เดลินิวส์

เทคโนโลยีลดต้นทุน...เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าว

ประเทศไทยผลิตข้าวได้กว่า 32 ล้านตันข้าวเปลือก มีการบริโภคภายในประเทศเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือมีการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งในการส่งออกมีการแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน ดังนั้นการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร ประกอบกับการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ต่ำลง จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลยชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวนา ที่อาจจะได้รับผลกระทบจาก การเปิดเสรีการค้าอาเซียน (AFTA) ดังนั้น จึงได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จำนวน 128 ล้านบาท ให้กรมการข้าว ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 9 หน่วยงาน ดำเนิน โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน โดยกิจกรรมสำคัญของการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวให้สูงขึ้น นั้นจะเน้นการพัฒนา 2 ประการ คือ 1. พัฒนาการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ภายใต้รูปแบบศูนย์ข้าวชุมชน และ 2. พัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง โดยการสร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวชุมชน การจัดทำหมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นต้นว่า การจัดทำแปลงสาธิตและแปลงส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชน เพื่อเรียนรู้การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวอย่างชาญฉลาด เป็นต้น...

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง นครสวรรค์ สุรินทร์ อุดรธานีและ อำนาจเจริญ ซึ่งการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา โดยครั้งนี้ได้จัดขึ้น ณ ศูนย์ข้าวชุมชนหลัก บ้านดงมัน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อถ่ายทอดวิธีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมเฉพาะในพื้นที่ โดยดำเนินการเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการลดต้นทุนการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับพี่น้องชาวนา

สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนหลัก 1 แห่ง และศูนย์ข้าวชุมชนเครือข่ายอีก 10 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและกระจายให้เกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ข้างเคียงได้จำนวน 1,480 ตัน ขยายผลการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 300 ไร่ คิดเป็นต้นทุนการผลิตข้าวที่ลดลงเฉลี่ย 2,236 บาทต่อตัน

...อย่างไรก็ตาม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะได้มีความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวให้กับชาวนาในพื้นที่นำร่องและขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป

แจงแผนช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติ - นานาสารพัน

แม้ว่ามหาอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทยได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ว่าพื้นที่เกษตรหลายแห่งยังคงต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือในการฟื้นฟูเยียวยาให้สามารถเริ่มต้นในการประกอบอาชีพได้อีกครั้ง

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ 2 ส่วนหลัก ๆ คือ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2554 ในกรณีพิเศษ ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับจะเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนด้านพืชกับกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านประมงกับกรมประมง และด้านปศุสัตว์กับกรมปศุสัตว์ สำหรับอัตราการให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้านพืชนั้น แบ่งเป็น ข้าว จะได้รับการช่วยเหลือไร่ละ 2,222 บาท พืชไร่ ไร่ละ 3,150 บาท พืชสวนและอื่น ๆ ไร่ละ 5,098 บาท

ส่วน ด้านประมง ปลาทุกชนิด จะได้รับการช่วยเหลืออัตราไร่ละ 4,225 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่ กุ้ง หอย ปู ได้อัตราไร่ละ 10,920 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่ ส่วนบ่อ/กระชัง ช่วยเหลือ 315 บาทต่อตารางเมตร รายละไม่เกิน 80 ตารางเมตร สำหรับด้านปศุสัตว์นั้นมีรายละเอียดทั้งชนิดและอายุสัตว์ซึ่งได้รับการช่วยเหลือแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดที่กำหนดไว้

โดยการช่วยเหลือในส่วนแรกนั้นได้ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด เข้าหน่วยงานกรมที่รับผิดชอบ เพื่อเสนอต่อสำนักงบประมาณ และจัดสรรงบสู่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำหรับโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ซึ่งมีเกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือจากกรณีนี้จำนวน 800,000 ราย วงเงินช่วยเหลือ 20,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมานี้มีความหนักหนาสาหัสมาก และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในวงกว้าง รัฐบาลจึงมีความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง คือ โครงการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยด้านการเกษตร ซึ่งเป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด โดย ด้านพืชนั้น กรณีปลูกข้าว เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่เกินรายละ 10 ไร่ อัตราไร่ละ 10 กิโลกรัม รวมไม่เกินรายละ 100 กิโลกรัม นอกจากนี้ จะได้รับค่าปรับปรุงคันนาอีกไร่ละ 400 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่ รวม 2,000 บาท และจะได้รับเงินค่ายังชีพอีก 300 บาทต่อครัวเรือน สำหรับนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาเพาะปลูกเพื่อมีรายได้เสริมยังชีพ ส่วนพืชไร่และพืชสวนที่มีการปลูกหลายชนิด ช่วยเหลือค่าพันธุ์พืชเป็นเงินจำนวนไร่ละ 500 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ รวมเป็นเงิน 5,000 บาท ส่วนค่ายกร่อง หรือปรับปรุงพื้นที่เตรียมดินเพื่อเพาะปลูกได้อีกรายละ 2,000 บาท และมีค่ายังชีพอีก 300 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการช่วยเหลืออีกหลายด้าน เช่น สถาบันเกษตรกร ที่มีมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย โดยการพักชำระหนี้ 3 ปี โครงการฟื้นฟูสุขภาพสัตว์และป้องกันโรคระบาดสัตว์หลังน้ำลด ซึ่งกรมปศุสัตว์จะดำเนินการดูแลสุขภาพสัตว์ เป้าหมาย 1.5 ล้านตัว และจัดสรรเสบียงอาหารสัตว์อีก 10,000 ตัน กรมประมงได้เพาะพันธุ์ปลาเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรอีกจำนวนมาก รวมถึงมีโครงการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกรผู้ประสบภัย เป็นต้น

โครงการที่กล่าวมาข้างต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) พิจารณาเห็นชอบแล้ว กำลังนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติงบมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อนำไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพต่อไปโดยเร็ว

จัดตลาดนัด เมล็ดพันธุ์ข้าว - บอกกล่าวเล่าขาน

ผ่านมาเราอาจเคยเห็นแต่ตลาดนัดค้าขายสินค้าอุปโภค-บริโภค หรือตลาดนัดของใช้มือสอง วันนี้มีตลาดนัดแห่งใหม่ที่จำหน่ายเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนาหรือสมาชิกสหกรณ์มาจับจ่ายหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หายากในท้องตลาด ซื้อขายในราคาถูกยุติธรรมภายใต้สินค้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เจ้าของไอเดียการันตีแล้วว่า คุณภาพได้มาตรฐานตามที่ราชการกำหนดทุกประการ ตลาดนัดแห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้วิกฤติ การณ์น้ำท่วมในพื้นที่นาข้าวภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือ ชาวนาจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ในการเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกที่จะมาถึง เพราะไม่สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หรือไม่สามารถจัดหาเมล็ดพันธุ์ได้ ครั้นน้ำลดลงแล้วจะหันไปปลูกข้าวต่อเนื่องก็ไม่มีเงินอีก

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะโต้โผใหญ่ จึงได้คิดไอเดียขึ้นมาให้สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์และสำนักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์จัด “ตลาดนัดเมล็ดพันธุ์ข้าวสหกรณ์” ขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรวิเศษชัยชาญ จำกัด จังหวัดอ่างทอง สำหรับตลาดนัดดังกล่าวได้มีการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมใช้ในการเพาะปลูก ได้แก่ พันธุ์ปทุมธานี 1 ปทุมธานี 80 สุพรรณบุรี 1 ชัยนาท กข 29 กข 31 กข 41 พิษณุโลก 1 พิษณุโลก 2 พิษณุโลก 5 และข้าวขาวมะลิ 105

การจัดตลาดนัดเมล็ดพันธุ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปรียบไปแล้วเหมือนการสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในเชิงลักษณะขายตรง นั่นคือสร้างเวทีให้สหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ผู้ใช้เมล็ดพันธุ์ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างเครือข่ายร่วมกัน พูดง่าย ๆ เปิดเวทีให้มีการซื้อขายกันเองโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ราคาที่สหกรณ์จำหน่ายให้กันเองถูกกว่าและมีคุณภาพกว่าการไปหาซื้อจากพ่อค้ารายใหญ่ ๆ หรือหาซื้อตามท้องตลาดซึ่งส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหามีการปลอมปนสายพันธุ์สูงหรือสายพันธุ์ข้าวไม่ตรงกับความต้องการใช้ แต่หากซื้อผ่านสหกรณ์ด้วยกันเองยังสามารถตรวจสอบแหล่งผลิต ตรวจสอบมาตรฐานการผลิตได้อีกด้วย โดยใช้ความสัมพันธ์จากการสร้างเครือข่ายสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ภาคเกษตรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมี 64 สหกรณ์กระจายอยู่ใน 37 จังหวัด โดยสหกรณ์เหล่านี้ได้ก้าวสู่ความเป็นผู้ผลิตมืออาชีพมากขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนจากกรมฯ ในการถ่ายทอดความรู้และพัฒนากระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ การคัดแยกเมล็ดพันธุ์ระหว่าง Seed กับ Grain และสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องวัดความชื้นและเครื่องปรับสภาพเมล็ดพันธุ์ ส่งผลให้สหกรณ์มีความชำนาญเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์มากขึ้นสามารถผลิตชั้นพันธุ์จำหน่ายได้มาตรฐานตามที่ทางราชการกำหนด ประมาณ 25,000-30,000 ตัน/ปี

ซึ่งแม้จะยังมีปริมาณไม่เยอะเพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรทั้งประเทศที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 100,000 ตัน/ปี แต่ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในขณะนี้

เกษตรกรรายใดเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ดี ก็ถือเป็นชัยชนะก้าวแรกในการเพาะปลูก เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีต้องมีความงอก 85 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 14 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดแดง 20 เม็ดต่อกิโลกรัม ที่สำคัญการใช้เมล็ดพันธุ์ดีจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ถึง 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวนอกจากเป็นการควบคุมคุณภาพแล้วยังเป็นการแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ขาดแคลนระยะยาว ทำให้ชาวไทยได้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

...การจัดตลาดนัดเมล็ดพันธุ์ข้าวสหกรณ์ครั้งนี้ จึงถือเป็นการจุดประกายทางออกอีกรูปแบบหนึ่งที่มุ่งหวังให้หลักสหกรณ์ในการเกื้อกูล พึ่งกันและกัน เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรหรือสหกรณ์ด้วยกันเอง

ปีนี้ “ฝนมาเร็ว-มามาก” แต่ไม่ท่วมซ้ำรอย?

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

เมื่อปีที่แล้ว นายเกรียงไกร กอวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) เป็นคนแรกที่ออกมาเตือนเรื่องฝนจะมาเร็วกว่าปกติ และแนะนำให้เฝ้าระวังปริมาณน้ำฝนช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมไว้ให้ดี เนื่องจากปรากฏการณ์ลานินญ่าที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้มีฝนตกหนัก

ล่าสุด นายเกรียงไกร เปิดเผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ ถึงข้อสงสัยของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังกังวลว่า ฝนที่จู่ๆ ก็ตกตั้งแต่ต้นปี หมายถึง ฤดูฝนมาถึงแล้วหรือ? และหน้าฝนจะยาวนานส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำอีกหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศภช. ระบุว่า ตอนนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยตอนบน ซึ่งหมายถึง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังอยู่ในช่วงหน้าแล้ง แต่ที่มีฝนตก เพราะปีนี้ บ้านเรายังได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานินญ่าแบบอ่อนๆ นั่นเอง

"ด้วยผลจากปรากฏการณ์ลานินญ่าที่เรายังคงได้รับ ยังจะส่งผลให้ฤดูฝนมาเร็วกว่าที่ควร ซึ่งโดยปกติ ภาคกลาง ฝนจะเริ่มมาช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม แต่เท่าที่สังเกต ตอนนี้อุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก เย็นกว่าปกติ 1 องศาเซลเซียส จึงเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่า ในปีนี้คาดว่า บ้านเราจะเข้าสู่หน้าฝนราวสัปดาห์ที่ 2 ของพฤษภาคม หรือเร็ววกว่าปกติ 1 สัปดาห์ และยังคงมีฝนมากอีกปีหนึ่ง" นายเกรียงไกร กล่าว

ส่วนการประเมินสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า ยังต้องติดตามช่วงมีนาคม-เมษายน มาประกอบด้วย เนื่องจากเป็นช่วงที่มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย ขณะที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และกทม. ก็ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากปีนี้ปริมาณน้ำฝนมีมาก แต่ด้วยการบริหารจัดการน้ำจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงจะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อย่างปีที่แล้วซ้ำอีก.

รู้จักปรากฏการณ์ ลานีญา

สำหรับปรากฏการณ์ ลานีญา หรือลานินญา กระแสลมสินค้าตะวันออกมีกำลังแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณทางซีกตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าสภาวะปกติ ลมสินค้ายกตัวเหนือประเทศอินโดนีเซีย จึงเกิดฝนตกอย่างหนัก ขณะที่น้ำเย็นใต้มหาสมุทรยกตัวขึ้นแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกทางซีกตะวันตก ข้อดีก็มี คือ ก่อให้เกิดธาตุอาหาร ฝูงปลาชุกชุม ตามบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู แต่ผลร้าย คือ นำความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าปกติ

ผู้เลี้ยงไข่ไก่โวยขาดทุนร้องรัฐช่วยดันราคา ขู่ปลุกม็อบประท้วงรัฐบาล

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ บุกพาณิชย์ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐเร่งพิจารณาปรับขึ้นราคาไข่ไก่ ไม่ต่ำ 2.60 บาทต่อฟอง อ้างแบกต้นทุนต่อไปไม่ไหว พร้อมวอนให้เปิดรับจำนำไข่เหมือนกับสินค้าเกษตรตัวอื่น ขู่หากรัฐบาลเมินเฉยไม่ช่วยเหลือ จะรวมกลุ่มประท้วง ด้าน"บุญทรง"ยันไม่มีนโยบายรับจำนำไข่ แต่รับปากช่วยดูแลด้านต้นทุน

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จากทั่วประเทศทั้งภาคตะวันออก อีสาน และภาคใต้ รวมกลุ่มกันมายื่นหนังสือเพื่อร้องขอความช่วยเหลือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ โดยเรียกร้องให้ทำการปรับขึ้นราคาแนะนำไข่คละหน้าฟาร์มอีก 40 สตางค์ เป็นฟองละ 2.60-2.70 บาท ตามต้นทุนที่สูงขึ้น จากปัจจุบันราคาแนะนำไข่คละหน้าฟาร์มยังอยู่ที่ฟองละ 2.20 บาท

นายบุญยง ศรีไตรราศี ประธานกรรมการ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด เปิดเผยว่าขณะนี้เกษตรกรได้ทำการปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มมาอยู่ที่ฟองละ 2.40 บาทแล้ว แต่ก็ยังไม่คุ้มกับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตัวเลขจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่าต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่อยู่ที่ฟองละ 2.64 บาท จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาปรับราคาแนะนำไข่ไก่เพิ่มอีก ให้อยู่ที่ฟองละไม่ต่ำกว่า 2.60 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ต้องแบกภาระขาดทุนมานานกว่า 2 เดือน

นอกจากนี้ได้เสนอให้ดูแลการนำเข้าเสรีพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม หลังจากก่อนหน้านี้ต้องประสบกับปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดซึ่งเกษตรกรทยอยปลดระวงแม่ไก่ยืนกรงไปแล้วประมาณ 30% เหลือกำลังการผลิต 60-70% ทำให้ขณะนี้ผลผลิตไข่ไก่อยู่ในระดับเหมาะสมกับความต้องการ โดยผลผลิตไข่ไก่ในปัจจุบันอยู่ที่ 23 ล้านฟองต่อวัน จากก่อนหน้าล้นตลาดอยู่ที่ 26 ล้านฟองต่อวัน

ขณะเดียวกันต้องการให้ทางการดูแลต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามทิศทางของราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยล่าสุดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีได้ทำการ ปรับเพิ่มราคาอาหารสัตว์อีกกิโลกรัมละ(กก.) 20 สตางค์ ส่วนบริษัท เบทาโกร และบริษัทไทยฟู้ด ก็ปรับขึ้นราคาอีก 10 สตางค์

นายชัยพร สีถัน ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลเปิดรับจำนำไข่ไก่ เหมือนกับการเปิดรับจำนำสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ โดยให้กรมการค้าภายในไปบริหารสต็อกและไม่ควรเปิดให้มีการนำเข้าไข่ไก่ เนื่องจากจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเข้ามาในประเทศ ขณะเดียวกันควรให้มีการเปิดเผยรายละเอียดบริษัทนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เพื่อให้รู้ว่ามีตัวตนที่แท้จริง ซึ่งควรตรวจสอบการนำเข้าของบริษัทนำเข้าด้วยว่าเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงหรือไม่

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยมีกว่าหมื่นราย และได้รับความเดือนร้อนจากปัญหาไข่ราคาตกต่ำ ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือเป็นไปได้ที่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันประท้วงรัฐบาล

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนได้รับทราบปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในการให้ยกเลิกการควบคุมราคาไข่ไก่นั้นคงเป็นไปไม่ได้ และจะยังไม่ปรับขึ้นราคาไข่ไก่ตามที่เกษตรกรเรียกร้องมา รวมทั้งคงจะไม่เปิดโครงการจำนำไข่ไก่ตามที่เสนอเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดูแลในเรื่องโครงสร้างต้นทุนราคาในการผลิต ว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้อย่างไรบ้าง โดยเบื้องต้นกรมการค้าภายในจะประสานขอดูโครงสร้างต้นทุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาพิจารณาด้วย

นอกจากนี้ จะประสานไปยังคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ เอ้กบอร์ด และกรมปศุสัตว์ ในเรื่องการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ โดยจะทบทวนถึงนโยบายดังกล่าว เนื่องจากการเปิดเสรีการนำเข้าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนแม่ไก่ยืนกรงเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาราคาตกต่ำดังกล่าว

อนึ่งก่อนหน้านี้นายนรินทร์ ปรารถนาพร เลขานุการสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ระบุว่า การที่รมว.พาณิชย์จะขอความร่วมมือในการตรึงราคาไข่ไก่ต่อไปนั้นก็ขอความเป็นธรรมด้วยหากจะตรึงราคาก็ขอให้ตรึงที่ราคาต้นทุน 2.60 บาท ไม่ใช่ราคาที่เกษตรกรต้องขายขาดทุน จนอยู่ไม่ได้ในขณะนี้ การที่ราคาอาหารสัตว์ขึ้นมาต้นทุนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำ แต่ถ้ากระทรวงพาณิชย์ช่วยในเรื่องการลดต้นทุนราคาอาหารสัตว์ได้จริงก็ถือเป็นเรื่องดีถ้าทำได้ แต่ขณะนี้เกษตรกรดูเหมือนจะมองไม่เห็นอนาคตว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร

ประชุม รมต.สหกรณ์ ระดับเอเชี่ยแปซิฟิก

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลงานสหกรณ์ของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 9 ในหัวข้อหลักคือ เศรษฐกิจพอเพียง ณ อาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยจะมีผู้รับผิดชอบดูแลงานสหกรณ์ระดับรัฐมนตรีจาก 30 ประเทศเข้าร่วมงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 250 คน ซึ่งแต่ละประเทศจะหยิบยกเรื่องระบบสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมานำเสนอ จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่เราจะสามารถส่งเสริม สนับสนุนแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปสู่ระบบสหกรณ์ของไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อไป

นอกจากนี้ในวันที่ 1 มีนาคม 2555 จะมีการนำคณะรัฐมนตรีดูงานที่สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรตัวอย่างที่มีวิวัฒนาการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มก่อตั้งเมื่อ 37 ปีที่ผ่านมา มีทุนดำเนินงานเริ่มต้นเพียงไม่กี่พันบาท แต่ปัจจุบันสามารถพัฒนาระบบการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกประเทศญี่ปุ่น มีมูลค่าธุรกิจเดือนละไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท และมีเงินทุนฝากอยู่กว่า 200 ล้านบาท สร้างความมั่นคงในอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์เป็นอย่างมาก จึงเชื่อมั่นว่าสหกรณ์จะแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ไทยที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อคณะรัฐมนตรีต่างประเทศได้อย่างชัดเจน

ผลการดำเนินงาน "นิคมปาล์มน้ำมัน"

นายสุรเดช เตียวตระกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า โครงการนิคมการเกษตรปาล์มน้ำมัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 ไปจนถึงปี 2558 โดยมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการด้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเกษตรกรสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้เต็มพื้นที่และสามารถปลูกพืชอื่นเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ช่วยให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีการจัดการด้านตลาดชัดเจนขึ้น คือมีลานเทรวบรวมผลผลิตซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการสหกรณ์ปาล์มน้ำมันจังหวัดนครศรีธรรมราช

สำหรับการดำเนินงานโครงการนิคมการเกษตรปาล์มน้ำมัน ได้คัดเลือกพื้นที่ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน ในตำบลสวนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 8,455 ไร่ ซึ่งมีกิจกรรมหลายด้านประกอบด้วย การพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงพื้นที่ดินกรด ขุดลอกคลองต่าง ๆ การเพิ่มศักยภาพการผลิต ได้แก่ จัดทำศูนย์เรียนรู้ในเขตนิคมการเกษตรปาล์มน้ำมัน สนับสนุนต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี และพืชระยะสั้นเพื่อปลูกเสริมเพิ่มรายได้ การเพิ่มศักยภาพการแปรรูปและการตลาด เช่น ศูนย์รวบรวมปาล์มน้ำมัน มีรถบรรทุกผลผลิต การฝึกอบรมและให้ความรู้ ซึ่งจะมีการอบรมให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับพืชปาล์มน้ำมัน รวมถึงการจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อให้แก่สมาชิกสหกรณ์ และสินเชื่อกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเลี้ยงแพะและสัตว์ปีก เพื่อเป็นรายได้เสริมเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

ธนินท์ แนะโมเดลพัฒนาภาคเกษตรไทยชูตัวอย่าง หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า - บอกกล่าวเล่าขาน

ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ แสดงความคิดความเห็นก็จะต้องมีเรื่องความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกรพ่วงเข้ามาด้วยทุกครั้ง นั่นเพราะความที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มากว่า 70 ปี มีเกษตรกรเป็นเพื่อนคู่คิดคู่ค้ามาตลอดเส้นทางอาชีพ การให้ความสำคัญกับภาคเกษตรนี้จึงเกิดเป็นโครงการเพื่อพัฒนาเกษตรกรมากมาย แต่โครงการที่เรียกว่าเป็นทั้งความภาคภูมิใจและเป็นกระจกสะท้อนผ่านความสำเร็จของทั้งเกษตรกรเองและ ธนินท์ ได้เป็นอย่างดีคือ โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ที่วันนี้เจริญเติบโตก้าวหน้ามาถึง 35 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520

โครงการนี้ ธนินท์ เป็นผู้ปลุกปั้นให้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น โดยตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในแนวพระราชดำริด้านการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ด้วยการนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการรวบที่ดินผืนใหญ่จำนวน 1,253 ไร่ ในตำบลหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา มาจัดสรรให้เกษตรกร 50 ครอบครัวที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แต่เป็นคนซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร ให้มีโอกาสได้ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรควบคู่ไปกับการเพาะปลูก ภายใต้การดูแลและสนับสนุนด้านเทคโนโลยีวิชาการของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อทดสอบแนวความคิดการพัฒนาเกษตรกรรมแบบผสมผสาน ซึ่งวันนี้แนวคิดดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้จริง

...วันนี้เกษตรกรหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้ามีอาชีพยั่งยืน มีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลูกหลานมีโอกาสทางการศึกษาได้เรียนในระดับสูง ที่สำคัญที่นี่ยังกลายเป็นชุมชนเลี้ยงสุกรที่ทันสมัยที่สุด ที่มีความเข้มแข็งและเป็นต้นแบบให้อีกหลายชุมชนได้เข้ามาศึกษาเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป…

ในโอกาสที่ชาวหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จัดงานเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และงานฉลองครบรอบ 35 ปี หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เป็นอีกครั้งที่ธนินท์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาคเกษตรไว้ได้อย่างน่าสนใจ ตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “35 ปีหนองหว้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืน” เขากล่าวว่า

เกษตรกรไทยมีสิ่งที่ขาดอยู่ 3 อย่าง นั่นคือ ขาดเงินทุน ขาดความรู้ และ ขาดตลาดรองรับผลผลิต ซึ่งเรื่องเหล่านี้ซีพีให้ความสำคัญมาโดยตลอด ที่ผ่านมาจึงพยายามให้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกษตรกรขาดเพื่อให้มีโอกาสได้เริ่มต้นอาชีพและเดินหน้าประกอบอาชีพสู่ความสำเร็จ

“การจะช่วยเกษตรกรนั้นต้องคิดถึง 3 ปัจจัย เงินทุน ความรู้-เทคโนโลยี และ การตลาด ความจริงแล้วเกษตรกรแม้ไม่มีทุนก็รวยได้ถ้าหากมีคนนำ ซีพีเองเข้ามาช่วยเป็นคนนำและคนรับความเสี่ยงด้านการตลาดให้ ที่สำคัญการช่วยเกษตรกรต้องใช้หลักศาสนาพุทธ คือให้ก่อนได้ทีหลัง การแก้ความยากจนต้องแก้โดยให้เขาร่ำรวยก่อน หลายคนคิดว่าเกษตรกรยากจนต้องให้ความรู้ก่อน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ สิ่งที่ต้องให้เป็นอันดับแรกคือ ทุน เพื่อนำไปสร้างอาชีพ พอรวยแล้วไม่มีใครหรอกที่จะไม่ส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูง ๆ แต่ถ้าไม่มีเงิน เขาก็ต้องให้ลูกออกมาช่วยงาน ดังนั้นการจะพัฒนาเกษตรกรจริง ๆ ก็ต้องให้โอกาสและให้ปัจจัยที่เขาขาดแคลน” เจ้าสัวซีพีกล่าวและว่า

ปัจจุบันเกษตรกรไทยยังยากจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาครัฐไม่เข้าใจเกษตรกรอย่างแท้จริง จึงดำเนินนโยบายทางการเกษตรที่ไม่ได้คำนึงถึงเกษตรกร วันนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เลิกมาตรการกดราคาและหันมาส่งเสริมภาคเกษตรอย่างถูกต้อง จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาด ส่งผลให้เกษตรกรร่ำรวยขึ้น และในอนาคตแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรจะยิ่งสูงขึ้น เหมือนราคาน้ำมันปัจจุบัน ที่อยู่ระดับต่ำและไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะประเทศมหาอำนาจพยายามกดราคาไม่ให้มันสูงเกินไป หากรัฐบาลเข้าใจโครงสร้างสินค้าเกษตรและมีการส่งเสริมที่ถูกต้องสินค้าเกษตรจะสร้างรายได้มากถึง 90% ต่อหน่วยการผลิต ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมจะให้รายได้กับประเทศไทยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“จากนี้ต่อไปรัฐบาลควรเลิกกดราคา แล้วหันมาส่งเสริมการลงทุนในภาคการเกษตรให้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชลประทาน โดยทำทั้งระยะสั้น กลาง และระยะยาว” ธนินท์ กล่าวสรุป

ความเป็นห่วงที่มีต่อเกษตรกรรวมถึงคำแนะนำที่มีต่อภาครัฐดังกล่าวนี้ หากถูกนำไปปฏิบัติจริงแล้ว ก็นับเป็นอีกหนึ่งหนทางสู่ความก้าวหน้าของภาคเกษตรของไทย ที่จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะปฏิบัติ หากแต่ผู้ที่จะนำไปดำเนินการจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของเกษตร รวมถึงสินค้าเกษตรที่มีกลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน

อินโดนีเซียฝึกอบรมด้านข้าวจากไทย

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายซุสโวโน อาร์สยาฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร สาธารณรัฐอินโดนีเซียที่เข้าพบว่า ทางอินโดนีเซียได้เจรจาขอรับการสนับสนุนการฝึกอบรมด้านข้าวจากกระทรวงเกษตรฯไทย ซึ่งฝ่ายไทยยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนการฝึกอบรมด้านข้าวแก่อินโดนีเซีย ที่จะส่งเกษตรกรจำนวน 20 คนเข้ารับการฝึกอบรม ณ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ประมาณเดือนมีนาคม 2555 ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศจะมีการหารือในรายละเอียดกันต่อไป ซึ่งคาดว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของทั้งสองประเทศ ที่จะส่งผลไปถึงการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันในอนาคตด้วย

“ที่ผ่านมาไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาก และมีการทำความตกลงร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเกษตร ทั้งภายใต้กรอบทวิภาคีและพหุภาคี เช่น ความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร ไทย-อินโดนีเซีย ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน เป็นต้น โดยล่าสุดทั้งสองประเทศยังได้ประชุมหารือภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเกษตร ที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรเพื่อให้การทำการเกษตรมีความยั่งยืน และก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว จากปัจจัยความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรอีกด้วย” นายธีระ กล่าว

สกว. ชู 12 ผลงานวิจัยเด่นปี 2554 เน้นนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

เผยปี 55 ได้รับงบ 1,100 ล้านบาท เน้นวิจัยเรื่องยางพารา ระบบขนส่ง ท่องเที่ยว และการจัดการน้ำ

วันนี้(26ม.ค.) ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค ถนนสุขุมวิท สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จัดพีธีมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2554 มี ศ.นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ เป็นประธานในพีธี โดย ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า การพัฒนาการวิจัยของประเทศ ต้องมีนักวิจัยที่มีคุณภาพทาง สกว.จึงได้สนับสนุนงานวิจัยและสร้างนักวิจัยไม่เฉพาะในวงของนักวิชาการ แต่ได้ขยายไปยังชาวบ้านและชุมชนด้วย ซึ่งทาง สกว. ได้มีการคัดเลือกและมอบรางวัลผลงานดีเด่นเพื่อเป็นเกียรติยศต่อนักวิจัย ให้มีการสร้างผลงานที่มีค่า และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ เชิงพาณิชย์ และเชิงนโยบาย เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้

โดยปีนี้ผลงานและโครงการวิจัยเด่นมีทั้งหมด 12 เรื่อง เป็นผลงานในกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา 5 เรื่อง คือ การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เทคโนโลยี ”ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดต้นทุน ของศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ม.เกษตรศาสตร์ การศึกษากระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 โดย ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศ ชุดโครงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย และชุดโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวด ล้อม โดย รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง และ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ เป็นผู้ประสานงาน และการพัฒนากระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตาก ของ อ.อรรณพ ทัศนะอุดม ม.นเรศวร และ ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ม.ศิลปกร

ส่วนผลงานในกลุ่มวิชาการ 4 เรื่อง คือ ความจนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ของ ดร.สามชาย ศรีสันต์ และรศดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร การพัฒนาคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตร และคาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีน ของ ดร.ภาคภูมิ ล่อใจ และ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมง และการใช้ประโยชน์สูงสุดของผลพลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ โดย ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล ม.สงขลานครินทร์ โครงการศึกษาชนิดสุ่มแบบเปิดเพื่อเปรียบเทียบยาต้านไวรัสสูตรที่มีอี ฟาวิเรนซ์กับสูตรที่มีเนวิราพีนในผู้ป่วยเอชไอวี ที่กำลังได้รับยาไรแฟมปิซินร่วมด้วย โดย นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ

ด้านกลุ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ 3 เรื่อง คือ ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคม และสุขภาวะแบบบูรณาการในพื้นที่จ.ชัยนาท มีนายวันชัย เลิศฤทธิ์ เป็นหัวหน้าโครงการ แนวทางการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดนชุมชน บ้านร้อกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก นายป๋อ วชิรวงศ์วรกุล เป็นหัวหน้าโครงการ และกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน นายสุเมธ ปานจำลอง เป็นหัวหน้าโครงการ

ศ.ดร.สวัสดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2555 สกว.ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 1,100 ล้านบาท จะเน้นสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ระบบขนส่ง ท่องเที่ยว และ การวิจัยเรื่องน้ำ และพยายามให้งานวิจัยนำมาใช้งานได้จริงไม่น้อยกว่า 50-60%