โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน

นายกฯ ย้ำโครงการรับจำนำข้าวต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด-โปร่งใส

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มอบนโยบายจำนำข้าว ย้ำผู้เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดติดตามอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน-ดำเนินการโปร่งใส เพื่อป้องกันความเสียหาย หวังประโยชน์ตกแก่เกษตรกรเต็มที่

วันที่ 6 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายในการประชุมมอบนโยบายการดำเนินโครงการการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศ และหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวม 600 คน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดโครงการฯ ในวันที่ 7 ตุลาคม จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ยกระดับราคาสินค้าเกษตรว่า เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะจะส่งผลกลับมายังกำลังซื้อของประเทศ ที่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งเศรษฐกิจจากต่างประเทศอย่างเดียว ซึ่งข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและเป็นสินค้าพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทยที่มี เกษตรกรผู้ปลูกข้าวถึง 3.7 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 20 ล้านคน โดยรัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่าราคาในการรับจำนำข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อย ละ 15 สำหรับข้าวเปลือกเจ้าที่ราคาตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิที่ราคาตันละ 20,000 บาทนั้นเป็นราคาที่เหมาะสมและถูกต้อง เพราะเป็นราคาที่คำนึงถึงต้นทุนบวกกำไรให้เกษตรกรอย่างเพียงพอต่อการดำรงชีพ

" รัฐบาลรับทราบและตระหนักดีถึงจุดบกพร่องและปัญหาต่าง ๆ ของการรับจำนำ แต่เราต้องนำสิ่งที่ดีที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต และขณะเดียวกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะรับฟังการท้วงติงและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้นโยบายของเรานั้นมีความแน่นขึ้น มีความเชื่อถือ มีความเชื่อมั่น มีความโปร่งใส และเพื่อที่จะนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาปรับปรุงในการทำนโยบายในครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นการต่อยอดของการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเสริมในส่วนของความแข็งแรงของโครงการให้เป็นที่ยอมรับ ที่สำคัญต้องทำให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวนาอย่างแท้จริง และต้องไม่ลืมที่จะป้องกันความเสียหายของภาครัฐด้วย"

ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฯ ช่วยกันกำกับดูแลคอยตรวจสอบ สอดส่อง เพื่อให้โครงการเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะการรับจำนำข้าวเปลือกนี้เป็นนโยบายที่สำคัญ จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงาน และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานในการติดตามกำกับดูแล พร้อมทั้งฝากภารกิจที่สำคัญนี้ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานอนุกรรมการในการติดตามการรับจำนำระดับจังหวัด ได้เป็นผู้ตรวจสอบปรับปรุง เพื่อป้องกันการทุจริตหรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งขอให้วางระบบอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกหนังสือรับรองเกษตรกรจะต้องถูกต้องและชัดเจน เกษตรกรที่เข้าโครงการต้องมีการเพาะปลูกจริง เก็บเกี่ยวจริง และเป็นข้าวของเกษตรกรจริง เพื่อป้องกันการนำข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์จำนำ

ขณะที่ในส่วนของโรงสี ตลาดกลางนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ให้จังหวัดตรวจสอบปริมาณข้าวคงเหลือของโรงสีและตลาดกลาง ก่อนรับมอบข้าวเปลือกจำนำ รวมทั้งจะต้องมีการตรวจสต๊อกทั้งก่อนและหลังส่งมอบข้าว เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหล ตรวจสอบกรณีข้าวหาย และการนำข้าวมาเวียนเทียนในระบบจำนำ ซึ่งผู้ว่าฯ จะเป็นผู้กำกับดูแลให้เป็นไปตามนโยบาย

"รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องการระบายข้าวและการส่งออก โดยต้องมีกลยุทธ์การจัดการข้าวในมิติใหม่เพื่อสร้างความสมดุลทั้งตลาดใน ประเทศและต่างประเทศ ที่เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด ดังนั้น จึงไม่ควรมองแค่ปริมาณการซื้อขายในประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงปริมาณและกลยุทธ์ของการส่งออกรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย"

ทั้งนี้ โครงการการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 มีระยะเวลาการเปิดรับจำนำข้าว ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ส่วนภาคใต้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 กรกฎาคม 2555 ระยะเวลาการไถ่ถอน 4 เดือน นับจากเดือนที่รับจำนำ

“สภาเกษตรแห่งชาติ” เดี้ยง! กฤษฎีกาตีความยังเกิดไม่ได้

“สภาเกษตรกรแห่งชาติ” ชะงัก กฤษภีกาตีความว่าสภาเกษตรจังหวัดที่เลือกตั้งไปแล้ว “อายุสมาชิกประเภทตัวแทนเกษตรกรไม่ถึงหนึ่งปี-ขาดองค์ประกอบผู้ทรงคุณวุฒิ” ถือว่ายังไม่เกิด รอ รมว.กษ.ใช้อำนาจตามบทเฉพาะกาล

จากบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่อง “องค์ประกอบและการได้มาของสภาเกษตรกรจังหวัดและสภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรกตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553” ระบุว่าตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.)ทำหนังสือถึงสำนักงานฯ 11 ส.ค.54 ว่าประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่นและคณะ ขอให้หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรจังหวัดและสภาเกษตรกรแห่งชาติตาม พ.ร.บ. และการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการได้มาซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมว.กษ.)ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.

ทั้งนี้สำนักงานปลัด กษ.เห็นว่า มาตรา 7 (3) กำหนดคุณสมบัติสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติที่มาจากตัวแทนองค์กรเกษตรกร ตามมาตรา 5 (2) ต้องเป็นเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรไม่น้อยกว่า 1 ปี และมาตรา 3 นิยาม “องค์กรเกษตรกร” ว่ากลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้ตาม พ.ร.บ. แต่ปรากฏว่าการขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรตาม พ.ร.บ.ยังไม่ครบหนึ่งปี จึงไม่อาจมีสมาชิกประเภทตัวแทนองค์กร สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงยังไม่มีขึ้น รวมทั้งไม่อาจมีสภาเกษตรกรจังหวัดได้ เนื่องจากการเลือกสมาชิกระดับจังหวัดประเภทผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกำหนด

แต่ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่นและคณะ เห็นว่าปัจจุบันได้มีประธานสภาเกษตรกรจังหวัดแล้ว 77 คน องค์ประชุมของสภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมี 77 คนจาก 100 คนซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่สภาเกษตรกรจึงเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายแล้ว จึงควรจะตีความให้สามารถปฏิบัติงานได้ ประกอบกับบทเฉพาะกาลมาตรา 52 ที่บัญญัติว่าในวาระเริ่มแรกให้ รมว.กษ.มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ฯ การได้มาซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา 5(2) และ (3) ชุดแรกได้โดยตรง

ดังนั้นวันที่ 26 ก.ย.54 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงชื่อนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ใจความว่าตามที่ กษ.หารือมา ประเด็นที่ 1.สภาเกษตรกรจังหวัดและสภาเกษตรกรแห่งชาติในขณะนี้สามารถดำเนินงานตามบทบาทอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ไปพลางก่อนได้หรือไม่เพียงใด คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า พ.ร.บ.กำหนดให้สภาเกษตรกรจังหวัดประกอบด้วย 1.สมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้ง 16 คน (จังหวัดใดมีมากกว่า 16 อำเภอ ให้เพิ่มจำนวนสมาชิกเท่ากับจำนวนอำเภอ) และ 2.สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม

กรณีสภาเกษตรกรจังหวัดชุดแรกนั้น บทเฉพาะกาลกำหนดวิธีการเลือกสมาชิกเฉพาะสมาชิกตามมาตรา 31(1) หรือประเภทผู้แทนเกษตรกร โดยให้ปลัด กษ.และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จัดเลือกตั้ง ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้ง และให้ รมว.กษ.แต่งตั้ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภายใน 45 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เรียกประชุมสมาชิกเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาเกษตรกรจังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้มีการเลือกประธานสภาเกษตรกรจังหวัดแล้ว

แต่ยังไม่มีสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดประเภทผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 31(2) เนื่องจากยังไม่มีหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขการเลือกเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกประเภทนี้ สภาเกษตรกรจังหวัดจึงมีองค์ประกอบสมาชิกไม่ครบ จึงไม่สามารถดำเนินงานตามอำนาจ หน้าที่ได้จนกว่าจะมีการเลือกสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ

สำหรับกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติ มาตรา 56 กำหนดให้ประกอบด้วย 1.ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเป็นสมาชิกโดยตำแหน่ง 2.สมาชิกซึ่งเลือกจากตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สัตว์ ประมง และอื่นๆ 16 คน โดยต้องเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยให้ รมว.กษ.กำหนดหลักเกณฑ์และจัดให้มีการขึ้นทะเบียนภายใน 60 วันนับแต่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ และ 3.สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสมาชิกประเภทแรกเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม 7 คน

ปรากฏว่าขณะนี้ได้เลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดและประธานสภาเกษตรกรจังหวัดแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมีสมาชิกตามมาตรา 5(1) หรือประเภทเลือกตั้งแล้ว แต่โดยที่ รมว.กษ.ยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ฯได้มาซึ่งสมาชิกตามมาตรา 5 (2) และ (3) จึงยังไม่มีสมาชิกประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมีองค์ประกอบไม่ครบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ตามอำนาจหน้าที่ใน พ.ร.บ. ได้

ประเด็นที่ 2.รมว.กษ.ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ฯ การได้มาซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา 5(2) ประเภทตัวแทนองค์กรเกษตร และ 5(3) ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ โดยไม่ต้องรอเงื่อนเวลาตามมาตรา 7(3) ได้หรือไม่เพียงใด

คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรกนั้น สมาชิกประเภทตัวแทนองค์กรและผู้ทรงคุณวุฒิยังไม่อาจเลือกได้ เพราะยังไม่มีสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการแต่งตั้ง มาตรา 5212 จึงให้ รมว.กษ.มีอำนาจแทนเพื่อให้การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรกมีองค์ประกอบครบถ้วน ดังนั้น รมว.กษ.จึงสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ฯ การได้มาซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา 5(2) และ (3) ชุดแรก โดยไม่ต้องรอเงื่อนเวลา

-------------------------------------------------------------

คุณสมบัติสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ตํ่ากว่า 25 ปีบริบูรณ์ เป็นเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกขององค์กรเกษตรกรมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ทั้งนี้เฉพาะกรณีสมาชิกตามมาตรา 5(2)และ(4) ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ไม่เป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ไม่เป็นพระภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช ไม่เป็นบุคคลซึ่งทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือหน่วยงานเอกชนไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือเลิกจ้างเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไม่เคยจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ได้พ้นโทษดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีหรือเป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

เกษตรฟุ้งพร้อมจำนำข้าวล็อตแรกผ่านฉลุย!!

กสานติ์ คำสวัสดิ์

กระทรวงเกษตรฯเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวช่วงแรก คาดมีข้าวเข้าโครงการกว่า 22.7 ล้านตัน ขณะที่ครม.ไฟเขียวอนุมัติเงินหมุนเวียนก้อนแรก 3.8 พันล้านบาทเพื่อให้อตก.ดำเนินการรับซื้อข้าวเข้าโรงสี

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมเปิดรับจำนำข้าวว่า จากการเตรียมความพร้อมที่ผ่านมา มีการขึ้นทะเบียนเกษตรผู้ปลูกข้าวนาปีประจำปี 2554/55 เพื่อรองรับโครงการรับจำนำข้าวที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 ต.ค.54 - 29 ก.พ.55 จำนวน 3,260,685 ครัวเรือน ในพื้นที่การเกษตรประมาณ 59.78 ล้านไร่ ซึ่งมีครัวเรือนที่ผ่านขั้นตอนการทำประชาคมแล้วจำนวน 1,628,357 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 50 % และได้มีการออกใบรับรองแล้วจำนวน 459,401 ครัวเรือน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้ประมาณการผลผลิตข้าวจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีประจำปี2554/55 มีจำนวนทั้งสิ้น 25.8 ล้านตัน โดยจำนวนปริมาณข้าวที่คาดว่าจะเสียหายจากปัญหาอุทกภัยไม่น้อยกว่า 3.07 ล้านตัน ซึ่งหากเป็นไปตามการคาดการณ์ในผลกระทบที่เกิดขึ้น คาดว่าคงมีข้าวเหลือเข้าโครงการประมาณ 22.73 ล้านตันเท่านั้น

“กระทรวงเกษตรมีความพร้อมแล้วที่จะดำเนินการเปิดรับจำนำข้าวในช่วงแรก โดยเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ธกส.จ่ายเงินสำรองให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรหรือ อตก.เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวเบื้องต้นในวงเงินจำนวน 3,818.818 ล้านบาทไปก่อนจนกว่าจะได้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2555 และให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณชดใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยต่อไป” นายธีระกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงสีที่ยื่นความจำนงเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) มีทั้งหมด 21 จังหวัดจำนวน 160 โรง แบ่งเป็นภาคเหนือ 3 จังหวัดจำนวน 40 โรง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัดจำนวน 55 โรง ภาคตะวันออก 3 จังหวัดจำนวน 4 โรง และภาคกลาง 10 จังหวัดจำนวน 61 โรง ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดแล้วทั้งสิ้น 50 โรงสี เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำสัญญากับอตก.ต่อไป

ครม.ไฟเขียวหลักการแผนฯ 11 เตรียมทูลเกล้าฯ-ประกาศใช้

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559 ยุทธศาสตร์สำคัญสร้างความเป็นธรรม-เรียนรู้ตลอดชีวิต-ภาคเกษตรเข้มแข็ง อาหาร พลังงาน ทรัพยากรมั่นคง-เชื่อมโยงภูมิภาค-เศรษฐกิจยั่งยืน

นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 27 ก.ย.54 เห็นชอบในหลักการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559 โดยจะให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ต่อไป

โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่สำคัญ คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรม การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน การปรับโครงการเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เห็นว่า ควรเน้นเรื่องการเปลี่ยนถ่ายของระบบเศรษฐกิจ โดยต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้ภาคครัวเรือน และเน้นเรื่องการบริโภคภายในประเทศ ขยายโอกาสและการลงทุน เพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะการลดค่าโลจิสติกส์ในระยะยาวเตรียมตัวเข้าสู่ประเทศคมอาเซียน ,เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพิ่มทักษะของแรงงาน และเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม (value creation) โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มเรื่องทั้งหมดเข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐฏิจและสังคมฉบับที่ 11 ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรี

ด้าน นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำเสนอข้อคิดเห็นว่า เรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรมีความเด่นชัดตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge Base Economy) โดยจะไม่ให้ประเทศไทยมีแรงงานราคาถูก และขายของถูกอีกต่อไป

โครงการรับจำนำข้าว บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล ยกระดับข้าวไทยบนเวทีโลก

สุเมธ เหล่าโมราพร
CP E-news

การที่คณะ รัฐมนตรี(ครม.)ไฟเขียว โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 ให้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554-29 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรับจำนำข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% สำหรับข้าวหอมมะลิราคา 20,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมจังหวัด 18,000 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 16,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 100% 15,000 บาทต่อตัน โดยใช้งบประมาณรองรับโครงการ 400,000 ล้านบาท

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ นโยบายนี้ส่วนหนึ่งได้รับการขานรับจากชาวนาไทยว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะชาวนาจะได้ขายข้าวในราคาที่ดี

แต่อีกด้านหนึ่งหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัฐบาลตั้งราคา ข้าวเปลือกหอมมะลิไว้ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15 % กิโลกรัมละ 15 บาท ถ้าเป็นข้าวเปลือกเจ้า 100 % ราคาจะสูงกว่าปัจจุบันเยอะ เพราะปัจจุบันข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15 % จะซื้อขายกันกิโลกรัมละ 11 บาท ขณะที่รัฐบาลตั้งธงราคาจำนำไว้ 15 บาท นั่นมายความว่าราคาจะสูงกว่าปัจจุบันถึงกิโลกรัมละ 4 บาท
ส่วนข้าวสารขาวคุณภาพปานกลางที่ทุกวันนี้ซื้อขายกันในตลาดกิโลกรัมละประมาณ 16-17 บาท จะขยับขึ้นไปเป็นประมาณกิโลกรัมละ 22-24 บาท ด้วยเหตุนี้เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้ารับจำนำข้าวในวันที่ 7 ตุลาคม หลายคนจึงกังวลว่าหากราคาข้าวสูง รัฐบาลจะรับมือไหวไหม จุดนี้เป็นประเด็นที่มีคนพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะผู้ส่งออกซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาข้าวที่แพงขึ้น เนื่องจากเกรงว่าหากราคาข้าวสูง การขายจะลำบาก เพราะไม่รู้ว่าต่างประเทศจะปรับราคาตามหรือเปล่า

ยิ่งในช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐบาลอินเดีย ได้ประกาศให้มีการส่งออกข้าวตามเดิม หลังจากที่มีการระงับการส่งออกมาเป็นเวลา 2-3 ปี ยิ่งเพิ่มความไม่สบายใจให้กับผู้ส่งออกไทยว่าจะสู้ในตลาดโลกได้ไหม

สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของโครงการรับจำนำข้าวของประเทศไทย

ซึ่งหากจะถามว่าราคาข้าวเปลือกเจ้าที่รัฐบาลยกระดับขึ้นมาเป็น 15,000 บาทต่อตัน หรือข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน มีที่มาของตัวเลขจากไหน ประเด็นนี้รัฐบาลบอกไว้ว่า ได้คำนวณจากปัจจัยพื้นฐานการผลิตและต้นทุนของไทย ระดับรายได้ขั้นต่ำที่ชาวนาควรได้รับ ดัชนีเงินเฟ้อในประเทศ และผลกระทบจากค่าเงินอเมริกันดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และสินค้าเกษตรทั่วโลก เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล เป็นต้น ราคารับจำนำที่กำหนดนี้จึงเป็นราคาที่เหมาะสมกับราคาข้าวของ
ไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีส่วนแบ่งการส่งออกข้าวอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 33 % ในขณะที่ทั่วโลกค้าขายกันอยู่ประมาณ 28-29 ล้านตันต่อปี เท่ากับไทยมียอดการส่งออกข้าว 1 ใน 3 ของโลก

ดังนั้น ถ้าประเทศไทยขึ้นราคาข้าวจะมีผลทำให้ผู้ส่งออกรายอื่นๆปรับราคาขึ้นตาม ประเทศไทยหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่ต้องยอมรับว่าท้าทายความสามารถของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นี้อย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของข้าวขาวและข้าวนึ่ง ซึ่งมีประเทศคู่แข่ง ยกตัวอย่างข้าวนึ่ง วันนี้มีแหล่งผลิตในหลายประเทศ ทั้งจากอินเดีย ปากีสถาน บราซิล ส่วนข้าวขาวก็มีที่มาจากหลายแหล่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม พม่า ปากีสถาน ในขณะที่อเมริกาก็มีทั้งข้าวนึ่งและข้าวขาว

ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ผู้ผลิตและค้าข้าวภายใต้ “ตราฉัตร”) ในฐานะผู้ประกอบการทั้งส่งออกและขายภายในประเทศ ยอมรับว่านโยบายที่รัฐบาลจะเริ่มทำนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี กล้าที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชาวนาไทย ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทาย เพราะหากไม่ปรับราคาจำนำสูงขึ้น รัฐบาลก็ต้องเอาเงินอุดหนุนให้กับชาวนา ในรูปการจ่ายชดเชยรายได้จากนโยบายประกันรายได้ เพราะมิเช่นนั้นชาวนาบางกลุ่มอาจจะเลิกปลูกข้าว เนื่องจากปลูกแล้ว ผลตอบแทนที่ได้รับจากราคาตลาดที่ต่ำไม่คุ้มค่า ซึ่งตรงนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวนาในประเทศกำลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้วทั่วโลก ที่ขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร หรือแรงงานภาคเกษตรออกจากภาคนี้ไปประกอบอาชีพอื่น ฉะนั้นทุกประเทศจึงมีนโยบายแทรกแซง เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรที่จำเป็นของตัวเองให้สูงขึ้น พอเพียงสำหรับสร้างความมั่นคงให้อาชีพชาวนา โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง “วิกฤตอาหาร” ที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่ในระดับโลก ฉะนั้น ถ้าอาชีพชาวนา หรือเกษตรกรไม่มั่นคง เราจะสร้างผลผลิตให้พอความต้องการของพลเมืองโลกได้อย่างไร

ประเทศไทยเราตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้หลาย ชนิด นอกจากข้าว เช่น อ้อย, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลมีนโยบายจะปฏิรูปโครงสร้างพื้นที่การเกษตรของไทยให้ เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโลกด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงและราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำมันและประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน เช่น เอทธานอล มาผสมกับน้ำมันเบนซิลเป็นแก๊สโซฮอลที่เราคุ้นเคยมากขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันดิบที่เราต้องพึ่งการนำเข้า 100%

โดยเอทธานอลผลิตจากกากน้ำตาลของอุตสาหกรรมน้ำตาล และมันสำปะหลัง ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดนี้จะเริ่มทำนโยบายปฏิรูปนี้อย่างจริง จัง ซึ่งอาจหมายถึงการลดพื้นที่ปลูกข้าวลง แต่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น แล้วไปปลูกพืชที่ใช้ทำพลังงานทดแทนมากขึ้ร ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าลง

อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวไทยที่สูงขึ้นจากราคารับจำนำ จะเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาล ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะรัฐบาลที่มีความสามารถต้องบริหารเรื่องที่ยาก และท้าทายได้ โดยสินค้าข้าวที่น่ากังวลจะเป็นในกลุ่มข้าวขาวและข้าวนึ่ง เพราะไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเวียดนาม, อินเดีย, ปากีสถาน, สหรัฐ, พม่า, บราซิล ซึ่งถ้ารัฐบาลบริหารจัดการได้ดีก็จะสร้างการยอมรับจากสังคมได้

ส่วนข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว อาจมีอุปสรรคไม่มาก เพราะยังไม่มีสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่จะมาทดแทนได้ในระยะใกล้นี้ และไทยเองก็มีผลผลิตไม่ล้นมากเกินไป เพราะมีการบริโภคภายในและส่งออกที่ดี

ที่มากกว่านั้นในการดำเนินนโยบายนี้สิ่งที่รัฐบาลจะหลงลืมที่จะดูแลไม่ได้ คือ การปรับราคาของสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือ เหยียวยาผู้บริโภคในประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน จากการติดตามข่าวเข้าใจว่ารัฐบาลมีการวางมาตรการหลายรูปแบบ ตั้งแต่การขายข้าวราคาประหยัดในรูปของข้าวธงฟ้า เพื่อลดแรงเสียดทานในเรื่องของภาวะเงินเฟ้อในประเทศลง หรืออาจจะเป็นการแจกคูปองเพื่อซื้อสินค้าสำเร็จรูปในหมวดที่จำเป็นสำหรับการ ดำรงชีพในชีวิตประจำวันให้กับคนยากจนเลย เช่น คูปองสำหรับข้าวสาร น้ำมัน ฯลฯ

นอกจากนั้นรัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการที่กำลังซึ่งศึกษาอยู่เพื่อรองรับ สถานการณ์การปรับราคาข้าวที่สูงขึ้น

สำหรับประเด็นเรื่องข้าวถุงที่หลายคนแสดงความเป็นห่วงว่าราคาจะขยับขึ้น ซี.พี.อินเตอร์เทรด ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ประกอบการข้าวถุง เชื่อว่าสมาชิกโดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีความตั้งใจเอาเปรียบสังคม ไม่ใช่ว่าข้าวเปลือกราคาปรับขึ้น แล้วข้าวถุงจะถือโอกาสปรับขึ้นอย่างรุนแรง คงจะเป็นการปรับตัวตามปกติซึ่งเป็นผลจากวัตถุดิบราคาสูงขึ้น

และหากผู้ประกอบการจะมีการปรับราคาข้าวถุงก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ราคาที่ขึ้นมานั้นได้มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นด้วยหรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่แพงขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องมีทางเลือกที่ดีให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญกว่านั้นในปัจจุบันข้าวที่ขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปมีเป็น 1,000 แบรนด์ เพราะฉะนั้นข้าวสารบรรจุถุงจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูง

เมื่อการแข่งขันสูง ก็หมายความว่าใครก็ตามที่ต้องการจะเอาเปรียบสังคม โดยขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม จะทำได้ยาก เพราะคู่แข่งต่างก็จ้องที่จะแย่งส่วนแบ่งการตลาด

ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าข้าวถุงในประเทศไทยจะหมดไปจากบนชั้นวางของ เหมือนสินค้าอื่นๆ เพราะเชื่อว่าการปรับราคาของข้าวถึงน่าจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

ซี.พี.ก็เอาใจช่วย เพราะอยากจะเห็นข้าวไทยมีราคาที่แพงขึ้น สมน้ำสมเนื้อกับค่าแรงงานของชาวนาไทยที่ได้ลงทุนปลูก ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลชุดได้อย่างมาก

ที่มา : http://www.cpthailand.com/Default.aspx?tabid=129&articleType=ArticleView...

ก.สาธารณสุข เตรียมแก้ กม.ยกมาตรฐานสมุนไพรไทยสู่ตลาดอาเซียน

รมว.สธ.ระบุเตรียมออกกฎกระทรวงคุมโรงงานผลิต วางเกณฑ์และแก้ไข พ.ร.บ.ให้ทันสมัยต่อการพัฒนาคุณภาพยาสมุนไพรรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 58 แก้นิยามศัพท์ “ยาแผนโบราณ” เป็น “ยาแผนไทย-ทางเลือก”

เร็วๆนี้ ที่โรงแรมรามาการ์เดน นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนา “โอกาสสมุนไพรไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” จัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจการพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ว่าสมุนไพรไทยมีโอกาสเติบโตในตลาดโลก เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกมีแนวโน้มหันมาให้ความสนใจใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร เพราะได้จากธรรมชาติและให้ประโยชน์ไม่ด้อยกว่ายาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีสมุนไพรคุณภาพดีมากแห่งหนึ่งของโลก

นายต่อพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของ สธ.มีหน่วยงานดูแลเรื่องการส่งเสริมพัฒนาสมุนไพรไทยร่วมกัน 3 กรม ได้แก่ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ดูตั้งแต่การศึกษาวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยใช้เป็นยา เครื่องสำอาง อาหารเสริมสุขภาพ พัฒนาระบบการตรวจวิเคราะห์คุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพร การรับรองคุณภาพมาตรฐานสมุนไพร และควบคุมมาตรฐานการผลิตของโรงงานสมุนไพรให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP : Good Manufacturing Practice)

รมว.สธ.ยังกล่าวว่า การเตรียมพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 อย.ได้ดำเนินการพัฒนาสมุนไพรไทยให้มีมาตรฐาน เพื่อสามารถส่งออกไปจำหน่ายตลาดอาเซียนได้ใน 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.เตรียมออกกฎกระทรวงสาธารณสุขยกระดับมาตรฐานสถานที่ผลิตสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี ซึ่งขณะนี้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างรอกฤษฎีกา 2.ปรับแก้หลักเกณฑ์การรับขึ้นทะเบียนยาสมุนไพรให้ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของประชาคมอาเซียน โดยให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมวางหลักเกณฑ์การพัฒนายาสมุนไพรให้เป็นสากล และ 3.แก้ไขพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ให้มีความทันสมัยและไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสมุนไพร เช่น แก้นิยามศัพท์คำว่า ยาแผนโบราณเป็นยาแผนไทย หรือยาแผนทางเลือก

“คณะกรรมการภายใต้กฎหมายยาที่ดูแลเรื่องยาเดิมมี 1 ชุด จะแยกคณะกรรมการที่รับผิดชอบดูแลยาสมุนไพรออกมาอีก 1 ชุด และมีการเขียนหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับสมุนไพรไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา” นายต่อพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดเดือนธันวาคม 2553 มีโรงงานผลิตยาแผนโบราณที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพีในประเทศ จำนวน 27 แห่ง และมีโรงงานผลิตยาแผนโบราณที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพีของอาเซียนแล้ว 15 แห่ง

โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55

วันที่ 13 กันยายน 2554 คณะรัฐมนตรีรับทราบกรอบชนิด ราคา ปริมาณ ระยะเวลา วิธีการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ส่วนงบประมาณในการดำเนินโครงการให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 อนุมัติกรอบชนิด ราคา ปริมาณ ระยะเวลา วิธีการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และงบประมาณการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบกรอบ วิธีการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และพิจารณาอนุมัติงบประมาณดำเนินการโครงการต่อไป สรุปได้ดังนี้

1. ชนิดและราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ให้กำหนดชนิดและราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ณ ความชื้นไม่เกิน 15% ดังนี้

1.1 ข้าวเปลือกหอมมะลิ (42 กรัม) ตันละ 20,000 บาท
1.2 ข้าวเปลือกหอมจังหวัด (40 กรัม) ตันละ 18,000 บาท
(ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 23 จังหวัด)
1.3 ข้าวเปลือกปทุมธานี (42 กรัม) ตันละ 16,000 บาท
1.4 ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดยาว ตันละ 16,000 บาท
ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดสั้น ตันละ 15,000 บาท
1.5 ข้าวเปลือกเจ้า 100% ตันละ 15,000 บาท
ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 14,800 บาท
ข้าวเปลือกเจ้า 10% ตันละ 14,600 บาท
ข้าวเปลือกเจ้า 15% ตันละ 14,200 บาท
ข้าวเปลือกเจ้า 25% ตันละ 13,800 บาท

ทั้งนี้ ราคารับจำนำข้างต้นให้ปรับเพิ่ม-ลดตามจำนวนกรัม ในอัตรากรัมละ 200 บาท

2. เป้าหมายการรับจำนำ ไม่จำกัดปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำทั้งโครงการ ส่วนปริมาณข้าวเปลือกที่เกษตรกรแต่ละรายจะจำนำได้ไม่จำกัดจำนวนเช่นกัน โดยต้องเป็นข้าวเปลือกที่เกษตรกรเพาะปลูกเองในปีการผลิต 2554/55 และต้องมีหนังสือรับรองเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งผ่านการทำประชาคม และเกษตรกรลงชื่อรับรองตัวเอง พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร และปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงชื่อรับรองด้วย

3. ระยะเวลาดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการรับจำนำ 7 ตุลาคม 2554 – 29 กุมภาพันธ์ 2555 (ภาคใต้ 1 กุมภาพันธ์ 2554 – 31 กรกฎาคม 2555) ระยะเวลาไถ่ถอน 4 เดือน นับถัดจากเดือนที่รับจำนำ ระยะเวลาโครงการ 7 ตุลาคม 2554 – 30 กันยายน 2555

4. วิธีการรับจำนำ ให้รับจำนำข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมจังหวัด และข้าวเปลือกปทุมธานี เฉพาะใบประทวนเท่านั้น โดยให้ อคส. และ อ.ต.ก. รับสมัครโรงสี/ตลาดกลางเข้าร่วมโครงการเป็นจุดรับฝากข้าวเปลือกและจ่ายใบประทวนให้เกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำนำ เพื่อให้เกษตรกรนำใบประทวนไปจำนำกับ ธ.ก.ส. และ ธ.ก.ส. ต้องจ่ายเงินให้เกษตรกร ภายใน 3 วันทำการ โดยให้โรงสีที่รับฝากข้าวเปลือกไว้ดำเนินการสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารส่งมอบเข้าโกดังกลางตามหลักเกณฑ์และมติของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว สำหรับตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้เก็บรักษาข้าวเปลือกไว้ในโกดังที่ อคส./อ.ต.ก. กำหนดเป็นโกดังกลาง

ในกรณีการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียวให้รับจำนำใบประทวนเท่านั้น แต่อาจพิจารณาให้มีการรับจำนำยุ้งฉางเฉพาะในพื้นที่ที่มียุ้งฉางเก็บรักษาและมีการดูแลได้มาตรฐาน โดยในอดีตไม่เคยมีปัญหาสร้างความเสียหายให้ภาครัฐเท่านั้น ตามหลักเกณฑ์และมติของคณะอนุกรรมการ กำกับดูแลการรับจำนำข้าว

5. หลักเกณฑ์การรับจำนำ ได้แก่ เกษตรกรผู้มีสิทธิจำนำ การจำนำข้ามเขตของเกษตรกร การจำนำข้ามเขตของโรงสีและตลาดกลาง การเข้าร่วมโครงการของโรงสีและตลาดกลาง การสีแปรภาพ การเก็บรักษาข้าวสาร การระบายข้าว และการกำกับดูแล

“ณรงค์” แนะสร้างความเข้มแข็งชุมชนรับมือประชาคมอาเซี่ยน

เตรียมพร้อมรับมือวิกฤติ เศรษฐกิจ-พลังงาน-สิ่งแวดล้อม-สังคม "นักวิชาการ" ชี้ประชาชนต้อง รักษาดิน น้ำ ภูมิปัญญาท้องถิ่น จะทำให้อยู่รอด “บำรุง” เผยผนึกกำลังประชาชนสู่จังหวัดจัดการตนเองได้

วันที่ 12 ก.ย. 54 เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดงาน ประชุมวิชาการ ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีการจัด เวทีอภิปราย “เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิมเริ่มเปิดเทอมการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยของ องค์กรชุมชน” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป สะท้อนว่าการเปิดเสรีทางการเงินโดยขาดการบริหารจัดการจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ ในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อขยายไปสู่ความร่วมมือในประเทศและเตรียมเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558

ดร.วีระศักดิ์ ยังกล่าวว่า สิ่งที่จะมาพร้อมกับประชาคมอาเซียน ปี 2558 คือทุนจำนวนมหาศาลซึ่งจะมากอบโกยผลประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันเกิดวิกฤติการด้านอาหาร คนจะเข้ามาลงทุน ในอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น จะมีการกว้านซื้อที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่สมบูรณ์เพื่อทำเกษตรอินทรีย์ การแย่งทรัพยากรน้ำ เราต้องรักษาแหล่งน้ำไว้ให้ดี และปัญหาขยะและมลพิษที่มาพร้อมกับการเปิดเสรีประเทศ โดยรัฐต้องให้ความสำคัญกับองค์กรการเงินชุมชนด้วย

“ขอให้ชุมชนรักษาที่ดิน รักษาแหล่งน้ำ และรักษาภูมิปัญาของเราเอาไว้ ความภาคภูมิใจในสิ่งที่มีอยู่คือความเข้มแข็งในบริบทใหม่ ไม่ว่าจะเปิดสมรภูมิใหญ่แค่ใหหน ความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาตนเอง จะทำให้เราอยู่รอด” ดร.วีระศักดิ์ กล่าว

ด้าน อ.ณรงค์ เพชรประเสิรฐ นักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังนำไปสู่วิกฤติการเปลี่ยนแปลง เรียกว่า 4 อี (E) ได้แก่ 1 Economics Crisis หรือ วิกฤติด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากตลาดส่งออกยุโรป และอเมริกาลดลงจาก 33% เหลือ 18% ทำให้ต่อไป ประเทศไทยจะพึ่งพาการส่งออกไม่ได้ แต่หากจะส่งออกต้องหันมาทำการตลาดภายในประเทศภูมิภาค หรือพัฒนาตลาดภายในประเทศโดยพิจารณาจากคนมีกำลังซื้อ ได้แก่ เกษตรกร 12 ล้านคน รวมกับ คนทำงานกินเงินเดือน 17 ล้านคน เท่ากับ 29 ล้านคน จากคนที่ทำงานได้ 38 ล้านคน ถ้าคนเหล่านี้ ไม่มีเงินในกระเป๋า ตลาดก็อยู่ไม่ได้

2.Environment Crisis สิ่งแวดล้อม หมายถึง ดิน น้ำ อากาศ แร่ธาตุ ที่ปัจจุบันเริ่มเสื่อมด้วยสารเคมี อากาศเป็นพิษ และแร่ธาตุถูกขุดมาใช้จนเหลือน้อยลงทุกที 3. Energy Crisis วิกฤตการณ์ด้านพลังงาน 4. Elder People Crisis ปัญหาโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งระบบบำนาญในเมืองไทยยังไม่พร้อม และเด็กเกิดใหม่มีจำนวนน้อย เห็นได้จากปัจจุบันมีแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพียง 700,000 คน จากอดีต 1,500,000 คน และส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

อ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ปัญหาหลักของประเทศคือความเหลื่อมล้ำ ใน 5 มิติ ได้แก่ เหลื่อมล้ำ ด้านรายได้ สิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี ซึ่งไม่สามารถแก้ได้พร้อมๆ กัน แต่เรื่องที่สามารถแก้ได้อย่างเร่งด่วนคือ คือการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่มีปัญหามากที่สุด คือ อำนาจรัฐ ที่มักจะลับลวงครอบงำ ทำให้คนยอมอยู่ใต้อำนาจ และ อำนาจ ทุน ซึ่งใช้วิธีหลอกล่อ ดูดกิน ซึมซับ ใช้การโฆษณาล้างสมอง ให้ประชาชนกลายเป็นนักบริโภคนิยม ส่วนระบบพรรคการเมืองในประเทศไทยไม่ใช่พรรคการเมืองแต่เป็นบริษัท เพราะถ้าเป็นพรรคการเมืองจะมีรูปแบบเป็นสหกรณ์ มีคนละ 1 เสียง แต่ปจุบัน เป็นการทุบโต๊ะออกคำสั่งจากผู้มีอำนาจ

“จะต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ คือให้ประชาชน สามารถต่อสู้กับรัฐ และทุนได้ เช่นเอาผู้ผลิตกับผู้บริโภคมาเจอกัน เช่นเอาสินค้าในชนบทมาขายในชุมชนโรงงาน โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นการสร้างพลังต่อรองทางเศรษฐกิจระหว่างชุมชนกับทุน เป็นได้ชุมชนสมานฉันท์เพื่อสร้างอำนาจทัดทานอำนาจรัฐ และอำนาจทุนได้” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์กล่าว

นายบำรุง คะโยธา นายกองค์การบริการส่วน ต.สายนาวัง จ.กาฬสินธุ์ สะท้อนถึงปัญหาการทำเกษตรกรรมในชุมชนว่า ส่วนใหญ่เป็นสังคมผู้สูงอายุ หลายครัวเรือนต้องทำอาชีพเสริมจึงจะอยู่รอด และขาดข้อมูลในการพัฒนาทักษะอาชีพ เพราะไม่มีในหลักสูตรการศึกษา ทั้งนี้ที่ผ่านมา และถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิ โดยร่วมมือกันเชื่อมโยงเป็นเครือขายสู่การเป็นจังหวัดที่สามารถจัดการตนเองได้ เพราะที่ผ่านมาประชาชนถูกกระทำมานานแล้ว ทำให้ชุมชนอ่อนแอ

นายบำรุง กล่าวต่อว่า ต้องการทำใช้ชุมชนขนาดเล็ก รวมตัวกันเพื่อหยุดยั้งการล่มสลายได้ของชุมชน และเปลี่ยนวิถีชีวิตในชุมชนที่มีดิน มีแดด มีน้ำ และแรงงานเราต้องผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงคนในชุมชนจากที่ผลิตอาหารเพื่อคนอื่นมานาน ซึ่งขณะนี้ในหลายๆ ตำบลยังไม่ปรับตัว ซึ่งถ้าไม่ทำตอนนี้ ในปี 2558 เมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยนจะลำบากยิ่งขึ้น เพราะปัญหาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และชุมชน ยังไม่ถูกเตรียมการ ชุมชนต้องเตรียมพร้อมโดยเฉพาะการจัดลำดับความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ

“สมุนไพร... อาหาร และฐานชีวิต”

ธิดามนต์ พิมพาชัย

ปัจจุบัน ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ โดยใช้ยาสมุนไพร และรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกกันมากขึ้น แต่ "พ.ร.บ. วิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ...." ความหวังที่จะทำให้ มีการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานวิชาชีพ และคุ้มครองผู้รับการรักษา กลับถูกเพิกเฉยมากว่า 4 ปีแล้ว อนาคตของแพทย์ทางเลือกจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีนโยบายอย่างไร เพราะการแพทย์ถือเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนโดยตรง นอกจากการมีกฎหมายรับรองเพื่อให้เกิดมาตรฐานการรักษาแล้ว ฐานทรัพยากรสมุนไพรที่จะนำมาปรุงยา ยังจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองด้วย แต่กฎหมายที่จะสนับสนุน และคุ้มครองที่ดินสำหรับปลูกพืชสมุนไพร เพื่อการอนุรักษ์ กลับยังไม่มีความชัดเจนอีกเช่นกัน

ผ้าป่าสมุนไพร ปลูกไว้ ให้ลูกหลาน

"ทางการบอกว่า รากไม้ ยาต้ม ยาฝน มันไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน หมอยาหลายคนกลัวตำรวจจับ ไม่กล้ารักษาคนด้วยสมุนไพร ก็หายตามกาลเวลา"

คือเสียงสะท้อนจาก พ่ออำนวย พลหล้า ประธานชมรมหมอพื้นบ้าน จ.อุดรธานี เกี่ยวกับปัญหาของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่กำลังจะหายไป กว่าจะรวบรวมเป็นเครือข่ายหมอพื่้นบ้านได้ ใช้เวลานานกว่า 2 เดือน และหากไม่ได้รับการสืบทอด อีกไม่นานก็คงหายไปทั้งระบบ เพราะหน้าที่ของหมอยา ก็ไม่ใช่แค่รักษาคนป่วย แต่รวมไปถึงการดูแลทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่ เพราะถ้าไม่มีป่า ก็จะไม่มีสมุนไพร
เมื่อไม่มีสมุนไพร ก็ไม่มียารักษาโรค

เสียงของพ่ออำนวยแสดงความกังวลว่า หากยังไม่มีกฎหมายสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกพืชเหล่านี้ อีกไม่นานต้องสูญพันธุ์เข้าสักวัน

ส่วนป่าหัวไร่ปลายนาที่เคยหวังว่า จะเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับการอนุรักษ์พืชสมุนไพร ประธานหมอยากล่าวว่าไม่สามารถทำได้อีกแล้ว เพราะการทำนาของเกษตรกรยุคปัจจุบัน ทำให้พื้นดินบริเวณดังกล่าวเสื่อมโทรม จากปุ๋ยเคมี และยาฆ่าหญ้าที่ใช้ในไร่นา ส่วนพื้นที่ป่าอื่นๆ ก็ถูกรุกด้วยพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ขาดระบบนิเวศน์ที่จะทำให้พืชสมุนไพรเติบโต ครั้นจะนำมาปลูกในรั้วบ้าน ประธานหมอยาบอกอีกเช่นกันว่า เคยลองมาหลายชนิดแล้ว แต่ไม่ได้ผล เพราะจะได้ยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ

จากปัญหาดังกล่าว โครงการผ้าป่าพันธุ์ไม้ "ปลูกยารักษาป่า" จึงเกิดขึ้น โดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค และมูลนิธิเพื่อสุขภาพไทย เพื่อขยายพันธุ์สมุนไพรที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์ ให้กลับมาใช้ประโยชน์ในชุมชนได้ นอกจากนี้ยังเป็นการร่วมปฏิบัติบูชาด้วยการปลูกพืช โนโอกาสที่ปี 2555 นี้ จะเป็นปีครบรอบพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ครบรอบ 2,600 ปี โดยจะปลูกในเขตป่าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ รวม 11 พื้นที่ทั่วประเทศ พื้นที่ละ 2,600 ต้น โดยงานนี้มีพระไพศาล วิศาโล เป็นประธานโครงการฯ

นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการเลขาธิการ มูลนิธิสุขภาพไทย อธิบายว่า "เมื่อกฎหมายที่เกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรยังไม่มีความชัดเจน ก็จะทำผ้าป่าปลูกต้นไม้ที่กำลังจะสูญพันธุ์เอง ไม่รอในแง่ของกฎหมาย" เนื่องจากสมุนไพร คือ อาหารและยาของทุกคน มารวมพลังปลูกให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นต่อไป ซึ่งต้นไม้ที่จะนำไปปลูกนั้น มีเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมป่าในแต่ละพื้นที่ เช่น ภาคเหนือ จะเน้นปลูก ฮ่อสะพายควาย ฝาง ข้าวเย็นเหนือ ว่านชักมดลูก อบเชยฯลฯ ส่วนภาคอีสาน จะเน้นพวกมะขามป้อม รางจืด ยางนา ต้นเต็ง ต้นแดงฯลฯประธานมูลนิธิสุขภาพไทยยังฝากบอกว่า ทั้ง 11 พื้นที่ ทั่วประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและการเติบโตของพันธุ์พืชที่ปลูกได้ผ่านทางเว็บไซต์ของมูลนิธิ (http://www.thaihof.org) และหากใครสนใจอยากร่วมสมทบทุนก็สามารถติดต่อผ่านช่องทางดังกล่าวได้เช่นกัน

อาหาร ฐานสมุนไพร

"สมัยก่อนคนกินสมุนไพรเป็นอาหาร ไม่ได้กินเป็นยาเช่นในปัจจุบัน" สุบินทร์ ฤทธิ์เย็น กลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน จ.พิษณุโลก สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในอดีตที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกิน จะเห็นได้จากอาหารแต่ละชนิดจะอุดมไปด้วย ยาสมุนไพร และสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย เช่น เครื่องเทศน์ เครื่องแกง และผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ ต่างจากคนยุคปัจจุบันที่ใช้ชีวิตเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่นนอนดึก กินอาหารไม่มีประโยชน์ แต่อยากมีสุขภาพดี จึงต้องเสียเงินซื้อยาบำรุงร่างกาย ทั้งที่อาจไม่ช่วยอะไร

"คนสมัยนี้จะกินปลา ยังต้องถามว่า มีโอเมก้าเท่าไหร่ เพราะถูกสอนให้คิดแต่เรื่องสารอาหาร
แต่ไม่เคยปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของตัวเองเลย"

เกษตรกรหนุ่มเมืองพิษณุโลก เล่าถึงภูมิปัญญาอาหารที่คนทั่วไปคุ้นเคย แต่อาจไม่ทราบถึงประโยชน์และสรรพคุณของมัน อย่าง "แกงส้มมะรุม" ว่า "มะรุม" เป็นพืชที่มีวิตตามินซีสูง จะออกผลในช่วงปลายฝนต้นหนาว ช่วงนั้นคนจะเจ็บป่วยง่ายเพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยน โรคยอดนิยมคือโรคหวัด แกงส้มมะรุมเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพช่วงนี้ เพราะวิตตามินซีในมะรุมจะช่วยบรรเทาอาการแก้หวัด ส่วนพริก ข่า ในเครื่องแกงจะช่วยขับเหงื่อ และรสเปรี้ยวของน้ำแกง ทำให้รับประทานง่าย เพราะคนเป็นหวัดจะไม่ค่อยรู้รสอาหาร แต่คนทั่วไปกลับเลือกที่จะรับประทานมะรุมอัดเม็ดมากกว่า เพราะสะดวกสบายกว่า ในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ

"ผักพื้นบ้านเหล่านี้กำลังจะสูญพันธุ์ตามกระแสทุนนิยม"

เขาข้อสังเกตว่า ปัจจุบันเราไม่ได้กินอาหารอย่างที่อยากกิน แต่กินอาหารที่ตลาดกำหนดให้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่ รู้จักผักกินใบเพียงไม่กี่ชนิด เช่นคะน้า กวางตุ้ง และกะหล่ำปลี เพราะตามท้องตลาดมีขายอยู่แค่นั้น แม้ในความเป็นจริงยังมีผักอีกหลากหลายชนิดมาก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน เช่น ผักกระโดน ผักปัง ดอกแค ชะพลู แต่เมื่อผักเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ต้องการในท้องตลาด คนก็ปลูกกันน้อยลง ถ้าไม่หันมาอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน หรือส่งเสริมให้คนปลูก อีกไม่นานก็จะหายไป

"ผักพื้นบ้านปลูกง่าย หรือบางครั้งก็เกิดเองตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล ทนทานต่อโรค ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง แต่ผักตามท้องตลาดต้องฉีดยาสารพัด เพื่อป้องกันแมลง และให้มีขายในทุกฤดูกาล ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงไม่มีสิทธิ์เลือก แทนที่กินผักจะแข็งแรง แต่เป็นการสะสมสารพิษโดยไม่รู้ตัว" สุบินทร์กล่าว

ส่วน ชูเกียรติ โกแมน เพื่อนเกษตรกรจากกลุ่มเดียวกัน เล่าว่าเขาเลือกปลูกผักพื้นบ้าน เพราะเห็นว่า กำลังจะสูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งต้องการอนุรักษ์ไว้ อีกส่วนหนึ่งเพื่อต้องการลดต้นทุนการผลิต เพราะ เกษตรกรที่ปลูกพืชผักตามตลาดต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงค่าปุ๋ย ค่ายา แทบทั้งสิ้น

"เกษตรกรไม่ได้อะไร นอกจากบริษัทผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง"

นอกจากนี้ เขายังย้ำว่า รัฐบาลต้องจริงใจในการแก้ปัญหา โดยเข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกร และผู้สนใจ มีความรู้อย่างจริงจัง เช่นสนับสนุนให้หันมาปลูกพืชท้องถิ่น และ ให้ความรู้เรื่องการตลาดแก่เกษตรกรด้วย ตลอดจน ส่งเสริมให้ผู้คนหันมารับประทานผักพื้นบ้านที่ปลอดภัยกันมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้มีผักที่เต็มไปด้วยสารเคมีเต็มท้องตลาด ส่วนผักอินทรีย์ก็ราคาแพงเกินไป จนคนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง

อีกส่วนหนึ่ง เขามองว่า เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิถีชิวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนไม่มีเวลามานั่งฉุกคิดเรื่องสุขภาพ ทั้งที่เป็นเรื่องง่าย และทำได้แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

กินข้าวหลากสายพันธุ์ แบ่งปันให้เกษตรกร

หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า "ข้าว" ที่เป็นอาหารหลักของคนไทย จะมีหลากหลายกว่า 20,000 สายพันธุ์ สำหรับคนทั่วไปคงรู้จักพันธุ์ข้าวอันโด่งดังอย่างข้าวหอมมะลิ หรือ ข้าวหอมปทุมกันบ้าง แต่สำหรับพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ อย่าง “ปือโปโหละ เหลืองอ่อน เจ๊กเชย หอมใบเตย เหนียวแดง เล็บนก และปากนก” เชื่อว่า หลายคนคงไม่เคยได้ยินมาก่อน

ข้าวแต่ละชนิด มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป เช่น ข้าวเล็บนก จากปักษ์ใต้ จมีลักษณะที่ไม่นุ่มเกินไป ไม่แข็งเกินไป ถ้ากินกับแกงแล้วจะไม่เละ ส่วน ปือโปะโหละ ป็นชื่อพันธุ์ข้าวชนิดหนึ่งของชาวปากะญอที่ปลูกในแถบภาคเหนือ บริเวณพื้นที่สูงเช่นตามแนวเขา คนทั่วไปรู้จักในนามของข้าวไร่ ที่มีเมล์ และเมล็ดสั้นเหนียวและนุ่มคล้ายข้าวญี่ปุ่น เจ๊กเชยเบา ปลูกในที่ลุ่มภาคกลางมีลักษณะเหนียวนุ่ม บางครั้งนิยมนำมาทำเป็นเส้นขนมจีน จะได้เส้นที่เหนียวนุ่มไม่เหมือนใคร ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนไทยรู้จักข้าวเพียงไม่กี่สายพันธุ์เพราะข้าวพันธุ์พื้นบ้านเหล่านี้ ไม่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป

“ไม่เพียงไม่มีขาย แต่กำลังหายไปจากท้องทุ่ง”

วิชุดาตั้งข้อสังเกตว่า ในระยะหลังชาวนาปลูกข้าวตามความต้องการของตลาด ตามคำแนะนำต่อๆ กัน ว่า จะได้ราคาดี ทั้งที่ข้าวบางชนิด ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ไม่ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศและโรคพืช ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการดูแล ส่วนข้าวพันธุ์พื้นเมือง คนก็ไม่รู้จัก และไม่นิยมรับประทาน ชาวนาจึงผลิตกันน้อยลง

“ในอดีต คนไทยปลูกข้าวไว้รับประทาน ไม่ได้เน้นขาย พันธุ์ข้าวที่ปลูกจึงเป็นพันธุ์ในท้องถิ่น ซึ่งทนทานต่อโรค ปลูกง่ายไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง”

หากมีการสนับสนุนให้ผู้คนหันมารับประทานข้าวพื้นบ้าน ก็จะช่วยเกษตรกรลดต้นทุนปัจจัยการผลิตลงได้มาก โดยเฉพาะต้นทุนจากการใช้สารเคมี และเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มาจากกลุ่มบริษัททุนขนาดใหญ่ ต่อให้ขายได้ราคาดี ก็ยังไม่คุ้มกับต้นทุนที่จ่ายไป

ปัญหาที่ทำให้ ข้าวพันธุ์พื้นบ้านไม่เป็นที่รู้จัก เธอกล่าวว่า เกิดจากช่องว่าง และการขาดสื่อกลาง ที่เรียกว่าระบบตลาด และถ้าถามว่ารัฐบาลควรช่วยเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้อย่างไร วิชุดาตอบว่า ต้องทำให้ผู้ผลิตตัวจริง ที่ไม่ใช่กลุ่มทุน ได้มาพบกับผู้บริโภคตัวจริงที่ ไม่ใช่กลุ่มทุนหรือพ่อค้าคนกลาง และทำให้ข้าวพื้นบ้านได้เป็นที่รู้จัก และผู้คนนิยมหันมาบริโภค

แค่นี้ก็เท่ากับเป็นการแบ่งเงินจากกระเป๋านายทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี มาใส่กระเป๋าเกษตรกรแล้ว และยังช่วยให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย เพราะการกินอาหารหลากหลายสายพันธุ์ ย่อมดีกว่าการรับประทานแบบเดียวซ้ำๆ

ไม่ว่าเป็น "สมุนไพร" หรือ "อาหาร" ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน และมีสภาพปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ สมุนไพรไม่มีพื้นที่ยืนในป่า เพราะถูกรุกด้วยพืชเศรษฐกิจ ในขณะที่ข้าวและพันธุ์พืชพื้นบ้าน ก็ขาดพื้นที่ยืนในท้องตลาด ส่วนนโยบายรัฐบาล ที่ควรจะส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น กลับเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอุตสาหกรรม และผู้ผลิตสารเคมี

น่าคิดว่า ประเทศที่เคยมีคำขวัญ "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" จะเป็นอย่างไรในอนาคต

น้ำท่วมพิษณุโลก คำตอบมิใช่ “บางระกำโมเดล”

สาคร สงมา

ฝนตกหนัก น้ำท่วม โคลนถล่ม คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภาคเหนือซ้ำซาก นับวันจะรุนแรง นโยบาย แผนงาน การแก้ปัญหารายวันของกระทรวง ทบวง กรม ออกมาเป็นระยะ “บางระกำโมเดล” ที่จะเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาน้ำท่วม เป็นที่วิวาทะของคนในชุมชนและคนข้างนอก

บางระกำคือ ๑ ใน ๙ อำเภอของพิษณุโลก เป็นแหล่งรับน้ำน่าน, ยม, ปิงบางส่วน และทุกปีน้ำต้องท่วมบางระกำ สื่อ นักข่าว หน่วยงานวิ่งลงไปที่บางระกำน้ำกระจาย เรือแล่นกันว่อน พร้อมกับภาวการณ์จราจรติดขัด ถุงยังชีพ ตื่นเต้นคึกคักและคาดหวัง (ฝันว่า) จะแก้ปัญหาน้ำท่วมบางระกำได้ ภาคประชาชนก็ไม่น้อยหน้าเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคประชาชนที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอบางระกำ ระดมถุงยังชีพ จัดทำอาหาร เก็บข้อมูลผู้ตกหล่นพร้อมกับติดตาม “บางระกำโมเดล” เกิดวิวาทะกัน กระทบกระทั่งกันระหว่างภาคประชาชนกับหน่วยงานรัฐในพื้นที่

นี่คือความจริงของบางระกำโมเดล เสนอการขุดลอกคลอง บึงในพื้นที่ ติดตามด้วยประเด็นร้อนๆแก่งเสือเต้น ขาดรับกันเป็นทอดๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายปรีชา เรืองจันทร์ เสนอ “น้ำสายด่วน” (waterway) พร้อมกับการทักท้วงจากคนท้ายน้ำ พิจิตร นครสวรรค์ พื้นที่ใต้พิษณุโลก แก้ปัญหาที่พิษณุโลก และน้ำจะมาท่วมคนข้างล่าง ผู้ว่าฯ ยังเสนอให้ คนบางระกำปรับตัวโดยมีแนวทางแก้วิกฤตคือ “กาชาดแจกปลาผู้ว่าฯแจกเบ็ด”

บนความเป็นจริง น้ำท่วมพิษณุโลกไม่ใช่เฉพาะบางระกำ เขตอำเภอเมือง พรหมพิราม วัดโบสถ์น้ำก็ท่วม แม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย (มีเขื่อนก็ยังท่วม) น้ำป่าในพื้นที่เทือกเขาเพชรบูรณ์ถล่มอำเภอชาติตระการ นครไทย วังทอง เนินมะปรางจะไหลลงมาสมทบที่บางกระทุ่ม ทั้ง ๙ อำเภอของจังหวัดพิษณุโลก น้ำท่วมอย่างทั่วถึงทุกอำเภอ และยืนยันไม่เฉพาะบางระกำ แต่วันนี้พื้นที่อื่นๆ ถูกลืมและเงียบหายไปพร้อมกับการประโคมข่าวของสื่อ “น้ำท่วมบางระกำและบางระกำโมเดล” น้ำท่วมยังขังอีกยาวนานในบางพื้นที่คงลดลงต้นๆพฤศจิกายน

คำถามชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจะอยู่กันอย่างไร น้ำเน่า ยุงลาย แผลพุพอง ล้วนคือสิ่งที่เกิดขึ้นคาดว่าอีก ๓ เดือน นับแต่นี้ไปจะเงียบหาย ข้าวปลูก ไร่นา สวนที่พังพินาศจะทำอย่างไร นี่คือความเป็นจริงของผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจังหวัดพิษณุโลก

สรุปรายงานสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดพิษณุโลก ณ วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก สรุปรวมพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน ๙ อำเภอ ๘๔ ตำบล ๖๗๐ หมู่บ้าน ถนนได้รับผลกระทบจำนวน ๓๒ สาย, บ่อปลา ๓๓๘ บ่อ, เป็ด ๙๗ ตัว, กบ ๕๐๐ ตัว, กระบือ ๒ ตัว, สุกร ๑๕ ตัว, ไก่ ๑๐๐ ตัว ราษฎรเสียชีวิตจำนวน ๕ ราย พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจำนวน ๓๓๙,๙๖๒ ไร่ บ้านพักอาศัยเสียหายบางส่วนจำวน ๒ หลัง, โรงเรียน ๗ แห่ง, วัด ๒ แห่ง สะพาน ๑ แห่ง พนังกั้นน้ำ ๑ แห่ง คอสะพาน ๒ แห่ง ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจำนวน ๒๒,๑๙๐ ครอบครัว ๗๘,๒๔๒ คน

นี่คือข้อสรุปความเสียหายบางส่วนของพื้นที่พิษณุโลก มิใช่บางระกำที่ประสบภัยพิบัติ บางระกำโมเดลเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองของนักการเมือง พร้อมการขานรับของแต่ละหน่วยงาน เสนอแผนและงบประมาณ มันต่างอะไรกับการแก้ปัญหาที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ๒๐-๓๐ วันแล้ว การแก้ปัญหาตามแนวทางบางระกำโมเดล น้ำก็ยังท่วม ชาวบ้านก็ยังทุกข์ยากลำบาก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือเป็นเหมือนบางท่านว่า ดีแต่โม้

อีกฟากฝั่งพื้นที่ของพิษณุโลกลำน้ำน่าน– แควน้อยไหลบรรจบกัน พื้นที่หมู่ ๗, หมู่ ๙ ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง พิษณุโลก ที่ดำเนินวิถีชีวิตสอดคล้องกับสายน้ำ ๒ สายหลัก สองแควเป็นที่มาของชื่อดั้งเดิมของพิษณุโลก สวนไม้ผลระบบเกษตรดั้งเดิม ระบบเกษตรริมน้ำ แหล่งพันธุกรรมท้องถิ่น (พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น) แหล่งสุดท้ายของลำน้ำน่าน ทุ่งลาดแหล่งทำนาที่อุดมสมบูรณ์ หนองน้ำจีน บึงคู มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขบนฐานวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นน่าน-แควน้ำ

คนในชุมชนอาศัยรายได้หลักจากการทำนา เก็บผักในสวนดั้งเดิม หาปลาในบึง ลำน้ำน่านแควน้อย บางส่วนเก็บขายตลาดบ้านกร่าง ที่ผ่านมาชุมชนกำลังเริ่มรวบรวม ขยายพันธุ์พืช - พันธุ์สัตว์ท้องถิ่นใน “ครอบครัวสร้างโลกเย็น” แต่วันนี้น้ำท่วมขังมาแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ น้ำท่วมจากน้ำแควน้อยและน้ำน่าน ทั้งที่ ๒ แม่น้ำหลักมีเขื่อนขนาดใหญ่และที่ซ้ำร้าย น้ำจากแม่น้ำแควน้อยเน่าเร็วกว่าปรกติ
ชาวบ้านซุบซิบกันว่า “น้ำเน่าตั้งแต่อยู่ในเขื่อนแล้ว” ปลาบางชนิดไม่สามารถอยู่ได้ ผู้หวังดีบอกว่าปรับตัวหาปลา แต่ความเป็นจริงปลาหาไม่ได้เพราะน้ำเน่าคัน ความเสียหาย ๒ หมู่บ้าน (บ้านโพธิ์ทองและบ้านจอมทอง) ถือว่าเสียหายมหาศาล นาตายเรียบ สวนที่จะเป็นแหล่งพึ่งพิงแหล่งสุดท้ายพอยังชีพที่จะเป็นอาชีพต่อลมหายใจไม้ยืนต้นตาย ไม้ผลอายุ ๔-๖ ปี ที่มีหลายร้อยไร่รวมกันคาดว่าตายยกสวน ความโหดร้าย ที่เกิดขึ้นกับคนจอมทองที่ถูกลืม

“ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าปกติ เปลี่ยนทางน้ำ ธรรมดาน้ำท่วมจะเป็นกันยายน ตุลาคม ช่วงสิงหาคมจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าว หลังจากนั้นน้ำจะท่วมหาปลาได้ ที่ซ้ำร้ายน้ำขัง น้ำเน่า ยุง พันธุ์ไม้ผล นาข้าวตายหมด ทุกครอบครัว การแจกข้าวของถุงยังชีพทำให้ชุมชนทะเลาะกัน คนแจกก็ไม่เข้าใจ คนรับก็ไม่เข้าใจจิตใจคนแจก" นี่คือบางส่วนของคำพูดนายสุทธิเวชย์ เอี่ยมเนตร แกนนำในหมู่ ๗ ตำบลจอมทอง

“ทำนามีหนี้สิน สามีสุขภาพไม่ดีกะว่าปีนี้หลังเก็บเกี่ยวข้าว จะลดการทำนาจะไม่เช่าต่อ หันมาทำสวนปลูกไม้ผล ปลูกผักตอนนี้อายุ ๔-๕ ปีแล้ว ปีนี้ทั้งนา สวนผัก ไม้ผล น้ำท่วมตายเรียบ เขื่อนแควน้อยน้ำจะไม่ท่วมไม่จริง คิดไม่ออกจะทำอะไรต่อก็คงรับจ้างรอน้ำลด ตอนนี้น้ำเน่ายุงลายมาก ที่เคยท่วมประจำไม่ท่วม แต่เปลี่ยนที่ท่วม" นี่คือคำกล่าวทิ้งท้ายของนางวรรณา ศรีพูล ๑ ใน ๑๐๒ คนของครอบครัวสร้างโลกเย็นที่หวังจะพลิกฟื้นระบบเกษตรพื้นบ้านริมน้ำน่าน

ตำบลท่าช้าง มะตูม คลองเมฆ ไม่แตกต่างกับจอมทองกับบางระกำ คือความเดือดร้อนของคนในชุมชนที่จะส่งผลต่อวิถีชีวิตระยะยาวที่เกิดจากภัยพิบัติอยู่ในภาวะล่มสลายของเทือกสวนไร่นา หนทางข้างหน้ามืดมิด แต่ไร้คนสนใจ ทั้งผู้คน หน่วยงานรัฐ ฤาพิษณุโลกคือบางระกำ

น้ำท่วมภัยพิบัติ “จอมทอง” ทำให้ชุมชนได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยน แสวงหาทางออก นอกจากการมารับถุงยังชีพมีทั้งแผนระยะสั้นระยะยาวที่จะอยู่รอด เป็นเพียงการเริ่มต้นพูดคุยกันผ่านการแลกเปลี่ยนสถานการณ์และให้กำลังใจกันแสวงหาทางออกอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการนำแผนที่มา ประกอบการวิเคราะห์เบื้องต้น เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางสู่อนาคต

๑. ระยะเร่งด่วน
- สุขาเคลื่อนที่เพิ่มจำนวน ๑ จุด เนื่องจากความช่วยเหลือที่มีมาให้ยังไม่ครอบคลุมจุดที่มีผู้เดือดร้อน น้ำดื่ม เนื่องจากน้ำประปาหมู่บ้านไม่สามารถใช้ดื่มได้ ข้าวสารและอาหารแห้ง ถึงแม้จะมีความช่วยเหลือมาจากหลายหน่วยงานแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และสามารถเก็บไว้ได้นาน อาหารเหลวสำหรับผู้ป่วย แพมเพิร์สสำหรับผู้สูงอายุ EM สำหรับบำบัดน้ำเสียรอบพื้นที่อยู่อาศัย การกำจัดยุง ไฟฉาย ทรายอะเบท เพื่อการกำจัดยุงลาย

๒. ระยะกลาง
- เมล็ดพันธุ์ข้าวจ้าว, เมล็ดพันธุ์ผัก และต้นพันธุ์ไม้ผล เพื่อทดแทนพืชที่สูญเสียไป และที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชน เครื่องสูบน้ำออกจากพื้นที่สวนที่ไม่มีทางระบาย ภายหลังจากที่น้ำจากแม่น้ำลดลงแล้ว เพื่อช่วยกำจัดน้ำเสียและสามารถทำการเกษตรได้ ชุมชนคิดว่าการสูบน้ำยังไม่ควรดำเนินการในระยะแรกเนื่องจากน้ำจากแม่น้ำยังหนุนอยู่หากสูบน้ำออกในช่วงนี้น้ำก็จะซึมกลับมาอีกทำให้สูญเสียพลังงานและงบประมาณ อาชีพนอกภาคเกษตรที่พอจะยังชีพได้ ข้าวสารที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในช่วงรอผลผลิตทางการเกษตร

๓. ระยะยาว
- การพัฒนาระบบเกษตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและนิเวศน์วัฒนธรรมท้องถิ่น การสร้างพนังกั้นน้ำระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเพื่อช่วยป้องกันน้ำล้นเข้าท่วมพื้นที่นา พื้นที่สวน บ้านเรือน

นี่คือรูปแบบการเริ่มต้นการแก้ปัญหาของชุมชน บางส่วนลงมือทำด้วยตนเอง อาจจะบอกได้ว่า ต้นแบบในการแก้ปัญหาของภาคประชาชน อยากจะบอกให้ว่า “บางระกำโมเดล” มาดูที่ “จอมทองโมเดล” เป็นแนวทางของคนในชุมชนระยะยาวที่จะอยู่กับน้ำท่วมภัยพิบัติให้อยู่รอดได้ ถึงจะตอบไม่ได้ว่า ปีต่อไปน้ำจะท่วมอีกไหม แต่ชุมชนกล้าที่จะอยู่ และปรับตัวอยู่ท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติน้ำท่วมพิษณุโลก