นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินหน้าโครงการจัดระบบการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวในเขตชลประทาน 22 จังหวัด ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่ระบาด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 รวม 4 ปี ซึ่งโครงการในปี 2555 นี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการจัดระบบปลูกข้าว รวม 1.5 ล้านไร่ มีระบบการปลูกข้าวรวม 4 ระบบ โดยเป็นการปลูกข้าวนาปี ข้าวนาปรัง สลับกับการปลูกพืชหลังนา/พืชปุ๋ยสดสลับกันไปในแต่ละช่วงที่กำหนด ซึ่งเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ร่วมกันตัดสินใจเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหลังนาเพื่อเสริมรายได้ หรือปลูกพืชปุ๋ยสดบำรุงดิน โดยภาครัฐช่วยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาและพืชปุ๋ยสด อบรมให้ความรู้ และจัดการด้านการตลาดให้อย่างครบวงจร ในระยะแรกจะดำเนินการในเขตโครงการส่งน้ำลุ่มเจ้าพระยาก่อน เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ และเป็นจุดที่เกิดปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
นายธีระ กล่าวต่อไปว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าว จะสามารถป้องกันความเสียหายจากการปลูกข้าวในพื้นที่นาลุ่มต่ำ เขตน้ำท่วมซ้ำซาก เขตพื้นที่รองรับน้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัย อันจะเห็นได้จากพื้นที่นาเสียหายมากกว่า 10 ล้านไร่ ในปีที่ผ่านมา อีกทั้งแก้ไขปัญหาด้านผลผลิต ราคา และสภาพแวดล้อม จากการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง บางครั้งอาจขาดทุน เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูข้าวมากขึ้น ตลอดจนยังทำให้ดินเสื่อมโทรมจากการปลูกข้าวตลอดทั้งปี และไม่มีการบำรุงรักษา รวมทั้งต้องปลูกข้าวอายุสั้น 1 ครั้ง เพราะมีเวลาจำกัด ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำ ขายไม่ได้ราคา ที่สำคัญคือเป็นแหล่งอาหารให้กับแมลงศัตรูข้าวจนเกิดการระบาดอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้แก่นาข้าวเป็นจำนวนมาก การจัดระบบการปลูกข้าวจึงถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชาวนาอย่างถาวร เสริมสร้างศักยภาพการผลิตให้สูงขึ้น มีการใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม มีการบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตัดวงจรชีวิตของแมลงศัตรูข้าว และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ สร้างให้ระบบการผลิตข้าวของประเทศมีความมั่นคงยั่งยืนอีกด้วย

