โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน

เดย์ใช้กม.มาตรฐานสินค้าเกษตร การันตีผู้บริโภคได้อาหารปลอดภัย

แนวหน้า 19 ก.ค. 51 - นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) เร่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ของไทยที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2551 นี้ ให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้นำเข้ารวมกว่า 1,500 ราย ได้รับทราบและเข้าใจใน พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งจะได้เร่งปรับตัวพร้อมพัฒนาระบบการผลิต และสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ เนื่องจากหากผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้นำเข้า ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตรฯ จะมีบทลงโทษโดยปรับตั้งแต่ 100,000-500,000 บาท หรือระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับด้วย

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญที่ใช้ควบคุมมาตรฐานสินค้า พืชผักผลไม้ ปศุสัตว์ และสินค้าประมงของไทย รวมถึงสินค้านำเข้า ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่มีความปลอดภัย ทั้งยังช่วยให้ประเทศผู้นำเข้าเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยมากยิ่งขึ้น และช่วยปกป้องผลประโยชน์ในการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกท่ามกลางภาวะแข่งขันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงสูงขึ้น

นายแพทย์เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตรฯจะมีกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศ และสินค้านำเข้าอย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าส่งออกแล้ว ยังเป็นเครื่องมือควบคุมสินค้าเกษตรนำเข้าได้อย่างรัดกุมด้วย โดยเฉพาะการนำเข้าตามแนวชายแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา และจีน ซึ่งแต่ละปีมีสินค้าเกษตรจากประเทศเหล่านี้ทะลักเข้ามาตีตลาดในไทยเป็นจำนวนมาก

เครือข่ายชุมชนที่โดนพิษเหมืองแร่ 15 พื้นที่ค้าน พ.ร.บ.แร่-ประกาศ 11 โครงการรุนแรง

วันนี้(5 กย.) หลังจากเวที “เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ประเทศไทย” ระหว่าง 3-5 ก.ย. ที่โรงแรมเทพนคร จ.พิษณุโลก เพื่อสรุปบทเรียนและนำเสนอปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง15 พื้นที่ เครือข่ายฯออกแถลงการณ์ค้านร่าง พ.ร.บ.แร่-พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ-ประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง ไม่ชอบธรรม-รุกรานสิทธิชุมชน

ทั้งนี้แถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ระบุว่าที่ผ่านมาได้พบผลกระทบที่รุนแรงกว้างขวางในพื้นที่ต่างๆ จากการสะท้อนสภาพการณ์ปัญหาและบทเรียนการต่อสู้คัดค้านโครงการสำรวจและทำ เหมืองแร่ร่วมกัน มีคำถามที่สำคัญว่า “รัฐ โดยเฉพาะกรมทรัพยากรธรณี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีส่วนร่วมกับผู้ประกอบการเหมืองแร่ ได้ฆ่าคนแม่ตาว แม่กุ และคนพระธาตุผาแดง ตายไปกี่คนแล้วจากโรคที่เกิดขึ้นจากการหายใจ กินข้าวและสัมผัสกับสารแคดเมี่ยมที่ปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่สังกะสี’ และประชาชน ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ทำเหมืองแร่อื่นๆจะถูกฆาตกรรมเหมือนกับคนแม่ตาวหรือไม่

อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศที่ภาครัฐคาดหวังถึงผลประโยชน์เศรษฐกิจ แก่ประเทศเพียงด้านเดียว แท้จริงแล้วอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มีการขุดเจาะทั้งแบบเปิดทำลายหน้าดิน หรือเป็นโพรงใต้ดิน ได้ก่อเกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สังคม และสุขภาพในหลายมิติ นำมาซึ่งการทำลายแหล่งอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ทำมาหากิน ที่อยู่อาศัยของคนในชุมชนท้องถิ่นให้เสื่อมโทรม โดยไม่มีหน่วยงานหรือผู้ประกอบการรายใดแสดงความรับผิดชอบ

รัฐบังคับใช้ กฎหมายในลักษณะโจรปล้นแผ่นดินของประชาชน เพราะนำสินแร่ใต้ถุนบ้านเรือน แหล่งทำมาหากินประชาชนและชุมชน แปรเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของภาษี อัตราค่าภาคหลวงแร่ และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษอื่นๆเข้าสู่คลัง ทั้งๆที่รายได้เหล่านั้นคือ ‘ผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับผลกระทบระยะยาวที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน สังคม และสุขภาพของประชาชน’ในพื้นที่ต่าง ๆ

รัฐยังย่ำยีเพิ่มเติมต่อประชาชนด้วยการผลักดันร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ โดยวางหลักการโจรปล้นแผ่นดินของประชาชนชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยการระบุว่า ‘แร่เป็นของรัฐ’ และ ‘ไม่ให้อำนาจตัดสินใจแก่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น’ ปัญหาดังกล่าวได้พัฒนาไปสู่ปัญหาสังคม ความขัดแย้ง ละเมิดสิทธิบุคคลและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลจากการกำหนดนโยบาย บังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบและการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ที่ไม่เป็นธรรม
จากความทุกข์ของทุกคนที่เกี่ยวข้องใน 15 พื้นที่การสำรวจและการทำเหมืองแร่ มีข้อเสนอและประเด็นที่ต้องการสื่อสารให้สังคมในวงกว้างได้รับรู้ดังนี้ 1.ประชาชน ใน 15 พื้นที่ของการสำรวจและทำเหมืองแร่ชนิดต่างๆได้รวมตัวกันก่อเกิดเป็น‘เครือ ข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทย’ ซึ่งจะทำหน้าที่หนุนเสริมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองแร่อย่างถึงที่สุด

2.คัดค้านร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยแร่ ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับหลักการ และให้กฤษฎีกาตรวจแก้ไขอยู่ โดยให้ถอนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออก เพราะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิประชาชนด้วยการวางหลักการให้รัฐเป็นโจรปล้นแผ่นดินของประชาชน อย่างชอบธรรม โดยนิยามว่า ‘แร่เป็นของรัฐ’ ไม่มีเนื้อหาในเรื่องการขยายสิทธิด้านการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น ไม่มีการเพิ่มขั้นตอนการประเมินผลกระทบสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ

3.คัดค้านร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่มองเห็นประชาชนที่ออกมาต่อต้านคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆเป็นศัตรูของรัฐ วางมาตรการให้เจ้าหน้าสามารถใช้กำลังและอาวุธเข้าสลาย ปราบปราม จับขัง ตั้งข้อหาประชาชนหากออกมาคัดค้านต่อต้านโครงการพัฒนาต่างๆทั้งๆที่เป็นสิทธิ เสรีภาพโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายดังกล่าวจากการพิจารณาของรัฐสภา

4.คัดค้านมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องกำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ ที่กำหนดประเภทโครงการรุนแรงไว้เพียง 11 ประเภท ไม่เป็นไปตาม 18 ประเภทที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตชุมชน ต่างจากเหมืองแร่ในประเทศซีกโลกเหนืออย่างยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ที่มีความหนาแน่นประชากรต่ำมาก อยู่ห่างไกลจากชุมชนหลายกิโลเมตร จึงไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนท้องถิ่นมากนัก ดังนั้นรัฐบาลต้องยกเลิกมติและประกาศดังกล่าว โดยกำหนดให้การทำเหมืองแร่ทุกประเภททุกขนาดเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง

โดยเครือข่ายฯ จะรวมตัวกันและร่วมกับพี่น้องประชาชนในเครือข่ายอื่นๆ ผลักดันข้อเสนอเรื่องการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแร่ ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และประกาศประเภทโครงการรุนแรง ต่อรัฐบาลโดยตรง เพื่อให้บรรลุผลตามเจตนาที่วางไว้อย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ “เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ประเทศไทย” ประกอบด้วย 1.พื้นที่ สำรวจและทำเหมืองแร่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 2.พื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่ลุ่มน้ำแม่สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ 3.พื้นที่โครงการเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาว อ.งาว จ.ลำปาง 4.พื้นที่โครงการเหมืองแร่และโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 5.พื้นที่ทำเหมืองแร่สังกะสี อ.แม่สอด จ.ตาก 6.พื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก 7.พื้นที่ทำเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย 8.พื้นที่สำรวจแร่ทองแดง อ.เมือง จ.เลย 9.พื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี 10.พื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดมหาสารคาม 11.พื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดขอนแก่น 12.พื้นที่สูบน้ำเกลือใต้ดินและเหมืองแร่เกลือหินจังหวัดนครราชสีมา 13.พื้นที่ขออนุญาตดูดทรายแม่น้ำตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา 14.พื้นที่ทำเหมืองหินเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 15.พื้นที่ลำเลียงถ่านหินและลานกองแร่จากพม่า จ.เชียงราย

นายกฯ เผยผุดกองทุนสวัสดิการชาวนา มีบำนาญใช้ยามชราภาพ

อมราวดี อ่องลา

นายกฯ เผย กขช. เห็นชอบหลักการตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ให้มีบำนาญใช้ยามชรา มอบให้กระทรวงเกษตรฯ ยกร่างพ.ร.บ. จัดตั้งกองทุนฯ มาเสนอ ย้ำการจัดการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่น ด้านธีระรับลูกยกร่างฯไว้แล้ว เน้นความสมัครใจและมีส่วนร่วมกำหนดรูปแบบส่งเสริมเงินสะสมเข้ากองทุนเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า ที่ประชุม กขช.เห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยกร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว มานำเสนอในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่การดำเนินงานจะต้องพิจารณาดูความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนสวัสดิการชาวนากับ กองทุนเงินออมแห่งชาติด้วย ซึ่งได้รับรายงานว่า ทางสำนักงานกฤษฎีกาได้ตรวจร่างเสร็จเรียบร้อยและจะนำเสนอเรื่องเข้าสู่การ พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว

"หลักการในการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการชาวนามีลักษณะคล้ายกับกองทุนเงินออมแห่งชาติ โดยชาวนาจะจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งจากการขายข้าวในแต่ละปีเข้าสมทบในกองทุน และรัฐบาลจะออกเงินสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว จะใช้ระบบสมัครใจของชาวนาเองไม่มีการบังคับ"

นายธราดล เปี่ยมพงษ์ศานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว ว่า กองทุนสวัสดิการชาวนามีรูปแบบคล้ายกับกองทุนสวัสดิการสังคม โดยจะทำในรูปแบบสมัครใจ ซึ่งการพิจารณาครั้งนี้มีการตั้งตุ๊กตา เช่น ให้ชาวนาสมทบ 3% ของรายได้จากการขายข้าวเปลือกในแต่ละปี ขณะที่รัฐสมทบ 2 เท่า แต่ยังไม่มีข้อสรุป เพราะต้องให้กระทรวงเกษตรฯไปจัดทำข้อมูลโดยละเอียดเพื่อออกมาเป็น พ.ร.บ.ก่อน

สำหรับสวัสดิการของชาวนาที่ร่วมโครงการ ประกอบด้วย เงินบำเหน็จบำนาญ เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตโดยไม่ซ้ำซ้อนกับส่วนที่รัฐบาลจัดหาให้อยู่ แล้ว เช่น ค่ารักษาพยาบาล โดยการบริหารกองทุนนี้จะประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล ชาวนา และผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรฯต้องหาวิธีบริหารจัดการกองทุนสำหรับสมาชิกบางรายไม่ให้ซ้ำซ้อน กับกองทุนอื่น รวมทั้งกรณีที่ชาวนาบางราย บางครั้งก็เข้ามาอยู่ในระบบของกองทุนประกันสังคม และบางครั้งก็กลับไปทำนา

ทั้ง นี้ กรณีที่รัฐบาลเห็นควรจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อต้องการให้เป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีชาวนามากถึง 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 15-17 ล้านคน หรือคิดเป็น 64% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด โดยในแต่ละปีสามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตมากถึง 30 ล้านตัน สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 180,000-200,000 ล้านบาท

ด้านนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในส่วนของร่างพ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนาที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ยกร่างไว้เรียบร้อยแล้วนั้นมีทั้งสิ้น 7 หมวด รวม57มาตราที่สำคัญ ได้แก่ องค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชาวนา หรือ กสช.เพื่อควบคุมและบริหารกิจการของกองทุน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน,ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,อธิบดีกรมบัญชี กลาง,อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร,อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์,อธิบดีกรมการข้าว และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้าว,กฎหมาย,เศรษฐศาสตร์การเงิน หรือการธนาคาร อีกด้านละ 1 คน และที่สำคัญคือผู้แทนชาวนา จำนวน 6 คน โดยมีผู้จัดการสำนักงานกองทุนสวัสดิการชาวนาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะ กรรมการกองทุนฯ

สำหรับกรอบแนวคิดที่สำคัญของ การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ประกอบด้วย 5 แนวทางหลักด้วยกัน คือ 1.เป็นสวัสดิการเพื่อประโยชน์สำหรับสมาชิกที่ประกอบอาชีพทำนาโดยเฉพาะ และมีรายได้แน่นอน 2.มีการเก็บเงินเข้ากองทุนโดยคำนวณจากฐานรายได้ของการจำหน่ายข้าวเปลือกใน แต่ละปี 3.จัดให้มีสวัสดิการด้านอื่นๆ เช่น การจัดหาปัจจัยการผลิตและอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบอาชีพทำนา 4.รัฐบาลสามารถพิจารณาเงินที่จะมาสมทบจากฐานภาษีรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับข้าว ซึ่งจะทำให้กองทุนมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น 5.การ สร้างแรงจูงใจให้ชาวนาเห็นว่าอาชีพทำนามีเกียรติศักดิ์ศรีและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความรักและยึดถือการประกอบอาชีพทำนาต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนสาระ สำคัญนอกจากจะให้ชาวนาเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจ โดยมีข้อจำกัดขั้นสูงของพื้นที่นาเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุน ดังกล่าวแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะชาวนาให้เข้ามามีส่วนร่วมในกำหนดรูปแบบการส่งเงินสะสมเข้ากองทุนให้ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจะเร่งหาวิธีบริหารจัดการกองทุนโดยจะศึกษาข้อมูลการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการสำหรับเกษตรกรแยกออกจากสวัสดิการพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปมา ประกอบด้วย เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเหนือ ถกปัญหาป่าไม้ที่ดิน หาคำตอบชาวบ้านโดนคดีรัฐ

สถานีข่าวประชาชนประชาธรรม

เวที เสวนา “เครือข่ายป่าไม้-ที่ดินภาคเหนือ” ชาวบ้านเล่าโดนรังแกจากกฏหมายและกลไกรัฐที่ไม่เป็นธรรม อยู่กับป่ามานานกลับโดนคดีอาญาข้อหาบุกรุก รักษาป่าแต่โดนคดีแพ่งทำให้โลกร้อน ภาคประชาชนยังไม่มั่นใจนโยบายตั้งธนาคารที่ดิน-เร่งรัฐแก้ปัญหาที่ดินให้ เสร็จในรัฐบาลนี้

วันนี้ (18 ส.ค.53) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ จัดเวทีเสวนา"เครือข่ายป่าไม้-ที่ดินภาคเหนือ" ณ สมาคม วาย.เอ็ม.ซี.เอ สันติธรรม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อระดมความคิดเห็นและกำหนดแนวทางภาคประชาชนต่อประเด็นปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ และคดีโลกร้อน อีกทั้งติดตามสถานการณ์การดำเนินคดีชาวบ้านในเขตป่าและการกระจุกตัวของ ที่ดิน

มีการนำเสนอสถานการณ์การดำเนินคดีชาวบ้านในเขตป่า การจับกุมคดีอาญาตามกฎหมายป่าไม้และการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งตามพระราช บัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 โดยนายสุมิตรชัย หัตถสาร ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ กล่าวว่า ก่อนปี 2541 ชาวบ้านถูกดำเนินคดีเรื่องการบุกรุกป่าไม้มาเรื่อยๆ จนปี2542 ชาวบ้านมีการต่อสู้คดีที่ดินเกิดขึ้น เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีที่ถูกฟ้อง อย่างเช่น คดีชาวบ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังจากที่มีการจับกุมชาวบ้านและถูกดำเนินคดีกว่า 40 ราย ชาวบ้านได้ต่อสู้คดีเรื่อยมา กรณีเหล่านี้กระตุ้นให้ชาวบ้านและชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดการดำเนินคดีกับชาวบ้านข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและทำ ให้โลกร้อน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าการคำนวนเรื่องโลกร้อนนั้นใช้เกณฑ์วัดอย่างไร ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนตามหลักเหตุผลและไม่มีความเป็นธรรม คาดว่าอนาคตจะเกิดการฟ้องร้องจับกุมเรียกค่าเสียหายกับชาวบ้านมากขึ้น ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว

นายสุมิตรชัย กล่าวอีกว่า กรณีชาวบ้านถูกฟ้องร้องเรียกค่าความเสียหายจากการทำให้โลกร้อน เช่นคดีทำไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านต่อสู้จนได้รับชัยชนะโดยศาลยกฟ้องนั้น ศาลได้พิจารณาคดีดังกล่าวด้วยหลักการที่แท้จริง จากข้อมูลงานวิจัย จากข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ว่าไร่หมุนเวียนไม่ทำลายป่า ชาวบ้านไม่ได้บุกรุกป่า และไร่หมุนเวียนสามารถสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติหรือสอดคล้องกับธรรมชาติได้ เป็นต้น

ด้านนางคำใส ปัญญามี ตัวแทนชาวบ้านพรสวรรค์ ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตัวเองได้เข้าอยู่อาศัยในพื้นที่มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่เมื่อปี 2541 ชาวบ้านในพื้นที่ถูกดำเนินคดีทำให้โลกร้อน ซึ่งมีชาวบ้านกว่า 40 คน ที่ได้รับผลกระทบและถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคดีแพ่งด้วยแปลงละ 300,000 บาท แต่ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ จึงต้องปลูกต้นไม้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อต้นไม้ครบตามกำหนดระยะเวลา ก็ถือว่าคดีแพ่งหมดไป แต่คดีการบุกรุกป่าทางอาญายังคงมีอยู่ ซึ่งพวกตนไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย เพราะพื้นที่นี้อาศัยอยู่มายาวนานและไม่ใช่ผู้ทำลายป่าแต่รักษาป่า

ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการกระจุกตัวของที่ดินกับมาตรการทางภาษี(ที่ดิน) และการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินว่า เมื่อ พ.ศ.2549 มีการสำรวจพบว่าร้อยละ 40 ของครัวเรือนในภาคเกษตร ชาวบ้านยังไม่มีที่ดินในการถือครอง จึงเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในการกระจายที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรหรือคน จนที่ไม่มีที่ดินทำกิน การจัดตั้งธนาคารที่ดินเป็นวิธีหนึ่งที่รัฐพยายามพลักดันให้เป็นเครื่องมือ แก้ไขปัญหา ซึ่งทางด้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินพยายามดันร่างผ่านมติคณะรัฐมนตรี ที่สุดคือเข้าสู่กระบวนการเป็นพระราชกฤษฎีกาและจัดตั้งในรูปแบบองค์การมหาชน ภายใต้ความดูแลของรัฐบาล โดยทำการรวบรวมข้อมูลที่ดิน เป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ต้องการใช้ที่ดิน อีกทั้งหากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ให้ดำเนินการจัดเป็นโฉนดชุมชน และนำภาษีที่ดินที่เก็บได้มากระจายให้กับประชาชนที่เดือดร้อนไม่มีที่ดินทำ กิน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภาคประชาชนยังมีความกังวลกับนโยบายจัดตั้งธนาคารที่ดินของรัฐบาล หากรัฐบาลเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านอย่างแท้จริง รัฐต้องกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจท้องถิ่นจัดการตัวเอง อีกทั้งการร่าง พ.ร.บ.ต่างๆชาวบ้านยังไม่มีบทบาทหรือมีส่วนร่วมมากเท่าที่ควร ซึ่งแท้จริงแล้วชาวบ้านเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงในพื้นที่ ทั้งนี้ต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินโดยเร็วในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

อย่างไร ก็ตามการเสวนาครั้งนี้ยังมีต่อเนื่องถึงวันที่ 19 ส.ค. 53 ณ วัดท่าหลุก ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน โดยมีนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์ วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนร่วม กับชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย.

ที่มา : http://prachatham.com/detail.htm?code=n1_19082010_01

ผ่าคลอด “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” เป็นตัวแทนหรือดาบทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้า?

อมราวดี อ่องลา

หลังรอมานานกว่า 30 ปี เพื่อให้มีสภาซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรทั้งประเทศ วันนี้ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างผ่าคลอดออกมาบังคับใช้โดยเร็ว โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนขอนำเสนอคำถาม-คำตอบที่น่าฟังว่า “กฎหมายดังกล่าวจะเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้าหรือไม่?”

ปลายเดือนมิถุนายน ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฏหมายภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยมีปลัดกระทรวงฯนั่งเป็นเลขาธิการสภาฯ ให้เกษตรกรจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงานเตรียมเลือกตั้งสภาเกษตรแห่งชาติชุด แรกจากทั่วประเทศภายใน 2 ปี

เจตนารมณ์ของการมีสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาและสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่และเป็นอาชีพสำคัญของประเทศ โดยสาระสำคัญจะเป็นการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต การตลาด เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างเป็นเป็นเอกภาพเข้มแข็ง ที่สำคัญเกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บทเสนอคณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความเป็นจริง

ดูน่าจะเป็นความหวังหลังรอมานานกว่า 30 ปีของการผลักดันโดยภาคประชาชน แต่ในอีกมุมหนึ่งวันนี้กลับมีคำถามที่น่าฉุกคิดว่า “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” ที่กำลังคลอดออกมานี้ แทนที่จะเป็นตัวแทนเกษตรกรรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศ กลับจะเป็นตัวแทนภาคธุรกิจการเกษตรและ “ฤาจะเป็นดาบสองคมทิ่มแทงเกษตรกรรายย่อย” โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนพาไปฟังคำถาม และเหตุผลเหล่านี้จากคณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรแห่งชาติ….

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย

เรื่อง นี้ผลักดันกันมากว่า 30 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องการให้มีสภาฯเพื่อดูแลแก้ไข ปัญหาของเกษตรกรด้วยกันเอง เนื่องจากขณะนั้นมีสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสภาอื่นๆเกิดขึ้นมาเพื่อดูแลคนในภาคส่วนนั้นๆ แต่ภาคเกษตรกรรมมีคนมากกว่าภาคส่วนอื่นยังไม่มีตรงนี้ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวเสนอร่างกฏหมายโดยภาคประชาชน แต่เสนอครั้งใดก็ยุบสภาฯทุกครั้ง ร่างนี้จึงถูกดองและแทนที่ด้วยร่างใหม่หลายฉบับที่เสนอโดยภาคการเมือง รวมถึงฉบับล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาและกำลังเสนอต่อสภาผู้แทน ราษฎรพิจารณาในสมัยประชุมสามัญวันที่ 4 ส.ค.นี้

“ผมมองสภาเกษตรจะเป็นเวทีเสนอแนะนโยบาย สู่การปรับปรุงส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่อยู่บนฐานของกระทรวงแบบเดิมๆ ร่างปัจจุบันมีสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากเจตนาเดิม แม้พอรับได้แต่ยังมีข้อกังวล โดยเฉพาะประเด็นการคัดเลือกผู้แทนมานั่งในสภาฯ”

เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกเป็นระบบผู้แทน จากระดับหมู่บ้านไล่มาถึงระดับจังหวัด โดยประธานสภาระดับจังหวัดจะเข้าไปเป็นสมาชิกของสภาเกษตรระดับชาติ ข้อเป็นห่วงอยู่ที่ผู้แทนที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นเกษตรกรตัวจริง ไม่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งในแง่จำนวนเพียง 21 คนในระดับจังหวัด และ 99 คนในระดับชาติอาจดูแลเกษตรกร 20-30 ล้านคนได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีเรื่องอำนาจหน้าที่ซึ่งเสมือนว่าแค่ตั้งสภาเพื่อเสนอนโยบาย ไม่ได้ต่างจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาอื่นๆ

“เกษตรกรมีความหลากหลายมาก คนที่เข้ามามักเป็นพวกที่อยู่ในแวดวงราชการมีสายสะพาย เสนอว่าในเชิงโครงสร้างอาจต้องเคร่งครัดในกระบวนการสรรหา เพราะแนวโน้มข้างหน้าจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้แทน ที่ต้องมีความรู้ ประสบการณ์ รู้จักวิเคราะห์และเจรจา เพราะการเกษตรไม่ใช่แค่เพาะปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ แต่โยงไปถึงการนำเข้า ส่งออก และต่างประเทศด้วย”

อีกส่วนคือบทเฉพาะกาลที่ระบุให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เลขาธิการของสภาฯ คล้ายกับคณะทำงานชั่วคราวในการจัดตั้งสภาฯโดยตั้งสมมติฐานเอาเองว่าเกษตรกร อาจไม่มีความพร้อมและรัฐบาลยังขาดงบประมาณ มองว่าเป็นข้ออ้างที่ดูใจแคบเกินไปเสียหน่อย เพราะในความเป็นจริง สามารถจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นกองเลขาฯ เตรียมความพร้อมและข้อมูลให้เกษตรกร

เสนอว่า 1.ควรมีสภาเกษตรกรหมู่บ้าน ตำบล อำเภอด้วย นอกเหนือจากสภาระดับจังหวัดและชาติ เพื่อให้ดูแลกันได้ถ้วนทั่ว 2.จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสภาฯให้เป็นที่รวมตัว แก้ไขปัญหา และสร้างพลังต่อรอง ไม่ใช่แค่เสนอนโยบายอย่างเดียว 3.ควรตั้งสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงโดยรัฐ และ 4.ทันทีสภาฯจัดตั้งควรมีการประเมินงานภายใน 6 เดือนและปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ปิดกั้นหรือสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกร

“ทุกวันนี้ภาคการเกษตรเติบโตมีรายได้และกำไรมหาศาล แต่เกษตรกรเป็นหนี้สินปีละแสนล้าน เห็นชัดว่าเขาถูกเอารัดเอาเปรียบลืมตาอ้าปาไม่ขึ้น การมีกฎหมายที่ให้บทบาทเกษตรกรมีส่วนร่วมและเป็นผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายมี ความสำคัญ แต่ต้องระวังอย่าให้ไปกดทับเกษตรกรจนกลายเป็นเบี้ยล่างฝ่ายอื่นอีก”

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่ มาของร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรฯฉบับนี้ เป็นร่างเดิมของฝ่ายการเมืองและราชการ ที่นำเสนอเข้าพิจารณาในช่วงจังหวะเวลาที่สถานการณ์การเมืองกำลังครุกรุ่น หากมองย้อนไปถึงเจตนารมณ์เดิมในร่างของภาคประชาชน เกษตรกรเพียงต้องการให้มีการรวมกลุ่มเพื่อพูดปัญหาของตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและสร้างหลักประกันสิทธิที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลยในร่างฉบับนี้

“ด้วยบริบทของร่างนี้ ผมคิดกลับกันว่าแทนที่มีสภาเกษตรแล้วจะเป็นผลดี อาจเป็นอันตรายมากกว่า กลายเป็นว่าจะมีคนเข้ามาพูดแทนเกษตรกร ที่น่าห่วงที่สุดตอนนี้คือรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ที่เกษตรกรจำนวนมากอยู่ในอำนาจและการควบคุมของธุรกิจ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สภาเกษตรฯ เอื้อต่อการทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือพาณิชย์มากกว่าเกษตรทางเลือก”

ด้านโครงสร้างไม่ว่าจะมองเฉพาะคณะกรรมการชั่วคราว ที่ให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดกระบวนการหรือแม้แต่กรรมการทั้งระดับจังหวัดและ ระดับชาติ ล้วนแต่มีเครือข่ายหรือสัมพันธ์กับนักการเมือง สุดท้ายปัญหาจะตกอยู่ที่เกษตรกรตัวจริงที่นอกจากจะไม่มีพื้นที่แล้วยังต้องรับผลของแผนที่ออกมา ส่วนของเนื้อหาควรใส่รูปธรรมแนวทางการคุ้มครองสิทธิของเกษตรให้ชัดเจนด้วยนอกเหนือจากการเสนอแผนต่อรัฐบาล

“สิ่งที่หลายฝ่ายพยายามเสนอคือการเปิดเวทีคู่ขนานในลักษณะสมัชชาสุขภาพ เป็นการเปิดกว้างให้เกษตรกรหลายระดับได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอปัญหาสู่การแก้ไขที่ต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่า”

สมัชชาเกษตรกร คือให้มีการประชุมเป็นครั้งคราวโดยมีตัวแทนมานั่งพูดคุย เป็นเวทีรับฟังความเห็นเกษตรกรทุกระดับ ใช้งบประมาณหรือทรัพยากรที่สภาเกษตรกรฯ มีอยู่แล้วมาเป็นช่องทางหนุนเสริมเพื่อให้ได้เสียงสะท้อนในมุมอื่น และจะเป็นผลพวงสำคัญในการกำหนดแผนเกษตรกรรมแห่งชาติ

อีกช่องทางหนึ่งอาจขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดตั้งของภาคประชาชนเอง คือปัญหาหลักอยู่ที่ผู้แทน ก็ควรสร้างกลุ่มผู้แทนของตัวเอง เช่น เกษตรกรรม ทางเลือก เกษตรท้องถิ่นหรือกลุ่มลุ่มน้ำให้เข้มแข็งพอจะสูสีคัดคานได้ และอาจต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์หันไปจับมือกับผู้บริโภคมากขึ้น ใช้กระแสความต้องการอาหารปลอดภัยเข้าเชื่อม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างฐานที่เข้มแข็ง สุดท้ายคือการดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เสริมกันได้

“สภาเกษตรกรน่ากลัวกว่าสภาอื่นๆที่จัดตั้งมาก่อนหน้านี้ ตรงที่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่มีความชัดเจนให้ตั้งได้ จะเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะมีกลุ่มธุรกิจการเกษตรที่จ้องอยู่และพร้อมจะกระโจนลงมาในเกมนี้ทันที เชื่อว่าภายใน 2 ปีจะมีแผนเกษตรกรรมแห่งชาติเต็มไปหมดที่เอื้อให้ทุน น่ากลัวตรงนี้”

สุมลมาลย์ สิงหะ ผู้ประสานงานวิจัยและรณรงค์นโยบาย มูลนิธิชีวิตไทย

ภาพรวมภาคเกษตรกรรมตอนนี้ คือการตีกันระหว่างเกษตรเคมีกับเกษตรอินทรีย์ และปัญหาเดิมๆที่สะสมมานาน อย่างการเข้าไม่ถึงตลาดหรือไม่มีอำนาจต่อรอง แต่ปัญหาใหม่ที่คุกคามชาวบ้านมากขึ้นในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาคือการเปิดเสรีทางการค้าและระบบเกษตรพันธะสัญญาที่ผูกขาดกับ บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่แห่ง ซึ่งภาพสะท้อนดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรฯฉบับนี้

จากการศึกษาของคณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พบว่ามี 4 ประเด็นใหญ่ที่น่าเป็นห่วงคื 1.นิยามคำว่าเกษตรกร ซึ่งคลุมเครือเพราะไม่ได้พูดถึงเกษตรกรรายย่อย 2.กระบวนการได้มาของสมาชิกสภาทั้งระดับชาติและจังหวัด ที่เปิดช่องให้เกษตรกรรายใหญ่หรือนายทุน 3.อำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนแม่บทเกษตรกรรมแห่งชาติ ที่ต้องผ่านกระทรวงเกษตรฯก่อน และ 4.ขาดความอิสระโดยแท้จริง คือยังให้อำนาจคณะทำงานชั่วคราวที่มาจากภาคราชการและการเมือง

“ควรทำทั้ง 4 ข้อให้ชัดเจน อย่างอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผน ควรให้ส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องผ่านตราปั๊มจากกระทรวงอีก พูดง่ายๆคือไม่มีสิทธิ์แก้แผนของภาคประชาชน”

สิ่งที่คณะทำงานของเราพยายามทำ คือการใช้โมเดลสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เปิดเวทีให้ชาวบ้านทำยุทธศาสตร์ของตนเองเป็นแผนจังหวัดไว้ เป็นการรองรับสภาเกษตรฯที่กำลังจะเกิดขึ้น หากผู้แทนที่เข้าไปนั่งในสภาเกษตรฯไม่ใช่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย อย่างน้อยก็สามารถใช้แผนดังกล่าวเป็นคานงัดได้บ้าง

“กฎหมายจะเขียนสวยหรูอย่างไรก็ได้ แต่จะนำมาทำงานได้จริงหรือไม่ การตั้งสมมติฐานว่าเกษตรกรพร้อมเป็นสมาชิก ตรงนี้เป็นความเสี่ยง เสนอว่าน่าจะทำแบบสมัชชาให้เกษตรกรได้ถกเถียงกันสัก 2 ปีให้ได้คนได้แผน”

หากถามว่าคาดหวังแค่ไหน ให้แค่ 40% เพราะ พ.ร.บ.ตัวนี้เหมือนดาบสองคม ขึ้นอยู่กับการจัดการ แม้จะถูกระบุชัดว่าเป็นการจัดตั้งสถาบันเพื่อเกษตรกรและแก้ไขปัญหาเรื่อง ตลาด แต่นั่นก็เป็นเหมือนคำโฆษณาสั้นๆ ที่ยังไม่เห็นว่าเดินสู่ทิศไหน แต่หากถามว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ใฝ่ฝันเป็นอย่างไร “เราก็คงอยากให้เป็นคลังสมอง ที่ทำให้เกษตรกรพัฒนา แก้ไขปัญหาตัวเอง มีพื้นที่สำหรับต่อรองกับฝ่ายต่างๆ”

เป็นเสียงสะท้อนว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติที่กำลังผ่าคลอดออกมาปลายปีนี้ บิดเบี้ยวไปจากพิมพ์เดิมอันเป็นเจตนารมณ์ที่ภาคประชาชนต้องการผลักดันให้ เป็นตัวแทนเกษตรกรทั้งประเทศอย่างแท้จริง แต่ยังจะสามารถเคาะให้เข้ารูปเข้ารอยเดิมได้อยู่บ้างหรือไม่ หรือกลับกลายเป็นดาบทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้า คงต้องติดตามกันต่อไป

"กม.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" : ฝันค้างท้องถิ่นหรือแสงสว่างปลายอุโมงค์

อภิเชต ผัดวงศ์

กฎหมาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากผลลัพธ์ไม่ลงเอยเงียบหายไปตามกาลเวลาเหมือนที่เคยผ่านมา รัฐบาลมีความมุ่งมั่นยืนหยัดเดินหน้ายกระดับให้เป็นนโยบายวาระแห่งชาติ และสามารถผ่านกระแสการถูกล็อบบี้ ถูกกดดัน ถูกต่อต้านจนคลอดออกมามีผลบังคับใช้ได้ จะถือว่าเซอร์ไพรส์จริง

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ...ตาม ที่กระทรวงการคลังเสนอ กฎหมายดังกล่าวปรับปรุงจาก พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 และ พ.ร.บ.กำหนดราคากลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2529 มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน เป็นการผลักดันให้มีการพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีการยกเว้นให้กับเกษตรกรที่ถือครองที่ดินและมีการทำการเกษตรในที่ดินของตน เองและผู้มีที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดจะนำเงินรายได้จากภาษีนี้ประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ไปจัดตั้งเป็นเงินทุนธนาคารที่ดิน จะนำที่ดินมาจัดสรรเป็นที่ทำกินให้ประชาชนในราคาถูก ขณะเดียวกันที่มติคณะรัฐมนตรีออกมามีกระแสต่อต้านอยู่บ้างเป็นธรรมดาจากบาง คนที่ยังมีความคิดแบบเก่า ผู้ที่อยากเก็บที่ดินที่ได้รับมรดกจากปู่ตาย่ายาย หรือผู้ที่กว๊านซื้อมาไว้เพื่อเก็งกำไร แต่กลับได้รับเสียงขานรับจากองค์กรสมาคมท้องถิ่นทุกระดับ โดยไม่หวั่นเกรงว่าผลจากการเก็บภาษีนี้จะกระทบฐานเสียงของตนในพื้นที่

ปี 2553 ท้องถิ่นมีรายได้ 337,800 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.รายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง ขณะนี้ท้องถิ่นทั่วประเทศ 7,853 แห่ง สามารถจัดเก็บรายได้ส่วนนี้เพียง 29,110.41 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.62 ของรายได้ท้องถิ่นในแต่ละปี 2.รายได้จากภาษีที่รัฐจัดเก็บให้และแบ่งให้ 126,589.59 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.47 และ 3.รายได้จากเงินอุดหนุนทั่วไปจากรัฐบาล 136,700 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.47 และ 4. ราย ได้อื่นๆจากเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจเป็นเงินที่ใช้อุดช่องว่างทางการคลังของ ท้องถิ่น 45,400 คิดเป็นร้อยละ 13.44

หากมองภาพรวมรายได้ที่ท้อง ถิ่นจัดเก็บเองคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนักหากเทียบกับรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด แต่หากมองเฉพาะยอดจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ทั้งสอง ตัวนี้ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19,000 ล้านบาท กล่าวคือภาษีสองตัวนี้มีสัดส่วนถึงร้อยละ 65.26 ของรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง

ปัจจุบันการถือครองอสังหาริมทรัพย์มีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่ร่ำรวย ขณะ ที่คนอีกจำนวนมากไม่มีที่ดินหรือบ้านเป็นของตนเอง นั่นแสดงว่าภาษีที่ใช้อยู่ขณะนี้ไม่อาจทำหน้าที่ในการเป็นภาษีการถือครอง และการโอนเปลี่ยนมือได้อย่างดีพอ และไม่อาจทำหน้าที่อำนวยรายได้แก่ท้องถิ่นอย่างเพียงพอด้วย

ปัจจุบัน ภาษีบำรุงท้องที่ยังใช้โครงสร้างแบบถดถอย คำนวณภาษีบนฐานราคาปานกลางปี พ.ศ. 2521 -2524 อาจกล่าวได้ว่าเสียภาษีเท่าเดิมมากว่า 30 ปี แล้ว และมีการลดหย่อนเนื้อที่ดินที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยและทำการเกษตรที่ไม่ต้อง นำมาคำนวณภาษี ถ้าเป็นเขตเทศบาลเมืองลดหย่อนเนื้อที่ดินได้ 50 - 100 ตารางวา เขตเทศบาลตำบลลดหย่อนได้ตั้งแต่ 200 ตารางวาถึง 1 ไร่ หรือเขต อบต.ลดหย่อนได้ 3 - 5 ไร่

สำหรับภาษีโรงเรือนและที่ดิน ใช้ฐานค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปีในการประเมิน อัตราเสียภาษีประเมินจากค่าเช่าปีต่อปีในอัตรสูงมากถึงร้อยละ 12.5 ของค่าเช่าต่อปี ซึ่งท้องถิ่นมีอำนาจประเมินค่ารายปีใหม่ได้ทุกปี แต่เจ้าของทรัพย์สินจะผลักภาระภาษีไปยังผู้เช่าโดยสัญญาเช่าหรือผลักภาระไป ในราคาสินค้าและบริการ

หากดูข้อมูลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสองสภารวม 630 คน ในจำนวนนี้แจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดิน 580 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 69,942-2-67 ไร่ รวมมูลค่า 24,760 ล้านบาท (มูลค่าตามราคาประเมินของกรมที่ดินขณะนั้น)
พรรคที่ถือครองที่ดินมากสุดคือพรรคเพื่อไทย ส.ส. 187 คน แจ้งเป็นเจ้าของที่ดิน 173 คน รวม 21,079-3-34 ไร่ มูลค่า 4,795.5 ล้านบาท จำนวนนี้ผู้ถือครอง 1,000 ไร่ขึ้นไปมี 5 คน ถือเกิน 100 ไร่ 34 คน
ประชาธิปัตย์ 171 คนแจ้งเป็นเจ้าของที่ดิน 160 คน 15,181-0-25 ไร่ มูลค่า 5,829,647,6 ล้านบาท ถือเกิน 1,000 ไร่ 2 ราย เกิน 100 ไร่ 37 ราย

พรรคภูมิใจไทย ส.ส. 32 คนแจ้งเป็นเจ้าของที่ดิน 31 คน 3,835-2-35 ไร่ มูลค่า 733.8 ล้านบาท
พรรค เพื่อแผ่นดิน มี ส.ส.จำนวน 32 คน แจ้งว่ามีที่ดิน 29 คน รวมเนื้อที่ 5,323 ไร่ มูลค่า 1,299.4 ล้านบาท ถือครองเกิน 1,000 ไร่ 1 คน
พรรคชาติไทยพัฒนา มี ส.ส. 25 คน มีที่ดิน 21 คน รวมที่ดิน 2,541-0-89 ไร่ มูลค่า 483.6 ล้านบาท
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ส.ส. 9 คน จำนวนนี้ 8 คน ถือครองรวม 819-3-33 ไร่ 681.1 ล้านบาท

พรรคประชาราช มี ส.ส. 8 คน มีที่ดินรวม 3,088-3-81 ไร่ มูลค่า 449.2 ล้านบาท เกิน 1,000 ไร่ 1 คน
พรรคกิจสังคม ส.ส. 5 คน จาก มีที่ดิน 4 คน รวม 858-2-80 ไร่ มูลค่า 70.9 ล้านบาท
พรรคมาตุภูมิ(พรรคราษฎรเดิม)ของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ส.ส. 3 คน ถือครองที่ดินรวม 216-2-07 ไร่ มูลค่า 28 ล้านบาท

สมาชิกวุฒิสภา 145 คน ถือครองที่ดินรวม 19,311-2-42 ไร่ มูลค่า 10,429.4 ล้านบาท พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับการเมืองไทยหลาย ยุคสมัย ขณะเดียวกันก็แฝงความล่อแหลมจากบทเรียนในอดีต ทุกครั้งที่มีการหยิบยกผลักดันเรื่องนี้ รัฐบาลมักจะล้มหรือรัฐสภามีอันเป็นไปทุกที

นับว่าเป็นความกล้าหาญและความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ที่ผลัก ดันกฎหมายนี้จนถึงขั้นผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรีออกมาได้ แต่จากข้อมูลการถือครองที่ดิน กลุ่มนายทุนและตระกูลผู้ดีเก่าล้วนเป็นพลพรรคนักการเมืองแทบทั้งสิ้น

กฎหมาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากผลลัพธ์ไม่ลงเอยเงียบหายไปตามกาลเวลาเหมือนที่เคยผ่านมา รัฐบาลมีความมุ่งมั่นยืนหยัดเดินหน้ายกระดับให้เป็นนโยบายวาระแห่งชาติ และสามารถผ่านกระแสการถูกล็อบบี้ ถูกกดดัน ถูกต่อต้าน จนคลอดออกมามีผลบังคับใช้ได้ จะถือว่าเซอร์ไพรส์จริงๆ

วิพากษ์ผลงานโบว์แดง “แก้หนี้นอกระบบ” รัฐบาลอภิสิทธิ์

แทบทุกครั้งที่เอ่ยถึงผลการทำงานที่ผ่านมา รัฐบาลจะหยิบยกนโยบายปรับโครงสร้างหนี้หรือ “การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ” ขึ้นมาชื่นชมว่าเป็นผลงานเด่น ล่าสุดบอกว่า “ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่มีการแก้ปัญหาหนี้สินมา” โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนพาไปมองในมุมที่แตกต่างๆจากนักคิด นักวิชาการ ชาวบ้าน

วันอาทิตย์ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ โชว์ว่าการ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่มีการแก้ปัญหาหนี้สินมา เป็นการเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชนที่เดือดร้อนที่สุดในประเทศ โดยแก้ไขไปแล้ว 2 แสนกว่าราย และกำลังแก้ปัญหาลูกหนี้ไม่มีคนค้ำประกัน โดยอาจให้สถาบันรัฐช่วยค้ำประกัน เพื่อช่วยเหลือให้ได้อีก 2 แสนรายภายในสิ้นเดือนนี้ และจะมีโครงการต้นกล้าอาชีพเข้าไปส่งเสริมเรื่องรายได้ รวมทั้งติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารายที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วสามารถประกอบอาชีพ ลดภาระหนี้สินได้มากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายหลักสูตรอบรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชน ของสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยวิจารณ์นโยบายแก้หนี้นอกระบบที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่ว่า “เป็นแค่ลิเกตบตา”
“ที่ทำอยู่นี่มันเล่นลิเก ที่มาจดทะเบียนนี่นะ ธกส.ไปเรียกมา ปรากฏ 1 ใน 3 เป็นพวกหนี้ดีของ ธกส. ดอกเบี้ยก็ไม่แพง ผ่อนก็ได้ พอบอกจดทะเบียนก็เอ้ยฟรีนี่หว่า ก็จะเอา ที่ถูกแล้วเนี่ยรัฐไม่ควรจะเข้าไป คือถ้าเข้าไปแล้วได้ข้อมูลจริงมันก็เป็นการช่วยจริง ข้อมูลจริงพวกกู้นอกระบบอยู่ที่มหาดไทย ถ้ามหาดไทยเอาด้วยก็พอหาได้ แล้วฟาดจริงๆคือเจอนายทุน จับจริงลงโทษจริง เพราะเอาเปรียบคนอื่น กฎหมายมันมี มีมาตรการจัดการ แล้วกำหนดเลยว่าจังหวัดไหนทำได้มาก ถ้าทำจริงแป๊บเดียวก็หมด”

ส่วนการแก้ปัญหาผู้กู้ หม่อมอุ๋ยเสนอให้มีการชำระสะสางปัญหาการจัดการแล้วนำ “กองทุนหมู่บ้าน” มาใช้ใหม่ให้มีประสิทธิภาพ

“ใจผมเนี่ยอยู่ที่กองทุนหมู่บ้าน ถ้าเราตั้งกฎไว้ให้แข็ง เพราะพวกนี้ผู้ใหญ่บ้านเขารู้ว่าใครตัวจริง แล้วให้ไปหากองทุนหมู่บ้าน เขาจะจัดการกันเอง คนเกเรเขาไม่ให้กู้อยู่แล้ว เขารู้นิสัยกัน รู้พ่อมันโกง แม่มันโกง นั่นเป็นจุดแข็ง ทำไมเราต้องเอากระบวนการตรงกลางลงไปให้มันเป็นช่องว่าง”

อ.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาให้มุมมองต่อนโยบายนี้กับสื่อว่า การ ประกาศปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เป็นการส่งสัญญาณให้เกษตรกรที่เป็นหนี้ไม่ยอมปรับตัวและสร้างหนี้ต่อ เพราะคิดว่ารัฐบาลต้องช่วยเหลือ ทั้งนี้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร แต่ต้องมีกระบวนการที่รัดกุมรอบคอบมากกว่านี้

“การช่วยเหลือขนาดยกหนี้ให้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องดูสาเหตุการเกิดหนี้ เช่น หากเป็นผลพวงความผิดพลาดรัฐบาลในการทำโครงการต่างๆหรือปัญหาภัยแล้ง แต่ถ้าเป็นหนี้เพราะความผิดเกษตรกรเอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับวิธีป้องกัน เช่น การขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรที่มักมีปัญหากู้หนี้ยืมสิน”

อ.นิพนธ์ ยังเป็นห่วงว่าการจัดงบประมาณฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรจะสูญเปล่า เพราะที่ผ่านมาก็มีโครงการลักษณะนี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และมีปัญหาเงินรั่วไหล

“วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือ หน่วยราชการอย่าเข้าไปยุ่ง ควรให้ชุมชนดำเนินการเอง เพราะจะมีระบบตรวจสอบกันเองและมีความหลากหลาย”

รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ต้องหาสาเหตุการเป็นหนี้ว่าอยู่ตรงไหนแล้วแก้ให้ถูกจุด ไม่ใช่ใครมีหนี้แล้วรัฐจ่ายให้ก็จบ เพราะคน เป็นหนี้เพราะภาวะการใช้จ่ายเกินตัวกับชาวนาที่เป็นหนี้เพราะน้ำท่วมนาข้าว ล้มตาย เป็นเหตุผลที่ต่างกัน แต่ขณะนี้นักการเมืองชอบความง่าย อะไรที่ทำแล้วได้เสียงมากมักทำแบบนั้น ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เรื่องนี้จำเป็นต้องทำ แต่ต้องทำให้ถูกจุด เสนอ 2 แนวทางใหญ่คือ 1.ปลดหรือเปลื้องหนี้ เพราะบางคนล้มละลายเพราะความจำเป็น หรือ 2.การเปลี่ยนหนี้นอกระบบให้มาอยู่ในระบบและบริหารจัดการ

“ตอนทำงานกองทุน ฟื้นฟูฯ เราส่งเสริมให้คนที่เป็นหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่กับเรา ให้เงินไปพัฒนาอาชีพและค่อยมาชำระหนี้ผ่อนส่ง หรือให้เงินก้อนไปชำระหนี้และมาเป็นหนี้กองทุนแทน หรือให้ตั้งกลุ่มอาชีพแล้วค่อยนำรายได้มาผ่อนส่งรายเดือน แต่บางคนไม่อยากเอา คนส่วนใหญ่มองว่าได้เงินเลยดีกว่า”

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนว่า นโยบายปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรของรัฐบาลเป็นกลไกเดียวกับกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกร คือตัดดอกหมดตัดต้นเหลือครึ่ง ซึ่งต้องศึกษาให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ต้องคำนึงเงื่อนไขลูกหนี้แต่ละกลุ่ม เช่น ลูกหนี้บางรายจ่ายเงินต้นและดอกไปหลายเท่าตัว กลุ่มนี้อาจตัดศูนย์ได้ แต่บางรายที่ยังไม่เคยจ่ายเลยอาจต้องจ่ายมากกว่าครึ่งหรือเกินครึ่ง จะใช้มาตรฐานอัตราเดียวกันไม่ได้ นอกจากนี้วิธีการเปิดให้ลงทะเบียน จะช่วยได้เฉพาะคนที่ลงทะเบียนเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมคนจนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ

“นโยบาย ของรัฐดีแล้ว แต่เริ่มแล้วต้องมีการปรับ ตอนนี้อาจจัดการได้ประมาณ 5 แสนรายซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 10 ของลูกหนี้นอกระบบทั้งหมด สิ่งที่ต้องคิดคือจะมีวิธีการจัดการต่อไปอย่างไร โดยการทบทวนเป็นระยะๆ และปรับให้เข้ากับปัญหา”

สำหรับการให้กองทุนฟื้นฟูฯ ลงไปดูปัญหาการชำระหนี้ รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ ดร.เพิ่มศักดิ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการฟื้นฟูเกษตรกรที่เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ควรรวมหน่วยงานต่างๆที่ต่างคนต่างทำเรื่องหนี้นอกระบบมาบูรณาการทำ งานร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอภาคประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ รวม 14 กองทุนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการร่วมกัน และจัดสรรเงินกู้พิเศษส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนร้อยละ 25 ของวงเงินกู้ในแต่ละปี และปฏิรูป ธ.ก.ส.เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมคุณภาพคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยในประเด็นนี้ ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 14 กองทุน งบประมาณกว่า 7 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ถึงมือเกษตรกรที่เดือดร้อน เพราะกองทุนเหล่านี้ติดขัดเรื่องระเบียบ กฎหมาย วิธีการจัดการที่ไม่คล่องตัว การบูรณาการทุกกองเข้าด้วยกันให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะช่วยแก้ปัญหาที่ตรงจุด

สำหรับกรอบเงินกู้พิเศษเป็นข้อเสนอที่ดีในแง่การนำมาใช้ปรับปรุงฟื้นฟู การลงทุนระยะยาวในรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และร้อยละ 25 ก็มีความเหมาะสม แต่บางรายอาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ตามบริบท และเห็นด้วยที่จะปฏิรูป ธ.ก.ส. เพราะเป็นสถาบันการเงินที่เกษตรกรให้ความเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อเกิดความเสี่ยงก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับเกษตรกรด้วย

ดร.เพิ่มศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ถึงมือประชาชนไม่ใช่เดินตามกลไกหนึ่งสองสาม สี่ เพราะกว่าจะถึงปลายทางชาวบ้านก็ตายหมดแล้ว อย่างเรื่องหนี้สินต้องลงไปคุยกับชาวบ้าน สร้างทีมที่ทำจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ไม่ใช่ทำแต่แผนระดับชาติ การจะทำให้ชาวบ้านไม่กลับไปพึ่งหนี้นอกระบบต้องสร้างกลุ่มองค์กรเครือข่าย ของชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถจัดการผลิต จัดการการทุนและพัฒนาองค์กรการเงินได้เองและไปพร้อมกันทั้ง 3 องค์ประกอบ

ส่วนข้อเสนอชาวบ้านจากเวทีทุนชุมชนกับการขับเคลื่อนประเทศ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ระบุว่า สาเหตุของการเป็นหนี้นอกระบบเพราะขาดการวางแผนการใช้เงิน ดังนั้นรัฐต้องไม่แก้ปัญญาเชิงปัจเจกแต่จัดการร่วมทั้งชุมชน ใช้รูปธรรมจากพื้นที่เป็นต้นแบบ ส่วนชุมชนต้องพยายามปรับไม่ให้กู้หนี้นอกระบบ แต่มาเป็นหนี้กับกองทุนหรือองค์การเงินภายในแทน

นายประดิษฐ์ สมชาติ ประธานที่ปรึกษาสถาบันการเงินชุมชน ต.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เล่าถึงรูปธรรมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ว่า เริ่มจากสำรวจคนที่เป็นหนี้นอกระบบทั้งหมดและหาสาเหตุ และเรียกประชุมคณะทำงานสร้างกฎระเบียบ กติกาข้อตกลงร่วมกัน แล้วจึงระดมทุนชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนอื่นๆ มาปล่อยกู้ไปใช้หนี้แล้วเบนกลุ่มคนเหล่านี้ให้มาเป็นหนี้กองทุนแทน สุดท้ายจึงติดตามตรวจสอบ ใครไม่ใช้หนี้คืนก็จะมีบทลงโทษซึ่งเป็นกติกาชุมชน

ซึ่งคล้ายกับพื้นที่ ต.โสน จ.พิจิตร ใช้ทุนเบื้องต้นจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์มาปล่อยกู้เป็นปัจจัยการ ผลิต เช่น ปุ๋ย พันธุ์กล้า หรือเครื่องจักร แทนที่จะเป็นตัวเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นการปลดหนี้นอกระบบโดยยึดหลักทำมาหากินให้ยั่งยืนก่อน

“นโยบาย ประชานิยม” ซึ่งนักวิชาการเศรษฐศาสตร์หลายคนบอกว่า “ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป และเลวเสมอไป” ขึ้นอยู่กับว่าทำจริงหรือแค่หาเสียง และผลประโยชน์แท้จริงนั้นตกอยู่กับประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและยั่งยืน หรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์” ก็เป็นประชานิยม ซึ่งขณะนี้มีข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมยั่งยืน

กม.-ถูกตัดสิทธิ์รับจัดสรรที่ดิน

วิมล กิจวานิชขจร

รมช.เกษตรฯ แจง ส.ป.ก.แก้ปัญหาที่ดินตาม มติ ครม.คืบหน้า ปัดไม่เกี่ยวกรณีแอบอ้างชื่อ “เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค” รุกที่เอกชน เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อร่วมกระทำผิดมีโทษทั้งแพ่ง-อาญา และถูกตัดสิทธิการจัดสรรที่ดินจากรัฐ จากกรณีที่เป็นข่าวว่ากลุ่มเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาคเข้าไปบุกรุกที่ดินบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(บสท.) และบริษัทเอกชนรายอื่นในพื้นที่ จ.ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย บุรีรัมย์ และสระแก้ว โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทดังกล่าวขายที่ดินให้แก่นายทุนนั้น

วันนี้(21 ก.ค.) นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค กล่าวว่ามติคณะรัฐมนตรี(ครม.) 3 ก.พ.52 มอบหมายให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) แก้ไขปัญหาที่ดินโดยจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค 1,889 ราย จัดให้เกษตรกรเช่าซื้อที่ดินรายละไม่เกิน 15 ไร่ ด้วยวิธีการปฏิรูปที่ดิน 1,466 ราย ซึ่งขณะนี้เกษตรกรจำนวนดังกล่าวได้คัดเลือกแปลงที่ดินแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อที่ดิน 679 ราย ประมาณ 9,824 ไร่เศษ ขณะเดียวกันได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้เกษตรกรแล้ว 24 ราย 346 ไร่เศษ และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2554

ส่วนกรณีกลุ่มราษฎร ที่ใช้ชื่อว่าเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค เข้าไปบุกรุกยึดถือที่ดินบริษัทเอกชนหรือบุคคลอื่นนั้น นายศุภชัย กล่าวว่า คณะกรรมการฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายซึ่งอาจถูกดำเนินคดีทางอาญาและทางแพ่งเรียกค่า เสียหายจากเอกชนเจ้าของที่ดิน และขอให้ผู้อ้างตนเป็นเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาคเข้าไปบุกรุกนั้นยุติการกระทำดังกล่าว รวมทั้งขอให้เกษตรกรอย่าหลงเชื่อถูกชักจูงให้ร่วมกระทำผิด ทั้งนี้หาก ผู้กระทำผิดมีรายชื่อในกลุ่มเกษตรกร 1,889 รายที่ได้รับความช่วยเหลือตามมติ ครม. ก็จะกลายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการได้รับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน

รมช.เกษตรฯ ยังกล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก.ดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ไร้ที่ดินทำกิน เพื่อคัดเลือกผู้เหมาะสมที่จะได้รับการจัดที่ดินต่อไป อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินมีความประสงค์ที่จะรับสิทธิก็ สามารถมาขึ้นทะเบียนที่ ส.ป.ก.จังหวัดได้

รองปลัดยุติธรรม เสนอตั้งศาลพิเศษด้านทรัพยากรช่วยคดีคนจน

นักสิทธิชุมชน เสียดสีคนจนได้รับเกียรติให้ปฏิบัติตาม กม.มากกว่าคนรวย นายทุน-ขรก.รังแก ลดอคติในกระบวนยุติธรรมไม่ได้ก็ลดความเหลื่อมล้ำยาก อ.อคินเตรียมนำคดีคนจนเสนอ คปร.แก้ด่วน รองปลัดยุติธรรมเผย 25% คนจนราชทัณฑ์ติดคุกก่อนศาลตัดสินเพราะไม่มีเงินประกัน เสนอตั้งศาลทรัพยากร

วันนี้(19 ก.ค.) ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสาธารณะ “คน จนกับความไม่เป็นธรรมในการะบวนการยุติธรรมไทย”โดย นาย บำรุง คะโยธา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่า การเรียกร้องความเป็นธรรมที่ผ่านมา คนจนต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในสังคม กระบวนการยุติธรรมมักตั้งข้อหาไว้ก่อนว่าคนชุมนุมคือคนผิด การปฏิรูปประเทศในสถานการณ์ขับไล่คนจนและความแตกแยกที่ขยายวงกว้างเช่นนี้ จึงทำได้ยาก แต่ดูจากรายชื่อคณะกรรมการก็เห็นแสงสว่างบ้าง แม้จะยังไม่มีผลงาน แต่กระบวนการนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาไม่มากก็น้อย

“ในฐานะแกนนำชาวบ้านอดีตนักโทษข้อหาการชุมนุมหลายคดี การเคลื่อนไหวแล้วถูกจับเป็นเรื่องปกติ แค่ถือไม้สร้างเต็นท์ เจ้าหน้าที่ก็ยื่นข้อหาชุมนุมโดยมีอาวุธ ซึ่งชาวบ้านทำใจมานานแล้ว”

นายทุนจับมือข้าราชการผลักชาวบ้านโดนคดีที่ดิน

นายสุทธิพงษ์ ลายทิพย์ ผู้ประสานงานศูนย์กฎหมายและสิทธิชุมชนพื้นที่อันดามัน กล่าวว่ามีคดีคนจนกว่า 1,500 กรณีใน 37 พื้นที่อันดามัน เป็นคดีเอกชนฟ้องชาวบ้าน, รัฐฟ้องชาวบ้านและคดีปกครอง เป็นคดีความแล้ว 415 เรื่องครอบคลุมกว่า 7,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เพราะนายทุนต้องการจับจองพื้นที่จึงร่วมกับรัฐออกเอกสารสิทธ์โดยมิ ชอบ ทำให้ชุมชนที่เข้าไปทำกินในเหมืองแร่ร้าง ป่าชายเลนเสื่อมสภาพกลายเป็นผู้บุกรุก นอกจากนี้ยังมีการออกนโยบายเปิดช่องให้อุตสาหกรรมหรือเกษตรกรขนาดใหญ่เข้าไป ใช้พื้นที่แล้วฟ้องขับไล่ชาวบ้าน, การจัดระเบียบที่ดินให้เป็นเขตอนุรักษ์เอื้อกลุ่มทุนท่องเที่ยวและนายทุน ท้องถิ่น แต่กระทบวิถีชาวประมง, การประกาศพื้นที่อันดามันเป็นมรดกโลก ทำให้มีการประกาศเขตอุทยานฯมากขึ้น สุดท้ายคือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น ท่าเทียบเรือ จ. สตูล

คนจนมักได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมและได้รับเกียรติให้ปฏิบัติตาม กฎหมายมากกว่าคนรวย ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับหรือการบังคับคดี บางรายถูกฟ้องอาญาแล้วฟ้องแพ่งอีก บางรายมีข้อหาอื่นพ่วงท้าย

“กรณีหนึ่ง ชาวบ้านประสบภัยสึนามิเข้าไปตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ กลับถูกฟ้องเรียกค่าปรับวันละ 1,000 บาท เอกชนอ้างว่าขัด พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พี่น้องหาเช้ากินค่ำจะทำอย่างไร ข้อด้อยของกระบวนยุติธรรมเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านต้องพยายามสู้กันในทุกมิติ”

นายพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปสังคมและการเมือง กล่าว ถึงปัญหาคนจนเมืองว่า มีคดีที่ดินกับรัฐ 163 คดี 412 ราย ส่วนใหญ่เป็นการประกาศเขตพื้นที่สาธารณะโดยอ้างหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ ส่วนคดีที่ดินเอกชนเป็นการออกโฉนดทับที่ชุมชน

“ชาวบ้านหนึ่งคนถูกฟ้อง หลายคดี ไม่ค่อยมีสิทธิอุทรณ์ฎีกา บางรายกลัวถึงขั้นทิ้งที่หนี บางส่วนยอมจ่ายเงินซื้อจากนายทุน อีกไม่น้อยยอมติดคุก เพราะไม่รู้กฎหมาย พอไม่ไปศาลคดีก็ถูกตัดสินไป ที่สุดนายทุนก็ชนะออกโฉนดกลายเป็นความชอบธรรมด้วยอำนาจศาล ขณะที่ชาวบ้านเป็นเหยื่อการพัฒนา”

นางจินตนา แก้วขาว แกนนำชาวบ้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงปัญหาโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนว่าคดีส่วนใหญ่เป็นเรื่องเอกสาร สิทธิ์ รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมผิดขั้นตอนทำให้อนุมัติโครงการทั้งโรง ไฟฟ้า โรงเผาขยะ ฯลฯ เฉพาะโรงถลุงเหล็กบางสะพานที่เดียวชาวบ้านมี 22 คดี บางรายถูกฟ้องทั้งทางแพ่ง อาญา ทั้งข้อหาบุกรุก หมิ่นประมาท ละเมิดสิทธิ ทำให้เสียทรัพย์สิน หนักสุดคือร่วมกันฆ่า

“บางแห่งศาลตัดสินให้โรงไฟฟ้า ได้เงินชดเชย ชาวบ้านบางคนสู้จนตายก่อนแล้วญาติต้องรับภาระค่าปรับแทน ความจริงแค่ชาวบ้านเดินขึ้นศาลก็ถูกตัดสินแล้ว เจ้าหน้าที่ชอบหมายหัวว่าเป็นพวกคัดค้าน แต่ไม่เคยมองว่าทำไมโครงการต้องมาตั้งที่บ้านเรา”

ข้อด้อยกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มอง “สิทธิชุมชน”

นายประยงค์ ดอกลำไย ผู้ประสานงานกลุ่มปฏิรูปที่ดินโฉนดชุมชน กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ถูกฟ้องจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สร้างหลักฐานเท็จหรือใบจองสิทธิ์ให้เอกชนหรือหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดการฟ้องร้องชาวบ้านบุกรุกที่ดิน

“ศาลก็มีความเชื่อว่าชาวบ้าน บุกรุก ทำให้เสียงชาวบ้านไม่มีน้ำหนัก ฟังแต่ส่วนราชการกับเอกชน และการตั้งข้อหาเยอะๆคือต้องการให้ชาวบ้านติดคุก เพราะเค้ารู้อยู่แล้วว่าชาวบ้านไม่มีเงินประกันตัวสู้คดี”

นายปราโมทย์ ผลภิญโญ ผู้ประสานงานกลุ่มปัญหาที่ดินชัยภูมิ กล่าวว่า ภาคอีสานมีคดีชาวบ้านเรื่องที่ดิน 17 คดี 115 ราย หน่วยงานรัฐมักได้เปรียบในกระบวนการยุติธรรม และมักฟ้องทั้งแพ่งและอาญา

“เช่น คดีบุกรุกที่ป่าไม้ ขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ เป็นคดีอาญา เมื่อสิ้นคดีอาญาก็ฟ้องแพ่งต่อ เช่น ข้อหาใช้ทรัพยากรให้เสื่อมโทรม ชาวบ้านเรียกคดีโลกร้อน โดยเรียกค่าเสียหายปีละกว่า 100,000 บาท”

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ชาวบ้านยังขาดความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีสวนป่าคอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ มีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯทับซ้อนที่ดินชาวบ้าน แต่ในชั้นศาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ทั้งที่มีเอกสารยืนยันสิทธิการครอบครอง

“กระบวนการยุติธรรมไม่ได้พิจารณสิทธิชุมชน เช่น สวนป่าคอนสาร ชาวบ้านมี สค.1 มีใบจ่ายภาษีที่ดินมาตั้งแต่ 2494 ศาลบอกไม่มีน้ำหนักพอ แล้วสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน”

นายไพจิต ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานปัญหาเขื่อนปากมูล-ราษีไศล ชี้แจงกรณีที่ ชาวบ้านดันประตูฝายราศีไศลเพื่อเข้าไปเปิดประตูเขื่อนปากมูล จึงถูกกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานแจ้งข้อหาบุกรุก ศาลตัดสินให้ตนจำคุก 1 ปี 6 เดือน กำลังอยู่ระหว่างต่อสู้ในชั้นฎีกา ใช้หลักทรัพย์ประกันตัวไปแล้ว 410,000 บาท

“พอดีมีคนไปสมัคร สส. แล้วเขาแจ้งว่ามีคดีซ่องโจร ไม่มีสิทธิสมัคร พวกเราถึงรู้ว่ามีคดีติดตัว ซึ่งหมายจับของตำรวจออกมาตั้งแต่ 2543 แต่ไม่เคยจับ ปีที่แล้วไม่รู้ตำรวจขยันอะไรไปจับชาวบ้านและบอกว่าขอจับเดือนละคน เราพยายามอ้างและยืนยันว่าเราใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แต่ศาลไม่รับฟัง”

นายสมนึก ตุ้มสุภาพ ที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อติดขัดที่นำไปสู่ปัญหามี 2 ประการ 1.สังคมไทยตัดสินแบบเหมารวมด้วยระบบกฎหมายเดียวทั้งที่บริบทของพื้นที่มี ความแตกต่าง 2.อคติของหน่วยงานมองคนสู้เป็นผู้ขัดขวาง หากลดอคติไม่ได้ก็ลดความเหลื่อมล้ำยาก นอกจากนี้กลไกต่างๆที่มีอยู่ไม่ยุติธรรม ย้อนไปถึงนโยบายที่บังคับให้ตำรวจพิจารณาว่าต้องจับกุมอย่างไร หรือแม้กระทั่งขั้นพิพากษาที่เป็นเพียงการชี้ผิดแล้วเลิก

“ถ้าศาลกล้าพิจารณาในประเด็นเคลือบแคลงจะช่วยชีวิตชาวบ้านได้อีกเยอะ กฎหมายตัวเดียวบังคับกับทุกคนไม่ได้ ควรนำความเข้าใจพื้นฐานของชาวบ้านมาร่วมพิจารณาด้วย”

นายสมนึก เสนอว่า ปัญหาคือชาวบ้านเข้าไม่ถึงกฎหมายและกฎหมายก็เข้าไม่ถึงชาวบ้าน ต้องปฏิรูปกระบวนยุติธรรมทั้งระบบ ทำกฎหมายที่แข็งให้ยืดหยุ่นโดยเน้นเชิงสังคมมากขึ้น แค่เปิดสมองและรับเรื่องเหล่านี้เข้าไปจะรู้เองว่าควรพิจารณาอย่างไร

นำคดีคนจนเข้า คปร.ด่วน - ผลักดันศาลพิเศษทรัพยากร

ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย(คปร.) กล่าวว่า ต้องมีมาตรการแก้ปัญหา 2 ช่วง คือ การแก้ปัญหาเร่งด่วนที่น่าจะแก้ไขทันที เช่น กรณีคนถูกจับจากข้อหาต่างๆซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอ คปร.ในการประชุมครั้งหน้า ส่วนระยะยาว อาจต้องแก้ไขที่กระบวนการยุติธรรม เช่น วิธีการพิจารณาของศาลที่ไม่ยึดแต่เอกสารว่าสำคัญที่สุด ทั้งที่เอกสารอาจออกมาด้วยการทุจริต

“เรื่องที่ดินหรือสิ่งแวดล้อมน่าจะใช้วิธีพิจารณาอีกแบบหนึ่ง หรืออาจสร้างศาลใหม่ขึ้นมาเพื่อพิจารณา แต่เรื่องด่วนที่ต้องทำคือการจับกุมโดยไม่ยุติธรรม คณะกรรมปฏิรูปฟังปัญหา ดังนั้นชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างพลังชุมชนช่วยกันผลักดันให้รัฐลบล้างความไม่เป็นธรรม”

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมในหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานตำรวจ ดีเอสไอ ทหาร สำนักงานที่ดิน กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ควรมีเป้าหมายเดียวกันคือความยุติธรรมแก่ประชาชนที่เดือดร้อน ปัจจุบันผู้ต้องขังประมาณ 204,000 ราย เป็นคนจน ที่น่าตกใจคือกว่า 25% หรือ 50,000 คนถูกจำคุกก่อนศาลตัดสิน เพียงเพราะไม่มีเงินประกันตัว จึงผลักดันกองทุนยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่ เป็นธรรมในการบังคับคดี

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังเปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่า กองทุนยุติธรรมจัดตั้งปี 2545 แต่ไม่แพร่หลาย แต่ก็ช่วยเหลือประชาชนแล้วหลายกรณี ซึ่งหลักการทำงานคือให้คำปรึกษาทางกฎหมาย รับเรื่องราวร้องทุกข์ รับคำขอคุ้มครองพยานในคดีอาญา รวมทั้งช่วยเหลือทางการเงินในคดีอาญาแก่ผู้เสียหายและจำเลย แต่ทั้งนี้การสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นสำคัญที่สุดเพื่อให้ เกิดความเสมอภาค

“ให้กองทุนมีเงินมากขนาดไหนก็ไม่พอเท่ากับคนในท้องถิ่นช่วยกันทำให้เกิดความยุติธรรม และต้องให้ความรู้กฎหมายประชาชน แต่กรณีเรื่องที่ดินอาจต้องมีวิธีการแสวงหาความจริงในศาลรูปแบบอื่น หรือตั้งศาลที่มีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพยากรเพื่อตัดสินคดี อย่างเข้าใจและเป็นธรรม”

เวทีระดมความคิดคดีคนจน ยังเสนอแนวทางขจัดความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ 1.จัด ตั้งกองทุนยุติธรรมและจัดหาทนายความที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพให้คนจนที่ โดนคดี 2.ตั้งคณะกรรมการร่วมรวบรวมคดีทั้งหมดเพื่อจำแนกว่าอยู่ในขั้นใด พร้อมวางมาตรการช่วยเหลือและทางออกในกรอบกฎหมาย 3.มีคณะทำงานจาก ส่วนกลางการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบและการทำตรวจสอบโดยกองทุนสิ่ง แวดล้อม 4.ติดตามประเมินผลและมีมาตรการกดดันหากรัฐบาลไม่ดำเนินการแก้ไข

5.มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมระยะยาวปรับ ปรุงมาตรการประกันตัว เช่น กำหนดวงเงินประกัน หรือไม่ให้คุมขังระหว่างรอเงินประกัน เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องติดคุกเพราะไม่มีผู้ประกัน 6.ปรับขบวน การพิจารณาคดีจากระบบกล่าวหาเป็นไต่สวนหรืออาจตั้งศาลชำนาญการพิเศษขึ้น 7.ทำให้ศาลมีความรู้ความเข้าใจและนำปัญหาเชิงพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างมา พิจารณาร่วม และ 8.ปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นสาเหตุการคดีต่าง

กก.ปฏิรูป ปท.ชี้ต้องผลักดันทั้ง กม.สวัสดิการชาวนา และกองทุนการออม

อมราวดี อ่องลา

ดร.เพิ่มศักดิ์ 1 ใน คกก.ปฏิรูป ชี้จำเป็นต้องมีทั้งกองทุนสวัสดิการชาวนาและกองทุนการออมแห่งชาติ ส่วนแก้หนี้นอกระบบไม่ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน-วิธีลงทะเบียนช่วยได้ไม่ครอบ คลุม เห็นด้วยกับภาค ปชช. รวม 14 กองทุนบูรณาการหนี้-จัดเงินกู้พิเศษร้อยละ 25 พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำกับยุทธศาสตร์การ ปฏิรูป ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ให้สัมภาษณ์กับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนถึงร่าง พ.ร.บ. กองทุนสวัสดิการชาวนาที่ยังไม่มีความคืบหน้าและก่อนหน้ามีข่าวว่าซ้ำซ้อนกับ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติของกระทรวงการคลังซึ่งรัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ว่า ทั้ง 2 กองทุนมีความสำคัญ ไม่ควรแยกหรือตัดอันใดอันหนึ่งออก เพราะกลุ่ม ชาวนาเป็นกลุ่มที่ต้องการสวัสดิการมากกว่าการออม ขณะเดียวกันก็ต้องมีทุนฟื้นฟูที่ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือ กรณีชราภาพหรือประกอบอาชีพไม่ได้

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อาชีพชาวนากำลังล่มสลาย เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่มีอายุมากและไม่มีสวัสดิการรองรับ กองทุนสวัสดิการชาวนาจึงจำเป็น เพราะช่วยฟื้นฟูโอกาสและทำให้คนกลุ่มนี้อยู่ได้ ส่วนกองทุนการออมแม้จะไม่ใช่คำตอบที่แน่ชัดว่าสร้างสังคมสวัสดิการได้ แต่อย่างน้อยก็นำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะปัญหาหลักของเกษตรกรที่ผ่านคือต้นทุนสูง เพราะไม่ได้ออมเงินไว้ใช้จ่าย แต่ใช้วิธีกู้เงินจากสถาบันการเงินมาใช้ ดังนั้นต้องหนุนทั้ง 2 กองทุนซึ่งมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ระวังอย่าให้ขัดกันเอง

ส่วน นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลหรือการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ดร.เพิ่ม ศักดิ์ กล่าวว่า เป็นกลไกเดียวกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คือตัดดอกหมดตัดต้นเหลือครึ่ง ซึ่งต้องศึกษาให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ต้องคำนึงเงื่อนไขลูกหนี้แต่ละกลุ่ม เช่น ลูกหนี้บางรายจ่ายเงินต้นและดอกไปหลายเท่าตัว กลุ่มนี้อาจตัดศูนย์ได้ แต่บางรายที่ยังไม่เคยจ่ายเลยอาจต้องจ่ายมากกว่าครึ่งหรือเกินครึ่ง จะ ใช้มาตรฐานอัตราเดียวกันไม่ได้ นอกจากนี้วิธีการเปิดให้ลงทะเบียน จะช่วยได้เฉพาะคนที่ลงทะเบียนเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมคนจนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ

“นโยบาย ของรัฐดีแล้ว แต่เริ่มแล้วต้องมีการปรับ ตอนนี้อาจจัดการได้ประมาณ 5 แสนรายซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 10 ของลูกหนี้นอกระบบทั้งหมด สิ่งที่ต้องคิดคือจะมีวิธีการจัดการต่อไปอย่างไร โดยการทบทวนเป็นระยะๆ และปรับให้เข้ากับปัญหา”

สำหรับการให้กองทุนฟื้นฟูฯ ลงไปดูปัญหาการชำระหนี้ รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ ดร.เพิ่มศักดิ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการฟื้นฟูเกษตรกรที่เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ควรรวมหน่วยงานต่างๆที่ต่างคนต่างทำเรื่องหนี้นอกระบบมาบูรณาการทำ งานร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอภาค ประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้รวม 14 กองทุนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการร่วมกัน และจัดสรรเงินกู้พิเศษส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนร้อยละ 25 ของวงเงินกู้ในแต่ละปี และปฏิรูป ธ.ก.ส.เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมคุณภาพคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดย ดร.เพิ่ม ศักดิ์ กล่าวว่า เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 14 กองทุน งบประมาณกว่า 7 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ถึงมือเกษตรกรที่เดือดร้อน เพราะกองทุนเหล่านี้ติดขัดเรื่องระเบียบ กฎหมาย วิธีการจัดการที่ไม่คล่องตัว การบูรณาการทุกกองเข้าด้วยกันให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะช่วยแก้ปัญหาที่ตรง จุด

สำหรับกรอบเงินกู้พิเศษเป็นข้อเสนอที่ดีในแง่การนำมาใช้ปรับ ปรุงฟื้นฟูการลงทุนระยะยาวในรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และร้อยละ 25 ก็มีความเหมาะสม แต่บางรายอาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ตามบริบท และเห็นด้วยที่จะปฏิรูป ธ.ก.ส. เพราะเป็นสถาบันการเงินที่เกษตรกรให้ความเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อเกิดความเสี่ยงก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับเกษตรกรด้วย

ดร.เพิ่มศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ถึงมือประชาชนไม่ใช่เดินตามกลไกหนึ่งสองสาม สี่ เพราะกว่าจะถึงปลายทางชาวบ้านตายหมดแล้ว อย่างเรื่องหนี้สินต้องลงไปคุยกับชาวบ้าน สร้างทีมที่ทำจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ไม่ใช่ทำแต่แผนระดับชาติ การทำให้ชาวบ้านไม่กลับไปพึ่งหนี้นอกระบบต้องสร้างกลุ่มองค์กรเครือข่ายของ ชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถจัดการผลิต จัดการการทุนและพัฒนาองค์กรการเงินได้เองไปพร้อมกันทั้ง 3 องค์ประกอบ