สำนักข่าวแห่งชาติ

นายกสมาคมพืชสวนฯ เสนอทุ่งรังสิตเป็นเขตส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บ่ายวันนี้(26 ส.ค.) หลังจากเข้าพบ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือกรณีให้ประกาศพื้นที่ปลูกปาล์มทุ่งรังสิต เป็นเขตส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน สานต่อสู่การผลิตเป็นพลังงานทดแทน

ที่ผ่านมา สมาคมได้รับการร้องเรียนจากชมรมผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิต ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกรณีพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ประกาศเป็นเขตส่ง เสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเหตุให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต เสียโอกาสที่ควรได้รับจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของเงินทุน การประกันราคาขั้นต่ำ และการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม

เบื้องต้นได้ลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง พบว่า ทุ่งรังสิตเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีระบบชลประทานพร้อมรองรับ ปัจจุบันต้นปาล์มที่ทุ่งรังสิต อายุ 5 ปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.4 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยปาล์มของประเทศไทย อยู่ที่ 2.7 ตันต่อไร่

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทางสมาคมได้รวบรวมข้อมูล และตัวเลขผลผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งรังสิต เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาประกาศให้ทุ่งรังสิตเป็นเขตส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน เช่นเดียวกับที่ประกาศให้ จ.นครนายก ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้เกษตรกรในทุ่งรังสิตได้พัฒนาศักยภาพ อันจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยตรง อีกทั้งปาล์มน้ำมันมีโอกาสทางการตลาด และการพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแปรรูป

ไทย-ศรีลังกา ตกลงร่วมกันพัฒนาการปลูกอ้อยและยางพารา

กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ของไทย ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกประเทศศรีลังกา ในการพัฒนาการปลูกอ้อยและยางพารา หวังพัฒนาการค้าการลงทุนระหว่างกัน

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายมาฮินดา สมราสิงเห รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูก ประเทศศรีลังกา ว่า ได้หารือกันเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาการปลูกอ้อยและยางพารา ซึ่งประเทศศรีลังกาให้ความสนใจมาก เนื่องจากไทยมีความชำนาญและเชี่ยวชาญ ซึ่งในหลักการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมที่จะมีความร่วมมือทางวิชาการในเรื่องนี้กับศรีลังกา ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 6.3 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อยประมาณ 69 ล้านตันต่อปี ขณะที่ยางพาราเป็นพืชยืนต้นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย ในปี 2551 มีพื้นที่การปลูกยางพาราประมาณ 16.89 ล้านไร่ ก่อให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่องทั้งภาคการผลิตทางการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคการตลาด มีผลผลิตยางดิบประมาณ 3.09 ล้านตัน ก่อให้เกิดรายได้ 402,563 ล้านบาทจากการส่งออกยางดิบ ผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา

สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ศรีลังกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปศรีลังกาเพิ่มขึ้นจาก 1,914 ล้านบาท ในปี 2550 เป็น 3,361 ล้านบาท ในปี 2552 ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ ปลาและสัตว์น้ำ อาหารปรุงแต่ง ของปรุงแต่งจากธัญพืช และพืชผัก เป็นต้น สินค้าเกษตรนำเข้าจากศรีลังกา ส่วนใหญ่เป็นสินค้าผลิตภัณฑ์แป้งจากธัญพืช ซึ่งมีมูลค่านำเข้าประมาณ 53 ล้านบาท ในปี 2552 นอกจากนี้ ศรีลังกา ยังมีสัตว์ทะเลในน่านน้ำศรีลังกาปริมาณมากพอที่ไทยจะเข้ามาร่วมทุนทำการ ประมงชายฝั่ง รวมทั้งการตั้งโรงงานผลิตสินค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลได้ด้วย

พณ.เตรียมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในอาเซียน

กระทรวง พาณิชย์ เตรียมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในอาเซียน พร้อมวางแนวทางความร่วมมือของอาเซียนในการดูแลเสถียรภาพราคาข้าว สร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลก

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการประชุมสมาคมโรงสีข้าวแห่งอาเซียน ว่า ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตข้าว และโรงสีข้าวของไทยมีศักยภาพสูงในด้านต่างๆ การรวมกลุ่มผู้ผลิตข้าวในระดับโรงสีจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้อาเซียน เข้มแข็งและสามารถแข่งขันด้านการค้าข้าวทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งจะทำให้ทิศทางราคาข้าวมีเสถียรภาพ และเกษตรกรภายในกลุ่มอาเซียนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะใช้เวทีการประชุมดังกล่าว ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในอาเซียนและแสดงศักยภาพของไทยในฐานะ ผู้นำในเวทีการค้าข้าวโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ ส่งออกไปแล้วประมาณ 4.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่ เวียดนามก็ส่งออกข้าวลดลงร้อยละ 8 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าการส่งออกข้าวตลอดทั้งปี ของไทยจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ 8 – 8.5 ล้านตัน โดยในปีที่ผ่านปริมาณการส่งออกข้าวในกลุ่มอาเซียนมีมากกว่า 16 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 8,861 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56 ของปริมาณการค้าข้าวในโลก ส่วนสต็อกข้าวของอาเซียนปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 9 ล้านตัน ดังนั้น หากสามารถส่งเสริมให้กลุ่มอาเซียนหันมาร่วมกันดูแลรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ได้ จะลดปัญหาการตัดราคาข้าวระหว่างกันและมีอำนาจในการต่อรองราคาข้าวในตลาดโลก มากขึ้น

รมว.เกษตรฯ ระบุ ดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน ก.ค.53 สูงขึ้นเกือบร้อยละ 33

รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุ ดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือนกรกฎาคม 2553 สูงขึ้นเกือบร้อยละ 33 และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาสินค้าเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว พบว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นร้อยละ 32.86 ซึ่งสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้นได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ลำไย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2553 พบว่า ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 2.25 ทั้งนี้ในเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่า ดัชนีราคาจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสินค้าสำคัญหลายชนิด ราคายังคงมีทิศทางที่สูงขึ้น ประกอบกับความต้องการรับซื้อของตลาดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคมนี้ ผลไม้จากภาคใต้ออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีราคาไม่สูงขึ้นมากนัก สำหรับยางพารา คาดว่า ราคาจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบๆ แต่ยังอยู่ในระดับสูง

สำหรับภาพรวมด้านการผลิตสินค้าเกษตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตลดลงร้อยละ 2.44 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง ทุเรียน และลำไย ขณะที่ ปาล์มน้ำมัน สับปะรด ยางพารา สุกร และไก่เนื้อ มีผลผลิตสูงขึ้น

รมว.เกษตรฯ เผย ราคาไข่ไก่เริ่มลดจากมาตรการชะลอการส่งออกและยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง

รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผย ราคาไข่ไก่เริ่มลดลง จากมาตรการชะลอการส่งออกและการยืดอายุแม่พันธุ์ไก่ไข่ยืนกรง พร้อมระบุ มีผู้ประกอบการใหม่ 4 ราย ยื่นขอกรมปศุสัตว์เพื่อนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้เปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหม่ 4 ราย ยื่นเรื่องไปยังกรมปศุสัตว์เพื่อขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ จำนวน 29,500 ตัว แต่เบื้องต้นยังคงต้องรอการพิจารณาตรวจสอบตามระบบของกรมปศุสัตว์ก่อน ซึ่งหากนำเข้ามาตามจำนวนทั้งหมดที่ขอเพิ่ม คาดว่าในอีก 14 เดือนข้างหน้า จะมีปริมาณไข่ไก่เพิ่มในระบบอีกวันละ 2 ล้านฟอง ขณะที่สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในปัจจุบันเริ่มลดลง เนื่องจากมาตรการยืดอายุแม่พันธุ์ไก่ไข่ยืนกรงออกไป 4 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางในการชะลอการส่งออกไข่ไก่ อยู่ที่เดือนละ 6 – 7 ล้านฟอง เริ่มเห็นผลชัดเจน ทั้งนี้ การส่งออกไข่ไก่ตลอดทั้งปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 140 ล้านฟอง หรือลดลงกว่าร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีปริมาณการส่งออกทั้งปี 350 ล้านฟอง

ส่วนการศึกษาผลการดำเนินงานของ Egg Board และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศทั้งระบบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังคงเป็นไปตามแผนการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ระยะกลาง ที่กรมปศุสัตว์จะร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาปรับปรุงโครงสร้างของ คณะกรรมการทั้งหมดภายในระยะเวลา 60 วัน ในวงเงินว่าจ้าง 594,000 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการศึกษาตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากผลการศึกษาออกมาเป็นเช่นไรคณะกรรมการฯ ก็พร้อมปฏิบัติตาม

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสนใจเข้าร่วมโครงการประกันรายได้กว่า 4 ล้านคน

กรมการค้าภายใน ระบุ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสนใจเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการประกันราย ได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4 ล้านคน โดยมีการจ่ายเงินชดเชยไปแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการประกันรายได้เกษตรกรผู้ ปลูกข้าว ว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยโครงการประกันรายได้ ฯ ประจำปีการผลิต 2552 / 2553 รอบที่ 1 จากเกษตรกรทั้งระบบประมาณ 37 ล้านคน เข้าร่วมโครงการ 3.4 ล้านคน ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างประมาณ 28,000 ล้านบาท ส่วนโครงการประกันรายได้ฯ ประจำปีการผลิต 2552 / 2553 รอบที่ 2 คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 400,000 ราย แต่พบว่า หลังจากมีการจดทะเบียนและทำประชาคมแล้วเป็นมีเกษตรกรร่วมโครงการถึง 800,000 คน ได้รับเงินชดเชยไปแล้ว 17,000 ล้านบาท จากการติดตามและสอบถามชาวนาส่วนใหญ่พอใจมาตรการของรัฐบาล ส่วนปัญหาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่าที่นามากจนไม่สามารถเข้าร่วม โครงการได้ และกลายเป็นเจ้าของที่นาได้รับส่วนต่างการชดเชยนั้น คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) กำหนดแล้วว่าหลังการขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องทำประชาคมก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าชาวนาที่ปลูกข้าวเท่านั้นที่มีสิทธิ์รับส่วน ต่างการชดเชย

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวอีกว่า เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายที่มีการเปิดโครงการประกันรายได้ฯ รอบที่ 2 อยากให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวออกมาใช้สิทธิ์ ขณะที่โครงการประกันรายได้ฯ ประจำปีการผลิต 2553 / 2554 รอบที่ 1 เริ่มทยอยเปิดให้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว โดยภาคกลางเปิดขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 พฤศจิกายน และภาคใต้เปิดขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม – 31 มีนาคม พร้อมขอให้ชาวนาติดตามราคาข้าวเปลือกและคำแนะนำในการขายข้าวเปลือก ได้ที่กรมการค้าภายใน หมายเลข 1569

พณ. ปรับยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย

เน้นพัฒนาคุณภาพให้เป็นมาตรฐานสากลมากกว่าปริมาณส่งออก

กระทรวง พาณิชย์ ปรับยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย โดยหันมาเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพให้เป็นมาตรฐานสากลมากกว่าเน้นปริมาณการ ส่งออก เพื่อรักษาแชมป์การส่งออกข้าวที่มีคุณภาพอันดับหนึ่งในตลาดโลก

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สมาคมชาวนาไทย โรงสีข้าวและผู้ประกอบการค้าข้าว จัดทำแผนยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย เพื่อวางแผนการทำตลาดข้าวให้มีมูลค่าการค้าและราคาเพิ่มสูงขึ้นรวมทั้งการ ขยายตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าว ไปยังตลาดโลกมากที่สุดประมาณ 9-10 ล้านตันต่อปี ขณะที่เวียดนามส่งออกข้าวปีละประมาณ 5 ล้านตัน ดังนั้นจึงไม่ควรไปแข่งขันเรื่องปริมาณแต่ควรหันมาเน้นเรื่องคุณภาพข้าว โดยจะเน้นสร้างภาพลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทยให้เป็นเกรดพรีเมียมในระดับมาตรฐาน โลก สนับสนุนการผลิตและส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อเป็นสินค้าสุขภาพระดับบน ประชาสัมพันธ์ตราเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักและจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยาย ตลาด โดยจะต้องรักษาตลาดเดิมและเพิ่มตลาดใหม่

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อดูแลเรื่องมาตรฐานข้าว และราคาพื้นฐานตลอดจนต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายคือการรักษาการเป็นแชมป์โลกรวม ทั้งเพิ่มมูลค่าราคาข้าวให้สูงขึ้นด้วย

คกก.พิจารณาแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญฯ

มีมติเพิ่มถ้อยคำในวรรค 2 และวรรค 5 มาตรา 190

คณะ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพิ่มถ้อยคำในวรรค 2 และวรรค 5 ขณะที่สัปดาห์หน้าจะพิจารณามาตรา 265 การดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายวุฒิสาร ตันไชย เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมว่า วันนี้ เป็นการวางกรอบการทำงาน โดยเบื้องต้นที่ประชุมได้เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 โดยเพิ่มถ้อยคำใน วรรค 2 และวรรค 5 ประเด็น ประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

ด้านนายเธียรชัย ณ นคร เลขานุการคณะอนุกรรมการวิเคราะห์กรอบโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปการ เมือง กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้แยกคณะอนุกรรมการฯ ออกเป็น 2 คณะ คือ อนุกรรมการวิเคราะห์กรอบโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างทางการ เมือง และคณะอนุกรรมการวิเคราะห์กรอบโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรม โดยให้แยกโครงสร้างตำรวจ อัยการ และศาล จากนั้นจะนำข้อสรุปที่ได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ ไปรษณีย์ และทางโทรศัพท์ คาดว่าจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนได้ประมาณปลายเดือนสิงหาคม และจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้ประมาณปลายเดือนกันยายน

สำหรับสัปดาห์หน้าจะเป็นการพิจารณา มาตรา 265 เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมาตรา 256 เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงครามแจ้งเตือนความผิดปกติของข้าวนาปรัง

นางสาวนฤมล นุตยะสกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 จังหวัดราชบุรี แจ้งเตือนความผิดปกติของข้าวนาปรัง โดยที่ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ผลผลิตข้าวนาปรังที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวมีจำนวนลดน้อยลง คิดเป็นร้อยละ 30 – 50 จากการลงพื้นที่เพื่อตรวจข้อเท็จจริงในแปลงปลูกข้าวพบว่ามาจากสภาพอากาศที่ มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ข้าวที่ปลูกขาดน้ำ ใบแห้ง และตายในที่สุด ในส่วนของพื้นที่ที่ข้าวออกรวงแล้ว ทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เมล็ดข้าวลีบ อีกทั้งการเกิดโรคระบาดของหนอนม้วนใบ ซึ่งจะพบได้มากในข้าวพันธ์พิษณุโลก 2 , สุพรรณบุรี 60 และสุพรรณบุรี 90 เป็นต้น ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

ทั้งนี้จากการตรวจสอบความผิดปกติข้าวนาปรังของศูนย์วิจัยข้าวราชบุรีพบ ว่า มีเหตุมาจากเกษตรกรหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป พันธ์ข้าวที่หว่านมีพันธ์ข้าวอื่นเจือปน การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนหว่านครั้งแรกหลังข้าวงอก ทำให้ต้นข้าวอวบอ้วนและอ่อนแอต่อโรค การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปขณะข้าวสุกแก่แล้ว ต้นข้าวและใบธงยังเขียวเข้ม การตรวจโรคที่พบ ได้แก่ โรคเมล็ดด่าง โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคกาบใบแห้งโดยทางศูนย์วิจัยข้าวราชบุรีได้ให้คำแนะดังต่อไปนี้ ควรเฝ้าระวังการปลูกข้าวที่อ่อนแอต่อโรค เมล็ดพันธ์ที่ใช้ปลูกต้องคัดเลือกจากแปลงที่ไม่เป็นโรค และทางการมีการรับรองพันธุ์ ก่อนปลูกควรนำเมล็ดพันธ์มาคลุกสารป้องกันกำจัดเชื้อราเช่น คาณ์เบนตาซิน หรือแมนโคเซ็บ ในอัตรา 3 กรัม/เมล็ดพันธ์ 1 กิโลกรัม หลังเก็บเกี่ยวข้าวและเริ่มฤดูกาลปลูกใหม่ ควรพลิกไถหน้าดินเพื่อทำลายเมล็ดขยายพันธ์ของเชื้อรา ใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ ( 0-0-60 ) อัตรา 5 – 10 กิโลกรัม/ไร่เพื่อช่วยให้ข้าวเป็นโรคน้อยลง โรคเมล็ดด่างที่พบในระยะออกรวง พบแผลเป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำที่เมล็ดบนรวงข้าว บางส่วนมีสีน้ำตาลดำและบางส่วนมีสีเทาปนชมพูทั้งนี้เพราะเชื้อรามีหลายชนิด เชื้อรามักจะเกิดในช่วงดอกข้าวเริ่มโผล่จากกาบหุ้มรวง จนถึงระยะเมล็ดข้าวเริ่มเป็นน้ำนมและอาการเมล็ดด่าง จะปรากฏเด่นชัดในระยะใกล้เก็บเกี่ยวซึ่งจะทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวของจังหวัดสมุทรสงครามทราบโดยทั่วกัน

ก.พาณิชย์ เตือนผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปเร่งปรับตัว

หลังผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณทำให้กำลังซื้อลดลง

กระทรวง พาณิชย์ เตือนผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป เร่งปรับตัวหลังผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณทำให้กำลังซื้อลดลง

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวในงานเสวนา “กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ” ว่า ค่าเงินที่น่าเป็นห่วงในปีนี้ คือค่าเงินยูโร ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ที่ลุกลามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทส่งออกส่วนใหญ่ที่ส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรป ต่างปรับตัว โดยใช้เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐซื้อขายสินค้าแทนเงินยูโร ซึ่งขณะนี้ วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปได้เริ่มส่งสัญญาณต่อกำลังซื้อที่เริ่มหดตัวลง และมีการต่อรองราคาสินค้ามากขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกได้ปรับรูปแบบสินค้าให้อยู่ในระดับกลางมากขึ้น แทนสินค้าระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปยังคงถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ มีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 11 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปขยายตัวเพิ่ม ขึ้นร้อยละ 10

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ได้เพิ่มเป้าหมายการส่งออกโดยรวมในปีนี้เป็นร้อยละ 18 ซึ่งการปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเริ่งเพิ่มการส่ง ออกสินค้าในตลาดส่งออกใหม่มากขึ้น