี้คือทำความชัดเจนในเรื่องกระบวนการทั้งหลาย ซึ่งรัฐบาลยังยืนยันว่าทุกโครงการจะเข้าสู่กระบวนการที่ชัดเจนเพื่อสร้าง ความเข้าใจ จึงอยากให้ภาคประชาชนมีความรู้สึกว่าสามารถมาร่วมกับทางธุรกิจได้ในการสร้าง โอกาสให้ประชาชนและไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม และถ้าหากมีการดำเนินการที่ไม่เป็นมาตรฐาน รัฐบาลก็พร้อมดำเนินการ เพราะให้ความสำคัญและให้น้ำหนักกับเรื่องงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในส่วนที่เป็นมาตรการในการแก้ปัญหา อาจมากกว่าการประกาศไม่ประกาศกิจการและคดีด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลตั้งใจทำต่อและอยากให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม เรามีกลไกนอกเหนือจากกระทรวง ทบวง กรม ตามปกติ อย่างเช่น สมัชชาสุขภาพและคณะกรรมการอื่นๆ ที่พร้อมจะมาช่วยทำงานตรงนี้

"เราไม่ ประกาศก็มีปัญหาทางกฎหมายและมีปัญหากับทุกฝ่าย เมื่อมีกติกาที่ชัดเจนก็สามารถมาเข้าสู่กติกานี้ และอย่างที่ย้ำไปว่าเราไปออกประกาศก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำว่ากิจการใดซึ่งตาม ประกาศไม่ได้เป็นกิจการที่รุนแรง แต่ถ้าชุมชนนั้นเห็นว่ารุนแรงก็สามารถอุทธรณ์มาได้ ในส่วนของคณะกรรมการฯ จะพิจารณา อนุกรรมการก็จะพิจารณา" นายกฯ ยืนยัน

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่ 6 ก.ย. กระทรวงจะนัดผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการมาหารือและรับทราบคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง เพื่อพิจารณาว่าโครงการใดเข้าข่ายหรือไม่ เพื่อยกเลิกคำสั่งระงับการลงทุนชั่วคราว ซึ่งโครงการที่ไม่เข้าข่ายจะสามารถเพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนโครงการที่อยู่ในข่าย 11 กิจการรุนแรง ต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 4-6 เดือน จะจบกระบวนการทั้งหมดและสามารถดำเนินกิจการได้

ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.จะนำปัจจัยคำสั่งศาลปกครองกลางเกี่ยวกับมาบตาพุดมาประกอบการพิจารณาปรับ ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งเดิมคาดไว้ที่ 6.5-7.5% ต่อปี

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อมีคำตัดสินศาลจะถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน ซึ่งนักธุรกิจได้เรียกร้องเรื่องของความชัดเจนและเมื่อมีคำตัดสินออกมาแล้ว ทำให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า

"เรื่องมาบตาพุดคงมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ไม่มาก เพราะสินเชื่อกลุ่มนี้จะมาในช่วงปลายปี" นางกรรณิการะบุ

ศาลไฟเขียว74มาบตาพุด ชาวบ้านเศร้าจ่ออุทธรณ์

ปลดล็อก 76 โครงการมาบตาพิษ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ 74 โครงการเดินหน้าต่อได้ ชี้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนประกาศ ม.67 วรรค 2 ส่วนอีก 2 โครงการไม่ผ่านให้ กก.สิ่งแวดล้อมฯ ไปพิจารณาใหม่ ขณะที่ชาวบ้านหลั่งน้ำตา เอ็นจีโอโวยชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์ เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดพร้อมยื่นเพิกถอน 11 กิจการรุนแรง

ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 2 กันยายน ศาลมีคำพิพากษาคดีที่นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้าน ต.มาบตาพุด และบ้านฉาง จ.ระยอง จำนวน 43 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกซึ่งเป็นรัฐมนตรี และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-8 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบออกใบอนุญาตในการดำเนินกิจการโครงการพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 76 โครงการ โดยกระทำการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67วรรคสอง บัญญัติไว้ เนื่องจากไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

โดยมีตัวแทนสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนและเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กว่า 100 คน มาร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วย

ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 3 ชั่วโมง สุดท้ายมีคำสั่งให้ 74 โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยศาลให้เหตุผลว่า โครงการเหล่านี้เริ่มดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนประกาศใช้มาตรา 67 วรรคสอง ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงถือว่าภาครัฐดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอน โดยไม่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหามลพิษแต่อย่างใด ส่วนอีก 2 โครงการที่ไม่ผ่านนั้น ศาลให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ไปพิจารณาว่าเข้าข่ายโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงหรือไม่

สำหรับ 2 โครงการที่ต้องกลับไปนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ อีกครั้ง คือโครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอน จำกัด ในเครือ บมจ.ปตท.เคมิคอล (PTTCH) และโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ของ บมจ.ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC)

โดยอัยการระบุว่า ถ้าหากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นว่าโครงการทั้งสองต้อง จัดทำอีไอเอและเอชไอเอใหม่ ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะโครงการดังกล่าวไม่ได้ผลกระทบรุนแรงถึงขนาดที่จะต้องหยุดดำเนินโครงการ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกดำเนินกิจการ

สำหรับโครงการอื่นๆ ในคำร้อง 76 โครงการที่นอกเหนือจากคำสั่งของศาลปกครองในวันนี้ ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงการโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 ของ บมจ.ปตท. (PTT) ด้วย ทั้งนี้ ทำให้โครงการทั้งหมดสามารถก่อสร้างและดำเนินงานได้ตามปกติ

ขณะที่ชาวบ้านที่รอฟังคำตัดสินของศาลถึงกับหลั่งน้ำตาแสดงความเสียใจต่อคำพิพากษาดังกล่าว

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า ได้รับทราบผลการตัดสินแล้ว ถือว่าเป็นชัยชนะของชาวบ้านในแง่ของการรับรองสิทธิชุมชนตามกฎหมาย แต่ยังไม่พอใจคำตัดสิน เนื่องจากการนำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับโครงการรุนแรง 11 ประเภทกิจการที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.นี้มายึดและพิจารณาตัดสินคดีเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบ เพราะศาลได้มีหนังสือมาบอกคู่กรณีว่าการสอบข้อเท็จจริงสิ้นสุดลงตั้งแต่ เดือน ก.ค.นี้ ขณะที่มติ ครม.ประกาศ 11 กิจการรุนแรงเพิ่งจะคลอดออกมาแค่ 2-3 วันเท่านั้น ดังนั้นจะส่งผลให้ในจำนวน 76 โครงการที่ชาวบ้านยื่นฟ้องให้ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 หลุดทั้งหมด คาดว่าอย่างน้อยจะเหลือเพียง 8-10 โครงการที่จะติดในคำสั่งศาลปกครองเท่านั้น

"ถึงแม้ตุลาการเสียงข้างมากจะระบุอยากให้ถึงขั้นมีการถอนใบอนุญาตโครงการที่ ถูกยื่นฟ้องส่วนที่ไม่เข้าข่ายก็ให้ดำเนินการต่อไปได้ จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ตาม แต่ถ้าดูจากคำตัดสินของศาลปกครองกลางยังไม่พอ ใจ และคงต้องเดินหน้าสู้อุทธรณ์ในศาลปกครองสูงสุดต่อไป รวมทั้งจะยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอน 11 กิจการรุนแรงไปพร้อมกันด้วย" นายศรีสุวรรณกล่าว

นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า วันนี้เรายังไม่ชนะ คำตัดสินของศาลปกครองกลางที่ออกมาวันนี้เป็นประโยชน์ต่อสวนร่วม แต่คนในพื้นที่ยังไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่งจากนี้ก็เตรียมไปหารือกับสภาทนายความก่อน และจะผลักดันให้ยกเลิกการประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ โดยวันที่ 5 ก.ย.นี้จะมีการประชุมเครือข่ายที่ระยอง เพื่อกำหนดท่าทีจากนี้ต่อไปอีกครั้ง

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ ทำให้โครงการต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายคงนำไปใช้เป็นแนวทางปกฏิบัติในเชิงสร้างสรรค์ ทำตามหลักเกณฑ์ที่ออกมา ในส่วนของ ส.อ.ท.จะเดินหน้าในเรื่องของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศต่อไป ไม่เฉพาะในมาบตาพุดเท่านั้น และจะเป็นตัวอย่างที่ดีร่วมกับภาครัฐและเอกชน เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วก็จะ เกิดความเชื่อมั่นความเสี่ยงเรื่องกฎระเบียบก็จะหมดไป น่าจะได้เป้า 5 แสนล้านบาทตามที่ตั้งไว้ และภาคอุตสาหกรรมก็ยินดีเดินหน้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางที่ดีที่สุดต่อจากนี้คือให้ดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง เดินหน้าทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) รวมถึงการรับฟังความเห็นของประชาชนและองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อให้โครงการ เหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยขณะนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากำลังพิจารณาตัวระเบียบที่จะทำ และขอความร่วมมือว่าหากขั้นตอนใดเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้วก็ให้ สามารถดำเนินการได้ทันที

คกก.4 ฝ่ายชี้ปัญหามาบตาพุดไม่จบ

คกก.4 ฝ่าย แฉโรงงานอุตสาหกรรม 50 แห่ง ยื่นขอก่อสร้าง ขยายพื้นที่เพิ่มเข้าข่ายต้องทำ E/HIA "ชัยวุฒิ" มั่นใจยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ 5 แสนล้านบาทตามเป้าหลังคดีมาบตาพุดชัดเจน

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะกรรมการสี่ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ มุ่งเน้นการพิจารณาเกณฑ์ที่ใช้ทั่วประเทศ ประกาศนี้จึงเป็นเพียงกรอบกว้างๆ เพราะโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่นั้นยังต้องดูที่ตั้งของ โครงการและสารพิษที่โครงการปล่อยออกมา

ทั้งนี้ ขณะนี้ในพื้นที่มาบตาพุดจะมีโครงการก่อสร้างใหม่หรือมีโรงงานที่ขออนุญาต ปรับเปลี่ยนโครงการใหม่มากกว่า 50 แห่ง ซึ่งเข้าข่ายที่จะต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่

"ที่ผ่านมา คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ พบว่าโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดมากกว่าครึ่งไม่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ดังนั้น การอ้างว่ามีระบบจัดการของเสียและสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเพียงคำพูดไม่ใช่ข้อ เท็จจริง" รศ.ดร.เรณูกล่าว

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังมีความชัดเจนในการพิจารณาคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.นี้แล้ว ก็น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในแนวทางใดก็ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องเตรียมความพร้อมไว้หลายๆ ทางแล้ว แต่จะชัดเจนที่สุดก็คงต้องรอหลังศาลฯ พิจารณาออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะจะได้กำหนดเป็นภาพรวมว่าจะเดินต่ออย่างไร โดยยังมั่นใจว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปีนี้จะได้ 5 แสนล้านบาทตามเป้า แม้ว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง7 เดือนแรกของปีนี้จะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.14 แสนล้านบาทเท่านั้น

"สาเหตุที่มั่นใจว่ายอดขอบีโอไอจะเข้าเป้าเพราะยังมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการปิโตรเคมีและโครงการเหล็กคุณภาพสูงที่ยังติดปัญหาเรื่องการหาพื้นที่ และการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) หากลงตัวก็น่าจะทำให้เม็ดเงินลงทุนสูงขึ้น โดยการเดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ที่จีนในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ หวังว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากจีนเข้ามาได้อย่างน้อย 5,000-10,000 ล้านบาท" นายชัยวุฒิกล่าว

สอส.ลุยฮุบที่ดินบสท.ต่ออ้างได้3หมื่นไร่

สอส.เดินหน้าฮุบที่ดิน บสท.ใน จ.อำนาจเจริญ ต่อ อ้างมีการจัดสรรให้ 3 หมื่นไร่ ปลัด จ.อำนาจเจริญ ปฏิเสธ ชี้ใครอยากได้ที่ทำกินต้องไปขึ้นทะเบียนไว้กับ ส.ป.ก.อย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีเครือข่ายประชาชน 4 ภาค จ.อำนาจเจริญ (สอส.) บุกเข้าถือครองที่ดิน 129 ไร่ บ้านภักดีเจริญ ต.ห้วยไร่ อ.เมืองอำนาจเจริญ ซึ่งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เป็นเจ้าของ จนมีการแจ้งจับว่า เวลาผ่านไป 1 เดือน สอส.ยังคงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะรับสมาชิกใหม่ ทำนาปลูกที่อยู่อาศัยใกล้กลายเป็นชุมชนเข้าไปทุกวัน

โดยนางอัมรา สิทธิประภา อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 8 บ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ รองประธานเครือข่ายสภาประชาชน 4 ภาค จ.อำนาจเจริญ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ก.ย. มีตัวแทนจาก บสท. พร้อมตำรวจ 5 นายมารังวัดที่ดิน ซึ่งได้ให้ความสะดวกอย่างดีและวัดได้ 129 ไร่พอดี

นางอัมรากล่าวว่า ขณะนี้สมาชิกส่วนใหญ่ไปอบรมที่ จ.นครราชสีมา เพราะทราบว่าทาง บสท.มีข้อตกลงกับ สอส.ว่าจะให้ที่ดิน 3 หมื่นไร่เป็นที่ทำกิน โดยรอบแรกจะจัดสรรให้สมาชิก 6,720 รายทั่วประเทศก่อน แต่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมตามข้อกำหนดของ สอส.ก่อน หากผ่านก็จะได้ประกาศนียบัตรยืนยันจึงจะมีสิทธิ์ถือครองที่ดินได้ ขณะนี้อบรมไปแล้ว 12 รุ่นใกล้จะครบแล้ว

นางอัมรากล่าวว่า ในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ มีสมาชิกใหม่ 2,010 คนที่ทยอยกันไปอบรม ส่วนในพื้นที่ก็เร่งสร้างบ้านพักและสหกรณ์ โดยทำนาปลูกข้าวแล้ว 20 ไร่ อีกไม่นานก็จะกลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนป้ายประกาศขายที่ดินของ บสท.นั้น บสท.จะขายให้รัฐบาลและรัฐจะให้ สอส.จัดสรรให้สมาชิกต่อไป

ขณะที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนี้ยังไม่ทราบข้อมูลให้ไปถามผู้ว่าฯ ส่วนนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ปลัด จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่มี แต่หากเกษตรกรต้องการที่ดินทำกินให้ไปขึ้นทะเบียนกับ ส.ป.ก.ไว้แล้วจะมีการหาที่ให้ ซึ่งมีผู้ไปขึ้นทะเบียนแล้ว 20 ราย

เล็งนำเข้าข้าวเปลือกAFTA แปลก!พ่อค้า-โรงสีไม่ค้าน

"ยรรยง" เล็งชง "พรทิวา" ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้านตามกรอบอาฟตา หากอนุมัติเตรียมเสนอ กขช.เคาะ อ้างหารือเอกชน-โรงสีแล้วเห็นด้วย

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้จะเสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เห็นชอบกับการนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้เขตการ ค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) จากปัจจุบันอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าวและข้าวที่ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น แป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว หาก รมว.พาณิชย์เห็นชอบ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาต่อไป

สำหรับแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากหารือกับคณะกรรมการบริหารสภาหอการค้า แห่งประเทศไทยและหอการค้าไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่า มาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้อาฟตาของไทยในปัจจุบันมีความเข้มงวดมาก และกีดกันการนำเข้ามากเกินไป จึงเสนอให้เพิ่มชนิดของข้าวที่จะอนุญาตให้นำ เข้าได้มากขึ้นเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของไทย ขณะเดียวกันทำให้โรงสีในประเทศมีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้มากขึ้น จากปัจจุบันแทบไม่มีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเพราะรัฐบาลไม่ได้ทำโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือก

"จากการหารือกับภาคเอกชน กระทรวงเลยคิดว่าน่าจะเปิดให้นำเข้าข้าวเปลือกได้ ด้วยแต่ต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่านำ เข้ามาแล้วแปรสภาพเป็นข้าวสารเพื่อส่งออกเท่านั้น ห้ามขายต่อในประเทศ โดย กำหนดระยะเวลาการนำเข้าและให้ส่งออกก่อนที่ผลผลิตข้าวในประเทศจะออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวคุณภาพดีของไทยและฉุดให้ราคาตกต่ำลง" นายยรรยงกล่าว

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวเพราะการนำเข้าข้าวเปลือกจากทั้ง กัมพูชา ลาว พม่า จะทำให้ไทยมีข้าวอยู่ในมือมากขึ้นและสามารถกำหนดราคาตลาด ได้ หากไทยไม่ทำอะไรเลย เวียดนามจะมาแย่งซื้อไปแล้วส่งออก ซึ่งโดยทั่วไป แล้วเวียดนามจะขายตัดราคาข้าวไทย

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าจะต้องมีมาตรการควบคุมดูแลให้ดีเพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวไทยจนทำให้ข้าวไทยเสียหาย