โพสต์ทูเดย์

อาหาร-น้ำมันดันเงินเฟ้อม.ค.พุ่ง3.38%

พาณิชย์ เผย อาหาร,น้ำมันแพงดัน เงินเฟ้อมค. พุ่ง3.38% คาดทั้งปีโต3.30-3.80%

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI)เดือน ม.ค.55 อยู่ที่ 113.21 เพิ่มขึ้น 3.38% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.39% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.54 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัวลงตามภาวะการฟื้นตัวของประเทศที่อยู่ในช่วงเยียวยาหลังประสบสถานการณ์อุทกภัยอย่างรุนแรง

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(Core CPI) เดือน ม.ค.54 อยู่ที่ 107.26 เพิ่มขึ้น 2.75% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.26% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.54

ขณะที่ดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 135.48 เพิ่มขึ้น 7.70% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.21% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.54 ส่วนดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 100.34 เพิ่มขึ้น 0.73% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.79% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.54

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.55 ปรับตัวสูงขึ้น 0.39% จากเดือน ธ.ค.54 นั้นมาจากราคาสินค้าสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะหมวดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ราคาขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น แต่หากเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีสาเหตุมาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น 7.70% โดยสินค้าในหมวดข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง ปรับตัวสูงขึ้น 2.34% เนื้อสัตว์สูงขึ้น 10.52% ไขและผลิตภัณฑ์นมสูงขึ้น 2.30% ขณะที่ดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น 0.73% ได้แก่ หมวดเคหสถานสูงขึ้น 2.20% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล 1.08% หมวดเครื่องนุ่มห่มและรองเท้าสูงขึ้น 0.75%

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรกของปี 55 จะอยู่ในกรอบระหว่าง 3.65-3.75% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ในกรอบระหว่าง 3.30-3.80% ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 95-115 ดอลลาร์/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29-33 บาท/ดอลลาร์ รัฐบาลยังคงมาตรการลดค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงปีนี้ที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ได้แก่ ความผันผวนจากเศรษฐกิจและการเมืองโลก ปัญหาภัยธรรมชาติ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลอนุมัติให้มีการปรับฐานเงินเดือนขั้นต่ำให้กับข้าราชการที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระดับที่ต่ำมากเพียง 0.01-0.02% ต่อปีเท่านั้น ขณะที่การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทนั้นจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่ถึง 0.1% เนื่องจากไม่ได้มีการปรับขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานในเดือน ม.ค.55 ยังเป็นไปตามเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในกรอบ 0.5-3.0%

พาณิชย์อัดเอกชนเมินลดราคาจำนำข้าว

"ยรรยง"ปลัดพาณิชย์อัดเอกชนเสนอลดรับจำนำข้าวเปลือก เอาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง ยันเดินหน้าต่อราคาเดิม

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ภาคเอกชนต้องการรัฐบาลทบทวนนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก และให้รับจำนำในราคาต่ำลงว่า รัฐบาลจะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โครงการจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต 54/55 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ก.พ.นี้ ยืนยันว่า จะกำหนดราคารับจำนำเท่าเดิม เพื่อให้ตลาดรับราคาที่รัฐบาลกำหนด และไม่ต้องการให้เกิดราคาข้าว 2 มาตรฐานระหว่างราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปี และราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง

"คนที่คิดเสนอให้ลดราคารับจำนำ คิดแต่ประโยชน์ของตัวเอง เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่รัฐบาลต้องการยกระดับราคาข้าวไทย ทั้งข้าวในประเทศและข้าวที่ส่งออก เพราะขณะนี้ข้าวสารที่เหลืออยู่มีไม่มาก โดยอยู่ในมือรัฐบาลกว่า 5 ล้านตัน ในมือโรงสีประมาณ 1 ล้านตัน และอยู่กับผู้ส่งออกไม่มาก ฉะนั้นการผลักดันราคาทำได้แน่" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

เสรีประเมินปี55แล้งหนัก-ฝนมาเร็ว

"เสรี"ประเมินปี55ไทยเผชิญภัยแล้งหนัก-ฤดูฝนมาเร็ว ฟันธงมวลน้ำเท่าเดิมท่วมแน่ แต่แบบไหนขึ้นอยู่กับการจัดการ

“ปี 2555 จะเกิดน้ำท่วมอีกหรือไม่? ถ้ามวลน้ำเท่าเดิมน้ำท่วมแน่ๆ แต่จะท่วมแบบไหนนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการ” เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรและคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ หรือ กยน.กล่าวในวงเสวนา “เรียนรู้ สู้น้ำ”

เสรี ระบุถึงการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยว่า ด้วยเทคโนโลยีขึ้นสูงสุดที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เพียง 7 วัน โดยการพยากรณ์จะต้องการสร้างแบบจำลองที่ใช้เงื่อนไขของสภาพอากาศ ณ ปัจจุบันที่มีการคำนวณ การพยากรณ์ล่วงหน้าจึงไม่มีความแม่นยำและคลาดเคลื่อนได้ เพราะสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสิ่งข้อจำกัดที่ไม่สามารถควบคุมได้ การจะบอกว่าน้ำจะท่วมปี 2555 อีกหรือไม่ จึงไม่สามารถบอกได้ ณ ขณะนี้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำได้คือ การใช้ข้อมูลทางสถิติมาสร้างแบบจำลอง ซึ่งเมื่อลองศึกษาและสร้างแบบจำลองตามข้อมูลตามสถิติแล้ว ถ้ามีมวลน้ำเท่าเดิมน้ำจะท่วมแน่ๆ แต่จะท่วมแบบไหนนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการว่าจะมีการผันน้ำไปในทิศทางใด จะเก็บกักน้ำไว้ที่ใดบ้าง รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงของเขื่อนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะต้องมีการตัดสินใจว่าจะปล่อยน้ำหรือไม่ หากปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่เหนือระดับน้ำควบคุม(Rule Curve)

ดังนั้น กยน.จึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในส่วนนี้ โดยการตัดสินใจปล่อยน้ำหรือไม่นั้น ต้องมีการประเมินผลกระทบของผู้ที่อยู่กับชุมชนที่อยู่ท้ายน้ำและจังหวัดใกล้เคียงด้วย

นอกจากนี้ ในปีนี้มีการคาดการณ์ไว้ว่าฝนจะมาเร็ว สิ่งที่อาจจะเห็นใน 2 เดือนข้างหน้าคือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปล่อยน้ำของเขื่อนเพื่อการทำนาปรังครั้งที่ 1 จำนวนพื้นที่ทั้งสิ้น 10 ล้านไร่ ทำให้ฤดูข้าวนาปีต้องเริ่มขึ้นในเดือน พ.ค. และต้องเก็บเกี่ยวให้เสร็จในเดือน ส.ค.-ก.ย. เพราะในเดือนต.ค.เขื่อนจะเก็บน้ำอย่างเต็มพิกัดและจะต้องเอาให้อยู่ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพ ดังนั้นกรมชลประทานจึงต้องทำความเข้าใจและร่วมมือกับเกษตรกรให้มีการเก็บเกี่ยวตามเดือนดังกล่าว

ขณะเดียวกันหลายแบบจำลองพบว่า กลางปี 2555 มีแนวโน้มอาจจะเกิดภัยแล้ง เนื่องจากมีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปจากลานิญาไปเป็นเอลนีโญมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่กรมชลฯ จะต้องบริหารความเสี่ยงนี้ให้ได้ เพราะเชื่อว่าปัญหาการขาดน้ำจะสร้างความเสียหายที่หนักหนายิ่งกว่าน้ำท่วมอีก ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องรับฟังข้อมูลและตัดสินใจว่าจะมีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร

เช่นเดียวกัน การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในระยะยาวด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำก็จำเป็นต้องนำข้อมูลต่างๆ ไปคิดประกอบ เช่น การกระจายของน้ำฝน อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นอาจจะไม่ได้รองรับน้ำทั้งหมดเพราะฝนมีการกระจายตัวในหลายพื้นที่ และไม่มีทิศทางที่แน่นอน ข้อมูลหรือแนวโน้มที่ได้จากแบบจำลองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่งในอนาคต

นอกจากนี้ อาจารย์เสรีได้ชี้บทเรียนที่ได้รับผ่านมหาอุทกภัยเมื่อปีก่อน ดังนี้

1.ข้อมูลไม่ไปถึง จึงควรมีการแปรข้อมูลไปสู่ภาคประชาชนให้เกิดความตระหนัก ซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนักของชุมชนและประเทศต่อไป

2.ขาดระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ ต้องมีแผนรองรับ โดยมีการประเมินผลกระทบของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าเป็นอย่างไร ต้องประเมินทันทีและสื่อสารในทันทีในภาวะปกติ

3.Floodway หรือ Flood all ways ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าทางผ่านน้ำไม่ใช่น้ำผ่านทุกทาง เพื่อประกอบการตัดสินใจและสามารถวางแผนได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

4.นิคมอุตสาหกรรมจมน้ำ สิ่งที่ประเมินแล้วว่าโครงการต่างๆ ทำแล้วมีประสิทธิผล ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมใช้วิธีการสร้างผนังกั้นน้ำ 2 ชั้น สูง 4 – 6 เมตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่สิ่งสำคัญคือชุมชนเพราะโรงงานต้องมีแรงงานคน การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้อง สร้างจากชุมชนให้มีความเข้มแข็งและสามารถเดินต่อไปได้

5.จุดอพยพ เกิดการย้ายแล้วย้ายอีก เช่น ศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ายไปดอนเมืองและย้ายต่อไปกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้เกิดจากการขาดระบบประเมินที่ไม่สามารถประเมินเหตุการณ์ได้ทั้งก่อนและขณะเกิดเหตุ จึงต้องมีการหาระบบในการตัดสินใจต่อไป

6.ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถสื่อไปยังประชาชนได้ เนื่องจากขาดระบบการประเมินนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองก็มี พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ที่ถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีฉบับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่เคยได้ประกาศใช้ เช่นกันกับกฎหมายให้ชุมชนมีส่วนร่วมระบุว่าในชุมชนมีหมู่บ้าน หน่วยงานเอกชน ฯลฯ เท่าไหร่ แล้วไปต่อกับชุมชนอื่นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ โดยมีภาครัฐดูแลให้เป็นภาพรวม

“สุดท้าย ในเมื่อแผนต่างๆ ของรัฐยังคงต้องใช้ระยะเวลา สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นท้องถิ่นที่ต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติ โดยสามารถบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐได้ แต่ระยะยาวคงหนีไม่พ้นการสร้างฟลัดเวย์” เสรี ระบุ

รณรงค์คนไทยรับประทานไข่ไก่

"กรมการค้าภายใน" มอบกระเช้าไข่ไก่ให้ "นายกฯ" พร้อมรณรงค์ ประชาชน ทานไข่

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับนางผุสดี กำปั่นทอง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนข้าราชการกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้นำไข่มามอบให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้ประชาชนบริโภคไข่ไก่ ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดให้ปี 2555...เป็นปีแห่งการรณรณรงค์บริโภคไข่ไก่ โดยกำหนดเป้าหมายการบริโภคไข่ไก่ของคนไทย จาก 150 ฟอง/คน/ปี เป็น 200 ฟอง/คน/ปี ทั้งนี้กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการตั้งแต่ ธันวาคม 2554 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การประชาสัมพันธ์นอกจากเป็นการ ช่วยรณรงค์ตามนโยบาย แล้วยังเป็นการช่วยเกษตรกร ภายใต้สโลแกน "ไข่เป็นอาหารโปรตีน ราคาถูกที่สุด" ฉะนั้น " กินไข่ทุกวัน เสริมสร้างปัญญา พลานามัยสมบูรณ์ "

เตือนระวังถูกตุ๋นปลูกต้นไม้แก้โลกร้อน

ป่าไม้เตือนระวังถูกหลอกเข้าร่วมโครงการปลูกแก้โลกร้อนเผยคนเชียงรายตกเป็นเหยื่อแล้วหลายรายสูญเงินนับหมื่นบาท

นายพิชญะ ยั่งยืน ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2(เชียงราย) กล่าวว่า ขณะนี้ได้สืบทราบว่า มีบุคคลกลุ่มหนึ่งแอบอ้างว่ากรมป่าไม้มีโครงการปลูกต้นไม้เพือแก้ปัญหาโลกร้อน โดยมีเงื่อนไขราษฏรจะต้องปลูกยางพาราครัวเรือนละ 1,500 ต้น โดยกรมป่าไม้จะจ่ายเงินให้รายละ 100,000 บาท ซึ่งราษฏรจะต้องไปเปิดบัญชีธนาคารบัญชีละ 500 บาท พร้อมกับทำบัตรเอทีเอ็ม และยังจะต้องเสียค่าใช้จ่ายดำเนินการอีกครอบครัวละ 30,000 บาท โดยสมุดธนาคารและบัตรเอทีเอ็มจะถูกเก็บไว้กับบุคคลดังกล่าว ซึ่งล่าสุดพบว่ามีผู้ต้องเป็นเหยื่อแล้วหลายราย เงินในบัญชีถูกถอนเกลี้ยง

นายพิชญะ กล่าวอีกว่า ปัญหานี้กำลังระบาดในท้องที่ อ.เทิง จ.เชียงราย อ.เชียงคำ อ.ปง และ อ.ภูซาง จ.พะเยา ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าได้หลงเชื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว เนื่องจากทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 ไม่ได้มีแผนงานหรือโครงการปลูกยางพาราเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน ครัวเรือนละ 1,500 ต้น และจ่ายเงินสนับสนุนครัวเรือนละ 100,000 บาท แต่อย่างใด และเกรงว่าบัญชีธนาคารที่เปิดนั้น จะถูกแก๊งคอลเซนเตอร์นำไปใช้หลอกโอนเงิน จึงขออย่าหลงเชื่อในการแอบอ้างให้เปิดบัญชีเพื่อการดังกล่าว

ปรับขึ้นไข่ไก่ 20-40 สตางค์

พาณิชย์ ขยับราคาไข่ขึ้น 20-40 สตางค์ สัปดาห์หน้า หวังช่วยเกษตรกรไม่ให้ขาดทุน พร้อมเดินหน้ารถเข็นธงฟ้าจาน 20-25 บาท นำร่องก.พ.นี้

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เตรียมปรับขึ้นราคาแนะนำไข่ไก่ใหม่หลังเทศกาลตรุษจีน หรือในสัปดาห์หน้า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่ไม่ให้ขาดทุน เนื่องจากขณะนี้ราคาแนะนำที่ประกาศไข่คละหน้าฟาร์มอยู่ฟองละ 2.20 บาท ต่ำกว่าราคาต้นทุนการเลี้ยงที่ตกฟองละ 2.60 บาท ถึง 40 สตางค์ ดังนั้นเกษตรกรจึงเรียกร้องขอให้ขึ้นฟองละ 20-40 สตางค์ ซึ่งกรมจะพิจารณาราคาใหม่ให้ เพื่อดูแลผู้เลี้ยงรายย่อยให้อยู่ได้ ไม่ต้องปิดกิจการไป

ทั้งนี้ หากราคาไข่หน้าฟาร์มปรับขึ้น ทำให้ราคาแนะนำขายปลีกไข่ไก่ขยับขึ้นตามไปด้วยจากปัจจุบัน กำหนดราคาขายปลีกทั่วไปไข่ไก่เบอร์ 0 ฟองละ 3 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.80 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.70 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 2.60 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.50 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.40 บาท

สำหรับการดูแลราคาอาหารสำเร็จรูป ขณะนี้ราคาต้นทุนวัตถุดิบไม่ผันผวน จึงไม่ควรมีการขยับราคาอาหารจานด่วนในตลาดขึ้นมาอีก ซึ่งแนวทางดูแลประชาชนนั้น กรมจะเริ่มทดลองโครงการรถเข็นธงฟ้ากลับมาจำหน่ายอีกครั้ง นำร่องที่กระทรวงพาณิชย์ในต้นเดือนก.พ.นี้ โดยราคาเริ่มต้นที่จาน 20-25 บาท เป็นเมนูกับข้าว 2 อย่าง และเป็นอาหารที่ทั้งปริมาณ คุณภาพเหมาะสม หากประสบความสำเร็จกรมพร้อมจะขยายโครงการไปยังส่วนราชการอื่นๆ และแหล่งชุมชนทั่วไป

น้ำท่วมฉุดส่งออกไทยลดลง

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยน้ำท่วมฉุดส่งออกธ.ค. 54 ติดลบ แต่ทั้งปียังขยายตามเป้า โต 17.2%

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือนธันวาคม 2554 มีมูลค่า 1,716 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 2% ขณะที่การนำเข้าเดือนธันวาคมมีมูลค่า 19,146 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.1% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเดือนธันวาคม 2,130 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้โรงงานหลายเเห่งได้รับความเสียหาย ไม่สามารถผลิตการส่งออกได้

อย่างไรก็ตาม การส่งออกทั้งปี 2554 ยังเป็นไปตามเป้าหมาย ขยายตัวเพิ่มขึ้น 17.2% มูลค่า 228,825 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ขยายตัว 15 % ส่วนการนำเข้าทั้งปีขยายาตัว 24.9% มูลค่า 228,491 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าปี 2554 มูลค่า 335 ล้านเหรียญสหรัฐ

จับตาอนาคตพม่าจุดเปลี่ยนชัยภูมิการค้าแห่งเอเชีย

นงลักษณ์ อัจนปัญญา

วินาทีนี้คงต้องยอมรับกันแล้วว่า ไม้เด็ดที่ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ผู้นำพลเรือนคนแรกของประเทศพม่าในรอบเกือบ 20 ปีนำมาใช้

วินาทีนี้คงต้องยอมรับกันแล้วว่า ไม้เด็ดที่ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ผู้นำพลเรือนคนแรกของประเทศพม่าในรอบเกือบ 20 ปีนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวอองซานซูจี นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า พร้อมด้วยการปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวนเกือบร่วมพันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตามด้วยการเซ็นสัญญาสงบศึกหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในประเทศ ได้ “ใจ” บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะชาติตะวันตกอย่างสหรัฐ และยุโรปไปแบบเต็มๆ

ยืนยันได้จากเสียงชื่นชมมากมายตามหน้าหนึ่งของเว็บไซต์ข่าวทั่วโลก และย้ำชัดอีกกับการที่รัฐมนตรีต่างประเทศ เช่น ฮิลลารี คลินตัน แห่งสหรัฐ หรือวิลเลียม เฮก แห่งอังกฤษ รวมถึงผู้แทนทางการทูตประเทศต่างๆ ผลัดกันมาเยี่ยมเยียน ชนิดที่เรียกว่าหัวกระไดบ้านของพม่าไม่เคยแห้ง

แถมด้วยการส่งสัญญาณข่าวดีจากชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ ที่เตรียมดำเนินการปูทางยกเลิกการคว่ำบาตรในพม่า ซึ่งได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงเรียกร้องจากบรรดานานาประเทศอย่างเต็มที่

แนวโน้มสดใสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บวกกับความสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก เช่น ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการเป็นแหล่งแรงงานราคาถูก ส่งผลให้พม่ากลายเป็นประเทศเนื้อหอมที่นักลงทุนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด และพร้อมเตรียมการกระโจนเข้าพม่าอย่างเต็มตัว

แน่นอนว่า ลำพังแค่การปฏิรูปประเทศให้เปิดกว้างและสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้แข็งแกร่งคงไม่เพียงพอจะสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้เต็มที่ บรรดาอภิมหาโครงการหลายล้านเหรียญสหรัฐของรัฐบาลพม่าจึงเกิดขึ้น

หนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ โครงการท่าเรือน้ำลึกและศูนย์อุตสาหกรรมในเมืองทวาย ทางตอนใต้ของประเทศ ด้วยงบทุ่มทุนสูงถึง 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 แสนล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลพม่าหมายมั่นให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของภูมิภาคเอเชียได้ในทุกด้าน ด้วยขนาดของพื้นที่ที่ใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในไทยถึง 16 เท่า

สำหรับท่าเรือน้ำลึกเมืองทวายนี้จะสามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าได้มากกว่า 200 ล้านตัน ขณะที่ท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดของไทย อย่างท่าเรือแหลมฉบังรองรับได้ 47 ล้านตัน

โครงการท่าเรือน้ำลึกและศูนย์อุตสาหกรรมเมืองทวายนี้ได้เริ่มดำเนินการพัฒนามาหลายปีแล้ว โดยมีบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของไทยอย่างอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ คอยดำเนินการ

บรรดานักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า อภิมหาโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลพม่าที่จะผลักดันสถานะของประเทศที่อยู่ในระดับยากจนให้ตามทันการเติบโตของภูมิภาคได้เทียบเท่าและทัดเทียม

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งตามติดเมกะโปรเจกต์อย่างโครงการท่าเรือน้ำลึกและศูนย์อุตสาหกรรมเมืองทวายมาตั้งแต่ต้น กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ทุกดวงต้องสาดส่องไปยังโครงการดังกล่าว ไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือจำนวนเงินที่รัฐบาลพม่าทุ่มลงไป แต่อยู่ที่แนวโน้มความเป็นไปได้ที่โครงการที่ว่านี้จะเป็นไปตามที่รัฐบาลพม่าตั้งเป้าเอาไว้ อันเป็นผลมาจากความได้เปรียบเรื่องชัยภูมิ หรือทำเลที่ตั้ง

ทั้งนี้ เมื่อกางแผนที่โลกออกมาดู พม่าตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย คือจีนและอินเดีย โดยมีพรมแดนติดกับทั้งสองประเทศร่วม 3,600 กิโลเมตร

ดังนั้น หากพม่าพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานให้ได้มาตรฐานแล้ว พม่าก็จะกลายเป็นเส้นทางขนส่งลำเลียงสินค้าที่สำคัญทันที

เนย์ซินลาต เลขาธิการสมาคมโรงแรมพม่าและที่ปรึกษาประธานาธิบดีเต็งเส่ง กล่าวว่า การที่สินค้าและผลิตภัณฑ์ผ่านเข้าออกประเทศพม่าได้อย่างสะดวกในราคาที่ต่ำทำให้พม่ามีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยก๊าซธรรมชาติจะเป็นสินค้าอันดับหนึ่งที่ทำให้ประเทศเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติที่มีลูกค้ารายใหญ่คือจีนและอินเดียมีการเติบโตโดยเฉลี่ย 4.9 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2551–2554

เรียกได้ว่า ขนาดเส้นทางขนส่งยังไม่สะดวกดี ก๊าซธรรมชาติของพม่ายังขายดี ถ้าหนทางพร้อมแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

แน่นอนว่า ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้รัฐบาลพม่ายิ้มไม่หุบ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งก็ยังไม่วายเตือนพม่าและนักลงทุนทั้งหลายว่าอย่างเพิ่งด่วนดีใจเกินไปนัก เพราะทั้งหมดเพิ่งจะอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีปัญหารอให้รัฐบาลพม่าสะสาง เช่น ความโปร่งใสในการบริหารของภาครัฐ หรือที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ผลกระทบของโครงการต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ที่ทำให้ในขณะนี้ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของท่าเรือต้องหยุดชะงักไป

คำตอบที่รัฐบาลพม่าจำต้องเฟ้นหาทางออกให้เหมาะสมที่สุด ที่จะทำให้ประชาชนพอใจ และไม่หักหาญน้ำใจบรรดานักลงทุนจนเกินไป

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องดีของพม่าและของเอเชียโดยรวมแน่นอน แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือว่า ไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านเก่าแก่ได้เตรียมพร้อมก้าวไปกับพม่าแล้วหรือยัง

นายกฯเยือนฟิลิปปินส์ จีบขายข้าวเพิ่ม

นายกรัฐมนตรี เตรียมเยือนฟิลิปปินส์ 19 ม.ค. นี้ จ่อกล่อมขายข้าวเพิ่ม

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมเพื่อเตรียมการเดินทางไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 ม.ค. ซึ่งถือเป็นประเทศที่ 8 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน และมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียในวันที่ 20 ก.พ.นี้

สำหรับการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากยืนยันความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้ว จะมีการคุยแลกเปลี่ยนทางด้านการค้า โดยเฉพาะเรื่องสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ที่ไทยอยากให้ฟิลิปปินส์ผ่อนปรนข้อจำกัดบางประการ ส่วนการค้าข้าวทางไทยจะยืนยันความพร้อมที่จะขายข้าวให้กับประเทศฟิลิปปินส์ แม้ว่าประเทศฟิลิปปินส์จะมีสัญญาซื้อขายข้าวกับประเทศเวียดนามถึง 1.5 ล้านตัน แต่ฟิลิปปินส์มีความต้องการข้าวสูงมากที่สุดในโลก 2.4 ล้านตันต่อปี ไทยจะไปพูดคุย และยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการสำรองข้าวในกรณีที่ฟิลิปปินส์ต้องการข้าว รวมถึงมีสต็อกข้าวที่สามารถรองรับความต้องการได้ตลอดเวลา จากปัจจุบันไทยส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์เพียง 1 แสนตันต่อปีเท่านั้น

นอกจากนี้ยังจะหารือเรื่องการให้ใบรับรองคุณวุฒิกับครูชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานในไทย เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเท่ากับครูจากทวีปยุโรป

นางฐิติมา กล่าวว่า นายกฯยังขอให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ไปประสานกับทุกกระทรวง ก่อนการเดินทางไปประเทศใดๆ เพื่อดูว่ามีเนื้อหาใดจะไปพูดคุยบ้าง ซึ่งหากมีความสำคัญจริงๆ ถึงจะให้เดินทางไปด้วย นอกจากนี้ยังสั่งการให้ทำตารางติดตามงานที่เคยเดินทางไปเยือนมาแล้วว่า มีงานใดที่จำเป็นต้องติดตามต่อเนื่องบ้าง

สมาคมชาวนา"เซ็ง"โผรมช.เกษตรฯใหม่

นายกสมาคมชาวไทยเผยผิดหวังโผ ครม.ปู2 ตั้ง "ณัฐวุฒิ"เป็นว่าที่รมช.เกษตรฯ ระบุยังไม่เคยเห็นแสดงวิสัยทัศน์เรื่องเกษตรเลย

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่ารู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลมาตั้งแต่การแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร1แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นรายชื่อการปรับครม.ก็เลยไม่ผิดหวังเพราะรู้สึกผิดหวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ว่าที่รมช.เกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ที่ปรากฎชื่อในโผผ่านทางสื่อมวลชนนั้น ที่ผ่านมาในการแสดงความเห็นทางการเมืองหรือการทำงานในการเป็น ส.ส. ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีการแสดงความสนใจต่อเกษตรกรไทยไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรกลุ่มใดทั้งข้าว ยาง ปาล์ม จึงแปลกใจว่าทำไมนายกรัฐมนตรีจึงตัดสินใจมอบหมายให้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีกระแสข่าวว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะมาเป็น รมช.เกษตร ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ขณะที่บรรยากาศห้องทำงานของนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรฯเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยนายพรศักดิ์ ได้เข้ามาที่กระทรวงเป็นเวลาไม่นานก่อนจะเดินทางออกไป