แนวหน้า

ฟื้นพื้นที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

พด.เน้นปลูกพืชอื่นทดแทนแก้สิ่งแวดล้อม/ปีหน้าขยายอีกพันไร่

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า จากสภาพปัญหาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตน้ำจืด ทำให้พื้นที่ข้างเคียงมีปริมาณเกลือสูงขึ้น เกิดการแพร่กระจายของดินเค็ม ทำให้เกิดน้ำเค็ม ระบบนิเวศน์ได้รับความเสียหาย ป่าชายเลนเสื่อมโทรม ที่สำคัญคือเกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการฟื้นฟู พื้นที่ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และส่งเสริมอาชีพทดแทนให้ผู้ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปดำเนินการฟื้นฟูในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ นครนายก นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ตราด ปราจีนบุรี และภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา สงขลา สตูล ตรัง และพัทลุง

โดยการเข้าไปสำรวจความต้องการของเกษตรกร ในการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากนากุ้ง มาเป็นการปลูกพืชอื่นแทน แล้วทำการสำรวจจัดทำแผนที่ออกแบบต้นร่างโครงสร้างใหม่ ที่จะทำการฟื้นฟูให้สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดินและความต้องการของเกษตรกร โดยทำการยกร่อง เพื่อปลูกไม้ผล พืชไร่ พืชผัก หรือจัดทำแปลงนาเพื่อการปลูกข้าว รวมทั้งขุดบ่อน้ำ เพื่อสำรองน้ำหรือเลี้ยงสัตว์น้ำจืดตามแนวทฤษฏีใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขความเค็มของดิน ปรับโครงสร้างทางกายภาพของดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปลูกหญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดินรอบขอบบ่อ

"ขณะนี้ได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่แล้วกว่า 12,000 ไร่ และในปี 2554 จะดำเนินการเพิ่มอีก 1,000 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำทรัพยากรดินมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้มากขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจะได้มีรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทนสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นต่อไป" นายฉลอง กล่าว

ภัยแล้ง-เพลี้ยทุบราคาข้าวนาปรับวูบ สศก.แจงทำคุณภาพผลผลิตลด "มันสำปะหลัง-ปาล์ม"ยังขาขึ้น

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้าเกษตรขณะนี้ ว่า ราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และ มังคุด โดยมันสำปะหลัง ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตลดลงออกสู่ตลาดประปราย ยางพารา ราคาสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและ ราคายางพาราตลาดโลก ประกอบกับผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยเนื่องจากมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต สำหรับมังคุด ราคาปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตในระยะนี้ออกสู่ตลาดลดลง ทั้งนี้ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนนี้สินค้าที่ออกสู่ตลาด มาก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นผลไม้ชนิดต่างๆ โดยคาดว่าผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาด 167,946 ตัน คิดเป็นร้อยละ 32.55 ทุเรียน 98,264 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.32 เงาะ 35,109 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10.27 มังคุด 52,854 ตัน คิดเป็นร้อยละ 20.48 ลองกอง 34,572 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.49 และข้าวนาปรัง 777,632 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.42 ของผลผลิต แต่ละชนิดที่จะออกทั้งหมดในปี 2553

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงได้แก่ ข้าวนาปรัง ทุเรียน เงาะ ลำไย ลองกอง สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ โดยข้าวนาปรังนั้น แม้ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดน้อยลงแต่ราคากลับลดลง เนื่องจากโรงสีชะลอการรับซื้อและคุณภาพข้าวไม่ค่อยดีจากการที่มีฝนตกชุกใน ช่วงนี้ ประกอบกับผลจากภาวะภัยแล้งและการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ด้านผลไม้ ราคาลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนสุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ราคาลดลงจากสภาพอากาศที่เย็นลง จึงเอื้ออำนวยต่อการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยผลไม้จากภาคใต้ คาดว่าราคาจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมาก ส่วนยางพารา คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเล็กน้อยเนื่องจากยังคงมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต

ส่วนทางด้านการผลผลิตสินค้าเกษตรสินค้าที่จะออกสู่ตลาดมาก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นผลไม้ชนิดต่างๆ โดยคาดว่าผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาด 167,946 ตัน คิดเป็นร้อยละ 32.55 ทุเรียน 98,264 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.32 เงาะ 35,109 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10.27 มังคุด 52,854 ตัน คิดเป็นร้อยละ 20.48 ลองกอง 34,572 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.49 และข้าวนาปรัง 777,632 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.42 ของผลผลิต แต่ละชนิดที่จะออกทั้งหมดในปี 2553

สปก.เล็งขอ5พันล้านแจกที่ทำกิน รองรับเกษตรกรยากจนหมื่นราย

นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อวันที่ 21ธันวาคม 2552 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติในการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเรื่องที่ดินทำกิน โดยส.ป.ก.ได้มอบหมายให้ส.ป.ก.จังหวัดทั้ง 69 จังหวัด ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้กลุ่มเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินมาขึ้นทะเบียนเพื่อ แสดงเจตนารมณ์ว่ายังไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินมาขึ้นทะเบียน จำนวน 17จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เกษตรกร 346 ราย จังหวัดเพชรบูรณ์ เกษตรกร 197 ราย จังหวัดนครสวรรค์ เกษตรกร 482 ราย จังหวัดกำแพงเพชร เกษตรกร 151 ราย จังหวัดเพชรบุรี เกษตรกร 226 ราย จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ เกษตรกร 3,009 ราย จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกร 15 ราย จังหวัดนครพนม เกษตรกร 347 ราย จังหวัดมุกดาหาร เกษตรกร 190 ราย จังหวัดสกลนคร เกษตรกร 354 ราย จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกร 1,835 ราย จังหวัดหนองคาย เกษตรกร 743 ราย จังหวัดอุบราชธานี เกษตรกร 1,289 ราย จังหวัดอำนาจเจริญ เกษตรกร 27 ราย จังหวัดบุรีรัมย์ เกษตรกร 465 ราย จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกร 47 ราย และจังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรกร 1,914 ราย รวมเกษตรกรทั้งสิ้น 11,637 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับตัวเกษตรกร ว่าตรงกับเงื่อนไขที่ ส.ป.ก.กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งเกษตรกรที่จะได้รับจัดสรรที่ทำกินต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือด ร้อน-ยากจน และไม่มีที่ดินกินเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป คาดใช้งบประมาณ จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรจะได้รับการจัดสรรที่ดิน จำนวน 10 ไร่ คิดเป็นมูลค่าไร่ละ 50,000 บาท

"ที่ผ่านมา ส.ป.ก. ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในอนาคต" นายสถิตย์พงษ์ กล่าว

ส่งออกกุ้งไตรมาสแรกพุ่ง2หมื่นล. สศก.แนะคุมปริมาณผลิตรักษาราคา

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยครองแชมป์ส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยสถานการณ์การส่งออกสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ (ไม่รวมกุ้งก้ามกราม) สิ้นสุดไตรมาสที่ 1 (ม.ค. - มี.ค.) ปี 2553 พบว่า เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า โดยมีปริมาณการส่งออกรวม 87,998 ตัน คิดเป็นมูลค่า 20,040 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.95 และ 26.01 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ส่วนปริมาณการผลิตกุ้งในประเทศมีผลผลิตรวม 94,169 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.14 โดยเป็นกุ้งขาวร้อยละ 99.76 และกุ้งกุลาดำร้อยละ 0.24 ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตในไตรมาสที่ 2 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ประมาณร้อยละ 25

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ยอดส่งออกกุ้งไทยเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากประเทศที่เป็นคู่แข่งส่งออกกุ้งที่สำคัญของไทย เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ผลผลิตมีแนวโน้มลดลง จากปัญหาเรื่องโรคไวรัสกล้ามเนื้อขุ่น (IMN : Infectious Myonecrosis) ระบาด ส่งผลให้ผลผลิตกุ้ง ในปี 2552 ลดลงกว่าร้อยละ 40 ในอดีต นอกจากนี้โรคระบาดดังกล่าวนี้ได้ทำลายอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของประเทศบราซิล ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งของบราซิล ลดลงกว่าร้อยละ 70 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้กลับมาที่จุดเดิมได้ นอกจากนี้ ประเทศจีน ที่ประสบปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวน อากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งในจีนไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค จึงต้องนำเข้ากุ้ง ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและความเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง จากการเก็บภาษีเอดีของสหรัฐอเมริกา แต่ไทยก็ยังคงรักษาตลาดส่งออกกุ้งในสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็น ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามแม้ราคากุ้งจะดีดตัวสูงขึ้น แต่เกษตรกรไม่ควรเลี้ยงกุ้งในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันโรงเพาะฟักและฟาร์ม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมงแล้วมากกว่าร้อยละ 80 โดยมีแหล่งผลิตกุ้งที่สำคัญของไทย ได้แก่ จันทบุรี และสุราษฎร์ธานี

กรมชลปรับแผน1.2หมื่นล้าน เร่งเดินหน้า5โครงการยักษ์ บริหารน้ำภาคใต้-ตะวันออก

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้นำเงินคงเหลือจากโครงการที่ได้รับจัดสรรวงเงินภายใต้เงินกู้เร่งด่วน ผ่านการออกพระราชกำหนดฉุกเฉิน จำนวน 2,322 ล้านบาท มาดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 5 โครงการเฉพาะในปี 2553 ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการ ผันน้ำจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระอีกปีละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร 2.โครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปยังแหล่งเก็บกักน้ำ จ.ระยอง เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่ชลประทาน 175,000 ไร่ มีปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการอุตสาหกรรมในเขต จ.ระยอง โดยจะผันน้ำปีละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร

3.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จ.ชลบุรี สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 98 ล้าน ลบ.ม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 44,000 ไร่ 4.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ 73,980 ไร่ และแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และ 5.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี (แผนระยะที่2) จ.จันทบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยในตัวเมือง จันทบุรี

สำหรับโครงการชลประทานขนาดใหญ่ทั้ง 5 โครงการ ดังกล่าว เดิมได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้ใช้งบประมาณในส่วนที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 12,689 ล้านบาท แต่ต่อมารัฐบาลได้ถอนร่างพระราชบัญญัติออกจากรัฐสภา กรมชลประทานจึงได้ขอเปลี่ยนแปลงมาใช้งบคงเหลือจากส่วนที่ออกเป็นพระราชกำหนด มาใช้ดำเนินโครงการในช่วงปี 2553 ส่วนในปีต่อๆ ไปจะใช้เงินจากงบประมาณปกติของกรมชลประทาน จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้โครงการล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จในปี 2555

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งของกรมชลประทาน เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ซึ่งล่าสุดแม้จะมีการตั้งงบประมาณก่อสร้างไว้ 12,689 ล้านบาท แต่เมื่อได้ทำการจัดซื้อจัดจ้าง และได้มีการต่อรองราคาแล้วลดลงเหลือเพียง 11,611 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณได้ถึง 1,078 ล้านบาท

ไทยลงนามมาเลย์ หนุนปลูกต้นสบู่ดำเพิ่มพลังงานทดแทน

นราธิวาส:ที่ห้องประชุมโรงแรมอิมพิเรียล จ.นราธิวาส นายมานพ ปัตนวงศ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อแผ่นดิน จ.นราธิวาส ตัวแทนบริษัท นอร์ตันสบู่ดำ จำกัด ประเทศไทย และ ดร.รามาน บินสาและนักธุรกิจเสรี ประเทศมาเลเซีย ร่วมลงนามข้อตกลงสัญญา ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โครงการปลูกต้นไม้สบู่ดำเป็นพลังงานทดแทน

ดร.รามาน นักธุรกิจ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำสัญญา กับประเทศไทย ในเรื่องปลูกต้นสบู่ดำ เพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันนั้น ทางประเทศอินโดนีเซีย ได้ส่งตัวแทน มาเจรจาเพื่อให้มาเลเซีย ไปปลูกต้นสบู่ดำในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้ส่งนักวิจัยไปสำรวจแล้ว แต่ค่าของดินไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกต้นสบู่ดำเหมือนประเทศไทยที่เหมาะสม กว่า

ด้านนายมานพ ปัตนวงศ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อแผ่นดิน จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนที่เป็นเกษตรกร แจ้งความจำนง ร่วมโครงการ แยกเป็น จ.นราธิวาส 712,100 ไร่ ปัตตานี 582,500 ไร่ และยะลา 683,200 ไร่

พด.หนุนปลูกข้าวปีละ2หน เปิดเผยวิจัยพบปลูกพืชปุ๋ยสดคั่นช่วงเวลาทำนาส่งผลดินดี

กรมพัฒนาที่ดินยันระบบปลูกข้าวปีละ 2 หน คือทางออกในการบริหารทรัพยากรดินและน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเผยผลวิจัยปลูกพืชปุ๋ยสดคั่นในนาข้าวทำให้ดินดี ลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีไม่ต่ำกว่า 25% ดันผลผลิตข้าวเพิ่มกว่า 20%

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายปรับระบบปลูกข้าวใหม่เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำและป้องกันปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดทำลายผลผลิต เสียหาย ที่สำคัญยังช่วยในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นแนวทางส่งเสริมให้เกิดการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาวิจัยของกรมพัฒนาที่ดินในเรื่องระบบปลูกข้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรปลูกข้าวและให้พักดินโดยการปลูกพืชปุ๋ยสดคั่นนั้น พบว่า การปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง โสนอัฟริกันแล้วทำการไถกลบ จะสามารถสร้างปุ๋ยให้กับดินเทียบเท่ากับปุ๋ยยูเรีย 26 กิโลกรัม/ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่าไร่ละ 700 บาท และเมื่อเกษตรกรปลูกข้าวในรอบต่อไป นอกจากจะลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลงไม่ต่ำกว่า 25% ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว โดยข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพิ่มจาก 403 เป็น 486 กิโลกรัมต่อไร่ หรือคิดเป็น 20% ส่วนข้าว กข.23 เพิ่มขึ้นจาก 443 เป็น 601 กิโลกรัม/ไร่ หรือคิดเป็น 42% ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิจากการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 681 บาทต่อไร่

"การปลูกข้าวแล้วคั่นด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด นอกจากเป็นการลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญพืชปุ๋ยสดยังช่วยในการเพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดิน ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น เมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตข้าวก็จะมากกว่าการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก ดิน" รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวย้ำ

ทยอยแจกที่ทำกินเกษตรกร4ภาค

เกษตรแจงผลจัดหาที่ดินคืบ ก.ค.จัดสรรลอตแรก100ราย

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่า การจัดหาที่ดินสำหรับเกษตรกรผู้เดือดร้อนในนามของสภาประชาชน 4 ภาค มีความคืบหน้าไปตามลำดับ โดยขณะนี้มีเกษตรกรที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติและมารายงานตัว จำนวน 1,300 ราย จากจำนวนเริ่มต้นที่มาลงทะเบียนไว้ 1,889 ราย ซึ่งขณะนี้สามารถจัดหาที่ดินที่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ได้เบื้องต้นแล้ว จำนวน 1,100 ราย กล่าวคือ เป็นที่ดินที่มีหนังสือสำคัญตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น โฉนด นส.3ก และมีศักยภาพในการประกอบเกษตรกรรมและมีขนาดที่เหมาะสม รวมถึงเกษตรกรมีความพึงพอใจในที่ดินผืนดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบเขตหรืออนุมัติประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน (เขต ส.ป.ก.) ซึ่งคาดว่าในต้นเดือนกรกฎาคม 2553 จะดำเนินการขั้นตอนดังกล่าวได้แล้วเสร็จ 410 ราย สามารถจัดสรรที่ดินให้เกษตรได้กว่า 100 ราย ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรได้รับการจัดสรรที่ดินให้แล้ว จะต้องจัดทำสัญญาเช่าซื้อกับ ส.ป.ก. โดยมีกำหนดระยะเวลาตามสัญญา 25 ปี ปลอดดอกเบี้ยในระยะเวลา 5 ปีแรก เริ่มชำระหนี้ในปีที่ 6-25 ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ของราคาที่ดินที่จัดซื้อ ภายใต้เงื่อนไขว่าจะได้รับการจัดสรรที่ดินไม่เกินรายละ 15 ไร่

นอกจากนั้น คณะกรรมการยังได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมาย ตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดที่ดิน และ จัดที่ดินให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือตามมติ ครม. ดังที่กล่าวไปข้างต้น จากเดิมมีเกณฑ์ไว้ไม่ให้เกิน 60,000 บาท/ไร่ หรือราคาต้องไม่เกิน 1 เท่าครึ่งของราคาประเมินที่ดิน ให้คณะกรรมการสามารถพิจารณาอนุมัติได้ในกรณีซึ่งที่ดินบางส่วนที่อาจมีราคา สูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว แต่มีความอุดมสมบูรณ์ สภาพเหมาะแก่การเกษตร และเกษตรกรมีความพึงพอใจ เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว แก้ไขปัญหาให้ พี่น้องเกษตรกรได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

เขื่อนสิริกิติ์ขั้นวิกฤติหนักสุด18ปี เหลือใช้550ล้าน ลบ.ม.

น้ำยมทั้งสายแห้งขอด กษ.ชงแผนสู้เข้าครม.

เมื่อวันที่ 7มิถุนายน นายโยธินศร์ สมุทรคีรีจ์ ผวจ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ลดต่ำลงเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ประกอบกับเกิดฝนทิ้งช่วง ทำให้เขื่อนไม่สามารถปล่อยน้ำช่วยเหลือเกษตรกรช่วงทำนาปีได้ จังหวัดจึงทำหนังสือแจ้งไปยังองค์ส่วนท้องถิ่นและผู้นำหมู่บ้านทุกแห่ง ให้เกษตรกรเลื่อนทำนาปีออกไปก่อน เพื่อป้องกันข้าวและต้นกล้าเสียหาย รวมถึงเกษตรกรที่อาศัยน้ำตามโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจำนวน 89สถานี เพื่อรักษาระดับการผลิตกระแสไฟฟ้าและไม่ให้น้ำในอ่างเก็บน้ำแห้งขอด จนเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อน

เขื่อน สิริกิตติ์ใช้น้ำได้แค่2ด.

ด้าน นายสมคิด แข็งแรง ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ กล่าวว่า ผลกระทบของภัยแล้งที่รุนแรงและขยายวงกว้าง จนล่าสุดปริมาณน้ำเขื่อนสิริกิติ์ใช้งานได้เพียงร้อยละ 8 หรือ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุสูงสุด 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่ำจากคาดการณ์สภาพน้ำไว้ว่าจะมีน้ำใช้งาน 677 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 127 ล้านลูกบาศก์เมตรและต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 3,700 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดและวิกฤติในรอบ 18ปีและเขื่อนสิริกิติ์จะปล่อยน้ำใช้ประโยชน์ท้ายเขื่อนได้เพียง 2เดือน

คาด ปี2554วิกฤตยิ่งกว่านี้

เช่นเดียวกับ นายประเสริฐ ธำรงวิศวะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ ฝ่ายบริหาร เปิดเผยถึงสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ว่า ระดับนํ้าลดลงอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในปริมาณมาก ประกอบกับฝนตกทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ส่งผลทำให้เขื่อนไม่มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณนํ้าเหลือใช้เพียงแค่ 54วัน จึงจำเป็นต้องให้เลื่อนทำนาปีออกไปก่อน ส่วนเกษตรผู้ปลูกข้าวนาปรัง จะทำนาได้เพียง 1ครั้ง เนื่องจากต้นทุนนํ้าปี2553 ตํ่ากว่าเกณฑ์ คาดว่าปี2554 จะเกิดวิกฤติภัยแล้งอย่างหนัก

พิจิตร แม่น้ำยมแห้งขอด

ส่วนสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.พิจิตร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ถึงขั้นวิกฤตสูงสุดแล้ว เมื่อแม่น้ำยมทั้งสายไม่มีน้ำหลงเหลือ จะมีเพียงตามแอ่ง หรือตามวัง ซึ่งเป็นพื้นที่ลึกเท่านั้น โดยเฉพาะที่วังปลากด ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง ซึ่งเป็นแอ่งน้ำสุดท้ายของแม่น้ำที่ไหลผ่าน อ.โพธิ์ประทับช้าง มีชาวบ้านพากันนำเครื่องสูบน้ำมาสูบเข้าที่นาตนเอง โดยบางคนต้องสูบน้ำไกลกว่า 5กม.เพื่อนำน้ำไปเลี้ยงต้นข้าว หากยังไม่มีฝนตกลงมา จะทำให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง

บุรีรัมย์ งดปล่อยน้ำ22อ่าง

ทางด้าน นายปราโมท พลพณนาวี หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทาน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการชลประทานให้อ่างเก็บน้ำ ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ที่อยู่ในความดูแล 22อ่าง ชะลอปล่อยน้ำเพื่อให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวในเขตพื้นที่บริการกว่า 206,000ไร่ หลังอ่างเก็บน้ำทั้งหมด มีปริมาณน้ำกักเก็บเพียง 139ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเฉลี่ย 46.76เปอร์เซ็นต์ ของความจุทั้งหมด 298ล้านลูกบาศก์เมตร หากเทียบในช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมาพบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปี2553 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บ 199ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเฉลี่ย 66.75เปอร์เซ็นต์

ภาวนา ให้ฝนตกลงมาช่วย

"ปกติทุกปีทางชลประทานจะปล่อยน้ำให้เกษตรกรในเขตบริการทำการเกษตรในช่วง สัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน แต่ปีนี้ต้องชะลอการปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากน้ำในอ่างมีปริมาณต่ำ แต่หากมีฝนตกลงมาและปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้น ชลประทานจะปล่อยน้ำให้กับเกษตรกร แต่หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน อาจต้องเลื่อนเวลาปล่อยน้ำออกไปอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน"นายปราโมท กล่าว

ก.เกษตรฯเร่งช่วยเกษตรกร

ทางด้าน นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวยอมรับว่า พื้นที่ที่วิกฤตหนักขณะนี้คือ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อาศัยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำพื้นที่กว่า 6ล้านไร่ โดยทั้งสองเขื่อนขณะนี้มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริงเหลือเพียง 989ล้าน ลบม.เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯได้ประกาศให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวขยายระยะเวลา ปลูกข้าวออกไปอีก 2เดือน คาดว่าจะปลูกข้าวได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม หรือจนกว่าจะมีฝนตกเพิ่มขึ้น ส่วนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เบื้องต้นจะส่งเสริมปลูกพืชระยะสั้นและส่งเสริมด้านปศุสัตว์ ซึ่งอาจให้เลี้ยงสัตว์ปีก เช่น ไก่ เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรอยู่ได้ตามความเหมาะสม

เน้น ฝนหลวงลง2เขื่อนใหญ่

"กรณีนายกฯเดินทางมากรมชลฯเมื่อวันที่ 5มิถุนายนที่ผ่านมา ทางกรมชลประทานได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น โดยชี้แจงถึงแผนบริหารจัดการน้ำให้ท่านทราบ ซึ่งเรื่องนี้กรมชลประทานและกระทรวงเกษตรฯได้ทราบมาแล้วล่วงหน้าและพยาม บริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะเปลี่ยนแผนการปฏิบัติการฝนหลวงจากพื้นที่ภาคใต้ ให้ย้ายฐานบางส่วนมาทำฝนหลวงเน้นเติมน้ำทั้งสองเขื่อนใหญ่ โดยขณะนี้มีฝนตกแล้วบางส่วน ซึ่งสามารถเติมน้ำให้เขื่อนสิริกิตติ์ ได้แล้วกว่า 10ล้าน ลบม.และน่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นตามลำดับ" นายชลิต กล่าว

"ธีระ"ชงแผนสู้แล้งเข้าครม.

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯแจ้งว่า หลังนายกรัฐมนตรีเดินทางมากรมชลประทาน ล่าสุด ช่วงบ่ายวันที่ 7มิถุนายน นายธีระ วงษ์สมุทร รมว.เกษตรฯได้เรียก ทีมที่ปรึกษาและข้าราชการที่เกี่ยวข้องหารือด่วน ถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งทั้งหมด ยคาดว่าจะเสนอแผนการช่วยเหลือเบื้องต้นต่อคณะรัฐมนตี(ครม.) ในวันที่ 8มิถุนายนนี้

เกิดปะการังฟอกขาวอันดามัน

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ของไทยนั้น ก็ประสบปัญหาจากภาวะแห้งแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) แถลงสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ว่า ขณะนี้สถานการณ์ปะการังฟอกขาว โดยเฉพาะทะเลฝั่งอันดามัน อยู่ในภาวะวิกฤติ สาเหตุจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ คือ สูงกว่า 30องศาเซลเซียล โดยบางช่วงอุณหภูมิน้ำทะเลสูงถึง 32-33 องศาฯ ซึ่งถือเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการฟอกขาวคือที่ 30.1องศาฯ โดยจากการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่า แนวปะการังทุกจังหวัดฝั่งอันดามันคือ จ.ระนอง กระบี่ พังงาและจ.ภูเก็ต เกิดการฟอกขาวมากกว่า 70เปอร์เซ็นต์

5อุทยาน แห่งชาติโดนหมด

ขณะที่ฝั่งอ่าวไทยพบการฟอกขาวรุนแรง บริเวณกลุ่มเกาะตอนบนของ จ.ชลบุรี อาทิ เกาะสีชัง เกาะนก เกาะสาก เกาะครกและเกาะจุ่น ขณะที่ผลสำรวจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในทะเล จ.ตรัง ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม พบมีการฟอกขาวประมาณ 70 - 85เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ จ.สตูล อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา บริเวณเกาะบุโหลนไม้ไผ่ เกาะบุโหลนเล เกาะบุโหลนรังผึ้งและเกาะอามัย เกิดฟอกขาว 60 - 90เปอร์เซ็นต์, อุทยานแห่งชาติตะรุเตา บริเวณ เกาะตะเกียง เกาะไม้ไผ่ เกาะแลน เกาะคู่ เกาะสิงห์ เกาะหินงาม เกาะอาดัง อ่างสอง เกาะหินซ้อน เกาะราวี หาดทรายขาว เกาะผึ้งและเกาะดง เกิดการฟอกขาว 50 - 90เปอร์เซ็นต์

สำหรับในพื้นที่อื่น อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน สำรวจ 8 สถานี พบมีการฟอกขาวบริเวณอ่าวนำชัย ประมาณ 25เปอร์เซ็นต์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุริทร์ สำรวจ 10สถานี พบฟอกขาวทั้งเกาะสุรินทร์เหนือและใต้ 30-50เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ปะการังเกิดการฟอกขาวสูงสุดที่ระดับความลึก 5เมตร อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ปะการังฟอกขาว ยังไม่ตายและสามารถฟื้นตัวเองได้

เตรียมใช้เวทีเอเปก ยันไทยยังน่าลงทุน "พลังงานทดแทน"

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 18-20 มิถุนายน นี้ ตนจะเดินทางไปญี่ปุ่น เพื่อร่วมประชุมรัฐมนตรีพลังงานกับ 21 ประเทศเขตเศรษฐกิจของชาติสมาชิกเอเปค ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวทีประชุมดังกล่าวสรุปเหตุการณ์ภายในประเทศให้ ชาติสมาชิกเอเปคได้รับทราบข้อเท็จจริง รวมทั้งปัญหาในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีทางออกที่ดีแล้ว เบื้องต้นพบว่าประเทศมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ พร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในสาขาพลังงานทดแทนแน่นอนแล้ว ทั้งด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ก๊าซชีวภาพ และเชื้อเพลิงชีวภาพ

"ไทยจะได้ประกาศถึงความสำเร็จในการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าติด 1 ใน 4 ชาติสมาชิกเอเปค ที่มีแผนงานด้านอนุรักษ์พลังงานโดดเด่นอีกด้วย" รมว.พลังงาน กล่าว

นอกจากนี้ เบื้องต้นไทยจะได้มีโอกาสหารือกับสหรัฐ แบบทวิภาคี ในประเด็นที่สหรัฐสนใจ และพร้อมจะให้ความร่วมมือทั้งด้านงบประมาณ และการผลักดันให้ไทย ขยับไปสู่ประเทศศูนย์กลางการทดสอบวัสดุก่อสร้าง เพื่อการประหยัดพลังงาน เช่น กระจก และฉนวนกันความร้อน เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคาร และบ้านพักอาศัยด้วย