ไทยรัฐ

ชาวไร่มันโวยโครงการจำนำอืดทำให้กว่าครึ่งขายราคาต่ำ

เลขาฯ ชาวไร่มันสำปะหลังอีสาน เผยเหตุโครงการรับจำนำผลผลิตมันสำปะหลังเริ่มช้า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่าครึ่งสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วม ต้องเผชิญกับราคามันสำปะหลังตกต่ำ...

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายธีรชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมเปิดรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตที่ 2554/2555 เพื่อเริ่มโครงการรับจำนำผลผลิตมันสำปะหลังได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป ว่า ความจริงแล้วในเรื่องของการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแทรกแซงราคามันสำปะหลังไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการรับจำนำรวมถึงการประกันราคาก็ดี ทางสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังได้เรียกร้องให้ทางรัฐบาลออกมากำหนดมาตรการ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าทางรัฐบาลเพิ่งจะมาเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเดือน ก.พ. 2555 นี้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่าครึ่งต้องสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ และต้องเผชิญกับราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำในห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตออกมาจำหน่าย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ผลผลิตอาจจะเสียหายได้ เฉพาะในส่วนของจังหวัดนครราชสีมานั้นมีพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 1.8 ล้านไร่ มีผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งหมดประมาณปีละ 8 ล้านตัว ทำให้มีผลผลิตของเกษตรกรที่สูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการมากถึง 4 ล้านตันไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลได้ตัดสินใจเข้ามาแทรกแซงราคามันสำปะหลังให้กระเตื้องขึ้นในช่วงนี้ ด้วยการประกาศรับจำนำมันสำปะหลังในราคา 2.70 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรบางส่วนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ และยังทำให้ราคามันสำปะหลังภายในตลาดทั่วไปสูงขึ้น จากเดิมที่จะอยู่เพียงกิโลกรัมละประมาณ 2.00 - 2.30 บาท ขยับขึ้นเป็น 2.70 บาท เท่ากับราคารับจำนำ

นายธีรชาติ กล่าวว่า ตนมองว่าการเข้ามาแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในครั้งนี้ช้าเกินไป โดยเฉพาะในหลายจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่นที่จังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถเริ่มโครงการรับจำนำได้ทันตามเวลาที่ทางรัฐบาลกำหนดไว้ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เนื่องจากขณะนี้เท่าที่ได้ตรวจสอบไปยังทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, การค้าภายในจังหวัด ปรากฏว่าการรับสมัครโรงแป้งลานมันเพิ่มเข้าร่วมโครงการยังไม่ได้เริ่มดำเนิน การแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ขั้นตอนการเริ่มโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง หลังจากเปิดรับสมัครโรงแป้ง และลานมันที่เข้าร่วมโครงการแล้ว ทางคณะกรรมการจะต้องลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ และความพร้อมของสถานที่ ที่จะเปิดรับจำนำอีกระยะเวลาหนึ่ง และต้องรอผลการตรวจสอบก่อนที่จะเริ่มเปิดรับจำนำซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้นเป็นที่แน่นอนว่าโครงการรับจำนำมันสำปะหลังของจังหวัดนครราชสีมา จึงไม่น่าที่จะเริ่มได้ทันตามเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่เหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมาสูญเสียโอกาสอีกจำนวนมาก เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังก็จะสิ้นสุดประมาณปลายเดือนมีนาคม 2555 นี้แล้ว รวมถึงก่อนหน้านี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วเป็นจำนวนมาก หากเริ่มโครงการทางสำนักงานเกษตรก็จะต้องมีการตรวจสอบการออกใบรับรองให้กับเกษตรกรอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการออกใบรับรองให้กับเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่องว่างให้มีการนำมันสำปะหลังจากแหล่งอื่นเข้ามาสวมสิทธิ์เกษตรกรได้ ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

"ปัจจุบันในประเทศไทย มันสำปะหลังถือเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศ สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากถึงปีละกว่า 3 - 4 แสนล้านบาท ทั้งประเทศมีพื้นที่การเพาะปลูกประมาณ 7.5 ล้านไร่ มีผลผลิตประมาณ 25 ล้านตัน ในส่วนของภาคอีสานมีพื้นที่การเพาะปลูกสูงถึงประมาณ 4 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณปีละ 15 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดของประเทศ คิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด รวมประมาณ 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 8 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะเล็งเห็นผลประโยชน์ของเกษตรกรกลุ่มสำคัญกลุ่มนี้อย่างจริงจัง และมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากหากเกษตรกรกลุ่มนี้ได้ราคามันสำปะหลังดีก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น การจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้น เพราะเมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยก็จะเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีเงินสะพัดมากขึ้น แต่หากราคามันสำปะหลังตกต่ำเกษตรกรขาดทุนการจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้มีเงินสู่ระบบของประเทศก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย" นายธีรชาติ กล่าว

ซีพีเอฟปรับโครงสร้าง รวบกิจการบริษัทย่อย!

นางสาวพัชรา ชาติบัญชาชัย เลขานุการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้จดทะเบียนบริษัทย่อยใหม่ ชื่อ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เกิดขึ้นมาจากการควบบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในประเทศไทยจำนวน 10 บริษัท ตามมติของคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.54 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน

“ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) มีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว จำนวน 7,008,250,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 7,008,250,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ถือหุ้นโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 99.98 เป็นบริษัทที่เกิดขึ้นจากการควบบริษัทย่อย 10 บริษัท ซึ่งได้แก่ บริษัท กรุงเทพผลิตผลอุตสาหกรรมการเกษตร, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อีสาน, บริษัท กรุงเทพผลิตภัณฑ์อาหาร, บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร, บริษัท บี.พี. ผลิตภัณฑ์อาหาร, บริษัท ราชบุรีอาหาร, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อุตสาหกรรม, บริษัท ซี.พี. เกษตรอุตสาหกรรม, บริษัท แกลง และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท ฟู้ด จำกัด เข้ากันเป็นบริษัทย่อยใหม่ 1 บริษัท”

พาณิชย์เตรียงชงเคาะจำนำข้าวนาปรังตันละ 1.5 หมื่น

"พาณิชย์” เตรียงชง กขช. เคาะจำนำข้าวนาปรัง 1 มี.ค.-30 มิ.ย. ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท ด้านโรงสีบี้รัฐขอส่งมอบต้นข้าวอย่างเดียว หลังรัฐให้ส่งต้นข้าวและปลายข้าว ทำโรงสีเข้าโครงการน้อย

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับตัวแทนโรงสีและเกษตรกร เพื่อเตรียมความพร้อมรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 55 ว่า จะนำข้อสรุปที่ได้ไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในสัปดาห์หน้า เบื้องต้นทุกฝ่ายเห็นพ้องให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังวันที่ 1 มี.ค.-30 มิ.ย.นี้ แบบไม่จำกัดปริมาณ ส่วนราคายังคงกำหนดรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ที่ตันละ 15,000 บาท

สำหรับเงื่อนไขการสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารและการส่งมอบข้าวให้กับรัฐนั้น จะเสนอ 2 แนวทางให้ กขช. พิจารณาคือ จะยึดรูปแบบเดิม คือให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการส่งเฉพาะต้นข้าวเข้าโกดังกลาง หรือแบบปัจจุบันที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 54/55 ที่กำหนดให้โรงสีส่งมอบทั้งต้นข้าวและปลายข้าวทั้งหมดเข้าโกดังกลาง ส่วนอัตราสีแปรสภาพกำหนดตันละ 500 บาท เช่นเดิม โดยสาเหตุที่โรงสีไม่ต้องการส่งมอบปลายข้าว เพราะจะได้นำปลายข้าวในตลาดได้เอง ถือเป็นการทำธุรกิจของโรงสี แต่ถ้าส่งมอบทั้งหมด ก็ไม่สามารถนำไปขายได้

เมียนมาร์เตรียมเพิ่มเป้าส่งออกข้าวเท่าตัว หวังเทียบชั้นไทย

ยอดการส่งออกข้าวของเมียนมาร์ อาจเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เป็นกว่า 1.5 ล้านตันในปีนี้ และอาจเพิ่มเป็น 2 ล้านตันในปีหน้า ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เมียนมาร์กำลังจะกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.พ.ว่า ยอดการส่งออกข้าวของเมียนมาร์ หรือ พม่า อาจเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวเป็นกว่า 1.5 ล้านตันในปีนี้ และอาจเพิ่มเป็น 2 ล้านตันในปีหน้า ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เมียนมาร์กำลังจะกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ที่มีศักยภาพในการแข่งขันไม่แพ้ไทย เวียดนาม และอินเดีย

รายงานซึ่งอ้างสมาคมอุตสาหกรรมข้าวแห่งเมียนมาร์ (เอ็มอาร์ไอเอ) ระบุว่า ในปี 2011 ที่ผ่านมา เมียนมาร์สามารถส่งออกข้าวไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ทั้งสิ้น 700,000 ตัน แต่ในปีนี้ ทางการตั้งเป้าเพิ่มการส่งออกข้าวให้ได้อีกเท่าตัวเป็น 1.5 ล้านตัน และจะเพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 2 ล้านตันในปีหน้า ก่อนจะส่งออกให้ได้ปีละ 3 ล้านตัน ภายในปี 2015 ซึ่งจะส่งผลให้เมียนมาร์กลายเป็นหนึ่งในชาติผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เช่นเดียวกับไทย เวียดนาม และอินเดีย

ด้านแหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดการค้าข้าวรายหนึ่งระบุว่า ข้าวจากเมียนมาร์จะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับข้าวไทย เวียดนามและอินเดีย และอาจแย่งตลาดข้าวของทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะตลาดในทวีปแอฟริกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

"พาณิชย์" ตั้งเป้าปี 55 ส่งออกข้าว 9.5 ล้านตัน

“พาณิชย์” ตั้งเป้าส่งออกข้าวไทยปี 55 ที่ 9.5 ล้านตัน มูลค่าแตะ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถ้าเทียบปี54 ลดลง 10.4% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยในปี 55 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวไว้ที่ปริมาณ 9.5 ล้านตัน มูลค่า 6,800-7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปี 54 ปริมาณลดลง 10.4% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น 7.9-11.1% เพราะข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เนื่องจากมีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

สำหรับแนวโน้มการส่งออก คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก 55 (ม.ค.-มิ.ย.) ตลาดข้าวจะเป็นของผู้ซื้อ และราคาในตลาดโลกจะลดลง เพราะผลผลิตและสต๊อกข้าวโลกต้นปีที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ อินเดียยังคงส่งออกข้าวขาวต่อเนื่อง รวมทั้งมีการขายตัดราคาจากเวียดนาม และอินเดีย ทำให้ไทยมีปัญหาการแข่งขันด้านราคา แต่ไทยยังส่งออกข้าวคุณภาพดี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย และข้าวเหนียว ส่วนไตรมาส 3 เป็นต้นไป ผู้ซื้อจะหันมานำเข้าข้าวจากไทย หากประเทศคู่แข่งประสบปัญหาอากาศที่ผันผวนจนผลผลิตข้าวลดลง และรัฐบาลอาจสั่งให้ชะลอหรือระงับการส่งออกข้าวได้

ส่วนการส่งออกข้าวไทยในปี 54 สามารถส่งออกได้ 10.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 17% นับเป็นปริมาณการส่งออกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่า 6,302 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 17.9% และเมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 190,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% ขณะที่ราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 595 เหรียญฯ เพิ่มขึ้น 0.7%

สวิสเน้นข้าวคุณภาพไม่เกี่ยงราคา พาณิชย์แนะส่งออกตีตลาด

กรมส่งเสริมการส่งออก แนะผู้ส่งออกข้าวไทย ส่งหอมมะลิ ข้าวกล้อง ตีตลาดข้าวคุณภาพดีสวิตเซอร์แลนด์ หลังพบผู้บริโภคเน้นบริโภคสินค้าคุณภาพสูง ไม่เกี่ยงเรื่องราคา

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยในสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวสวิส นิยมบริโภคข้าวมากขึ้น เพราะมีการวิจัยในยุโรปว่าข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่มีสารก่อให้เกิดการแพ้ โดยข้าวที่ไทยน่าจะทำตลาดได้ดีจะเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง อย่างข้าวหอมมะลิและข้าวกล้อง เพราะชาวสวิสมีคุณภาพชีวิตสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป และหากผู้ส่งออกนำเสนอคุณประโยชน์ต่างๆ ในข้าวทั้ง 2 ชนิดให้ผู้บริโภคได้รับรู้ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยได้อีกมาก นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังนำเข้าข้าวเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ด้วย จึงน่าจะเป็นโอกาสดีในการส่งออกข้าวคุณภาพต่ำของไทย ทั้งปลายข้าว ข้าวหัก และข้าวเปลือกด้วย

ด้านนางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นคร แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 51-53) สวิตเซอร์แลนด์นำเข้าข้าวจากทั่วโลก เฉลี่ยปีละประมาณ 73.28 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 2,418 ล้านบาท ส่วนในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย.54 มีการนำเข้าข้าวรวม 90.97 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 24.12 ล้านเหรียญฯ หรือ 36.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีการนำเข้าจากไทย 16.28 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 22.48% ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าข้าวขาวที่ผ่านการขัดสำเร็จ หรือกึ่งสำเร็จมากที่สุด ประมาณ 55-60% ของปริมาณการนำเข้าข้าวจากทั่วโลก

"กรมส่งเสริมการส่งออกได้วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิไทย ควบคู่กับอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการขยายตลาดข้าวไทย และส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ เพราะนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แล้วยังเป็นการช่วยผู้นำเข้าให้ขายสินค้า ได้เร็วขึ้น และมากขึ้นด้วย" นางดวงกมล กล่าว

คลอดแผนปลูกข้าวหนีน้ำ

ให้สิทธิ์เลือกวิธีทำนา-เก็บเกี่ยวไม่เกิน ส.ค.

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ร่วมกับกรมชลประทานกำหนดแผนจัดระบบการปลูกข้าวปี 55 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคเหนือตอนล่าง 11 จังหวัด โดยแบ่งตามพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลประทาน 16 โครงการ ขนาดพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าวในลุ่มน้ำเจ้าพระยารวมประมาณ 9 ล้านไร่ โดยกำหนดให้ทุกพื้นที่ต้องเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จสิ้นไม่เกินปลายเดือน ส.ค.นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงฤดูน้ำหลากราวเดือน ก.ย.55 “ในโครงการนี้ ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรูปแบบการเพาะปลูกได้ 1 ระบบ จากที่กำหนดทั้งหมด 4 ระบบ โดยระบบที่ 1 ให้ปลูกข้าวนาปรัง ตามด้วยข้าวนาปี และพักนาโดยปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ถั่วเขียว เพื่อเสริมรายได้ หรือพืชปุ๋ยสด ระบบที่ 2 เริ่มปลูกข้าวนาปรัง ตามด้วยข้าวนาปี แล้วงดเว้นการปลูกพืชทุกชนิดเพื่อหนีน้ำ ระบบที่ 3 ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นพักนาโดยปลูกพืชหลังนา หรือพืชปุ๋ยสด แล้วเริ่มปลูกข้าวนาปี และระบบที่ 4 เริ่มปลูกข้าวนาปรัง ตามด้วยข้าวนาปี ที่เป็นข้าวพันธุ์น้ำลึก หรือข้าวฟางลอยที่ทนน้ำท่วมได้ โดยทั้ง 4 แบบเป็นไปตามแผนการส่งน้ำของกรมชลฯปี 55”

สำหรับโครงการจัดระบบการปลูกข้าว การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มี.ค.54 มีมติให้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 54-57 รวม 4 ปี เพราะในขณะนั้นมีปัญหาศัตรูพืชในนาข้าวระบาดมากจนข้าวเสียหายประมาณ 2 ล้านไร่ แต่เนื่องจากปี 54 มีการเบิกจ่ายงบประมาณให้โครงการนี้ล่าช้า และเกิดน้ำท่วม การดำเนินโครงการจึงไม่ทันกับระยะเวลาการเพาะปลูกข้าวของชาวนา หากดำเนินงานครั้งนี้สำเร็จ จะเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ได้ประมาณ 20% ขณะที่การจัดสรรน้ำทำได้ง่ายขึ้น และในปี 56-57 กรมการข้าวจะขยายผลไปยังพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำภาคกลางทั้งหมด เพราะปี 54 นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมรวม 10 ล้านไร่ อยู่ในทุ่งเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่

ประกันน้ำท่วม+ราคา ก่อนรากหญ้าทิ้้งนา

นิคมอุตสาหกรรมให้ทันเดือนสิงหาคม

ถ้าปีนี้น้ำมามากเหมือนปีที่แล้ว ชาวบ้าน ชาวนา ชาวสวน ไม่มีปัญญาสร้างเขื่อนกัน พื้นที่บ้านไร่นาสวนคงจะจมมิดหายหนักกว่าเดิม...เป็นความกังวลของชาวบ้านไม่มีเส้นทั่วไป

“ปัญหาสำคัญอันดับแรก เราจะทำยังไงให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นในอาชีพของตัวเองต่อไป เพราะถ้าเกษตรกรรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพ ทำไปก็เจอปัญหาเหมือนเดิม

เกษตรกรเกิดท้อถอย ไม่มีกำลังใจสู้ความมั่นคงของประเทศในเรื่องเกษตร เรื่องอาหาร จะมีปัญหาในอนาคตได้”

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มองปัญหายาวไกลไปถึงผลกระทบของภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เปลี่ยนไป

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการเยียวยา ให้กำลังใจเกษตรกรว่า ลงมือทำการผลิตไปแล้ว เกิดความเสียหายขึ้นมา ภาครัฐจะไม่ทอดทิ้ง รัฐยังคงให้ความช่วยเหลือเกษตร ไม่ให้เกษตรกรรู้สึกโดดเดี่ยว เพื่อจะได้มีกำลังใจที่จะผลิตอาหารเลี้ยงคนไทย และพลเมืองโลกต่อไป

“น้ำท่วมที่ผ่านมา เราได้มีโครงการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้า พักหนี้ 3 ปี ให้กับเกษตรกร โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยค่าดอกเบี้ยเท่าต้นทุนเงินให้กับธนาคาร ส่วนชาวนาที่ได้รับความเสียหาย น้ำท่วมนาเกี่ยวข้าวหนีน้ำไม่ทัน ไม่มีข้าวไปเข้าโครงการรับจำนำ

เราได้นำหลักการของโครงการประกันราคาที่เกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนมาใช้เยียวยา ชดเชยให้ตันละ 1,437 บาท มีเกษตรกรได้รับไปแล้ว 361,000 ราย คิดเป็นเงิน 7,022 ล้านบาท นอกจากนั้นยังจะมีโครงการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูอาชีพหมุนเวียน ซ่อมแซมเครื่องจักรกลที่โดนน้ำเสียหาย และสินเชื่อโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกด้วย

สำหรับเกษตรกรยึดอาชีพปลูกพืชสวนไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เราได้เตรียมที่จะทำโครงการให้สินเชื่อเป็นกรณีพิเศษอีกต่างหาก

แต่นั่นผู้จัดการ ธ.ก.ส. มองว่าเป็นแค่การเยียวยาฟื้นฟูจิตใจเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกรเท่านั้น...ไม่สามารถสร้างความมั่นอกมั่นใจให้เกษตรกรอยู่กับอาชีพนี้ได้ยาวนานสักเท่าใด

เยียวยาได้เฉพาะกิจ ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง

จะให้ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นแหล่งผลิตอาหารได้มั่นคงต่อไป...ต้องทำอะไรที่มากกว่านั้น

เกษตรกรจะมีกำลังใจยึดอาชีพนี้ต่อไป นายลักษณ์ เสนอว่า รัฐควรมีนโยบายสร้างหลักประกันความมั่นอกมั่นใจให้กับเกษตรใน 2 ด้าน

ด้านแรก...ให้ความคุ้มครองด้านราคาผลผลิต

เกษตรกรปลูกพืชทำการผลิตแล้ว ต้องขายได้ราคา มีกำไร

“ที่ผ่านมาแม้จะมีโครงการทั้งประกันราคาและรับจำนำ ธ.ก.ส. มักจะถูกกรรมาธิการงบประมาณซักถามต้องการคำตอบที่แน่ชัดว่าประกันราคากับจำนำ อย่างไหนดีกว่ากัน ในฐานะที่เราเป็นผู้ปฏิบัติพูดไม่ได้ว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน เพราะทั้ง 2 โครงการมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ถ้าจะสร้างหลักประกันคุ้มครองราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร รัฐควรมีแนวนโยบายของชาติที่ชัดเจนว่า จะทำวิธีไหน ในฐานะของผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เห็นว่าหนทางที่ดีที่สุดควรจะใช้ 2 วิธีควบคู่กัน ใช้ทั้งประกันราคา และรับจำนำควบคู่กันไป

ในภาวะปกติใช้การประกันราคา โดยกำหนดราคาประกันให้เกษตรกรมีรายได้ มีกำไรอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ข้าวที่ปลูกในภาคอีสาน พึ่งพาแต่น้ำฝน ปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ราคาประกันควรอยู่ที่ต้นทุน+กำไร 40%

ข้าวที่ปลูกในพื้นที่ชลประทาน น้ำถึงปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ราคาประกันควรอยู่ที่ต้นทุน+กำไร 25% ให้กำไรน้อยกว่าเพราะนอกจากปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ผลผลิตต่อไร่ยังสูงกว่า

พื้นที่ชลประทาน ข้าว 1 ไร่ได้ผลผลิต 800-1,000 กก. ในขณะที่ข้าวนาน้ำฝน 1 ไร่ ได้ผลผลิตแค่ 400-450 กก. เท่านั้นเอง จึงจำเป็นให้เกษตรกรนาน้ำฝนได้กำไรมากกว่า

“ส่วนโครงการรับจำนำเหมาะที่จะนำมาใช้ในช่วงผลผลิตข้าวออกมามาก และชาวนาถูกโรงสีรวมหัวกันรังแก กดราคารับซื้อ ถึงโครงการประกันราคา รัฐบาลจะชดเชยส่วนต่างให้ แต่เมื่อรวมกับราคาที่โรงสีรับซื้อ ชาวนาแทบไม่มีกำไร ฉะนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยแทรกแซงเพื่อไม่ให้ชาวนาถูกเอาเปรียบ”

แต่การรับจำนำจะต้องไม่เป็นการตั้งราคาที่สูงมากจนเกินไป ควรรับจำนำแค่ 70-80% ของราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อเมื่อราคาข้าวสูงขึ้นเกษตรกรจะได้มาไถ่ถอน จะได้ไม่เป็นภาระในการจัดเก็บกับภาครัฐมาก

ไม่ใช่ตั้งราคารับจำนำไว้สูงเกิน...จนเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา รวมทั้งการทุจริต

ด้านที่สอง...รับมือกับภัยพิบัติจากธรรมชาติ รัฐควรมีระบบประกันภัยพืชผลให้เกษตรกร

“สหรัฐอเมริกามีการออกกฎหมายตั้งบรรษัทประกันพืชผลแห่งชาติ (FCIC) รับประกันภัยจากธรรมชาติให้กับพืชผลเกือบทุกชนิด โดยรัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันให้ 60% เกษตรกรจ่ายเอง 40%

เกิดภัยธรรมชาติประกันจะจ่ายให้เท่าต้นทุน แต่ถ้าอยากให้ประกันจ่ายมากกว่านั้น ถึงขั้นรวมกำไรด้วยเกษตรกรต้องควักเงินซื้อประกันเพิ่มเอง

ส่วนญี่ปุ่นมีการตั้งกองทุกร่วมบรรเทาความเสียหายทางด้านเกษตร รัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันให้หมด แต่ถ้าเกิดภัยธรรมชาติประกันจะจ่ายให้เท่าต้นทุนในการเพาะปลูกเท่านั้น”

สำหรับบ้านเรายังเป็นเพียงแค่การเริ่มทดลองของธ.ก.ส.เท่านั้นเอง...ยังไม่มีนโยบายที่จะทำในระดับชาติ

ถ้ารัฐสามารถทำประกันทั้งสองด้าน...ประกันราคา ประกันภัยธรรมชาติได้ ผู้จัดการธ.ก.ส.เชื่อว่า จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น และจะได้มีพลังใจทำอาชีพนี้อย่างยั่งยืน

“เราต้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรในการผลิตอาหารมากกว่าเดิม เพราะถ้าไม่ดูแลให้ดี บ้านเราจะเกิดปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกอาหารเลี้ยงคนไทย กำลังจะลดน้อยลงไปทุกวัน ทั้งจากธุรกิจพัฒนาที่ดิน เพื่ออยู่อาศัย โรงงาน พาณิชย์ นิคมอุตสาหกรรม แล้วไหนยังจะมีพืชพลังงานทดแทนเข้ามาแย่งพื้นที่มากเข้าไปอีก”

ยิ่งอีก 4 ปีข้างหน้าอาเซียนจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว เปิดเสรีการค้าแข่งขันเต็มตัว ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเตรียมความพร้อม ความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไว้ล่วงหน้า

“ต่อไปพื้นที่ไหนควรจะปลูกพืชอะไรต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี พื้นที่ภาคอีสานพึ่งพาแต่น้ำฝน ปลูกข้าวได้ผลผลิตน้อย ควรเน้นให้ปลูกพืชอินทรีย์ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ที่ได้ราคาสูงเพราะต่างชาติต้องการนำไปแปรรูปไปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ นำไปผลิตเป็นเครื่องสำอาง

พื้นที่ภาคกลางมีระบบชลประทานสมบูรณ์ ผลผลิตต่อไร่สูง ส่งเสริมไปเลยปลูกข้าวขายแข่งกับต่างประเทศ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าเดิม เพื่อจะแข่งกับชาติอื่นเขาได้”

"พาณิชย์" เดินหน้าโครงการรับจำนำ สมาคมขู่ฟ่อจ่อปรับขึ้นราคาข้าวถุง

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกต่อ หลังจากที่โครงการจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 54/55 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ก.พ.นี้ โดยจะเสนอให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อพิจารณา และกำหนดราคารับจำนำในอัตราเดิม

ด้านนายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย กล่าวว่า จะเสนอให้ รมว.พาณิชย์ ทบทวนการกำหนดราคาในโครงการรับจำนำข้าวใหม่ หลังจากสิ้นสุดโครงการรับจำนำในวันที่ 29 ก.พ.นี้ เพราะขณะนี้ราคาข้าวเปลือกในประเทศยังไม่สูงขึ้นตามราคารับจำนำ
“หากรัฐบาลยังคงยืนยันกำหนดราคารับจำนำสูงเท่าเดิม จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบผลิตข้าวสารบรรจุถุงสูงขึ้น เพราะข้าวเปลือกในตลาดจะไหลเข้าโครงการรัฐบาลเกือบหมด อาจทำให้ไตรมาส 2 ผู้ประกอบการข้าวถุงต้องปรับขึ้นราคาสินค้า 5-10% ให้สะท้อนกับต้นทุนที่เป็นจริง”

นอกจากนี้ ธุรกิจข้าวถุงยังต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาดรุนแรง จากปัจจัยลบ 2 ด้าน คือการบริโภคข้าวของคนไทยลดลง และการแข่งขันรุนแรง ดังนั้นสมาคมได้หารือกับสมาชิก โดยจะร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคข้าวถุงในปีนี้เพิ่มขึ้น 10%

ผู้เลี้ยงไก่ไข่โวยพาณิชย์หักหลัง ร้อง “นายก” ขอขึ้นฟองละ 20 ส.ต.

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า สมาคมเตรียมทำหนังสือเสนอถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์คนใหม่ ให้พิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่โดยด่วน เพราะขณะนี้ผู้เลี้ยงกำลังขาดทุนอย่างหนัก โดยแนวทางแรกให้รัฐปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเพิ่มทันทีฟองละ 20 สตางค์ จาก 2.20 บาท เป็น 2.40 บาท หรือหากไม่ได้ให้รัฐหาวิธีปรับลดราคาอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลืองลง เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงแก่เกษตรกร

“ต้องการรู้ว่ารัฐมีนโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตรจริงหรือไม่ เพราะตอนนี้ไข่ไก่ราคาตกต่ำและล้นตลาด ทำให้เกษตรกรรายกลางและรายย่อยแทบอยู่ไม่ได้ หากไม่ดูแลเชื่อว่าในไม่ช้าคงจะออกมาชุมนุม ก่อนหน้านี้สมาคมเคยคุยกับกรมการค้าภายในแล้ว และได้รับยืนยันว่าจะปรับขึ้นราคาภายในสัปดาห์นี้ แต่พอถึงเวลากลับคืนคำไม่ให้ขึ้นราคา ทั้งที่จริงหากรัฐอยากรณรงค์การกินไข่ไก่ก็ทำควบคู่ไปกับการปรับราคาได้ เพราะปรับขึ้นราคาเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรรับเคราะห์อยู่ฝ่ายเดียว”

นายมาโนชกล่าวต่อว่า เกษตรกรต้องถูกพ่อค้ากดราคารับซื้ออย่างหนัก ขาดทุนไม่ต่ำกว่าฟองละ 40-50 สตางค์ เป็นผลจากการตั้งราคาแนะนำของกรมการค้าภายในที่ฟองละ 2.20 บาท ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่ฟองละ 2.60 บาท ทำให้พ่อค้าใช้ราคาแนะนำมาอ้างกดราคาซื้อ จนผู้เลี้ยงไม่สามารถขายเกินกว่านี้ได้

ทั้งนี้ หากมีการอนุมัติให้ปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มขึ้นเป็นฟองละ 2.40 บาท ก็จะทำให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นตามไปด้วย ดังนี้ ไข่ไก่เบอร์ 0 เพิ่มขึ้นเป็นฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.00 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.90 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 2.80 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.70 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.60 บาท