ไทยรัฐ

10ประเทศร่วมสร้างความมั่นคงอาหารซีฟเดค..จัดประชุมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยั่งยืน

นายสุริยัน วิจิตรเลขการ ผู้แทนจากสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เผยว่า การจัดมหกรรมการประชุมภาคประมงอย่างยั่งยืนเพื่อความมั่นคงทางอาหารในทศวรรษ หน้า สัตว์น้ำเพื่อมวลมนุษยชาติ การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม เป็นก้าวสำคัญของความมุ่งมั่นระหว่างสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซีฟเดค และประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศคือ บรูไน กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงสมาชิกซีฟเดค 10 ประเทศและญี่ปุ่น ที่จะร่วมกันพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืนและส่งเสริมบทบาทภาคประมงต่อความมั่น คงทางอาหาร

ดร.ชำนาญ พงษ์ศรี เลขาธิการศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีฟเดค (SEAFDEC) เผยว่า ประเด็นสำคัญที่จะมีการหารือในระหว่างการจัดมหกรรมการประชุม ได้แก่ แนวโน้มของอุปสงค์และอุปทานของสัตว์น้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี ค.ศ.2020 วิสัยทัศน์และแนวโน้มของการประมงอาเซียนในปี ค.ศ.2020 และความร่วมมือด้านการประมงของอาเซียนในอนาคต แนวทางและวิธีการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรในการบริหารจัดการประมง การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการบริหารจัดการประมงเชิงนิเวศน์ การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและปรับปรุงคุณภาพสัตว์น้ำ การปรับตัวและจัดการผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผล ต่อภาคการประมงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวประมงขนาดเล็ก และโอกาสในการจ้างงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการประมง

ราคาอาหาร-สินค้าเกษตรสูง ทำเงินเฟ้อพุ่ง 11 เดือนติด

“พาณิชย์” เผย เงินเฟ้อส.ค.พุ่ง 3.3% สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 หลังราคาสินค้าเกษตร-อาหารพุ่งพรวด แต่ยังมั่นใจทั้งปีไม่เกิน 3.4% ตามกรอบเดิม รับลูก “นายกฯ” ปรับปรุงตะกร้าสินค้าที่ใช้คำนวณใหม่...

1 ก.ย. นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือนส.ค.53 ว่า เท่ากับ 108.57 เพิ่มขึ้น 0.23% จากเดือนก.ค.53 และเพิ่มขึ้น 3.3% จากเดือน ส.ค.52 เป็นการสูงขึ้นในอัตราสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับตั้งแต่เดือนต.ค.52 ส่วนเฉลี่ยช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 3.5% เท่ากันเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.53 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เท่ากับ 103.68 เพิ่มขึ้น 0.01% จากเดือน ก.ค.53 และเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนส.ค.53 และเฉลี่ย 8 เดือน สูงขึ้น 0.8% ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบเดือนส.ค.52 มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 7.5% และดัชนีหมวดไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1%

“มีเฉพาะเดือน ม.ค.ที่ตัวเลขเงินเฟ้อสูงถึง 4.1% ตั้งแต่เดือนก.พ.เป็นต้นมา เฉลี่ยอยู่ที่ 3% กว่า และคาดว่าในช่วงไตรมาส 4 คือตั้งแต่เดือนต.ค.-ธ.ค. น่าจะอยู่ในช่วง 3.2-3.3% ทำให้ทั้งปีมั่นใจว่าจะขยายตัวได้ 3.4% แต่ไม่เกินกรอบเดิมที่ตั้งเป้าขยายตัวที่ 3-3.5% ซึ่งถือว่าเหมาะสม ถ้าเทียบกับเศรษฐกิจไทย ที่ปีนี้คาดว่าจะเติบโต 6-7%” นายยรรยง กล่าว

นาย ยรรยง กล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ปรับปรุงรายการสินค้าในตะกร้าคำนวณ ดัชนีเงินเฟ้อ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับปรุงทุก 5 ปีอยู่แล้ว และล่าสุดเพิ่งปรับปรุงใหม่เมื่อปี 50 เพื่อให้สะท้อนการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีการเวิร์กช็อปเรื่องดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหอการค้าไทย เป็นต้น ประมาณวันที่ 20 ก.ย.นี้

พาณิชย์ตั้งเป้าปี55 การค้าชายแดนพุ่ง1ล้านล้านบาท

"พาณิชย์" ฝันตั้งเป้าการค้าชายแดนเป็น 1 ล้านล้านบาท ในปี 2555 จากปี 2553 อยู่ที่ 8 แสนล้านบาท ระบุปัญหาขัดแย้งทางการเมืองไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้า...

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดสัมมนาเรื่องการค้าการลงทุนภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม ว่า กลุ่ม ACMECS จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าชายแดนของไทย โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 8 แสนล้านบาทในปี 53 เป็น 1 ล้านล้านบาทในปี 55 เพราะมีชายแดนติดกัน วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน และมีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ที่จะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจ แม้จะมีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองบ้างแต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการค้า

ปลัด กระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีปัญหาบริหารจัดการและตั้งรับมากกว่ารุก โดยเฉพาะในแง่การส่งเสริมการเพาะปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน (คอนแทรกต์ ฟาร์มมิ่ง) ที่ไม่มีการวางแผนที่ดีพอจนปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดและลักลอบนำเข้า ไทย จนกระทบต่อการเพาะปลูกในประเทศซึ่งได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ ร่วมมือภาคเอกชน จัดแนวทางบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด เป็นการป้องกันแทนการแก้ไขภายหลัง หรือการดึงประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมกิจกรรมพบปะภาคเอกชน และงานแสดงสินค้าร่วมกัน เช่น วันที่ 10-14 ก.ย.นี้ จะร่วมกับลาวจัดงานมหกรรมสินค้า ที่ จ.หนองคาย

ครม.ไฟเขียวออกประกาศ11กิจการต้องห้าม

"มาร์ค"ปัดหมกเม็ดออกประกาศกิจการต้องห้ามขัดข้อเสนอกรรมการ 4 ฝ่าย ชี้หากพบโครงการมีผลกระทบรุนแรง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้

เมื่อ เวลา 13.20 น. วันที่ 31 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติตามที่ ครม.เศรษฐกิจเสนอออกประกาศโครงการหรือกิจการ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 กิจการ ตอนนี้อยู่ในขั้นของการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตรวจถ้อยคำ และรูปแบบ เมื่อเรียบร้อยเสร็จจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ส่วนที่มีการคัดค้านประกาศ 11 กิจการ เพราะไม่ตรงกับที่มีการเสนอเข้าไปในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายนั้น ยืนยันว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้นำสิ่งที่เป็นความตั้งใจของกรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน ยกตัวอย่างปัญหาของเตาเผาขยะติดเชื้อ ปัญหาของสูบน้ำเกลือใต้ดิน ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย เพียงแต่ที่ไม่ประกาศ เพราะตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะประกาศ อย่างกรณีสูบน้ำเกลือใต้ดิน เพราะว่าเราได้ห้ามแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วว่า เมื่อเห็นว่าโครงการไหนที่ไม่อยู่ในกิจการที่ประกาศ แต่มีผลกระทบรุนแรง ก็สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าสิ่งที่ได้ประกาศไปน่าจะอยู่บนความดี บางเรื่องเข้มกว่า เช่น การปรับแต่งสารกัมมันตรังสี เดิมไปเว้นโรงพยาบาล แต่เราก็ยังไม่เว้นโรงพยาบาลเลย เราบอกว่าถึงเป็นโรงพยาบาล ถ้าปรับแต่งกัมมันตรังสีก็ต้องเข้า เพราะฉะนั้นบางอันก็เข้มกว่า บางอันก็น้อยกว่า แต่ได้นำเรื่องของกรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างจริงจัง และไม่ได้ละเลยในความห่วงใยของกรรมการ 4 ฝ่ายเลย

สวทน.เสนอยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน

หวังให้ไทยปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน และมีจุดยืนที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ในความพยายามที่จะลดผลกระทบ และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ...

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผอ.ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ดำเนินโครงการ "การศึกษาวิจัยอนาคตของภาวะโลกร้อน : ยุทธศาสตร์การปรับตัวและจุดยืนของประเทศไทยบนเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ในการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อนและมีจุดยืนที่ ชัดเจน เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในความพยายามที่จะลดผลกระทบ และเตรียมรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ตลอด 2 ปีที่ดำเนินโครงการ ผลการศึกษาได้นำไปสู่ข้อเสนอนโยบาย ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเสนอต่อรัฐบาล อาทิ ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในด้านผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของสิ่ง แวดล้อม ควรมีการจัดทำบัญชีก๊าซเรือน กระจกในทุกๆจังหวัด รัฐบาลต้องกำหนดให้กลไกการพัฒนาที่สะอาด ถูกนำมาพิจารณาในขั้นตอนการพัฒนาโครงการของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำให้โครงการได้รับประโยชน์จากการขายก๊าซเรือนกระจกที่จะลดได้ ต้องสนับสนุนให้เกิดกลไกของตลาดคาร์บอน มาตรการและแรงจูงใจทางด้านการเงินเพื่อสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำใน ประเทศ เป็นต้น

ดร.นเรศกล่าวต่อว่า ขณะนี้ข้อเสนอต่างๆได้ถูกนำมาเป็นแนวทางในการจัดทำแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติของ สวทน. และอยู่ระหว่างการผลักดันให้เชื่อมโยงผลลัพธ์ของโครงการไปสู่การทำงานระดับ อาเซียน ในโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอาเซียนในเดือนธันวาคม 2553

อาเซียน-ญี่ปุ่นเตรียมลงนามเปิดเสรีการค้าส.ค.ปีหน้า

"พรทิวา" เผย อาเซียนและญี่ปุ่นตกลงเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน ตั้งเป้าลงนามส.ค.ปีหน้า ส่วนจีนมั่นใจลงนามเปิดเสรีบริการต.ค.นี้ได้แน่

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนร่วมกับประเทศคู่เจรจา เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามว่า อาเซียนได้หารือกับญี่ปุ่น โดยตกลงที่จะเจรจาเปิดเสรีภาคการค้าบริการและการลงทุนภายใต้ความตกลงหุ้น ส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ในเดือน ส.ค. 54

ส่วนการหารือในกรอบอาเซียน-จีน ได้หารือถึงการทบทวนความตกลงการค้าสินค้า โดยจะปรับปรุงระเบียบพิธีการภายใต้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อให้สามารถใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอได้มากขึ้น ขณะที่การเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุน อาเซียนและจีนใกล้ได้ข้อสรุปของการเจรจาข้อผูกพันการเปิดเสรีสาขาบริการแล้ว คาดว่าจะมีการลงนามได้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน เดือน ต.ค.นี้ ส่วนความตกลงการลงทุนได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 53 นอกจากนี้ ได้เปิดเว็บไซต์ธุรกิจอาเซียน-จีน ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลการทำธุรกิจในอาเซียนและจีน และจะช่วยให้ภาคธุรกิจ และเอสเอ็มอี เข้าถึงรายละเอียดและช่วยกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน-จีน ได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่การหารืออาเซียน-เกาหลีใต้นั้น เป็นการหารือถึงกรณีที่ลาวต้องการเพิ่มรายการสินค้าอ่อนไหวในความตกลงว่า ด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-จีน ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง และพร้อมที่จะลงนามแก้ไขความตกลง เพราะไม่ทำให้ไทยเสียประโยชน์ โดยลาวจะเก็บภาษีนำเข้าจากเกาหลีเพิ่มขึ้น ได้แก่ รถยนต์ขนส่งบุคคลและสิ่งของ มอเตอร์ไซต์และชิ้นส่วน วีดิโอเกม ของเล่น และตู้เกม เป็นต้น แต่กับไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า เพราะได้รับการลดหย่อนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา)

โลกร้อนวุ่น กระทบเศรษฐกิจไทยปีละ 4.5 แสนล้าน

กมธ.วุฒิผงะพบไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 31 ของโลก ขณะที่ภัยพิบัติก็รุนแรง หากไม่มีการแก้ไข จะเสียหาย 5-20% ของจีดีพี ขณะที่ข้าวอายุสั้้นลง และคนไทยเริ่มบาดเจ็บจากคลื่นความร้อนมากขึ้น...

เมื่อ วันที่ 20 ส.ค. คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดสัมมนา “ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ”

พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี 2513-2544 พบว่า ทั่วโลกได้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ในระหว่างปี 2513-2522 ขณะที่ในปี 2532-2543 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11 ครั้ง เพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้ง เพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณหภูมิสูงจัด 9 ครั้ง เพิ่มเป็น 70 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน โดยหากไม่มีมาตรการแก้ไขคาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปีจะมีมูลค่า สูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (world GDP) สำหรับประเทศไทย 5% ของ GDP จะมีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

สำหรับประเทศไทยกำลังประสบปัญหา ภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น จำนวนวันที่มีอากาศร้อนเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น 20 มิลลิเมตร/ปี นับตั้งแต่ปี 2503 เป็นเหตุให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยถึงขั้นวิกฤติ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบายควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกัน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจังควบคู่ไปกับ ระดับท้องถิ่นที่ต้องสร้างความร่วมมือของชุมชนให้เกิดการมีส่วนร่วม เพื่อเป็นปราการหนึ่งในการพิทักษ์สุขภาพจากโลกร้อน

ด้านนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่เกิดจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้ จำนวนวันที่ร้อนกว่า 35องศา มีมากขึ้น โดยภาคที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงกลางวัน คือ ภาคกลางภาคตะวันตก และภาคเหนือตอนล่าง ในช่วงเดือน เม.ย. จะมีอุณหภูมิประมาณ 42-43องศา ส่วนพื้นที่เย็นจะหายไปเรื่อยๆ พื้นที่อากาศเย็นจะเหลือเพียงพื้นที่เทือกเขาสูง ปริมาณฝนโดยรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่จำนวนวันฝนตกจะมีความเปลี่ยนแปลง หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งของการปลูกข้าวพบว่า เวียดนามมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสูงกว่า ไทยแต่ความสามารถในการรับมือของเวียดนามจะดีกว่าไทยและระดับน้ำทะเลจะมีความ แปรปรวนสูงมาก ทำให้พื้นที่ชายฝั่งมีความเสี่ยงสูงโดยปัญหาน้ำจะเป็นเรื่องที่สำคัญของ ประเทศ

นายอรรถชัย จินตะเวช อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อภาคการเกษตร คือ อายุข้าวจะสั้นลง เพราะอากาศร้อนที่มากขึ้น ทำให้กระทบต่อการผลิตข้าว 100% ดังนั้นเราต้องปรับตัวในกระบวนการผลิต โดยต้องเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบเพราะในแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย เพื่อให้เกิดการปรับตัวในแต่ละพื้นที่และควรมีการศึกษาถึงภาวะโลกร้อนในระยะ ยาว รวมถึงการปรับแนวคิดและสื่อสารเพื่อสร้างความให้เข้าใจของคนทุกกลุ่ม

ขณะ ที่ นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงทางสุขภาวะของภาวะโลกร้อน คือ กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเช่น หัวใจ หลอดเลือด ที่อาจเสียชีวิตได้เมื่อเกิดคลื่นความร้อนสูง รวมทั้งคนในเขตเมืองที่คลื่น ความร้อนไม่กระจายตัว ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากพายุ เฮอร์ริเคน โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยถึง 175 คน/ปี สำหรับประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้นโดยจังหวัดที่มีผู้ป่วย สูงสุดคือ มุกดาหาร นครราชสีมา และกาญจนบุรี

ส่วนผลกระทบจากมลพิษทาง อากาศที่เกิดจากปัญหาหมอกควัน ซึ่งในภาคเหนือมีผู้ป่วยจากระบบทางเดินหายใจถึง 100,000 ราย โดย จ.แม่ฮ่องสอน มีผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองสูงสุด เพราะมีปริมาณฝุ่นสูงสุด ตามด้วย จ.น่าน และพะเยา นอกจากนี้อุณภูมิที่สูงขึ้นและรูปแบบของฝนตกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การกระจาย ของแมลงที่เป็นพาหะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดโรคมาลาเรียและไข้ เลือดออก รวมถึงภาวะน้ำท่วมได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอุจจาระร่วง โรคฉี่หนูและน้ำกัดเท้า

นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา กล่าวถึงปราการพิทักษ์มลภาวะในชุมชนว่า ตำบลปริกได้มีแนวคิดการจัดการขยะฐานศูนย์ เนื่องจากที่ผ่านมาตำบลปริกมีขยะถึงวันละ 8-10 ตัน ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพื่อขนย้ายขยะถึงปีละ 3 ล้านบาท จึงมองว่าหากสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ที่มีอยู่ 67% และมีขยะรีไซด์เคิล อีก 20% ได้ ทำให้เหลือขยะที่ต้องจัดการเพียง 10% เท่านั้น ทำให้เกิดแนวคิดการจัดการขยะในชุมชนจากต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

ใน ส่วนของการจัดการขยะต้นทางคือ การสร้างความเข้าใจ และฝึกให้คนในชุมชนร่วมกันการจัดการขยะในครัวเรือน เช่น การคัดแยกขยะการนำขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย หรือทำเป็นก๊าซชีวภาพรวมถึงการนำน้ำ ล้างข้าวสารมาใช้ประโยชน์ทำน้ำยาล้างจาน ส่วนการจัดการขยะกลางทางคือ การจัดตั้งธนาคารขยะ โดยเยาวชนเป็นผู้จัดการ เพื่อเป็นหน่วยรับซื้อขยะรีไซเคิล และการจัดการขยะปลายทาง โดยเทศบาลจะเป็นผู้คัดแยกขยะส่วนที่เหลือ โดยมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในบ่อขยะเพื่อทำปุ๋ย ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ย ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ทั้งนี้การจัดการขยะถือเป็นนโยบายที่ท้องถิ่นควรทำ โดยต้องทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติ

ผุดกองทุนสวัสดิการล่อชาวนา มีบำเหน็จบำนาญใช้ยามชรา

นายกรัฐมนตรี เผย กขช.เห็นชอบในหลักการตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯไปยกร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว มานำเสนอในรูปแบบพ.ร.บ....

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า ที่ประชุม กขช. เห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยกร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว มานำเสนอในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่การดำเนินงานจะต้องพิจารณาดูความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนสวัสดิการชาวนากับ กองทุนเงินออมแห่งชาติด้วย ซึ่งได้รับรายงานว่า ทางสำนักงานกฤษฎีกาได้ตรวจร่างเสร็จเรียบร้อยและจะนำเสนอเรื่องเข้าสู่การ พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเร็วๆนี้

"หลักการในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการชาวนามีลักษณะคล้ายกับกองทุนเงินออมแห่งชาติ โดยชาวนาจะจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งจากการขายข้าวในแต่ละปีเข้าสมทบในกองทุน และรัฐบาลจะออกเงินสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว จะใช้ระบบสมัครใจของชาวนาเองไม่มีการบังคับ"

ด้านนายธราดล เปี่ยมพงษ์ศานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการชาวนามีรูปแบบคล้ายกับกองทุนสวัสดิการสังคม โดยจะทำในรูปแบบสมัครใจ ซึ่งการพิจารณาครั้งนี้มีการตั้งตุ๊กตา เช่น ให้ชาวนาสมทบ 3% ของรายได้จากการขายข้าวเปลือกในแต่ละปี ขณะที่รัฐสมทบ 2 เท่า แต่ยังไม่มีข้อสรุป เพราะต้องให้กระทรวงเกษตรฯไปจัดทำข้อมูลโดยละเอียดเพื่อออกมาเป็น พ.ร.บ.ก่อน

สำหรับสวัสดิการของชาวนาที่ร่วมโครงการ ประกอบด้วย เงินบำเหน็จบำนาญ เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตโดยไม่ซ้ำซ้อนกับส่วนที่รัฐบาลจัดหาให้อยู่ แล้ว เช่น ค่ารักษาพยาบาล โดยการบริหารกองทุนนี้จะประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล ชาวนา และผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรฯต้องหาวิธีบริหารจัดการกองทุนสำหรับสมาชิกบางรายไม่ให้ซ้ำซ้อน กับกองทุนอื่น รวมทั้งกรณีที่ชาวนาบางราย บางครั้งก็เข้ามาอยู่ในระบบของกองทุนประกันสังคม และบางครั้งก็กลับไปทำนา

ทั้ง นี้ กรณีที่รัฐบาลเห็นควรจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อต้องการให้เป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีชาวนามากถึง 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 15-17 ล้านคน หรือคิดเป็น 64% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด โดยในแต่ละปีสามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตมากถึง 30 ล้านตัน สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 180,000-200,000 ล้านบาท

เจ้าสัวเจริญ-ปตท. เปิดศึกชิง "คาร์ฟูร์"

ทุนไทย-ทุนนอก เปิดศึกชิงส่วนแบ่ง ตลาดค้าปลีกแสนล้านจาก "คาร์ฟูร์" กันอย่างดุเดือด "เจ้าสัวเจริญ" ส่งทีมที่ปรึกษาการเงินและการเจรจาจาก "โกลด์แมน แซคส์" ต่อรองตรง ขณะที่ ปตท.และสหพัฒน์ สนใจโดดร่วมวงด้วย หวังดึงธุรกิจค้าปลีกในมือต่างชาติกลับคืน...

หลังจากห้าง ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต คาร์ฟูร์ ประกาศขายกิจการในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์พร้อมกัน เพื่อย้ายฐานลงทุนไปในจีนและอินโดนีเซีย ซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่า และแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินประกาศเชิญชวนผู้สนใจประมูลซื้อกิจการ ปรากฏว่ามีผู้แสดงเจตจำนงเข้าร่วมประมูลหลายราย โดยรายแรกที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะประมูลซื้อห้าง คาร์ฟูร์ไปได้ก็คือกลุ่มของห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งถือหุ้นใหญ่ โดยยักษ์ค้าปลีกที่ชื่อคาสิโน สัญชาติฝรั่งเศส เช่นเดียวกับคาร์ฟูร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บิ๊กซีเป็นกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์น-เทรด) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยเป็นอันดับ 3 ความต้องการฮุบกิจการของคาร์ฟูร์ก็เพื่อต่อยอดธุรกิจ เพิ่มความแข็งแกร่ง และขยายสาขาเพื่อแข่งขันกับห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งครองส่วนแบ่งในตลาดค้าปลีกของประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ให้ได้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ามีความพยายามจะเจรจาซื้อขายห้างคาร์ฟูร์ในไทยมา ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถตกลงราคากันได้ เนื่องจากในทางเทคนิค การประเมินราคาซื้อขายไม่ควรต่ำกว่า 50% ของยอดขายเฉพาะในประเทศไทย คาร์ฟูร์ ซึ่งมียอดขายประมาณ 27,000 ล้านบาท และสาขาอีก 44 แห่งทั่วประเทศ อาจขายได้ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 13,500 ล้าน บาท แต่เนื่องจากมีการผนวกคาร์ฟูร์ในสิงคโปร์และมาเลเซียเข้าไปด้วย ในขณะที่มีความต้องการซื้อสูง อาจทำให้มีการโก่งราคาขายขึ้นถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 31,500 ล้านบาท (31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ) ได้

ส่วนห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งแม้จะยังมีคนจากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ไปนั่งเป็นประธานอยู่ แต่เจ้าสัวธนินท์ก็เหลือหุ้นอยู่ในเทสโก้โลตัสน้อยมาก ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เปลี่ยนมือไปเป็นยักษ์ค้าปลีกสัญชาติอังกฤษแทนนั้น เดิมทีมีข่าวว่าเทสโก้โลตัสแสดงความสนใจจะซื้อคาร์ฟูร์ตัดหน้าคู่แข่งเช่น กัน แต่เนื่องจากตกเป็นเป้าโจมตีหนักว่า ทำลายร้านค้าโชห่วยให้ต้องปิดตัวไปมาก เพราะมีการขยายสาขาไปอย่างรวดเร็ว จนทางการต้องออก พ.ร.บ.ค้าปลีก, พ.ร.บ.ผังเมือง และ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ในข้อหามีอำนาจเหนือตลาดมาสกัดกั้นไม่ให้สามารถยึดระบบการค้าปลีกของไทยได้ ทำให้เทสโก้โลตัส ต้องล่าถอยไป

สำหรับกลุ่มทุนไทยที่แสดงเจตจำนงจะ เปิดศึกชิงส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกไทยที่อยู่ในมือต่างชาติเกือบทั้งหมดกลับคืน มา ปรากฏว่า กลุ่มแรกที่ได้รับการวิเคราะห์และคาดการณ์ว่าน่าจะมีทุนหนาและศักยภาพความ แข็งแกร่งไม่แพ้ต่างชาติ ก็คือกลุ่มของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโสกลุ่มบริษัทในเครือแสงโสม ซึ่งจะผลักดันบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่รุกเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกครบวงจร เข้าไปซื้อคาร์ฟูร์มาเพื่อกรุยทางเข้าสู่ห้างโมเดิร์นเทรดอย่างเต็มตัว

นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกูรูในวงการค้าปลีก ระบุว่า จุดเด่นของเบอร์ลี่รี่ยุคเกอร์ก็คือ เป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ และเป็นกลุ่มธุรกิจของคนไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถจะเข้าบดขยี้กับ ยักษ์ใหญ่ จากต่างชาติได้ แม้จะมีเพียงประสบการณ์และความสำเร็จที่เริ่มต้นจากการเป็นห้างค้าปลีก อุปกรณ์ไอทีก็ตาม แต่เครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางของเจ้าสัวเจริญ และการมีทรัพยากรบุคคลจำนวนมากจากหลายสาขา ตลอดจนถึงการหาพันธมิตรทางธุรกิจเข้าร่วมประมูลด้วย ทำให้เชื่อมั่นว่า การเข้าซื้อคาร์ฟูร์จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าภายใต้ การประเมินวงเงินลงทุนเบื้องต้น 15,000-20,000 ล้านบาท และงบประมาณอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจัดซื้อ ซอฟต์แวร์ รวมถึงเทคโนโลยีโนว์ฮาวที่มีประสิทธิภาพเข้ามา โดยมีวาณิชธนกิจใหญ่จากสหรัฐฯอย่างโกลด์ แมน แซคส์ เป็นผู้ให้คำปรึกษา

ส่วน ปตท.ที่มีข่าวว่าสนใจลงทุนธุรกิจค้าปลีกเพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน แม้จะเป็นธุรกิจคนละเส้นทาง แต่ก็มีความเป็นไปได้ เมื่อดูจากการที่ ปตท.ใช้บริการท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในการเข้าบริหารการจัดซื้อ และกระจายสินค้าของร้านค้าปลีกจิฟฟี่ในสถานีบริการน้ำมันเจ็ทเดิม 146 แห่งที่ ปตท.เทกโอเวอร์มา ขณะที่ มีแผนการขยายธุรกิจออกนอกสถานีบริการน้ำมัน นอก เหนือจากการมี "เซเว่นอีเลฟเว่น" ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.กว่า 1,300 แห่ง ในปัจจุบัน

ด้านสหพัฒน์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย มีข่าวว่าสนใจจะซื้อคาร์ฟูร์ด้วย แต่ที่ผ่านมา การบริหารงานด้านค้าปลีกในร้าน 108 ช็อป ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรขณะที่ประสบการณ์ที่มีอยู่คือการป้อนสินค้า ให้แก่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก หาใช่ เป็นผู้บริหารจัดการเอง ดังนั้น การใช้เงินก้อนโตเพื่อซื้อคาร์ฟูร์จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในไทยมีการขยายตัวสูงมากจนถึงปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั้ง สิ้น 500,000 ล้านบาทหลักๆ จะเป็นธุรกิจห้างสรรพสินค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือดิสเคาน์สโตร์, ห้างสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง เป็นต้น จากตลาดค้าปลีกทั้งระบบที่มีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ห้างดิสเคาน์สโตร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นยักษ์ ใหญ่ต่างชาตินั้นแข่งกันอย่างดุเดือด ภายใต้คอนเซ็ปต์ "ถูกทุกวัน" ผู้มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มผู้ผลิตได้มากกว่า ก็จะได้เปรียบกว่า โดยมี เทสโก้โลตัส เป็นผู้นำที่ทำยอดขายในปีที่ผ่านมา 130,000 ล้านบาท จาก 462 สาขา ขณะที่ศูนย์ค้าส่งแม็คโคร เป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 76,558 ล้านบาท จาก 47 สาขา อันดับ 3 คือ บิ๊กซี มียอดขาย 68,058 ล้านบาท จาก 68 สาขา และอันดับ 4 คือ คาร์ฟูร์ มียอดขาย 27,000 ล้านบาท จาก 44 สาขาทั่วประเทศ

"มังคุด" ผลไม้ไทยสารพัดประโยชน์

"มังคุด" ถือเป็นราชินีแห่งผลไม้ เพราะนอกจากจะรสชาติอร่อยหอมหวานกลมกล่อมแล้ว ผลไม้ไทยชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายสารพัด

คนไทยสมัยโบราณรู้จักนำ "มังคุด" มาแปรรูปเป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็น "เปลือกมังคุด" ใช้ฝนกับน้ำปูนใส เพื่อทาแผลให้หายเร็วขึ้น และช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า หรือ ถ้านำไปต้ม ก็สามารถดื่มแก้อาการท้องร่วง ขณะที่เนื้อมังคุดมีกากใยช่วยเรื่องขับถ่าย และยังอุดมด้วยสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่นับไม่ถ้วน ไล่ตั้งแต่ น้ำตาล กรดอินทรีย์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก

จนถึงปัจจุบันมีการนำ "มังคุด" ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งมังคุดอบแห้ง น้ำมังคุด ไวน์มังคุด อาหารเสริมจากมังคุด ยาสระผม ครีมนวดผม สบู่ โลชั่น โดยผลจากการศึกษาของศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ภายใต้การนำของ ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา, รศ.ดร.วิลาวัลย์ มหาบุษราคัม, รศ.ดร.เสาวลักษณ์ พงษ์ไพจิตร และ รศ.ดร.อำไพ ปั้นทอง ซึ่งทำการวิจัยเรื่องคุณประโยชน์ ของมังคุดมานานกว่า 3 ทศวรรษ ค้นพบว่า มังคุดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูงมากในเชิงสุขภาพ โดยสามารถปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล ด้วยการลดการหลั่งสาร "Interleukin I" และ "Tumor Necrosis Factor" ซึ่งตามหลักวิชาของศาสตร์ภูมิคุ้มกัน จะช่วยลดอาการที่เกี่ยวกับการแพ้ภูมิตัวเอง และการอักเสบ พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ตับเสื่อม, ไตวาย, ข้อเข่าอักเสบ, ความดันโลหิต, โรคพาร์กินสัน, ไทรอยด์เป็นพิษ และความผิดปกติของสมอง อันเกิดจากการอักเสบ ขณะเดียวกัน มังคุดก็สามารถเพิ่มการหลั่งสาร "Interleukin II" ของเม็ดเลือดขาว ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรือเซลล์มะเร็ง

จากการร่วมวิจัยกับค่าย Henkel KGa ของประเทศเยอรมนี ทางคณะวิจัยจากศูนย์วิจัย และพัฒนามังคุดไทย ยังค้นพบด้วยว่า สารจากมังคุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือสาร GM-1 ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต และฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และระงับปวด โดยมีความแรงกว่ายาแอสไพรินถึง 3 เท่า จากจุดนี้เองได้มีการต่อยอดการวิจัยพัฒนาไปสู่การทำเครื่องสำอางต่างๆจาก สารสกัดเปลือกมังคุดเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง และอาการแพ้

ขณะที่ใน ปัจจุบัน ทางคณะวิจัยดังกล่าวได้ร่วมมือกับเครือข่ายทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ ทำการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของการดื่มน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น เพื่อช่วยเยียวยาอาการป่วยของผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย ซึ่งหากงานวิจัยชิ้นนี้บรรลุผลสำเร็จจริงๆ ก็น่าจะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยไปทั่วโลก

"มังคุด" ยังมีคุณประโยชน์ดีๆอีกนับไม่ถ้วน สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mangosteenrd.com