"กิตติรัตน์"มอบนโยบาย ธ.ก.ส. ช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรทั้งยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง สับปะรด ขณะที่บอร์ดเปิดไฟเขียวกู้ซอฟโลนแบงก์ชาติ 6 หมื่นล้าน เอาไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)พร้อมมอบนโยบาย โดยนายกิตติรัตน์ย้ำว่าจะไม่ขยายระยะเวลาในโครงการรับจำนำข้าวนาปี ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ออกไปอีก เพราะต้องการให้ผลผลิตที่ออกหลังจากวันที่ 1 มีนาคม 2555 เป็นการรับจำนำข้าวรอบใหม่ เงื่อนไขใหม่ ราคาใหม่ ซึ่งต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ก่อน
สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต 2554/55 ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร 3.56 ล้านราย ผ่านการทำประชาคมพร้อมออกหนังสือรับรองเกษตรกร 3.42 ล้านราย มีจำนวนโรงสีและตลาดกลางที่เปิดจุดรับจำนำ 845 แห่ง ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ทำสัญญาและจ่ายเงินกู้แก่เกษตรกรไปแล้ว 8.97 แสนราย ปริมาณข้าวเปลือก 5.5 ล้านตัน จำนวนเงิน 9.18 หมื่นล้านบาท ส่วนการสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารส่งมอบคลังสินค้ากลาง ดำเนินการไปแล้ว 2.03 ล้านตัน
เมื่อสิ้นสุดโครงการ ธ.ก.ส. คาดว่าจะรับจำนำข้าวได้ 8 ล้านตัน จากเป้าหมาย 25 ล้านตัน เป็นเงิน 1.3 แสนล้านบาทจากเดิมที่คาดว่าจะใช้เงิน 4 แสนล้านบาทเพราะเกษตรกรประสบอุทกภัยผลผลิตได้รับความเสียหาย ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรจึงขายให้กับพ่อค้าในท้องถิ่น
ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการข้าวถุงและผู้ส่งออกออกมาระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวในตลาดสูงและทำให้การแข่งขันในตลาดส่งออกลำบากนั้นตนมองว่าเป็นการเป็นมองในแง่ของผู้เสียผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจมากกว่า
" รัฐบาลยังไม่ได้บอกว่ามีนโยบายในการปรับลดราคาจำนำข้าวรอบใหม่หรือนาปรังลง ซึ่งข้อเสนอในการปรับลดราคารับจำนำนั้นเป็นข้อเสนอของผู้ประกอบการข้าวถุงและผู้ส่งออกข้าว อยากถามว่าเขาอยากเห็นราคาข้าวถูกกว่าน้ำเปล่าเหรอ"นายกิตติรัตน์ กล่าว
พร้อมกันนี้ในการประชุมคณะกรรมการธ.ก.ส. ได้อนุมัติให้ธ.ก.ส.กู้เงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) จากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% เป็นเวลา 5 ปี เพื่อนำมาปล่อยกู้ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยธ.ก.ส.จะสบทบเงินอีก 30% กำหนดเงื่อนไขปล่อยกู้ให้แก่บุคคลธรรมดาไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการไม่เกินรายละ 30 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี
นอกจากนี้ยังอนุมัติให้ธ.ก.ส.เข้ามาช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร ประกอบด้วยโครงการรับจำนำมันสำปะหลังระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2555 จำนวน 10 ล้านตัน สนับสนุนสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท ให้โรงงานแปรรูปสับปะรดใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรในช่วงที่ราคาตก และสนับสนุนสินเชื่อ 1.5 หมื่นล้านบาทให้กับสถาบันเกษตรกรนำไปรักษาเสถียรภาพราคายาง
นายบุญช่วย เจียดำรงค์ชัย รองผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวว่า เตรียมหารือกับธปท.ถึงกรณีที่จะให้ลูกค้าธ.ก.ส.ที่กู้เงินในโครงการเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมก่อนหน้านี้ สามารถมากู้เงินจากวงเงินซอฟท์โลนรีไฟแนนซ์เงินกู้เดิม โดยธ.ก.ส.ได้ปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมไปแล้ว 2,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ลบ 3% หรืออัตราดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ที่ 4% แพงกว่าวงเงินกู้จากซอฟท์โลนที่คิดดอกเบี้ยเพียง 3%
สำหรับบัตรสินเชื่อเกษตรกรนั้น นายกิตติรัตน์เร่งรัดให้ดำเนินการซึ่งขณะนี้ธ.ก.ส.กำลัง รอร่างสัญญาที่ส่งไปให้อัยการช่วยตรวจสอบ คาดว่าเดือนกุมภาพันธ์นี้จะแจกบัตรสินเชื่อให้กับชาวนานำร่อง 5,000 ใบใน 5 จังหวัดคือ สระบุรี ลพบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา ซึ่งภายในปีนี้จะแจกให้ครบ 1 ล้านใบ และแจกครบ 2 ล้านใบในปี 2556
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธ.ก.ส.)เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ในช่วง 9 เดือน หรือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 (1 เมษายน-31 ธันวาคม 2554) ว่า ได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคชนบทกว่า 3.79 แสนล้านบาททำให้มียอดสินเชื่อรวม 7.26 แสนล้านบาท ขยายตัวจากต้นปีบัญชี 1.49 แสนล้านบาท หรือ 25.81 % สูงกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 9.18 % ทั้งนี้มาจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ทำให้สินเชื่อนโยบายรัฐขยายตัวจากต้นปี 6.67 หมื่นล้านบาท ขณะที่สินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส. เติบโต 8.23 หมื่นล้านบาท
สำหรับเงินฝากมียอดรวม 7.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีบัญชี 6.31 หมื่นล้านบาท หรือ 8.69% จากผลิตภัณฑ์เงินฝากโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการเงินฝากดอกเบี้ยทันใจ 10 โครงการเกษียณอายุ เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ออมทรัพย์ทวีสิน เป็นต้น
ขณะที่ผลการดำเนินงาน ณ 31 ธันวาคม 2554 มีรายได้รวม 3.94 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 6,259 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายมีจำนวน 3.44 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 6,176 ล้านบาท หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 1.09 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,949 ล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) 5.71 หมื่นล้านบาทหรือ 8.78 % ของสินเชื่อรวมเนื่องจากเกษตรกรประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่