แนวหน้า

ราคา"ไข่ไก่"ส่อแววดิ่ง เหตุสั่งยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง ผู้เลี้ยงโอดขาดทุนจี้รัฐช่วย

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มอ่อนตัวลงแล้ว โดยมีราคาที่ฟองละ 2.60 บาท จากเดิมอยู่ที่ฟองละ 2.70 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง ตามมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์(EGG Broad) เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม ที่ผ่านมา และมีมติให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ เพื่อให้มีผลผลิตไข่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภาวะราคาราคาไข่ไก่ยังมีแนวโน้มที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยใกล้เคียงกับต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ที่ฟองละ 2.50 บาทแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อสภาพอากาศเย็นขึ้น ก็จะมีผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากแม่ไก่จะมีเปอร์เซนต์ไข่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาไข่ไก่อ่อนตัวลงอยู่แล้ว รวมทั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน และเทศกาลกินเจ ก็ยิ่งเป็นแรงผลักที่ส่งผลให้ราคาลดต่ำไปอีก เพราะเป็นช่วงที่มีการบริโภคไข่ไก่ลดลง

"แต่ในครั้งนี้ผลผลิตไข่ที่มีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการยืดอายุของแม่ไก่ยืนกรงด้วย ก็ยิ่งทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในท้องตลาดมีมากขึ้น ซึ่งทำให้ราคาไข่ไก่ลดต่ำลงอีก จึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้เลี้ยงอย่างจริงจังด้วย" นายมาโนช กล่าว

นายมาโนช กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุนมาโดยตลอด เพราะผลผลิตมากเกินความต้องการบริโภค ทาง EGG Broad และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จึงได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหากันมาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อพยายามร่วมกันหาทางแก้ปัญหาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ การปลดแม่ไก่แก่ยืนกรงให้เร็วขึ้น หรือการส่งออกเพื่อระบายไข่ส่วนเกิน เพื่อรักษาสมดุลของอุปสงค์-อุปทานของไข่ไก่ นำมาซึ่งเสถียรภาพราคาไข่ไก่ โดยความพยายามดังกล่าวเพิ่งจะเริ่มประสบผลสำเร็จในปีนี้ แต่กลับต้องเจอกับภาวะโรคร้อน และโรคระบาดในช่วงต้นปี จึงทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำลงอีก

ผุดศูนย์ค้าส่งเอสเอ็มอี ใหญ่สุดในอาเซียน-อลงกรณ์คาด3เดือนชัดเจน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน SME Thailand Expo 2010 เมื่อวันที่ 2 กันยายน ว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้จัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) สู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยรัฐบาลได้วาง 3 นโยบายเพื่อผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีให้เดินหน้าสู่ตลาดคู่แข่งได้ คือ 1.นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ 2.ส่งเสริมให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีศักยภาพ สำหรับการรุกและเปิดรับตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) และข้อตกลงการค้าเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่ไทยไปลงนามร่วมกับประเทศต่างๆ และ 3.ลดต้นทุนการประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะด้านการขนส่ง

ทั้งนี้ เพื่อหาทางลดต้นทุน อีกทั้งเปิดตลาดให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลจึงเตรียมสร้างศูนย์การค้าส่งสำหรับเอสเอ็มอีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยศึกษาต้นแบบมาจากศูนย์ค้าส่งรายใหญ่ของโลก เช่น ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) และจีน ซึ่งศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งค้าปลีก กระจายสินค้าจากไทย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไปสู่ตลาดทั่วโลก

"ในศูนย์นี้จะรวบรวมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ด้วยกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ส่วนสถานที่ตั้งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา 2-3 จังหวัด ซึ่งต้องมีการคมนาคมสะดวกต่อการขนส่งทั้งทางถนน สนามบิน และท่าเรือ โดยศูนย์นี้จะเป็นความร่วมมือโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน ส่วนรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเรื่องภาษี และมาตรฐานส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเห็นความชัดเจนทั้งหมดเป็นรูปธรรมได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า" รมช.พาณิชย์ กล่าว

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ(TSSI) เดือนกรกฎาคม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ดัชนี TSSI เอสเอ็มอี รวมภาคการค้าและบริการ ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 49.2 จากระดับ 49.3 ส่วนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 54.4 และ 47.7 จากระดับ 49.3 และ 47.1 ตามลำดับ

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าดัชนีเอสเอ็มอีเดือนกรกฎาคม ปรับตัวลงลง มีผลมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่หลายฝ่ายมองว่าอาจมีสถานการณ์ ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก รวมถึงมีสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่ออกสู่ตลาดลดลง" นายยุทธศักดิ์ กล่าว

เร่งดัน"หอมมะลิอินทรีย์"ส่งออก ตั้งเป้าขยาย3แสนไร่ทุ่งกุลา เกษตรฯมั่นใจผลตอบรับดี

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อการส่งออกระยะสอง พื้นที่เป้าหมาย 1.5 แสนไร่ ใน 5 จังหวัด คาดเกษตรกรตอบรับ หลังพบราคาพุ่งกว่า 1.7 หมื่นบาทต่อตัน สูงกว่าข้าวเปลือกทุกชนิด

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า คณะอนุกรรมการบริหารโครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อการส่งออกในทุ่งกุลา ร้องไห้ ระยะที่ 2 (ปี 2552 - 2556) มีมติเห็นชอบให้ขยายขอบเขตเป้าหมายข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพิ่มอีก 4 แสนไร่ ในช่วง 3 ปีที่เหลือ คือ ปี 2554-2556 ทั้งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการเริ่มต้นผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่เป้าหมาย 157,000 ไร่ แยกเป็นรายจังหวัด ได้แก่ 1.สุรินทร์ 90,000 ไร่ 2.ร้อยเอ็ด 40,000 ไร่ 3.ศรีสะเกษ 6,000 ไร่ 4.ยโสธร 9,000 ไร่ และ 5.มหาสารคาม 12,000 ไร่

ทั้งนี้เชื่อว่า โครงการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ จะได้รับความนิยมจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่ชัดเจน จากข้อมูลในปัจจุบันวันนี้ ปรากฏชัดเจนว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลาร้องไห้มีราคาสูงกว่าข้าวเปลือกทุก ชนิด มีราคาสูงถึง 17,000 บาทต่อตัน ในขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้มีราคา 14,400 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิทั่วไปมีราคาเพียง 13,232 บาทต่อตัน

เพื่อให้การดำเนินงานและเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีความชัดเจน เนื่องจากการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ต้องอาศัยความสมัครใจของเกษตรกรใน พื้นที่โครงการฯ เป็นหลัก จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ประสานงานกับส่วนราชการในจังหวัด พิจารณายกร่างแผนปฎิบัติงาน กิจกรรม และงบประมาณดำเนินการ พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานเป็นรายอำเภอ ตำบลให้ชัดเจนในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2554-2556 เพื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับแผนปฎิบัติงานข้างต้น เสนอขอจัดสรรงบประมาณ ปี 2555 ภายใต้โครงการฯ และในแผนปฎิบัติงานของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

"มาร์ค"เมินNGOต้าน ดันร่าง"11กิจการรุนแรง"

ให้ครม.พิจารณาอังคารนี้ หวังเดินหน้า"มาบตาพุด"

นายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุม ครม.วันที่ 31สิงหาคมนี้ จะพิจารณาร่างประกาศ 11 กิจการรุนแรงที่มีผลกระทบต่อชุมชน เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนใน "มาบตาพุด"ต่อ พร้อมติง"สมาคมต้านโลกร้อน" ไม่ควรเคลื่อนไหวกดดัน ยันรัฐบาลให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงกว่าหลายประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เมื่อวันที่29 สิงหาคมว่า ในการแก้ไขปัญหาการลงทุนใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาใน เรื่องของแผนเกี่ยวกับการป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นจากสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่มาบตาพุด พื้นที่จ.ระยอง เนื่องจากได้เกิดอุบัติเหตุอย่างน้อย 2-3 ครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลเห็นว่ายังมีจุดอ่อนในเรื่องของระบบการเตือนภัย ในเรื่องของการฝึกซ้อม ในเรื่องของการให้ข้อมูล และในเรื่องของการบริหารสถานการณ์จริง

ดังนั้นจึงได้มีการรวบรวมเอาข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชน จากพี่น้องในชุมชนมารวบรวม แล้วเสนอให้ คณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยในระดับชาติไปดำเนินการปรับปรุงแผน ก่อนนำเสนอ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

ขณะเดียวกันก็ได้มีการดูแลในเรื่องของการที่จะกำหนดกิจการที่ถือว่ามีผล กระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค้างคากันมา โดย คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา 18 ประเภทกิจการ ต่อมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีการพิจารณากันอย่างละเอียด โดยยึดถือหลักทางด้านวิชาการ ซึ่งมติของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯจะนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันอังคารที่31สิงหาคม 2553 เพื่อประกาศใช้ต่อไป

มีรายงานข่าว แจ้งว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ได้พิจารณา ร่างกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากระธรรมชาติและสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด ได้เสนอมา จำนวน 18 กิจการ แต่คณะกรรมการฯได้เห็นชอบเพียง 11 กิจการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กิจการที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯเห็นว่ากิจการที่ไม่ต้องประกาศเป็นกิจการรุนแรงคือ เรื่องของการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน เหตุผลก็เพราะว่าในปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้ประกอบการอีกแล้ว คงจะมีผู้ประกอบการรายเดิม ซึ่งขณะนี้มีการนำเรื่องไปฟ้องร้องศาลปกครองอยู่แล้วว่าจะสามารถดำเนินการ ต่อได้หรือไม่

ส่วนอีกกิจการหนึ่งที่ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมานั้นคือเรื่องการชลประทาน ซึ่งทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นว่าเนื่องจากกรณีของเขื่อนก็ดี เนื่องจากกรณีของประตูน้ำก็ดี เป็นกิจการที่จะต้องมีเรื่อง ของ การวิเคราะห์ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน(องค์การพัฒนาภาคเอกชนหรือ เอ็นจีโอ) เตรียมออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากไม่พอใจการประกาศกิจการรุนแรงของรัฐบาลที่มองว่าไม่ครอบคลุมว่า เรื่องนี้ต้องชี้แจงกัน ซึ่งจริงๆแล้วตนได้ให้คนในรัฐบาลติดต่อประสานงานกับภาคประชาชนตลอดเวลา ตรงไหนที่ยังมีปัญหาติดใจก็สามารถที่จะสอบถามกันมาได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามวลชนใช้วิธีการกดดันอีกครั้งรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่น่าจะทำอย่างนั้น เพราะรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและเรื่องการพัฒนา อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งมาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลได้ดำเนินการขณะนี้ถือว่าให้ความสำคัญกับสิ่ง แวดล้อม และมีมาตรฐานสูงกว่าในหลายประเทศ

"เราเอาจริง เอาจัง กล้ายืนยันได้เลยว่า สูงกว่าหลายต่อหลายประเทศ แต่ปัญหามีอย่างเดียวคือมีมาตรการออกมาแล้ว ไม่ปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมายยังย่อหย่อนและระบบของการทำงานเวลาเกิด เหตุเป็นปัญหา" นายกรัฐมนตรี กล่าว

เร่งขึ้นทะเบียนประกันรายได้เกษตรกร กษ.เตือนข้อมูลเท็จถูกตัดสิทธิ แจงปี'52โอนแล้ว3.9ล้านครัว

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงผลการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ในปี 2552/53 ว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิดมาขึ้นทะเบียนประมาณ 4.4 ล้านครัวเรือน แต่ผ่านการประชาคม จำนวน 4,256,011 ครัวเรือน ประกอบด้วย 1.เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3,528,336 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 3,411,835 ครัวเรือน 2.เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 400,328 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 398,396 ครัวเรือน 3.เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 447,306 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 445,780 ครัวเรือน โดยมีการโอนเงินชดเชยรายได้ส่วนต่างจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 3,954,643 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 36,474,162,178 บาท

สำหรับ ความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ ปี 2553/54 จะใช้ฐานข้อมูลเดิมที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมา โดยตัดยอดข้อมูลวันที่ 24 สิงหาคม มีดังนี้ 1.เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3,775,923 ครัวเรือน ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 683,900 ครัวเรือน ผ่านการประชาคมแล้ว 30,580 ครัวเรือน 2. เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 428,832 ราย ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 226,950 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 25,305 ครัวเรือน 3.เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 504,336 ราย ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 169,536 ครัวเรือน ผ่านการประชาคมแล้ว 16,433 ครัวเรือน

สำหรับ ระยะเวลาขึ้นทะเบียนประกอบด้วย 1.ข้าว ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดชุมพร ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 พฤศจิกายน 2553 ส่วนภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2553-31 มีนาคม 2554 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม-31 ตุลาคม 2553 3.มันสำปะหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-31 ตุลาคม 2553

โดย ปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นย้ำให้สำนักงานเกษตรอำเภอ เร่งรัดการขึ้นทะเบียน ให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเกษตรกรต้องเตรียมหลักฐานให้พร้อมเพื่อความสะดวกในการขึ้นทะเบียน หากสุ่มตรวจสอบพบภายหลังว่า ข้อมูลเป็นเท็จจะทำให้ถูกตัดสิทธิและมีความผิดทางกฎหมาย นอกจากนี้ในกรณีเกษตรกรเพาะปลูกในพื้นที่ป่าสงวน วนอุทยาน และได้เคยขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมา สามารถขอขึ้นทะเบียนได้ตามจำนวนพื้นที่ที่เคยขอขึ้นทะเบียนไว้ในปีก่อนเท่า นั้น ส่วนเกษตรกรรายใหม่ไม่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียน เพื่อป้องกันและลดปัญหาการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า

ขู่ฟ้องป.ป.ช.สอบบอร์ดสิ่งแวดล้อม ออกประกาศกิจการรุนแรงเอื้อประโยชน์เอกชน

ปม"มาบตาพุด"ยังไม่จบ เครือเอกชนไม่ยอมรับประกาศกิจการรุนแรง 11 ประเภท ที่บอร์ดสิ่ง แวดล้อมประกาศออกมาก่อนหน้านี้ เตรียมยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบบอณืดสิ่งแวดล้อม หากพบมีประโยชน์ทับซ้อน กรรีออกประกาสกิจการรุนแรงโดยเอื้อประโยชน์แก่ภาคเอกชน "ชัยวุฒิ" หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมกิจการที่อยู่นอกพื้นที่นิคมอุตฯมาบตาพุด ซึ่งอาจจะเข้าข่ายกิจ การรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ศาลปกครองได้พิจารณาคดี เป็นครั้งแรก ในคดีพิพาทเกี่ยวกั บการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดย สมาคมต่อต้านสภาวะโลก ร้อนและพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) และ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและพวกรวม 8 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)

โดยคำฟ้องระบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดออกใบอนุญาตให้โครงการและกิจกรรมต่างๆ ของเอกชนในงานอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง และพื้นที่ใกล้เคียงใน จ.ระยอง โดยอาศัยรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้นโดยมิได้มีการรับ ฟังความคิดเห็นของประชาชนไนพื้นที่ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสีย หาย

นายนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า มั่นใจว่ามีข้อมูลเพียงพอสำหรับการพิจารณาคดีมาบตาพุดของศาลปกครองกลาง เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และยังมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม คือ กรณีการเกิดอุบัติเหตุแก๊สรั่วของโรงงานต่างๆ ในพื้นที่มาบตาพุด

นอกจากนี้ สมาคมฯ จะยื่นคัดค้านมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่เห็นชอบให้ออกประกาศ โครงการหรือกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ 11 ประเภท ซึ่งบิดเบือนเสียงส่วนใหญ่ของภาคประชาชน

ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ต้องการ จัดทำหลักเกณฑ์การออกประกาศกิจการรุนแรงใหม่ โดยให้ 3 องค์กรหลักเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแห่งชาติ และต้องกำหนดชัดเจนว่าจะต้องประกาศภายใต้กฎกระทรวงใด และซึ่งในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะประชุมสมาชิกเครือข่ายฯ เพื่อตรวจสอบการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ รุนแรงว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือไม่ และหากพบว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการพิจารณาออกประกาศ กิจการรุนแรงที่เอื้อต่อภาคเอกชน ทางเครือข่ายฯ ก็จะยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ(ป.ป.ช.)ให้ตรวจสอบต่อไป

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรวบรวมประเภทกิจการลงทุนที่ ไม่ได้อยู่ในมาบตาดพุด และอาจเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามร่างประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เฮชไอเอ)

นอกจากนี้ควรเตรียมหามาตรการรองรับเพื่อป้องกันไม่ให้กิจการดังกล่าวได้ รับผลกระ ทบ โดยคาดว่าประกาศประเภทกิจการรุนแรงจะนำเสนอเข้าครม.ในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นน่า จะสามารถประกาศออกมาได้

"ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีโครงการใดเข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรงบ้าง ต้องรอ รายละเอียดของประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมาให้ชัดเจนก่อนจึงจะสามารถ จัดประเภทของแต่ละโครงการได้ ซึ่งผมขอให้มีการพิจารณาในส่วนของโครงการที่ไม่ได้อยู่ใน 76 โครงการด้วย โดยทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานเหมืองแร่ (กพร.) จะเป็นผู้พิจารณาและส่งมาให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมรวบรวมอีกครั้ง"นายชัย วุฒิ กล่าว

"ซีพี"หนุนยางเฟสใหม่8แสนไร่

ชี้อนาคตยางดิบขาดตลาดหนัก แนะวางมาตรฐานต้นกล้ารัดกุม

นายขุนศรี ทองย้อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธุรกิจยางพารา กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เผยว่า ผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศจีนและอินเดีย ตลอดจนความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ทำให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์เพิ่มสูงตามไปด้วย โดยองค์การศึกษาเรื่องยางระหว่างประเทศ หรือ IRSG (International Rubber Study Group) วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ปี 2553 จะเริ่มเกิดปัญหาการขาดแคลนยางธรรมชาติเนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอกับความ ต้องการ โดยปี 2553 ทั่วโลกจะมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติ 10.50 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการผลิตจะอยู่ที่ 10.42 ล้านตัน และขยายขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2563 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติจะเพิ่มเป็น 14.35 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการผลิตจะอยู่ที่ 12.40 ล้านตัน ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องดี และเป็นโอกาสของประเทศไทยที่รัฐบาลอนุมัติให้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 8 แสนไร่ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยมีรายได้ที่มั่นคง

"โครงการยาง 8 แสนไร่ ถือเป็นโครงการที่ดีและเกิดประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกรรายย่อย ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นฮับยางพารา ด้วย ดังนั้นเพื่อให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ หน่วยงานที่รับผิดชอบควรกำหนดมาตรการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆอย่างรัดกุม โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตกล้าพันธุ์ยางพารา ควรมีการกำหนดมาตรฐานการผลิต และขั้นตอนการส่งมอบต้นยางชำถุงที่ได้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาต้นยางที่เกษตรกรนำไปปลูกตาย หรือปัญหาการให้น้ำยางต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อถึงอายุเปิดกรีด ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายกับเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศเสียโอกาสจากการลงทุนอีกด้วย ในส่วนของบริษัทฯพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายการขยายพื้นที่ปลูกยางของภาครัฐ อยู่แล้ว ส่วนแนวทางหรือรูปแบบในการเข้าร่วมนั้นโครงการ ขึ้นกับนโยบายและความชัดเจนในการบริหารจัดการโครงการของทางการในหลายๆ เรื่องว่า จะสอดคล้องแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทมากน้อยเพียงใด" นายขุนศรี กล่าว

ไทยตัวการ"โลกร้อน" ปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากอันดับ31ของโลก

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดสัมมนาเรื่อง "ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ" โดย พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกมธ.ชุดดังกล่าว ระบุว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี 2513-2544 พบว่า เกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงถี่ขึ้นทั่วโลก เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ระหว่างปี 2513-2522 ขณะที่ระหว่างปี 2532-2543 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11 ครั้งเพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้งเพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณภูมิสูงจัด 9 ครั้งเพิ่มเป็น 70 ครั้ง ซึ่งหากไม่มีมาตรการแก้ไข คาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปี จะมีมูลค่าสูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (World GDP) ซึ่งสำหรับประเทศไทย มูลค่า 5% ของ GDP จะมีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

พญ.พรพันธ์ ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น จำนวนวันที่มีอากาศร้อนเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น 20 มิลลิเมตรต่อปี นับตั้งแต่ปี 2503 เป็นเหตุให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงขั้นวิกฤติ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาวะโลกร้อน ส่งผลให้จำนวนวันที่ร้อนกว่า 35 องศามีมากขึ้น โดยภาคที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงกลางวันคือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเดือนเมษายนจะมีอุณหภูมิประมาณ 42-43 องศา ส่วนคืนที่มีอากาศเย็นจะหายไปเรื่อยๆ

ขณะที่ นายอรรถชัย จินตะเวช อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อภาคการเกษตร คือ อายุข้าวจะสั้นลง กระทบต่อผลการผลิต ดังนั้นเราต้องปรับตัวในกระบวนการผลิต และควรมีการศึกษาถึงภาวะโลกร้อนในระยะยาว รวมถึงการปรับแนวคิดและสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจของคนทุกกลุ่ม

นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้น โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุดคือ มุกดาหาร นครราชสีมา และกาญจนบุรี ตามลำดับ

เวลา 10.45 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ โดยมีรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่าง พร้อมเพรียง

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ ได้จำลองสถานการณ์ภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่น ส่งผลให้เกิดพายุ น้ำท่วม และโคลนถล่มขั้นร้ายแรงที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด โดยมีการฝึกซ้อมแผนเป็น 2 รูปแบบ คือ การฝึกซ้อมฝ่ายอำนวยการ และการฝึกซ้อมภาคสนาม ซึ่งจะมีการจำลองเหตุการณ์เรืออับปาง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ รวมถึงสถานการณ์จำลองอุบัติภัยเหตุอากาศยานจากภัยธรรมชาติ

โดยเป็นการบูรณาการด้านการเผชิญสถานการณ์วิกฤตระหว่างหน่วยงานระดับชาติ ระดับจังหวัด และท้องถิ่น รวมถึงทดสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมต่อเครือข่ายฐานข้อมูลในการ บริหารจัดการสาธารณภัยในระดับชาติ เพื่อให้สามารถแก้ไขและตอบโต้วิกฤตการณ์ด้านสาธารณภัย พร้อมกันในทุกจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปลุกความร่วมมืออุตฯข้าวอาเซียน กษ.เสนอความร่วมมือทางศก. ปูทางคุมตลาดสิค้าอาหารโลก

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงาน Thai Rice Conference and Exhibition 2010 และบรรยายพิเศษ เรื่อง ผลกระทบจากภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่มีต่อข้าว ว่า กระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่ดูแลเรื่องการผลิตข้าวของประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารหลักของคนไทยแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อปากท้องของคนทั่วโลก โดยประเทศไทยปลูกข้าว เพื่อรองรับทั้งในส่วนของการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกสู่ตลาดต่าง ประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าไทยเป็นประเทศผู้นำอันดับหนึ่งในด้านการค้าข้าวของโลก อย่างไรก็ดีปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่มี ต่อข้าว อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยธรรมชาติรวมทั้งโรคและศัตรูพืช จึงมีการหารือและขอความร่วมมือทางด้านอาหารร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศในกลุ่มอาเซียนบวกสาม เพื่อพยายามแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อพัฒนา อุตสาหกรรมข้าวไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

สำหรับความร่วมมือทางด้านอาหารร่วมกันในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะช่วยให้เกิดแนวร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของ โลก โดยเบื้องต้นมีเป้าหมายที่จะเปิดเสรีการค้าและการลงทุนให้ครบทุกประเทศทั้ง อาเซียนเดิม 6 ประเทศ และอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ภายในปี 2558 ซึ่งแน่นอนว่าข้าวเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองและให้ความสำคัญเป็น พิเศษจากทั่วโลก เพราะกลุ่มประเทศอาเซียนมีบทบาทที่สำคัญต่อการค้าและอุตสาหกรรมข้าวของโลก เป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยสามารถตอบสนองความต้องการข้าวในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี แสดงถึงความพร้อมและสถานะความเป็นผู้นำในตลาดข้าวอย่างแท้จริง

"ในฐานะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำด้านการค้าข้าวมาตลอดประมาณ 30 ปี และมีวิทยาการองค์ความรู้ในเรื่องข้าวที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน จึงสมควรอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะแสดงบทบาทความเป็นผู้นำ และเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดความร่วมมือขึ้นภายในอุตสาหกรรมข้าวของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของภาคการผลิต การแปรรูป หรือการค้า ความคิดที่รุดหน้าในวันนี้ของอุตสาหกรรมข้าวไทย เป็นตัวอย่างที่ดีที่อุตสาหกรรมอื่นๆ จะได้นำไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาและเพิ่มเติมขีดความสามารถของประเทศ" นายธีระ กล่าว

ปม"มาบตาพุด"ฉุดBOIเฉา เผยโครงขนาดใหญ่ชะลอลงทุน อุตฯหวั่นยอดส่งเสริมไม่ถึงเป้า สั่งกรอ.-กนอ.เร่งโรดโชว์ตปท.

รมว.อุตสาหกรรมยอมรับหืดจับ ดันยอดเป้าส่งเสริมการลงทุน 5 แสนล้านบาท เหตุโครงการลงทุนขนาดใหญ่ชะลอตัดสินใจ เพราะไม่มั่นใจปัญหามาบตาพุด สั่งกรมโรงงนอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม เร่งโรดโชว์ต่างประเทศ ดึงนักลงทุนเพิ่ม

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลง ทุน(บีโอไอ)เพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของมูลค่าเงินลงทุนกลับน้อยลง สะท้อนว่าโครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในส่วนขยาย ทำให้มูลค่าการลงทุนต่อโครงการไม่มากนัก โดยภาพรวม 7 เดือนแรก บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 2.14 แสนล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ จากปัญหามาบตาพุด เมื่อยังไม่มีความชัดเจนเต็มร้อยเปอร์เซ็น ส่งผลให้นักลงทุนใหญ่ ยังมีความลังเลในการลงทุนพอสมควร แม้จะมีการติดต่อเป็นการภายใน เพื่อเข้ามาลงทุนจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จึงเป็นงานที่หนักมากขึ้นในการผลักดันส่งเสริมการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมาย

"ในแต่ละเดือนของช่วง 6 เดือนแรก มีจำนวนโครงการและมูลค่าลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมลงทุนสูงขึ้นเมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่พอเข้าสู่เดือนกรกฎาคม ตัวเลขจำนวนโครงการลงทุนก็ยังสูงอยู่ แต่มูลค่ากลับน้อยลง ทำให้เราต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งการเดินทางไปโรดโชว์พบผู้บริหารบริษัทต่างๆ เพื่อตอบข้อสงสัย อธิบายกับผู้บริหารโดยตรงทั้งปัญหาการเมือง มาบตาพุด รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆได้ด้วย ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ และเขาก็เห็นความตั้งใจของเราในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น" นายชัยวุฒิ กล่าว

ส่วนการลงทุนในโครงการเหล็กต้นน้ำ ขณะนี้ยังไม่มีการสรุปพื้นที่ตั้งในไทยแต่อย่างใด โดยเบื้องต้นสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)มอบหมายให้สถาบันเหล็กไปศึกษา พื้นที่เหมาะสม 2 แห่งที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดสงขลาเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเลือกพื้นที่ดังกล่าวแล้ว และจากการที่มีกลุ่มคนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีราว 3,000 คน ทำการประท้วงต่อต้านเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ตนก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) และสศอ.รวบรวมผลการศึกษาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ รวมทั้งแผนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ของสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) รายงานกลับมาภายใน 2-3 เดือนนี้ เพื่อดูแนวทางการพัฒนาพื้นที่การลงทุนในอนาคต โดยแผนแรกต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่การลงทุนภายในประเทศ หากมีผลเสียมากกว่าได้ ก็ค่อยขยับขยายพื้นที่ออกไป โดยในส่วนของเมืองทวายของพม่าถือเป็นพื้นที่ไม่ไกลจากไทย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว และสามารถรองรับอุตสาหกรรมหนักทั้งเหล็ก ปิโตรเคมีได้

"อยากให้ประเทศไทยมีการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำ แต่ถ้ามีปัญหากับคนในพื้นที่ชุมชนก็เกิดไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องมีการศึกษาพื้นที่การลงทุนในทวาย และเกาะกง แต่แนวทางดังกล่าวถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ขณะเดียวกันการศึกษาพื้นที่ทวาย ยังเป็นการหาพื้นที่รองรับการลงทุนใหม่ในอนาคต เพราะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็เริ่มล้นแล้ว จึงต้องมองการลงทุนในอีก 10-20 ปีข้างหน้าไว้ว่าจะขยับไปทางไหนอย่างไร" นายชัยวุฒิ กล่าว