แนวหน้า

เดินหน้าจัดระบบปลูกข้าว เกษตรฯเปิดเวทีระดมสมอง/ตั้งเป้า1.5ล้านไร่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินหน้าโครงการจัดระบบการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวในเขตชลประทาน 22 จังหวัด ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่ระบาด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 รวม 4 ปี ซึ่งโครงการในปี 2555 นี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการจัดระบบปลูกข้าว รวม 1.5 ล้านไร่ มีระบบการปลูกข้าวรวม 4 ระบบ โดยเป็นการปลูกข้าวนาปี ข้าวนาปรัง สลับกับการปลูกพืชหลังนา/พืชปุ๋ยสดสลับกันไปในแต่ละช่วงที่กำหนด ซึ่งเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ร่วมกันตัดสินใจเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหลังนาเพื่อเสริมรายได้ หรือปลูกพืชปุ๋ยสดบำรุงดิน โดยภาครัฐช่วยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาและพืชปุ๋ยสด อบรมให้ความรู้ และจัดการด้านการตลาดให้อย่างครบวงจร ในระยะแรกจะดำเนินการในเขตโครงการส่งน้ำลุ่มเจ้าพระยาก่อน เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ และเป็นจุดที่เกิดปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

นายธีระ กล่าวต่อไปว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าว จะสามารถป้องกันความเสียหายจากการปลูกข้าวในพื้นที่นาลุ่มต่ำ เขตน้ำท่วมซ้ำซาก เขตพื้นที่รองรับน้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัย อันจะเห็นได้จากพื้นที่นาเสียหายมากกว่า 10 ล้านไร่ ในปีที่ผ่านมา อีกทั้งแก้ไขปัญหาด้านผลผลิต ราคา และสภาพแวดล้อม จากการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง บางครั้งอาจขาดทุน เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูข้าวมากขึ้น ตลอดจนยังทำให้ดินเสื่อมโทรมจากการปลูกข้าวตลอดทั้งปี และไม่มีการบำรุงรักษา รวมทั้งต้องปลูกข้าวอายุสั้น 1 ครั้ง เพราะมีเวลาจำกัด ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำ ขายไม่ได้ราคา ที่สำคัญคือเป็นแหล่งอาหารให้กับแมลงศัตรูข้าวจนเกิดการระบาดอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้แก่นาข้าวเป็นจำนวนมาก การจัดระบบการปลูกข้าวจึงถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชาวนาอย่างถาวร เสริมสร้างศักยภาพการผลิตให้สูงขึ้น มีการใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม มีการบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตัดวงจรชีวิตของแมลงศัตรูข้าว และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ สร้างให้ระบบการผลิตข้าวของประเทศมีความมั่นคงยั่งยืนอีกด้วย

น้ำท่วมกระทบหนัก "สหกรณ์"เร่งจัดหา "เงิน-ปัจจัยการผลิต" ช่วยสมาชิกเขตกทม.

นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานในการมอบถุงยังชีพ พร้อมเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตแก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรภาษีเจริญ จำกัด 150 ราย และสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองแขมบางขุนเทียน จำกัด 200 ราย ตามโครงการสหกรณ์รวมใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

นายโอภาส กล่าวว่า ขบวนการสหกรณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการสหกรณ์รวมใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยร่วมกันจัดซื้อถุงยังชีพ และมอบเงินนำไปซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อมอบให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ สมารถดำรงชีพในเบื้องต้น และสามารถปลูกพืชระยะสั้น เป็นการฟื้นฟูอาชีพ ทำให้สมาชิกสหกรณ์ สามารถมีรายได้ ส่งผลต่อการช่วย ฟื้นฟูอาชีพเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติต่อไปในอนาคต

นายโอภาส กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการช่วยเหลือเรื่องถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือแล้ว ยังได้มีการสำรวจเรื่องหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพื่อพักชำระหนี้ โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายคืนให้สหกรณ์แทนเป็นเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตามสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ควรต้องมีการเตรียมพร้อมในการรับมือกับปัญหาอุทกภัยในอนาคต เพื่อช่วยเหลือตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งขณะนี้ได้มีการคาดเดาว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สมาชิกสหกรณ์ควรต้องมีการเตรียมตัวว่าจะมีการป้องกันอย่างไร เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ และไม่ให้พื้นที่ทำการเกษตรต้องเสียหายเหมือนปีที่ผ่านมา

EUตีกรอบสินค้าเกษตรอินทรีย์ ออกกฎหมายใหม่คุมหน่วยงานรับรอง/เตือนผู้ส่งออกไทยระวังผลกระทบ

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผ.อ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (อียู) รายงานว่า อียูได้ออกกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการกำหนดให้สินค้าเกษตรอินทรีย์จากประเทศที่สาม ต้องผ่านการรับรองความเท่าเทียมกันภายใต้การขึ้นบัญชีรายชื่อหน่วยงานรับรองของรัฐ (Control Authority: CA) และหน่วยงานรับรองของเอกชน (Control Body: CB) ของอียู โดยหลังเดือนธันวาคม 2553 เป็นต้นไป อียูจะลดบทบาทช่องทางการขอขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่สามที่สามารถส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปจำหน่ายยังอียูกับประเทศสมาชิกลง และจะยกเลิกอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปยังอียูในอนาคต

ปัจจุบันมีประเทศที่ได้อยู่ในบัญชีประเทศที่สาม 7 ประเทศ ที่สามารถส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปอียูได้ ประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย คอสตาริกา อินเดีย อิสราเอล นิวซีแลนด์ และสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีตูนีเซียที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในบัญชีอันดับที่ 8 สำหรับในกลุ่มประเทศเอเชียคาดว่า ญี่ปุ่นจะได้รับการพิจารณาจากอียู ในเร็วๆนี้

"ส่วนการยื่นขอขึ้นบัญชีรายชื่อประเทศที่สามของไทย ขณะนี้อียูกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาข้อมูลที่ไทยยื่นเสนอซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากมีประเทศที่สามอื่นๆ ยื่นคำร้องก่อนประเทศไทยประมาณ 10 ประเทศ"

นายศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศฯแนะนำว่า ผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ยังคงสามารถใช้ช่องทางเดิมในการขอรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก โดยใช้หน่วยรับรองของเอกชนของอียูหรือของต่างชาติให้เป็นหน่วยรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของตนได้ แต่อนาคตผู้ประกอบการไทยต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบว่า หน่วยรับรองเอกชนนั้นได้รับการยอมรับให้ขึ้นบัญชีของอียูหรือไม่ ขณะเดียวกันหน่วยรับรองเอกชนจะต้องระบุชื่อผู้ส่งออก/ผู้ผลิต รวมถึงสินค้าที่ผลิตได้ของไทยอยู่ในบัญชีของตนด้วย

อาหาร-น้ำมัน​แพงกดดัน​เงิน​เฟ้อพุ่ง ​เดือนมกราคม​แตะ3.38% พาณิชย์ปลอบ​ไม่หลุดกรอบ

พาณิชย์ ​เผย ​เงิน​เฟ้อ​เดือนมกราคมพุ่ง 3.38% ​เกิดจาก​แรงกดดันของราคาอาหาร ​เครื่องดื่ม น้ำมัน ที่สูงต่อ​เนื่อง ​แต่ยังมั่น​ใจ​ทั้งปีอยู่​ในกรอบ 3.30-3.80% ขณะที่ปัญหา​เศรษฐกิจ​โลก ​การ​เมือง รวม​ทั้งภัยธรรมชาติ ค่า​เงินผันผวน ดอก​เบี้ยขาลง ยัง​เป็นปัจจัย​เสี่ยงของ​เงิน​เฟ้อ ขึ้น​เงิน​เดือนข้าราช​การ​และค่า​แรง 300 บาทมีผล​แค่​เล็กน้อย

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ​เปิด​เผยว่า ดัชนีราคา​ผู้บริ​โภคทั่ว​ไป(CPI)​เดือน มกราคม 2555 อยู่ที่ 113.21 ​เพิ่มขึ้น 3.38% จากช่วง​เดียวกันของปีก่อน ​และ​เพิ่มขึ้น 0.39% ​เมื่อ​เทียบกับ​เดือนธันวาคม 2554 ​เป็น​การ​เพิ่มขึ้น​แบบชะลอตัวตามภาวะ​การฟื้นตัวของประ​เทศ ที่อยู่​ในช่วง​เยียวยาหลังประสบสถาน​การณ์อุทกภัยอย่างรุน​แรง

ส่วนดัชนีราคา​ผู้บริ​โภคพื้นฐานของประ​เทศ(Core CPI) ​เดือนมกราคม 2555อยู่ที่ 107.26 ​เพิ่มขึ้น 2.75% จาก​เดือน​เดียวกันของปีก่อน ​และ​เพิ่มขึ้น 0.26% ​เมื่อ​เทียบกับ​เดือนธันวาคม 2554

ขณะที่ดัชนีราคาหมวดอาหาร​และ​เครื่องดื่มอยู่ที่ 135.48 ​เพิ่มขึ้น 7.70% จาก​เดือน​เดียวกันของปีก่อน ​แต่ลดลง 0.21% ​เมื่อ​เทียบกับ​เดือนธันวาคม 2554 ส่วนดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ที่​ไม่​ใช่อาหาร​และ​เครื่องดื่มอยู่ที่ 100.34 ​เพิ่มขึ้น 0.73% จาก​เดือน​เดียวกันของปีก่อน ​และ​เพิ่มขึ้น 0.79% ​เมื่อ​เทียบกับ​เดือนธันวาคม 2554

นายยรรยง กล่าวว่า สา​เหตุที่อัตรา​เงิน​เฟ้อ​ใน​เดือนมกราคม 2555ปรับตัวสูงขึ้น 0.39% จาก​เดือนธันวาคม 2554 นั้นมาจากราคาสินค้าสินค้าหมวดอื่นๆ ที่​ไม่​ใช่อาหาร​และ​เครื่องดื่ม ​โดย​เฉพาะหมวดราคาน้ำมัน​เชื้อ​เพลิงที่ราคาขายปลีก​ในประ​เทศปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะราคา​ในตลาด​โลก

​และ​การจัด​เ​ก็บ​เงิน​เข้ากองทุนน้ำมัน​เชื้อ​เพลิงตามน​โยบายรัฐบาล ​โดยดัชนีราคาน้ำมัน​เชื้อ​เพลิงสูงขึ้น 6.48% รวม​ทั้ง​การสูงขึ้นของค่า​ไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ตามต้นทุน​การผลิต นอกจากนี้ วัสดุก่อสร้าง สินค้าที่​เกี่ยวกับ​การ​ทำ​ความสะอาดบ้าน ​และของ​ใช้ส่วนบุคคลราคามี​แนว​โน้มปรับตัวสูงขึ้น

​แต่หาก​เปรียบ​เทียบกับช่วง​เดียวกันของปีก่อนมีสา​เหตุมาจากดัชนีหมวดอาหาร​และ​เครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น 7.70% ​โดยสินค้า​ในหมวดข้าว ​แป้ง ​และผลิตภัณฑ์จาก​แป้ง ปรับตัวสูงขึ้น 2.34% ​เนื้อสัตว์สูงขึ้น 10.52% ​ไข่​และผลิตภัณฑ์นมสูงขึ้น 2.30% ขณะที่ดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ที่​ไม่​ใช่อาหาร​และ​เครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น 0.73% ​ได้​แก่ หมวด​เคหสถานสูงขึ้น 2.20% หมวด​การตรวจรักษา​และบริ​การส่วนบุคคล 1.08% หมวด​เครื่องนุ่มห่ม​และรอง​เท้าสูงขึ้น 0.75%

​ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยัง​เชื่อมั่นว่าอัตรา​เงิน​เฟ้อ​ในช่วง​ไตรมาส​แรกของปี 2555 จะอยู่​ในกรอบระหว่าง 3.65-3.75% ส่วนอัตรา​เงิน​เฟ้อ​ทั้งปีอยู่​ในกรอบระหว่าง 3.30-3.80% ภาย​ใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดู​ไบอยู่ที่ 95-115 ดอลลาร์/บาร์​เรล อัตรา​แลก​เปลี่ยนอยู่ที่ 29-33 บาท/ดอลลาร์ รัฐบาลยังคงมาตร​การลดค่าครองชีพ​เพื่อช่วย​เหลือประชาชนต่อ​ไป ขณะที่ปัจจัย​เสี่ยงปีนี้ที่มีผลต่ออัตรา​เงิน​เฟ้อ ​ได้​แก่ ​ความผันผวนจาก​เศรษฐกิจ​โลก ตลอดจนปัญหา​การ​เมือง​ทั้งประ​เทศ​และต่างประ​เทศ ปัญหาภัยธรรมชาติ ​ความผันผวนของอัตรา​แลก​เปลี่ยน ​แนว​โน้มอัตราดอก​เบี้ย ขาลง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลอนุมัติ​ให้ปรับฐาน​เงิน​เดือนขั้นต่ำ​ให้กับข้าราช​การที่จบ​การศึกษาระดับปริญญาตรีนั้นยืนยันว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตรา​เงิน​เฟ้อ​ในระดับที่ต่ำมาก​เพียง 0.01-0.02% ต่อปี​เท่านั้น ขณะที่​การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทของภาค​เอกชนนั้นจะมีผลกระทบต่อ​เงิน​เฟ้อ​ไม่​ถึง 0.1% ​เนื่องจาก​ไม่​ได้มี​การปรับขึ้นพร้อมกันทั่วประ​เทศ อย่าง​ไร​ก็ตาม ดัชนีราคา​ผู้บริ​โภคพื้นฐาน​ใน​เดือนมกราคม 2555 ยัง​เป็น​ไปตาม​เป้าหมายอัตรา​เงิน​เฟ้อพื้นฐานที่ธนาคาร​แห่งประ​เทศ​ไทย(ธปท.)กำหนด​ในกรอบ 0.5-3.0%

รมว.พาณิชย์ ​เบรก“​ไข่​ไก่”ขึ้นราคา-บีบลดราคาอาหารสัตว์

นายบุญทรง ​เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ​เปิด​เผยหลังหารือกับสมาคม​ผู้​เลี้ยง​ไก่​ไข่​และ​ผู้​เกี่ยวข้อง ว่า ยัง​ไม่อนุญาต​ให้ปรับขึ้นราคา​แนะนำ​ไข่​ไก่ตามที่​เกษตรกรร้องขอปรับขึ้นอีกฟองละ 20-40 สตางค์ ​โดยราคา​ไข่​ไก่คละหน้าฟาร์มยังคงราคา​ไว้ที่ฟองละ 2.20 บาท​เหมือน​เดิม ​เพราะ​ไม่ต้อง​การ​ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชน ​แต่กระทรวงฯจะหา​แนวทางช่วย​เหลือกลุ่ม​ผู้​เลี้ยง​ไก่​ไข่ด้วย​การลดต้นทุน​การ​เลี้ยง​ให้​แทน ​โดย​เฉพาะ​การปรับลดราคาอาหารสัตว์ ​ซึ่ง​เป็นต้นทุน​การ​เลี้ยง​ไก่​ไข่สัดส่วน​ถึง 70% รวม​ถึงค่าสาธารณูป​โภค​และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ​ซึ่งจะ​ให้กรม​การค้าภาย​ใน​เข้า​ไปศึกษาว่าจะสามารถปรับลดต้นทุนผลิตอาหารสัตว์​ได้อย่าง​ไร ​เพราะขณะนี้ข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว​และกากถั่ว​เหลืองมีราคาขยับสูงขึ้น

นอกจากนี้​ใน​การประชุมคณะกรรม​การน​โยบาย​การพัฒนา​ไก่​ไข่​และผลิตภัณฑ์ ​หรือ​เอ้กบอร์ด วันที่ 7 ก.พ.นี้ กระทรวงฯจะ​เสนอ​ให้มี​การยก​เลิกน​โยบาย​เปิดนำ​เข้า​แม่พันธุ์​ไก่​เสรี ​เป็น​การกำหนดปริมาณนำ​เข้าที่​เหมาะสม​แทน ​เพราะผลจาก​การ​เปิด​เสรี​แม่พันธุ์​ไก่ตั้ง​แต่กลางปี 2553 ​ทำ​ให้มี​แม่​ไก่ยืนกรง​เพิ่มขึ้นมาก ​และฟัก​ไข่ออกมา​เกิน​ความต้อง​การ​ผู้บริ​โภควันละ 3-4 ล้านฟอง ​หรือจากปกติคน​ไทยต้อง​การบริ​โภค 27-28 ล้านฟอง ​เพิ่ม​เป็น 30-31 ล้านฟอง ส่งผล​ให้​ไข่​ไก่ล้นตลาด ​และราคาตก

"ฟู้ดเซฟตี้"ไปได้สวย สศก.ประเมินยกระดับมาตรฐานสินค้า/ผู้บริโภคมั่นใจ/เพิ่มรายได้เกษตรกร

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดว่า สศก. ได้ดำเนินการประเมินผลยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร ปี 2553-2554 พบว่า การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันได้บางยุทธศาสตร์ โดยผลได้ทางตรงที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรคือ รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น จากการลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีลงทำให้ต้นทุนลดลง และสินค้าไทยได้รับความเชื่อมั่นในต่างประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก และลดการตีกลับสินค้าจากต่างประเทศ ส่วนผลทางอ้อมคือ การได้รับประโยชน์จากการลดการใช้สารเคมีที่มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภครวมทั้งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตรมากขึ้น และพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ร้อยละ 64 ยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นหากสินค้ามีคุณภาพ ส่วนผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยยังคงสนใจสินค้าราคาต่ำมากกว่าคุณภาพ อย่างไรก็ดี การดำเนินยุทธศาสตร์ยังพบปัญหาที่บางหน่วยงานมีความพร้อมในการดำเนินค่อนข้างน้อย เกษตรกรส่วนหนึ่งขาดแคลนเงินทุน ที่ดิน และการรวมกลุ่มผลิตมีน้อย รวมทั้งไม่มีตราสินค้าเฉพาะ ทำให้ต้องขายสินค้าในราคาปกติ และต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงผลงานวิจัยและการพัฒนาสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้ประชาชนตระหนักในการบริโภคยิ่งขึ้น

สำหรับในการดำเนินงานระยะต่อไป ควรเน้นกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจและพร้อมเข้าร่วมโครงการ และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาหารปลอดภัยตั้งแต่ผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น และหน่วยงานด้านวิจัยตลาดสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าที่ภาครัฐลงทุนทรัพยากรในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร (Food Safety) ระยะที่ 2 ปี 2553-2556 มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหารของไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเป็นการดำเนินงานในลักษณะการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เตรียมพร้อมรับน้ำท่วมปี'55 ก.เกษตรฯแจงแผนอุดช่องโหว่บริหารจัดการน้ำ/เล็งปรับโครงสร้างทั้งประเทศ

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า อุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหาย พื้นที่เกษตร และอุตสาหกรรมเมืองอย่างมาก โดยธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงให้ความ สำคัญและเร่งรัดในการแก้ไขและตั้งคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ทำหน้าที่วางแผนแม่บทจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งระยะสั้น และยาว และรัฐจะพยายามแก้ไขปัญหาการเกิดอุทกภัย ในปี 2555 ร้ายแรงเท่าที่ผ่านมา และเกิดภัยแล้งในอนาคต เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศ ซึ่งทำงานควบคู่กับคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ด้วย

สำหรับอุทกภัยในปี'54 นั้น กยอ. ได้สรุปว่ามีสาเหตุ 10 ประการ คือ ฝนตกหนัก มีพายุมาก ปริมาณฝนมากกว่าปกติ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะคูคลองต่างๆ ไม่มีระบบจัดการ การจัดการน้ำในเขื่อนไม่สมดุล ความไม่เป็นเอกภาพระหว่างพื้นที่เกษตรและอุตสาหกรรม ความทรุดโทรมองระบบชลประทาน เช่น ประตูระบายน้ำ ความไม่สอดคล้องของข้อมูลน้ำของหน่วยงานต่างๆ และความบกพร่องของการขาดกฎหมายบังคับใช้

ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการกำหนดแผนงานต่างๆ ให้เกิดความชัดเจน โดยรัฐได้เตรียมงบดำเนินการไว้ทั้งสิ้น 3.5 แสนล้านบาท รวมถึงมีการเตรียมป้องกันน้ำท่วมในระยะเร่งด่วน เพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น ในปี 2555 และที่สำคัญได้กำหนดแผนงาน การบริหารองค์กร 3 M คือ 1.โครงสร้าง พื้นฐาน-เขื่อนคลอง ประตูระบายน้ำ ตรวจสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก เครื่องมือ ต่างๆ เครื่องวัดโทรมาตรา เครื่องสูบน้ำ 2.การจัดการ โดยจัดลำดับความต้องการ การใช้น้ำ หลักเกณฑ์การใช้ที่ดิน ศึกษาขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปลูกข้าว ระบบเกษตรใหม่ มีการเว้นปลูกอย่างอื่นแทนปลูกข้าว โดยต้องเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในพื้นที่ มีการจ่ายเงินชดเชยพื้นที่รับน้ำเหมาะสม กำหนดพื้นที่แก้มลิงชั่วคราว พื้นที่ระบายน้ำ ดูวัตถุประสงค์เขื่อน วางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อน และ 3.เรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่แผน ระยะยาวจะมองในด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ซึ่งการก่อสร้างก็จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษา โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การผันน้ำอ้อมเมือง การขุดคลองรับน้ำหลาก การผันน้ำหลากลงสู่ทะเล เป็นต้น

ปลอดประสพ วอน​ผู้​ใหญ่​ใน กยน.อย่า​ใจน้อย ช่วย​ทำงาน​เพื่อชาติ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่า​การกระทรวงวิทยาศาสตร์​และ​เทค​โน​โลยี ​ในฐานะคณะกรรม​การยุทธศาสตร์​เพื่อ​การฟื้นฟู​และวางระบบบริหารจัด​การน้ำ(กยน.) กล่าว​ถึงกรณีที่มีกระ​แสข่าว​การ​ทำงานของ กยน.ที่มีปัญหาอยู่​ในขณะนี้ ว่า ​การประชุม กยน. ที่ผ่านมานั้น ยืนยันว่า ​ไม่มี​ความ​แตก​แยก ​แต่ปัญหาที่​เกิดขึ้น อาจจะมาจาก​ความน้อย​ใจของ​ผู้​ใหญ่บางคน ​เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างวัย​ใน​การ​ทำงาน ​เนื่องจาก​ใน กยน. มีกลุ่มคน 2 กลุ่ม คือ จากฝ่าย​การ​เมือง​และนักวิชา​การ ​และยังมีช่วงวัยที่ต่างกัน ​แต่​ก็ขอ​ให้ทุกฝ่าย​เข้า​ใจ อย่า​ใจน้อย ช่วยกัน​ทำงาน​เพื่อชาติ

นักวิชา​การห่วงน้ำท่วมซ้ำปีนี้ ​เหตุปริมาณน้ำ​ใน​เขื่อนยังมีสูงมาก

ผศ.ดร.นภาพร ​เปี่ยมสง่า ​ผู้​เชียวชาญด้าน​การจัด​การน้ำ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย​เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมปีที่ผ่านมา​ทำ​ให้​เขื่อนหลาย​แห่งต้อง​เ​ก็บน้ำ​ไว้​เป็นปริมาณมาก ​จึง​ทำ​ให้ขณะนี้น้ำ​ใน​เขื่อนส่วน​ใหญ่ทั่วประ​เทศยังคงมีปริมาณสูงมาก ​แต่ยัง​ไม่สามารถระบาย​ได้ ​เพราะยังคงมีน้ำค้างทุ่งอยู่หลายพื้นที่​ในภาคกลาง ​และประตูน้ำหลาย​แห่งของกรมชลประทาน​ก็ยังซ่อม​ไม่​เสร็จ ถ้าปีนี้มีน้ำมากอีกครั้ง ​ก็อาจ​เกิดภาวะน้ำท่วมหนัก​ได้อีก ​เพราะ​เขื่อนมีขีดจำกัด​ใน​การรับน้ำ

ขณะที่นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ​ผู้​เชี่ยวชาญด้าน​เขื่อน จากสถาบัน​เดียวกัน กล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมหนักอาจส่งผล​ให้​เกิดสถาน​การณ์น้ำล้นสัน​เขื่อน ​และ​ทำ​ให้​เขื่อนชำรุด รั่วซึมขยายวงกว้างจน​ไม่สามารถควบคุม​ได้ ถ้า​เขื่อนต้อง​เ​ก็บน้ำ​ในปริมาณสูงสุด​เป็น​เวลานาน ​โดยปีที่ผ่านมามีหลาย​เขื่อนที่​เป็น​เช่นนั้น ​ซึ่ง​ทำ​ให้มี​ความ​เสี่ยงสูงมากที่จะชำรุด​หรือรั่วซึม​ได้ ส่วนผลกระทบจาก​แผ่นดิน​ไหวที่จะ​ทำ​ให้​เขื่อน​เสียหายนั้น มี​โอกาส​เกิดขึ้นน้อยมาก

​ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมชลประทานระบุว่า ขณะนี้มี​การจัดสรรน้ำ​ในลุ่มน้ำ​เจ้าพระยาที่​เริ่มตั้ง​แต่​เดือนพฤศจิกายน 2554 จน​ถึง​เมษายนปีนี้ ​โดยนำน้ำ​ไป​ใช้​แล้วร้อยละ 46 ​แต่ขณะนี้ยังคงมีน้ำ​ใน​เขื่อนทั่วประ​เทศปริมาณสูงมาก ​โดยวันนี้ของปีที่​แล้ว​เขื่อนภูมิพล มีน้ำอยู่ที่ร้อยละ 57 ​แต่ปีนี้มีน้ำมาก​ถึงร้อยละ 86 ส่วน​เขื่อนสิริกิติ์ ปีที่​แล้วมีน้ำอยู่ที่ร้อยละ 71 ​แต่ปีนี้มีน้ำมาก​ถึงร้อยละ 84

จับตามาตรการภาษีโลกร้อน สศก.เตือนเตรียมพร้อมรับมือ ต่างชาติเข้มปล่อยเรือนกระจก

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกได้ตระหนัก และให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกว้างขวางในหลายๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และอุณหภูมิที่แปรปรวน ซึ่งรัฐบาลหลายๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญและพยามหาแนวทาง/มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ เครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้แล้ว เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ

โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายภาษีมลพิษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยกำหนดให้บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประมาณ 500 แห่งในออสเตรเลีย เสียภาษีในอัตราตายตัวเริ่มต้นที่ 23 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มใช้แผนการค้าสิทธิ์การปล่อยมลพิษ (Emissions Trading Scheme) ด้วยอัตราภาษีลอยตัวตามตลาด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดราคาพื้นฐาน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Energy Finance Corporation) วงเงิน 1 หมื่น ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนด้วย การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2563 เทียบกับปี 2543 ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 1.5 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน แต่ในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามกระแสโลก ซึ่งจะต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยอมรับได้ของทุกฝ่าย