สยามรัฐ

สศค.เผย 9 เดือนแรกปีงบ 54 เก็บรายได้เกินเป้า 11.6% เหตุเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 54(ต.ค.53-มิ.ย.54) ว่ารัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,390,193 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 144,223 ล้านบาท หรือ 11.6% โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลจาก 3 กรมจัดเก็บภาษี รวมทั้งการนำส่งรายได้จากรัฐวิสาหกิจและส่วนราชการอื่นเพิ่มขึ้นมาก

ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,697,909 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 358,945 ล้านบาท หรือ 26.8% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 307,716 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 39,999 ล้านบาท (จากการชดใช้เงินคงคลังและการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง) ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 267,717 ล้านบาท

นอกจากนี้ รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 139,439 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 128,278 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2554 มีจำนวน 301,044 ล้านบาท

นายนริศกล่าวอีกว่า จากแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่สูงกว่าเป้าหมายตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังมั่นใจว่าเงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2554 จะมีจำนวนประมาณ 4 แสนล้านบาทใกล้เคียงกับระดับเงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณก่อน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มั่นคงมาก

"พาณิชย์" เตรียมข้อมูลรับจำนำ ชง"รัฐบาลชุดใหม่" ด้าน"อภิสิทธิ์"สั่งกระทรวงพณิชย์เร่งหามาตราการ หวั่นข้าวขาดตลาด!

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการตรวจโรงสีเทพมงคล จำกัด จ.อยุธยา ว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม รองรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามแนวทางรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะรูปแบบขั้นตอนการรับจำนำที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำรูปแบบการรับจำนำเดิมเพื่อเสนอรัฐบาล แต่คงต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ว่าจะเปิดรับจำในปริมาณและราคารับจำนำในอัตราใด คาดว่าจะเปิดรับจำนำได้ในฤดูการผลิตข้าวนาปีช่วงปลายปีนี้

สำหรับในช่วงรอยต่อก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเปิดรับจำนำข้าวเปลือกในอัตรา15,000 บาทต่อตัน ประกอบกับเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้มีผลผลิตข้าวเปลือกออกมาน้อยให้มี ส่งผลให้มีกระแสข่าว ปรับราคาข้าวถุงออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี เกรงว่าประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนในการซื้อข้าวสารไปบริโภคมีราคาแพง จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหามาตราการลดบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนซึ่งในขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เจรจากับโรงสีและผู้ประกอบการข้าวถุงแต่ยังไม่สามารถตกลงได้เนื่องจากขณะนี้ราคาข้าวในตลาดมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการข้าวถุงซื้อข้าวในราคาแพงแต่ปรับราคาขึ้นไม่ได้จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายเร่งไปเจรจาซื้อขายและกระทรวงพาณิชย์จะส่งทีมออกตรวจสอบโรงสีทั่วประเทศเพื่อไม่ให้เกิดการกักตุน หากตรวจพบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายโทษจำคุก7 ปีปรับ1แสน4หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกันจะให้องค์การคลังสินค้าไปจัดทำข้าวสารบรรจุถุงราคาต้นทุนเพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนต่อไป

นายวิเชียร พวงลำเจียก อุปนายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่าเกษตรกรส่วนใหญ่พอใจกับแนวนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งหลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกให้เป็นผู้ยจัดตั้งรัฐบาลส่งผลให้ราคาข้าวสูงขึ้นทันทีเห็นได้จากราคาข้าวเปลือกเจ้าจาก 5,800 ต่อตันเป็น 9,600 บาทต่อตันและข้าวเปลือกหอมปทุมธานีจาก7,000 บาทต่อตัน เป็น12,000บาทต่อตันและอยากให้รัฐบาลเริ่มโครงการรับจำนำในช่วงปลายปีนี้โดยเร็ว

ด้านนายสมศักดิ์ เอกพินิจพิทยา เจ้าของโรงสีเทพมงคล จำกัด กล่าวว่า กลุ่มโรงสีมีความพร้อมรับโครงการรับจำนำ เพราะเชื่อว่ารูปแบบจะไม่แตกต่างจากเดิมและสิ่งที่อยากเห็น คือต้องการให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐกำหนดแนวทางปฎิบัติไปในทางเดียวกันและต้องมีความชัดเจน ส่วนกรณีไทยเปิดเสรีการค้าตามกรอบอาเซียน รัฐบาลต้องใช้มาตรการเข้มงวดในพื้นที่ชายแดนไม่ให้มีการขนย้ายข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ข้าวภายในประเทศ

นอกจากนี้ทางกลุ่มโรงสียังมองว่าอยากให้ผู้บริโภคยอมรับหากราคาข้าวที่จะบริโภคในประเทศ ต้องแพงขึ้น เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ จะขายข้าวได้ในราคาสูงขึ้น ถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาดและจะส่งผลดีทั้งระบบ และยืนยันว่าปริมาณข้าวไม่มีการขาดแคลน

"สมคิด"ชี้คนไทยอยากเห็น"จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงประเทศ"แนะ"นักการเมืองที่ดี"ต้องทำเพื่อประชาชน

"ธนินท์" ย้ำ ทฤษฎี 2 สูง แก้สินค้าแพงโวย เกษตรกรยากจน เป็นเรื่องผิดปกติ ต้องขึ้นราคาสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ด้าน "ดร.สมคิด" ระบุ ต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไทย หวั่นตกไปอยู่ระดับเดียวกับ ลาว พม่า กลายเป็นภาระของอาเซียน แนะใช้ "บราซิล" เป็นตัวอย่างการปฏิวัติภาคเกษตร จนประสบความสำเร็จ เตือนนักการเมือง อย่าคิดนโยบายระยะสั้น ทำแค่ "ประกันราคาสินค้า" ต้องมองไกล คิดนโยบาย เพื่อสร้างรากฐานแห่งอนาคต

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวในงาน Thailand Lecture 3rd “WISDOM for Change” ในหัวข้อ “บริบทใหม่ทางธุรกิจการค้า” ว่า ขณะนี้ การเมืองของไทยยังไม่นิ่ง มีปัญหาในเรื่องของสี แต่ก็มีเงินเกินดุลอยู่ จากประสบการณ์ธุรกิจกว่า 47 ปี มองว่า วันนี้ประเทศไทย ยืนอยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เงินตราต่างประเทศของไทย ยังคงมีอยู่ 2 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินประมาณ 6 ล้านล้านบาท

ในอนาคต วิกฤติทางด้านอาหารจะมีมากขึ้น ดิน ฟ้า อากาศ แปรปรวน เชื่อว่าสินค้าเกษตรจะขาดแคลนอย่างแน่นอน ซึ่งตนมีความเป็นห่วงในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรมีแต่หนี้ ยืนยันว่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีผู้นำที่ดี หากมีผู้นำที่ดี เกษตรกรไทยจะไม่แพ้ญี่ปุ่นเลย เนื่องจากเกษตรกรไทย จะยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เต็ม 100%

จากนี้ไปรัฐบาลควรใช้นโยบาย 2 สูง คือ สินค้าเกษตรสูง และเงินเดือนสูง หากไม่มีการปรับเงินเดือนให้สูงขึ้น ตามสภาพความเป็นจริง ต่อไปคนเก่งๆในภาคราชการ ก็ถูกแย่งตัวไป ทุกวันนี้ เกษตรกรจน ข้าราชการระดับล่าง หรือระดับกลาง ก็จน ทั้งที่เมื่อก่อนเงินเดือนข้าราชการจะสูงที่สุด หากข้าราชการลาออก ก็ยังไม่ต้องรับคนเพิ่ม แต่นำเงินเดือนของคนที่ลาออก มาโปะให้กับที่มีอยู่เดิม เชื่อว่าอีก 20 ปี ระบบราชการไทยจะพัฒนา ดังคำที่ว่าเงินดี งานดี

"สินค้าเกษตร เปรียบเสมือนน้ำมันบนดิน แต่ผู้ผลิตกลับยากจน ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ ขอฝากไปถึงรัฐบาลให้กล้าที่จะนำเงินมาลงทุน เพื่อเพิ่มผลกำไร ที่ผ่านมาเราไม่กล้าใช้ เพราะกลัวขาดทุน กลัวความปลอดภัย จึงอยากแนะให้ทำการศึกษาหาตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ นำมาประยุกต์ใช้ "

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีบทบาทมาก เพราะสถานที่สวย คนไทยยิ้มแย้มแจ่มใส อาหารอร่อย เราควรมีเป้าหมายเจาะจงไปศึกษาว่า ประเทศไหนมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศไหน เราเจาะลึกเหมือนภาคธุรกิจ ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาวิจัยเชิงลึก ซึ่งเป็นเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ทำอย่างไรจะให้นักท่องเที่ยว เดินทางกลับมาเที่ยวอีก เกิดความพึงพอใจ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การเมืองต้องนิ่ง

“ประเทศไทยมีความหวัง สินค้าต้องราคาสูงขึ้น ขึ้นราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสมตามความเป็นจริงของโลก จากนั้นไปพัฒนาเทคโนโลยี เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้น แม้การเมืองจะวุ่นวาย พรรคการเมืองต่างชูนโยบายต่างๆ หากได้รับการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำตามที่พูด สุดท้ายประชาชนก็จะไม่เลือกเข้ามาอีก” นายธนินท์ กล่าว

ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเดียวกันว่า ประเทศไทย ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อว่าคนไทยทุกคนต้องการเห็นว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ ที่ขณะนี้มีความขัดแย้ง ให้กลับมาสู่ปกติสุขอีกครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประชาชนจะมี จิตสำนึก ความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ของบ้านเมืองมาก หรือน้อยเพียงใด

"การจัดอันดับของประเทศที่มีความสงบสุข และร่มเย็น ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 167 แต่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยงสูง ที่จะเกิดความรุนแรง ส่วนอันดับความเติบโตทางเศรษฐกิจ เราอยู่ในอันดับ 30 ต้นๆ ผิดกับ เวียดนาม ที่ตอนนี้กระโดดจากอันดับที่ 75 มาอยู่ที่ 50 แล้ว ในอดีตไทยเป็นผู้นำอาเซียน แต่วันนี้เป็นประเทศที่ ไม่มีใครเกรงใจ เป็นภาระของอาเซียนที่หมู่สมาชิกมองด้วยความเวทนา สงสัย และไม่เข้าใจ หากไทยยังไม่ตระหนัก ในไม่ช้าไทยจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีใครสนใจ"

นายสมคิด กล่าวต่อว่า สำหรับภาคเกษตรกรรม ที่ผ่านมาเราไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีผลิตผล อัตราผลตอบแทนเราต่ำที่สุดในอาเซียน ราคาปาล์มสูงลิบ แต่เราขาดแคลน ราคาสูงจนประชาชนเกิดปัญหา อย่าง บราซิล ที่เมื่อก่อนส่งออกได้แค่ กาแฟ ต้องซื้ออาหารกินโดยการนำเข้า เขาปฏิวัติการเกษตร ลงทุนในแหล่งน้ำ สร้างชลประทาน ตั้งทีมศึกษาคันคว้าวิจัย ใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนา จนปัจจุบันบราซิลสามารถส่งออกสินค้าเกษตรในทุกๆ ประเภทได้เป็นอันดับ 1-2 ส่วนไทยเราทำแค่ ประกันราคาสินค้า และประกันรายได้ ซึ่งไม่เพียงพอ เราควรที่จะจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ โดยช่วยเหลือตั้งแต่ชาวนา ต้องทำกันทั้งระบบ การกระจายการแบ่งปัน สร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชน ที่ผ่านมาย่ำแย่มาก การขึ้นค่าจ้างจะให้เพิ่มขึ้นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูความเป็นจริง เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา จีดีพี ของประเทศโตมาก แต่ค่าจ้างถูก ปัจจัยคือ จะเพิ่มได้ก็ต่อเมื่อ สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม กระบวนการผลิตต้องมีการลงทุน แต่หากการลงทุนของรัฐบาลและเอกชนไม่มากพอ ภาคการผลิตก็ไม่เพียงพอ ค่าจ้างก็เพิ่มไม่ได้ ดังนั้นต้องมีความชัดเจนว่า จุดยืนนโยบายเป็นอย่างไร รัฐบาลลงทุนอย่างไร ภาคเอกชนลงทุนอย่างไร

“สถานการณ์ประเทศอยู่บนจุดพลิกผันจริงๆ เรากำลังจะตกไปอยู่กับลาว พม่า เราต้องการจุดยืนนโยบายเพื่อการปรับเปลี่ยน ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญ กล้าทำ จริงใจกับมัน ไม่ใช่แค่เอาใจประชาชน นักการเมืองที่ดี ต้องทำเพื่อประชาชน คิดจุดยืนนโยบาย เพื่อสร้างรากฐานแห่งอนาคต แก้ไขจุดอ่อน เพื่อให้ไทยสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้” นายสมคิดกล่าว

"พาณิชย์"ยันญี่ปุ่นออกกฎหมายคุมเข้มสินค้าข้าว ยันไม่กระทบผู้ส่งออกข้าวไทย

"พาณิชย์" เผย ญี่ปุ่นออกกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับสินค้าข้าวยังไม่กระทบไทย แต่แนะให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับสินค้านำเข้า

นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.53 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าข้าว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ ข้าวในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงร้านอาหารต้องบันทึกและเก็บรักษาข้อมูลสินค้าข้าว นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.54 เป็นต้นไป ก็จะต้องแสดงข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าด้วย วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่อย่างไรหลังจากนี้ผู้ส่งออกข้าวไทยอาจจะต้องจัดเตรียมข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าให้แก่ผู้นำเข้าญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันข้าวและผลิตภัณฑ์ของไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นจะต้องติดข้อความบนบรรจุภัณฑ์ว่า“Origin of Thailand”

ทั้งนี้ ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นอยู่ใน 10 อันดับแรก โดยในปี 2553 ไทยส่งออกมูลค่า 4,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 7 สำหรับปี 2554 (ม.ค.-มี.ค.) ส่งออกมูลค่า 1,153 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของ ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 24

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสาระสำคัญของกฎหมาย อาทิ 1. สินค้าที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ (1) เมล็ดข้าว เช่น ข้าวเปลือก ข้าวไม่ขัดสี ข้าวขัดมัน (2) สินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารจานหลัก เช่น แป้งข้าวและผลิตภัณฑ์ ข้าวมอลต์ และสินค้าอาหารที่ใช้ข้าวเปลือก เป็นต้น (3) อาหารมื้อที่มีข้าวเป็นส่วนผสมหลัก เช่น อาหารมื้อเที่ยงที่จัดทำเป็นแพ็ค ข้าวปั้น เบอร์เกอร์ข้าว festive red rice ข้าวเหนียว ข้าวห่อ ข้าวงอก ข้าวอบแห้ง อาหารแช่แข็ง อาหารบรรจุกระป๋อง รวมถึง เค้กข้าว ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากข้าว เป็นต้น

2. ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าว รวมถึงผู้ผลิต เช่น ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุดิบข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป และผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือภัตตาคารในประเทศญี่ปุ่นต้องบันทึกและเก็บรักษาข้อมูลสินค้าข้าวไว้เป็นเวลา 3 ปี ทั้งในระหว่างการรับซื้อวัตถุดิบข้าวและการนำข้าวไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงต้องระบุแหล่งเพาะปลูกและสถานที่ผลิตบนหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคทราบ กรณีภัตตาคารหรือร้านอาหารต้องแสดงแหล่งที่มาไว้บนรายการเมนูหรือแสดงข้อมูลไว้ภายในร้าน

3. การระบุข้อมูลบนฉลากสินค้า : ให้ระบุคำว่า “Domestic” หรือ “Japan” หรือระบุชื่อจังหวัดที่เพาะปลูกหรือชื่ออื่นๆ ของสถานที่ที่เป็นที่รู้จักในประเทศญี่ปุ่น หากแหล่งที่มาของสินค้ามี 2 แห่งหรือมากกว่า ให้เรียงตามลำดับของแหล่งที่มาที่มีสัดส่วนมากที่สุด หากแหล่งที่มาของสินค้ามี 3 แห่งหรือมากกว่า ให้ระบุแหล่งที่มาของสองแหล่งหลักแรก ส่วนแหล่งที่มาที่เหลือให้ระบุคำว่า “Other”

“พรทิวา”เผยผักไทยส่ง"สวิตเซอร์แลนด์"ได้แล้วหลังตรวจเข้ม100%ในผัก 16 ชนิด

“พรทิวา” เผยผักไทยสามารถส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้ว หลังใช้มาตรการตรวจเข้ม100% ในผัก 16 ชนิด แต่ยังไม่สามารถเข้าไปในสหภาพยุโรปได้

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่สหภาพยุโรปได้ยอมรับข้อเสนอของไทยโดยยินยอมให้ไทยใช้มาตรการตรวจเข้ม 100% ในผัก 16 ชนิด เช่น กระเพรา โหระพา ยี่หร่า มะเขือ พริก และผักชี มิฉะนั้นจะถูกสหภาพยุโรปออกมาตรการห้ามนำเข้า โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกหรือโรงคัดบรรจุ ที่ต้องการจะส่งออกพืชผักกลุ่มดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนบัญชีโรงงาน Establishment List กับกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น จึงจะสามารถส่งออกได้ โดยมีผลตั้งแต่ 14 มีนาคม 2554 นั้น บัดนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่ากรมวิชาการเกษตร สามารถตรวจเข้มและปล่อยผ่านพืชผักบางชนิดในบางกลุ่มปล่อยตรวจไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าไปในสหภาพยุโรปได้

“ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ ว่า จากการที่ไทยได้ขอใช้มาตรการตรวจเข้ม 100% พืชผัก 16 ชนิด และจัดวางระบบใหม่ในการขึ้นบัญชีทะเบียนโรงงานผลิตพืชผักดังกล่าวในประเทศไทย ทำให้พืชผักที่ส่งออกไปยังผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ซุปเปอร์มาร์เก็ต ขาดตลาดชั่วคราวนั้น บัดนี้ได้พบว่ามีบริษัทส่งออกของไทยบางรายสามารถผลิตพืชผักที่ไม่มีปัญหาผ่านการตรวจ 100% จากกรมวิชาการเกษตรบ้างแล้ว และมีผู้นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ที่นำเข้าผักบางชนิดจาก 16 ชนิดดังกล่าวที่ผ่านการตรวจปัญหาศัตรูพืชปนเปื้อนได้บ้างแล้วในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังต้องอยู่ในการควบคุมของทางการไทยอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีผลเสียหายต่อสินค้าที่มีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ ”

นางพรทิวา กล่าวว่า จากการที่สามารถส่งสินค้าผักบางกลุ่มออกไปยังประเทศสมาพันธรัฐสวิส ได้ทำให้สร้างความมั่นใจว่าในไม่ช้า สินค้าผักกลุ่มที่มีปัญหาคงจะได้รับการแก้ไขอย่างมีระบบและสามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ตามปกติ เพราะสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความสะอาดและบริโภคของที่ถูกสุขอนามัยผ่านการตรวจเข้ม หากผ่านสมาพันธรัฐสวิสได้ ก็เชื่อว่าสามารถผ่านการตรวจของสหภาพยุโรปได้เช่นกันในที่สุด

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การการค้าโลกที่นครเจนีวา ช่วยประสานงานในเรื่องและแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ตลอดจนสำนักงานเกษตรต่างประทศที่กรุงบรัสเซลล์ และขอให้โรงงานผลิตในประเทศไทย ดำเนินการจัดทำจัดระบบการจดทะเบียนกับกระทรวงเกษตรต่อไป จนกว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขในที่สุด

"พาณิชย์"เล็งออกกฎ"ตัวแทนสินค้าลิขสิทธิ์"ต้องจบปวส.วอนสตช.ปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

"อลงกรณ์" เผย กรมทรัพย์ออกกฎใหม่ ผู้ที่จะรับมอบตัวแทนสินค้าลิขสิทธิ์จะต้องจบการศึกษาไม่ต่ำปวส. ซึ่งมีผลเมื่อพค.ที่ผ่านมา พร้อมขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในช่วงการเลือกตั้งโดยเฉพาะพื้นที่ตลาดนัดทั่วประเทศ พร้อมปรับแก้ระบบตัวแทนดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรม ตัวแทนดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะดำเนินการออกประกาศฉบับใหม่เรื่องการแจ้งข้อมูลตัวแทนดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่18 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินคดี ตลอดจนยกระดับมาตรฐานตัวแทนดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ รวมถึงป้องกันปัญหาตัวแทนรับมอบอำนาจที่ไม่สุจริตและมีการนำบัตรตัวแทนไปใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ เรียกค่ายอมความแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีที่บางรายมีการเรียกผลประโยชน์สูงถึง 1 แสนบาท

ทั้งนี้ ยังได้ก่อให้เกิดความเสียหายและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ซึ่งประกาศฉบับใหม่นี้ กรมฯได้เพิ่มคุณสมบัติตัวแทนผู้รับมอบ โดยจะต้องมีการศึกษาไม่ต่ำกว่าประกาศนียบีตรวิชาชีพขั้นสูง หรือ ปวส. และปรับเปลี่ยนรูปแบบบัตรใหม่ อีกทั้ง ผู้ที่จะเป็นตัวแทนต้องไม่เคยมีปัญหาด้านดคีความที่เกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไรก็ตาม สำหรับบัตรตัวแทนแบบเดิมที่มีผู้ถืออยู่นั้นมีจำนวน 409 ราย ซึ่งจะสามารถใช้ได้ถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้เท่านั้น

"สำหรับ สินค้าที่ถูกละเมิดมากที่สุดก็ยังคงเป็น ภาพยนตร์ เพลง ละเครื่องหมายการค้าที่เป็นสินค้าแบรนด์ที่มีการลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนจำนวนรายที่มีการจดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยมีจำนวน กว่า 200,000 ราย และมีเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นของต่างประเทศ"

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร เพิ่มการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในช่วงการเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาการปราบปรามการละเมิดทำให้จำนวนร้านค้าและแหล่งผลิตลดลง แต่การจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ได้มีการปรับเปลี่ยนไปสู่ตลาดนัดมากขึ้น กระทรวงจึงได้ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้มีการกำชับตำรวจทุกพื้นที่ใน 77 จังหวัด พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปดูแลและปราบปรามในพื้นที่ตลาดนัดทั่วประเทศ เพื่อปราบปารมการละเมิด

“อีกทั้งสำหรับช่วงการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ตนมองว่าไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า การออกสิทธิบัตรแต่อย่างใด ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่นี้ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นและจะไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรนในเรื่องของการปราบปราม ทั้งในช่วงของการเลือกตั้งเพราะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล”

“ส่งออก” เผยข้าวไทยพร้อมลุยตลาดกลุ่มนอร์ดิกส์! เน้นสินค้ามีคุณภาพ

“ส่งออก” เผยข้าวไทยพร้อมลุยตลาดกลุ่มนอร์ดิกส์ หลังจากประชากรหันมานิยมบริโภคข้าวไทยเพิ่มขึ้น

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทย เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ในประเทศกลุ่มนอร์ดิกส์ เนื่องจากมีร้านอาหารไทย อาหารจีน และอาหารเอเชียหลายแห่งเปิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งร้านเหล่านี้ใช้ข้าวไทยในการปรุงอาหาร และคนในประเทศกลุ่มดังกล่าวยังนิยมที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ส่งผลทำให้คุ้นเคยกับอาหารไทยเป็นอย่างดี นอกจากนี้มีข้าวไทยมีวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายของชำทั่วไปในประเทศกลุ่มนอร์ดิกส์ โดยมีจำหน่ายหลายรูปแบบ เช่น ข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวกล้อง ข้าวแปรรูป ข้าวพร้อมรับประทาน เป็นต้น

ทั้งนี้ข้าวไทยจะเป็นที่นิยมในประเทศกลุ่มนอร์ดิกส์แต่ยังมีคู่แข่งสำคัญ เช่น จีน และเวียดนาม ซึ่งได้มีการพัฒนารูปแบบข้าวไปในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวกล้อง ข้าวแปรรูป ข้าวพร้อมรับประทาน ดังนั้นไทยจึงเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย รวมถึงควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้คุณภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปลอมปนข้าว แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีปัญหาในเรื่องการปลอมปนเกิดขึ้นในตลาดแถบนี้แต่ควรที่จะป้องกันไว้ก่อน

“ขณะนี้ทางกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ทำการขยายตลาดส่งออกสินค้าข้าวโดยการเน้นการส่งออกสินค้าที่มีการพัฒนารูปแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นตามนโยบายกรม เช่น การพัฒนาหีบห่อบรรจุภัณฑ์ให้มีดีไซน์ดึงดูดใจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การผลิตที่ถูกสุขอนามัยง่ายต่อการรับประทาน และข้าวที่มีวิตามินบำรุงรับประทานแล้วสุขภาพกายและจิตใจแจ่มใส หรือข้าวชะลอความแก่ บำรุงร่างกายและสมอง เป็นต้น ก็จะช่วยให้ข้าวไทยสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคมากขึ้น”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันประชากรในประเทศกลุ่มนอร์ดิกส์ได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ หันมานิยมบริโภคข้าวเพิ่มขึ้น และมีการนำเข้าข้าวจากไทยประมาณปีละกว่า 30,000 ตัน โดยในปี 2553 ที่ผ่านมากลุ่มนอร์ดิกส์นำเข้าข้าวจากไทยมูลค่ารวมกว่า 31.78 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึงร้อยละ 12.70 และในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2554 (ม.ค.-มี.ค.) กลุ่มนอร์ดิกส์นำเข้าข้าวจากไทยถึงกว่า 8.68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นางนันทวัลย์ กล่าวต่อว่า ทางกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ดำเนินยุทธศาสตร์ผลักดันตลาดสินค้าอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับหอการค้าไทย และโคโลญ เมสเซ ผู้จัดงานแสดงอาหารระดับโลกจากประเทศเยอรมนี เตรียมความพร้อมในการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2554 หรือ THAIFEX – World of food ASIA 2011 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด Your Recipe for Success in Asia เพื่อแสดงศักยภาพด้านการผลิตอาหาร เทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีการค้าระดับสากล พร้อมส่งเสริมแนวทางการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นศูนย์กลางการค้าและการจัดงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สำหรับในปีนี้มีผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 1,000 บริษัท สนใจนำสินค้าอาหารและบริการทุกประเภทมาจัดแสดงอย่างครบวงจร กว่า 2,600 คูหา ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์เครื่องครัวและธุรกิจบริการ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ในโรงแรมและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม เทคโนโลยีด้านค้าปลีกและการเปิดสาขาร้านอาหารในต่างประเทศ

"พาณิชย์"เร่งให้ความรู้"โลกร้อน"ภาคธุรกิจ-เอกชน หวั่นกระทบการค้าไทย!

"พาณิชย์" เร่งให้ความรู้เรื่องโลกร้อน หวั่นกระทบการค้า ชี้"ปัญหาโลกร้อน" อาจส่งผลให้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันมีลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้า

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดสัมมนาเรื่อง “การค้าและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 นี้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้สนใจ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกับการค้า ตัวอย่างกฎเกณฑ์ทางการค้าภายใต้ WTO ที่เกี่ยวข้อง ความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาจัดทำพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ความคืบหน้าการเจรจาประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการค้าในเวทีการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งแผนการให้ความช่วยเหลือด้านการค้าเพื่อรับมือโลกร้อน

ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วได้ริเริ่มมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation)เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “ปัญหาโลกร้อน” ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าพิเศษสำหรับสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Border Tax Adjustment) ทำให้ต้นทุนในการประกอบธุรกิจของประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและมีลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้า

สำหรับมาตรการบรรเทาปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องใหม่ มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ จึงมีจำเป็นที่กรมฯ พร้อมทั้งหน่วยงานต่างๆ ต้องทำการศึกษาวิเคราะห์และติดตามเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ และร่วมกำหนดนโยบายและการดำเนินงานเพื่อรองรับการปรับตัวต่อมาตรการดังกล่าวให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า/ความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการไทย

“มาตรการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความเชื่อมโยงกับการค้า มีความสลับ ซับซ้อน และจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ซึ่งมีทั้งความท้าทายและโอกาส การสร้างความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้น ในเรื่องดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมของไทยด้านการรองรับปัญหา/การจัดเตรียมช่องทางการค้าจากการใช้มาตรการ โดยจะคอยติดตามความคืบหน้าการปรับใช้มาตรการต่างๆ และนำข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ไปประกอบการเตรียมความพร้อมของไทย ทั้งในด้านการส่งเสริมการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เพื่อพัฒนาศักยภาพสำหรับรองรับปัญหา/จัดเตรียมช่องทางการค้าระหว่างประเทศของไทย และการวางนโยบายในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การเข้าถึงเทคโนโลยี การขอรับความช่วยเหลือด้านการเพิ่มขีดความสามารถ เป็นต้น” นางศรีรัตน์ กล่าว

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือนม.ย.ขยับ 4.04%

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 4.04% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.07% จากราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับสูงขึ้น

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ(CPI) เดือน เม.ย. 54 อยู่ที่ 112.01 เพิ่มขึ้น 4.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.38% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.54 ส่งผลให้ CPI เฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-เม.ย.54) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.27%

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(Core CPI) เดือน เม.ย.54 อยู่ที่ 105.59 เพิ่มขึ้น 2.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.73% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.54 ส่งผลให้ Core CPI เฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.62%

ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มในเดือน เม.ย.54 อยู่ที่ 121.12 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.59% และเพิ่มขึ้น 3.12% จากเดือน มี.ค.54 ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ที่มิใช่อาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 99.15 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.35% และเพิ่มขึ้น 0.30% จากเดือน มี.ค.54

"พาณิชย์"เล็งใช้สนามบินดอนเมือง เปิดศูนย์"ค้าส่ง - ค้าปลีก"

"พาณิชย์"เล็งใช้สนามบินดอนเมือง เปิดเป็น"ศูนย์ค้าส่ง - ค้าปลีก"ขนาดใหญ่ของประเทศไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมผู้แทนภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้า ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศ อาทิ สมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทย สมาคมธุรกิจไม้ สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย สมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นสมาคมหลัก ในการผลักดันการจัดตั้งศูนย์ค้าส่ง – ค้าปลีก สำหรับ SMEs ไทย ซึ่งได้เข้าร่วมหารือการใช้สถานที่อาคารของสนามบินดอนเมือง ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยเล็งเห็นว่าการจัดตั้งศูนย์ค้าส่ง - ค้าปลีกขนาดใหญ่ของไทยจะสร้างให้เกิด Economy of Scales ที่มีความหลากหลาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้ซื้อ และ Buying Agents จากทั่วโลก และดูแลให้ SMEs ไทยซึ่งมีความสำคัญ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก (ร้อยละ 37.8 ของ GDP ประเทศ) ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด รวมถึงจะส่งเสริมพัฒนา SMEs ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

"ปัจจุบันธุรกิจ SMEs ในประเทศไทยมีจำนวน 2.9 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.84 ของวิสาหกิจ ทั้งประเทศ สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจกว่า 3.42 ล้านล้านบาท โดยมีมูลค่าการส่งออก 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28.26 ของมูลค่าส่งออกรวมของประเทศ และมีการจ้างงาน 12.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 78 ของการจ้างงานรวมของประเทศ นอกจากวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นศูนย์ค้าส่ง – ค้าปลีก ขนาดใหญ่ของประเทศ ศูนย์ดังกล่าวยังสามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้อีกมาก ที่สำคัญ คือ การสร้าง Exhibition Hall และ Conventional Hall เพื่อแสดงสินค้าและจัดงานแสดงสินค้าให้คนจากทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมได้ เป็นสำนักงาน Buying Agents และ Cargo ซึ่งในเบื้องต้น สมาคมที่เกี่ยวข้องกับ Logistic ได้แสดงความสนใจในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย สมาคมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สมาคมชิปปิ้ง สมาคมขนส่งสินค้าทางอากาศไทย และสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก คาดเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ จะมีนักธุรกิจที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้าจากทั่วประเทศในหลากหลายสาขาธุรกิจเข้าร่วม โดยเฉพาะสมาคมการค้าในกลุ่มประเภทธุรกิจอุตสาหกรรมแฟชั่นและอัญมณี ซึ่งมีจำนวนกว่า 30 สมาคม กลุ่มธุรกิจบริการ 184 สมาคม และธุรกิจการค้าและการค้าร่วม 522 สมาคม จากจำนวนสมาคมทั้งสิ้นกว่า 1,000 สมาคมทั่วประเทศ"