สถาบันอิสรา

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกหวั่นเปิดเสรี ยุโรปตีตลาดเนื้อไทย เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นสูญ

รตินันท์ เหล่าอารักษ์พิบูล
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน

เวทีฟังความเห็นการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตัวแทน ก.พาณิชย์ เกรงเกษตรกรถูกฟ้องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เสนออียูคุ้มครองความหลากหลายชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเกรงยุโรปตีตลาดเนื้อไทย เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านสูญ ด้านทีดีอาร์ไอมองต่างมุมได้ประโยชน์มหาศาลจากการขยายตลาดสู่โลก แนะเกษตรกรไทยเร่งพัฒนาคุณภาพ เพื่อเพิ่มราคาผลผลิต

เมื่อวานนี้(13 มิ.ย. 53) ภาคประชาสังคมจัดสัมมนารับฟังความ เห็น “การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” ที่โรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค เพื่อรวบรวมเป็นข้อเสนอต่อกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก่อนยกร่างนำเข้า ครม. นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ประธานคณะอนุกรรมการภาคประชาสังคม กล่าวถึงความเป็นมาว่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและสหภาพยุโรป(อียู) ประกาศเจรจาความตกลงดังกล่าวตั้งแต่ 4 พ.ค.50 โดยมีคณะกรรมการร่วมจัดทำความตกลงฯ ทำหน้าที่ควบคุมการเจรจาในภาพรวม ซึ่งมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นต่าง เช่น อาเซียนยื่นข้อเสนอให้อียู พิจารณากำหนดการเปิดตลาดสินค้าเพียงร้อยละ 75-80 ขณะที่อียูต้องการร้อยละ 90

นางสาวกรรณิการ์ กล่าวว่า การประชุมร่วมครั้งล่าสุดที่มาเลเซีย มี.ค.53 อียูมีปัญหานโยบายระหว่างประเทศที่ไม่ยอมให้พม่าเข้าร่วม และส่งสัญญาณว่าจะไม่เจรจาภายใต้กรอบภูมิภาคต่อไป โดยเสนอเจรจาทวิภาคีกับ 3 ประเทศอาเซียน ซึ่งเจรจากับสิงคโปร์ เวียดนามไปแล้วในปี 2552 และสนใจจะเจรจากับไทย แต่ไทยมีนโยบายชัดเจนว่าต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยมติ ครม.วันที่ 12 ม.ค.53 ให้กระทรวงพาณิชย์ตั้ง “คณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลง การค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณา

“เมื่อเร็วๆนี้ เกาหลีเพิ่งลงนามความตกลงดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญเปิดตลาดสินค้าเกษตรของอียูสู่ตลาดเกาหลีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปศุสัตว์ประเภทเนื้อหมู ซึ่งเป็นผลดีเนื่องจากเกาหลีมีเกษตรกรน้อยมาก และยังมีประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคมและแรงงาน รวมอยู่ในตัวบทเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้หลายฝ่ายกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวการจัดทำความตกลงของไทย” นางสาวกรรณิการ์ กล่าว

นางสาวอรุณี พูลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงบริบทในการจัดทำความตกลงของไทยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตว่า ขอบเขตการเจรจาคือการลดภาษีสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ประมง พืชและสัตว์ สุขอนามัย ซึ่งอาจถูกเรียกร้องให้พัฒนาคุณภาพการผลิตและทรัพย์สินทางปัญญา โดยฝ่ายไทยคาดว่าจะมีการเปิดตลาดและมีสินค้าครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ตลอดจนความสมดุลระหว่างสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม

“แต่อียูคาดหวังผูกขาดข้อมูลการทดลองยาที่บริษัทยายื่นต่อ อย. เพื่อขึ้นทะเบียนตำรับยา ป้องกันการถูกนำไปใช้เชิงพาณิช โดยให้ไทยเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาทรัพย์สินทางปัญญาและสนธิสัญญาบูดาเปสว่า ด้วยการรับฝากเก็บจุลชีพ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอนาคตอาจทำให้เกษตรกรถูก ฟ้องร้องจากการใช้จุลินทรีย์ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรไทยหันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพที่ทำเองตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง”

นายศิริพันธ์ วัชราภัย ผู้แทนกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งต้องการให้สหภาพยุโรปคุ้มครองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้อียูยังต้องการให้ไทยขยายความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์จาก 50 ปี เป็น 70 ปีหลังผู้สร้างสรรค์ตาย

ดร.วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาฝ่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวว่า หากกลัวจะเสียเปรียบจากการทำความตกลงดังกล่าว จะยิ่งทำให้เสียโอกาสทางการค้าที่ควรจะได้รับอย่างมหาศาลจากการขยายตลาด

“ประเทศเล็กเมื่อเปิดเสรีกับประเทศใหญ่ได้ประโยชน์สูงมาก เช่น สินค้าชนิดหนึ่งเรามีภาษีที่จำกัดการนำเข้า เขาก็มีเหมือนกัน เราลดภาษี 1% แต่จะได้ขยายตลาดมากมายกว่าที่เขาลดให้ 1% และรายได้ของเราแค่นี้จะกินอะไรที่เขาส่งมาได้เพิ่มขึ้นอีกไม่เท่าไหรหรอก แต่ยิ่งตลาดใหญ่ขึ้นจะขายผลผลิตได้มากขึ้น”

ดร.วิศาล ยังเปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่า เกษตรกรไทยต้องเร่งพัฒนาผลผลิต เพราะอนาคตผู้บริโภคในตลาดโลกจะเรียกร้องคุณภาพมากขึ้น หากทำได้จะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ถ้ามาตราฐานสินค้าดีก็เป็นประโยชน์ในการขายตลาดภายในประเทศด้วย เพราะคนไทยก็หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่าคัดค้านการเปิดเสรีเนื้อวัว เนื้อหมู เนื่องจากยุโรปสามารถผลิตได้มาก หากนำเข้าเสรีจะตีตลาดเกษตรกรไทย และคัดค้านการเปิดเสรีเมล็ดพันธุ์พืช เพราะจะทำให้พันธุ์พืชท้องถิ่นหมดไปในที่สุด

“สินค้าประเภทเนื้อและผลิตภัณฑ์เนื้อจะทำลายการผลิตภายใน ขณะที่ยุโรปมีบริษัทลงทุนเมล็ดพันธุ์ใหญ่มาก ถ้ากฎหมายเราเปิดช่องให้เขาลงทุน จะนำไปสู่การผูกขาดทำให้เกษตรกรขึ้นกับบริษัท เหมือนที่ตกอยู่ในวงจรซีพีตอนนี้”

องค์กรด้านเกษตรยังมองว่าการจดสิทธิบัตรด้านจุลินทรีย์หรือสนธิสัญญาบูดาเปส จะทำให้เกษตรกรไทยเดือดร้อนหนัก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารหมดไป ส่วนองค์กรผู้บริโภคเสนอว่าควรมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย เช่น การสุ่มตรวจและออกฉลากรับรอง ด้านองค์กรงดเหล้าเรียกร้องไม่ให้การเจรจานำเรื่องเหล้าเข้าหารือ เพราะการเปิดตลาดจะทำให้เหล้าซึ่งเป็นสินค้าอันตรายราคาถูกลงมีการนำเข้ามาก ขึ้น ส่วนองค์กรด้านแรงงานเรียกร้องให้พัฒนามาตรฐานสวัสดิการแรงงานไทย

ก.เกษตร รับลูกโรดแมป ชี้จะเร่ง กม.สวัสดิการชาวนา-สภาเกษตรแห่งชาติที่ค้างอยู่

โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน

กระทรวงเกษตรฯ สนองนโยบายสร้างความปรองดองของรัฐบาล แจงแผนปฏิรูปภาคเกษตร ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนาเตรียมเข้า กขช. ออก พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เตรียมสำรวจความต้องการใช้ที่ดินทั่วประเทศเพื่อจัดสรรภายในปีนี้ บอกเร่งจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ยังค้างอยู่ที่วุฒิสภา

วันนี้ (26 เม.ย.) นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการสร้างความเท่าเทียมในสังคมด้านการเกษตรตามแผนปรองดอง แห่งชาติว่า หลักใหญ่จะเน้นให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ประกอบด้วย 2 แนวทางคือ 1.การพัฒนาและเพิ่มโอกาสให้ตัวเกษตรกร ได้แก่ การจัด ทำร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อสร้างหลักประกันแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวนาซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่มี ความสำคัญให้มีสวัสดิการและบำนาญเลี้ยงชีพยามชรา ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการนโยบายแห่งชาติด้านการผลิตได้ผ่านร่างดังกล่าวนำ เสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

“นอกจากนี้ยังมีการออก พ.ร.บ. คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ให้เกิดการบังคับใช้ที่ดินที่มีอยู่และจำกัดเขตเป็นพื้นที่การเกษตรซึ่งไม่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้ เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสมีที่ทำกินและใช้ประโยชน์ทรัพยากรในเขตปฏิรูป ที่ดิน โดยในปี 2553 กระทรวงฯ มีแผนงานจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร โดยจะสำรวจความต้องการการใช้ที่ดินของเกษตรกรทั่วประเทศและนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อจัดสรรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแก่เกษตรกรด้วย” นายธีระ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ในอนาคตยังมีแผนสนับ สนุนให้สหกรณ์ที่เข้มแข็งจัดซื้อที่ดินเป็นของตนเองเพื่อให้สมาชิกเข้า มาดำเนินการเกษตร โดยภาครัฐจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและโครงสร้างพื้นฐานทางเกษตร, ขยาย และเพิ่มโครงการประกันรายได้เกษตรกร จากเดิมที่ชดเชยให้เฉพาะพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรชนิดอื่น เพื่อคุ้ม ครองและประกันความเสี่ยงด้านรายได้และการผลิตที่เกิดจากความเสียหายจาก ภัยธรรมชาติ, ราคาปัจจัยผลิต, ราคาผลผลิตตกต่ำและการตลาด ที่สำคัญคือ การเร่งรัดโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่อยู่ในขั้นตอนการบูรณ การของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้เข้าสู่ระบบประกันภัยอย่างสมบูรณ์

2.การพัฒนากลุ่มองค์กรเกษตรกร ได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ กลุ่มเกษตรกร โดยจะเร่งผลักดันการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติให้ เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อเพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ซึ่งขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา, การ พัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้, การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน, การจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร และจะผลักดันมาตรการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรใน ตลาดโลกและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารให้เกิดความเป็นธรรม ต่อเกษตรกร

“กระทรวงได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เร่งศึกษาข้อมูลของเกษตรกรทุกกลุ่ม รวมทั้งปัญหาต่างๆของเกษตรกรทุกฝ่าย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และจะได้นำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทุกๆด้านอย่างยั่งยืนต่อไป” นายธีระ กล่าว

เอ็นจีโอ-ชาวบ้านชี้โฉนด ชุมชนรัฐไม่ตอบโจทย์ปัญหา – ไม่เชื่อ กม.ภาษีที่ดิน

อมราวดี อ่องลา
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน สถาบันอิศรา

ประเด็นปัญหา หนึ่งที่ชาวบ้านรากหญ้าหยิบยกสู่การปฏิรูปสังคมคือ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนสำรวจความคิดเห็นคนทำงาน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินมองร่างระเบียบสำนักนายกฯเรื่องโฉนดชุมชน ยังอิงกับกฏหมายเดิมและระเบียบกระทรวง ยากปฏิบัติ สมัชชาคนจนบอกยังไม่ตอบโจทย์ใหญ่และไม่เชื่อกฏหมายภาษีที่ดินเดินหน้าดี เครือข่ายป่าชุมชนแนะสำรวจที่ดินเขตป่าทั่วประเทศให้กรรมสิทธิ์คนอยู่กับป่า มาก่อน พอช.มองโฉนดชุมชนเป็นพื้นฐานความยั่งยืนคนรากหญ้า ในแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลประกาศ โดยเน้นสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจน ประเด็นปัญหาหนึ่งของชาวบ้านรากหญ้าที่นำเสนอสู่การปฏิรูปคือ

การแก้ไข ปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกิน ซึ่งก่อนหน้านั้นคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน) ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การกำหนดนิยาม “โฉนดชุมชน” เป็นหนังสืออนุญาตให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ โดยมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไข พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ภายใน 60 วัน และกำหนดพื้นที่นำร่องไม่น้อยกว่า 30 แห่ง นอกนี้ยังมีมติเห็นชอบหลักการจัดทำกฎหมายภาษที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปรับปรุงจากภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ให้เป็นเครื่องมือที่ทำให้ เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและพัฒนาที่ดินรกร้าง โดยยกเว้นเกษตรกรที่มีที่ดินทำการเกษตรเป็นของตนเองและผู้ที่มีที่อยู่อาศัย ขนาดเล็ก ซึ่งรายได้จากภาษีดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินให้รัฐจัด สรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกินต่อไป

และล่าสุดในการประชุมคณะ กรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ ภาคประชาชนได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ข้อเสนอดังกล่าวให้มีการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น โดยจัดโครงสร้างระบบดูแลใหม่ให้เป็นโฉนดแบบเดียวแต่มีเงื่อนไขเฉพาะที่ดิน แต่ละประเภท จัดทำเป็นแผนที่การถือครองใช้ประโยชน์ที่ดิน 500 ตำบล 70 จังหวัด

โต๊ะข่าว เพื่อชุมชน ได้สำรวจความคิดเห็นของคนทำงานพัฒนาชุมชนที่คลุกคลีกับปัญหาป่าไม้ที่ดินใน ประเด็นข้างต้น รวมทั้งข้อเสนอสู่การปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดินอย่างแท้ จริง
นางสาวพงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) กล่าวว่า โฉนดชุมชนมีหลักการเบื้องต้นที่ดีในการรับรองสิทธิประชาชนให้จัดการที่ดิน แต่ประเด็นที่น่าห่วงคือในระเบียบดังกล่าวระบุไว้ชัดถึงการปฏิบัติที่ต้อง อิงกับระเบียบของกระทรวงหรือกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น กฎหมายป่าไม้ ซึ่งหากพรรคร่วมรัฐบาลหรือกระทรวงต่างๆไฟเขียวเดินหน้าจัดสรรพื้นที่ที่อยู่ ภายใต้การดูแลให้ชาวบ้านก็ไม่มีปัญหา แต่หากสัญญาณดังกล่าวไม่เกิดขึ้นแม้รัฐจะพูดเชิงนโยบาย มีหนังสือรับรองสิทธิอย่างไร แต่เจ้าของกระทรวงไฟแดงก็หมายความว่าระเบียบตัวนี้ใช้การไม่ได้ในทางปฏิบัติ

“เราเชื่อว่าโฉนดชุมชนจะเป็นความสำเร็จของรัฐในการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นพื้น ฐานของปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่ถูกพูดถึงมานาน แต่ก็ต้องดูต่อไปว่ารัฐบาลจะมีความสามารถในการบังคับใช้ระเบียบในพื้นที่ เหล่านั้นหรือไม่”

ผู้ประสานงาน คปท. ยังกล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการประสานเพื่อให้มีโฉนดชุมชน(ปจช.) ว่าต้องมีความหลากหลายและมีที่มาอย่างเป็นธรรม เนื่องจากระเบียบตัวนี้ให้อำนาจของ ปจช. ซึ่งล่อแหลมมาก ดังนั้นในการคัดสรรองค์กรภาคประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเป็นครึ่งหนึ่งใน คณะทำงานต้องระมัดระวังไม่ให้สังกัดอยู่ภายใต้พรรคการเมืองหรือระบบอุปถัมภ์ ทั้งนี้เครือข่ายฯ เห็นว่าในช่วง 3 ปีแรก ควรเลือกจากประชาชนที่มีประสบการณ์การทำโฉนดชุมชนในพื้นที่ก่อน และยังได้เสนอพื้นที่นำร่องไปประมาณ 40 แห่ง ส่วนประเด็นที่พยายามเสนอแต่หลุดไปคือการจัดสรรพื้นที่เอกชนที่รกร้าง ซึ่งหากนำมาทำโฉนดชุมชนจะเป็นการรักษาพื้นที่เกษตรกรรมไว้ได้อีกมาก

“โฉนดชุมชนในแบบที่ชาวบ้านใฝ่ฝันคือเอกสารที่ระบุกรรมสิทธิ์ร่วมในการทำ ประโยชน์และการทำให้เป็นพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เป็นเอกสารสิทธิ์เพียงใบเดียวที่ไม่ขายออกไปข้างนอก แต่จะขายให้ธนาคารกองทุนที่ดินชุมชนเพื่อรักษาให้พื้นที่เป็นที่ของชุมชน ตลอดไป ”

นางสาวพงษ์ทิพย์ ยังกล่าวถึงนโยบายภาษีที่ดินว่า เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะขณะนี้การถือครองที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในมือคนรวยที่ไม่ต้องแบกรับภาระต้น ทุนใดๆ ขณะที่คนจนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้นมาตรการเดียวที่สามารถทำได้ในสังคมที่มีกฎเรื่องการจำกัดการถือครอง คือการเก็บภาษีให้คนมีมากเสียมาก มองว่าจุดเริ่มต้นไปในทิศทางที่ดี แต่ต้องมาดูว่าจะเกิดจริงในทางปฏิบัติได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้มักถูกง้างจากกลุ่มทุนตลอดมา

นายสวาท อุปฮาด ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน กล่าวว่า โฉนดชุมชนมีข้อจำกัดเฉพาะชุมชนที่มีลักษณะเป็นองค์กรชุมชนที่เกิดจากการรวม กลุ่มและมีความพร้อม แต่หากมองในภาพกว้างโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาคาบเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร สิทธิ์ซึ่งมีอยู่อีกมากนั้น การแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่เป็นภาพใหญ่ของปัญหา ป่าไม้ที่ดินได้

“สำหรับกฎหมายภาษีที่ดิน เรามองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสามารถทำได้จะถือเป็นแบบอย่างหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ เพราะที่ดินจำนวนมากที่อยู่ในมือกลุ่มทุนจะถูกปล่อยให้รัฐมาดำเนินการจัดสรร ให้เกษตรกรรายย่อยได้อีกเยอะ แต่ผมเองยังไม่เชื่อมั่นและยังไม่เห็นทิศทางว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะโครงสร้างอำนาจขณะนี้ยังห่างไกลเกินกว่าที่ประชาชนจะหยิบจับได้” นาย สวาท กล่าว

นายจักรพงศ์ ธนวรพงศ์ ผู้ประสานงานสมาคมป่าชุมชนอีสาน กล่าวว่า โฉนดชุมชนไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา เพราะการประกาศโฉนดชุมชนหมายความว่าชาวบ้านต้องยอมรับว่าที่ดินดังกล่าวเป็น ของรัฐ ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่นั้นเป็นที่ดินของชุมชนที่อยู่มาก่อน อีกทั้งภาคราชการหรือกระทรวง กรม บางแห่ง ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ จึงเป็นเรื่องของวาทกรรมที่ใช้หาเสียงเพื่อปลุกกระแสให้สังคมเข้าใจว่ารัฐ ได้แก้ไขปัญหาที่ดินแล้ว ทั้งที่ชุมชนไม่เคยเห็นผลในเชิงรูปธรรมเลย

“สิ่งที่ควรทำคือการสำรวจที่ดินชุมชนในเขตป่าทั่วประเทศ แล้วค่อยกำหนดแนวทางให้ชุมชนที่อยู่มาก่อนมีสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนชุมชนที่เข้ามาอยู่หลังการประกาศเราก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องจำกัด สิทธิในการอยู่และหามาตรการมารองรับต่อไป ซึ่งทั้ง 2 ทางนี้ควรเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน”

นางพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วย ผอ. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับร่างระเบียบสำนักนายกฯ และแนวทางที่ออกมาเพราะโฉนดชุมชนเป็นพื้นฐานที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำ การเกษตรกรรมยั่งยืน หรือการพัฒนาเรื่องกองทุนที่ดินที่มีความสำคัญต่อการขยายพื้นที่ชุมชน

“เชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ชุมชนดูแลกันเองได้และจะเป็นฐานทุนที่สำคัญในการ พัฒนาระบบชุมชนพึ่งตนเอง ส่วนประเด็นข้อกังวลว่าการออกเป็นระเบียบนายกรัฐมนตรีจะมีปัญหาหรือไม่นั้น มองว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่ออกมาล้วนมีช่องว่างหรือปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งสิ้น ถ้ามัวแต่รอสุดท้ายก็จะไม่มีการเริ่มต้น” ผู้ช่วย ผอ.พอช. กล่าว

ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีบอกจะมีการตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศ และได้ข้อสรุปกลไกที่จะเดินหน้าการแก้ปัญหาคนรากหญ้า ต้องติดตามกันต่อไปว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินชุมชน จะเดินไปสู่การปฏิบัติอย่างไร

เอ็นจีโอ-ชาวบ้านชี้โฉนด ชุมชนรัฐไม่ตอบโจทย์ปัญหา – ไม่เชื่อ กม.ภาษีที่ดิน

อมราวดี อ่องลา
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน

ประเด็นปัญหา หนึ่งที่ชาวบ้านรากหญ้าหยิบยกสู่การปฏิรูปสังคมคือ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนสำรวจความคิดเห็นคนทำงาน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินมองร่างระเบียบสำนักนายกฯเรื่องโฉนดชุมชน ยังอิงกับกฏหมายเดิมและระเบียบกระทรวง ยากปฏิบัติ สมัชชาคนจนบอกยังไม่ตอบโจทย์ใหญ่และไม่เชื่อกฏหมายภาษีที่ดินเดินหน้าดี เครือข่ายป่าชุมชนแนะสำรวจที่ดินเขตป่าทั่วประเทศให้กรรมสิทธิ์คนอยู่กับป่า มาก่อน พอช.มองโฉนดชุมชนเป็นพื้นฐานความยั่งยืนคนรากหญ้า ในแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลประกาศ โดยเน้นสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจน ประเด็นปัญหาหนึ่งของชาวบ้านรากหญ้าที่นำเสนอสู่การปฏิรูปคือ

การแก้ไข ปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกิน ซึ่งก่อนหน้านั้นคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน) ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การกำหนดนิยาม “โฉนดชุมชน” เป็นหนังสืออนุญาตให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ โดยมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไข พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ภายใน 60 วัน และกำหนดพื้นที่นำร่องไม่น้อยกว่า 30 แห่ง นอกนี้ยังมีมติเห็นชอบหลักการจัดทำกฎหมายภาษที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปรับปรุงจากภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ให้เป็นเครื่องมือที่ทำให้ เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและพัฒนาที่ดินรกร้าง โดยยกเว้นเกษตรกรที่มีที่ดินทำการเกษตรเป็นของตนเองและผู้ที่มีที่อยู่อาศัย ขนาดเล็ก ซึ่งรายได้จากภาษีดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินให้รัฐจัด สรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกินต่อไป

และล่าสุดในการประชุมคณะ กรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ ภาคประชาชนได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ข้อเสนอดังกล่าวให้มีการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น โดยจัดโครงสร้างระบบดูแลใหม่ให้เป็นโฉนดแบบเดียวแต่มีเงื่อนไขเฉพาะที่ดิน แต่ละประเภท จัดทำเป็นแผนที่การถือครองใช้ประโยชน์ที่ดิน 500 ตำบล 70 จังหวัด

โต๊ะข่าว เพื่อชุมชน ได้สำรวจความคิดเห็นของคนทำงานพัฒนาชุมชนที่คลุกคลีกับปัญหาป่าไม้ที่ดินใน ประเด็นข้างต้น รวมทั้งข้อเสนอสู่การปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดินอย่างแท้ จริง
นางสาวพงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) กล่าวว่า โฉนดชุมชนมีหลักการเบื้องต้นที่ดีในการรับรองสิทธิประชาชนให้จัดการที่ดิน แต่ประเด็นที่น่าห่วงคือในระเบียบดังกล่าวระบุไว้ชัดถึงการปฏิบัติที่ต้อง อิงกับระเบียบของกระทรวงหรือกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น กฎหมายป่าไม้ ซึ่งหากพรรคร่วมรัฐบาลหรือกระทรวงต่างๆไฟเขียวเดินหน้าจัดสรรพื้นที่ที่อยู่ ภายใต้การดูแลให้ชาวบ้านก็ไม่มีปัญหา แต่หากสัญญาณดังกล่าวไม่เกิดขึ้นแม้รัฐจะพูดเชิงนโยบาย มีหนังสือรับรองสิทธิอย่างไร แต่เจ้าของกระทรวงไฟแดงก็หมายความว่าระเบียบตัวนี้ใช้การไม่ได้ในทางปฏิบัติ

“เราเชื่อว่าโฉนดชุมชนจะเป็นความสำเร็จของรัฐในการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นพื้น ฐานของปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่ถูกพูดถึงมานาน แต่ก็ต้องดูต่อไปว่ารัฐบาลจะมีความสามารถในการบังคับใช้ระเบียบในพื้นที่ เหล่านั้นหรือไม่”

ผู้ประสานงาน คปท. ยังกล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการประสานเพื่อให้มีโฉนดชุมชน(ปจช.) ว่าต้องมีความหลากหลายและมีที่มาอย่างเป็นธรรม เนื่องจากระเบียบตัวนี้ให้อำนาจของ ปจช. ซึ่งล่อแหลมมาก ดังนั้นในการคัดสรรองค์กรภาคประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเป็นครึ่งหนึ่งใน คณะทำงานต้องระมัดระวังไม่ให้สังกัดอยู่ภายใต้พรรคการเมืองหรือระบบอุปถัมภ์ ทั้งนี้เครือข่ายฯ เห็นว่าในช่วง 3 ปีแรก ควรเลือกจากประชาชนที่มีประสบการณ์การทำโฉนดชุมชนในพื้นที่ก่อน และยังได้เสนอพื้นที่นำร่องไปประมาณ 40 แห่ง ส่วนประเด็นที่พยายามเสนอแต่หลุดไปคือการจัดสรรพื้นที่เอกชนที่รกร้าง ซึ่งหากนำมาทำโฉนดชุมชนจะเป็นการรักษาพื้นที่เกษตรกรรมไว้ได้อีกมาก

“โฉนดชุมชนในแบบที่ชาวบ้านใฝ่ฝันคือเอกสารที่ระบุกรรมสิทธิ์ร่วมในการทำ ประโยชน์และการทำให้เป็นพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เป็นเอกสารสิทธิ์เพียงใบเดียวที่ไม่ขายออกไปข้างนอก แต่จะขายให้ธนาคารกองทุนที่ดินชุมชนเพื่อรักษาให้พื้นที่เป็นที่ของชุมชน ตลอดไป ”

นางสาวพงษ์ทิพย์ ยังกล่าวถึงนโยบายภาษีที่ดินว่า เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะขณะนี้การถือครองที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในมือคนรวยที่ไม่ต้องแบกรับภาระต้น ทุนใดๆ ขณะที่คนจนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้นมาตรการเดียวที่สามารถทำได้ในสังคมที่มีกฎเรื่องการจำกัดการถือครอง คือการเก็บภาษีให้คนมีมากเสียมาก มองว่าจุดเริ่มต้นไปในทิศทางที่ดี แต่ต้องมาดูว่าจะเกิดจริงในทางปฏิบัติได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้มักถูกง้างจากกลุ่มทุนตลอดมา

นายสวาท อุปฮาด ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน กล่าวว่า โฉนดชุมชนมีข้อจำกัดเฉพาะชุมชนที่มีลักษณะเป็นองค์กรชุมชนที่เกิดจากการรวม กลุ่มและมีความพร้อม แต่หากมองในภาพกว้างโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาคาบเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร สิทธิ์ซึ่งมีอยู่อีกมากนั้น การแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่เป็นภาพใหญ่ของปัญหา ป่าไม้ที่ดินได้

“สำหรับกฎหมายภาษีที่ดิน เรามองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสามารถทำได้จะถือเป็นแบบอย่างหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ เพราะที่ดินจำนวนมากที่อยู่ในมือกลุ่มทุนจะถูกปล่อยให้รัฐมาดำเนินการจัดสรร ให้เกษตรกรรายย่อยได้อีกเยอะ แต่ผมเองยังไม่เชื่อมั่นและยังไม่เห็นทิศทางว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะโครงสร้างอำนาจขณะนี้ยังห่างไกลเกินกว่าที่ประชาชนจะหยิบจับได้” นาย สวาท กล่าว

นายจักรพงศ์ ธนวรพงศ์ ผู้ประสานงานสมาคมป่าชุมชนอีสาน กล่าวว่า โฉนดชุมชนไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา เพราะการประกาศโฉนดชุมชนหมายความว่าชาวบ้านต้องยอมรับว่าที่ดินดังกล่าวเป็น ของรัฐ ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่นั้นเป็นที่ดินของชุมชนที่อยู่มาก่อน อีกทั้งภาคราชการหรือกระทรวง กรม บางแห่ง ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ จึงเป็นเรื่องของวาทกรรมที่ใช้หาเสียงเพื่อปลุกกระแสให้สังคมเข้าใจว่ารัฐ ได้แก้ไขปัญหาที่ดินแล้ว ทั้งที่ชุมชนไม่เคยเห็นผลในเชิงรูปธรรมเลย

“สิ่งที่ควรทำคือการสำรวจที่ดินชุมชนในเขตป่าทั่วประเทศ แล้วค่อยกำหนดแนวทางให้ชุมชนที่อยู่มาก่อนมีสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนชุมชนที่เข้ามาอยู่หลังการประกาศเราก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องจำกัด สิทธิในการอยู่และหามาตรการมารองรับต่อไป ซึ่งทั้ง 2 ทางนี้ควรเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน”

นางพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วย ผอ. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับร่างระเบียบสำนักนายกฯ และแนวทางที่ออกมาเพราะโฉนดชุมชนเป็นพื้นฐานที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำ การเกษตรกรรมยั่งยืน หรือการพัฒนาเรื่องกองทุนที่ดินที่มีความสำคัญต่อการขยายพื้นที่ชุมชน

“เชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ชุมชนดูแลกันเองได้และจะเป็นฐานทุนที่สำคัญในการ พัฒนาระบบชุมชนพึ่งตนเอง ส่วนประเด็นข้อกังวลว่าการออกเป็นระเบียบนายกรัฐมนตรีจะมีปัญหาหรือไม่นั้น มองว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่ออกมาล้วนมีช่องว่างหรือปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งสิ้น ถ้ามัวแต่รอสุดท้ายก็จะไม่มีการเริ่มต้น” ผู้ช่วย ผอ.พอช. กล่าว

ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีบอกจะมีการตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศ และได้ข้อสรุปกลไกที่จะเดินหน้าการแก้ปัญหาคนรากหญ้า ต้องติดตามกันต่อไปว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินชุมชน จะเดินไปสู่การปฏิบัติอย่างไร

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินชี้ 84 คดีชุมชน 409 ราย

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินชี้ 84 คดีชุมชน 409 ราย กฏหมายยังมีช่องโหว่ให้ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิในที่ดิน
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน
สถาบันอิศรา 14 ธ.ค. 52

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) จัดสัมนาเรื่อง “กระบวนการยุติธรรมกับคดีความสิทธิชุมชน” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) โดย คปท. ได้ให้นำเสนอภาพรวมคดีที่ดินชุมชนทั่วประเทศว่ามีมากถึง 84 คดี มีชาวบ้านถูกดำเนินคดีทั้งหมด 409 ราย ทั้งนี้ตัวแทนชาวบ้านได้นำเสนอกรณีศึกษาคดีละเมิดสิทธิชุมชนจากทั่วประเทศ

นาย สมศักดิ์ ทองเอี่ยม คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินส่วนมากเกิดจากความไม่ชัดเจนในการออกเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากมีการถือครองก่อนกฏหมายที่ดินปี 2497 จะบังคับใช้ ดังนั้นจึงเกิดช่องโหว่ทางกฏหมายที่เปิดช่องให้นายทุนหรือหน่วยงานรัฐฟ้องร้องชาวบ้านที่ถือครองที่ดิน

นาง สาวศยามล ไกยูรวงศ์ นักพัฒนาเอกชน กล่าวว่า ในบรรดาคดีละเมิดสิทธิชุมชนที่ร้องเรียนเข้ามาในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ คดีเกี่ยวกับป่าไม้ที่ดินมีมากที่สุด และจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการสิทธิฯ พบว่ามีแนวโน้มการลุกล้ำที่ดินของรัฐมากขึ้น พร้อมๆกับแนวโน้มการสูญเสียที่ดินของเกษตรกร ทั้งนี้สาเหตุเกิดจากความไม่เข้าใจปัญหา และกฎหมายที่รวมศูนย์อำนาจ ขณะที่ชาวบ้านไม่รู้กกฏหมาย ทางออกคือชุมชนต้องเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่ของตน แล้วค่อยผลักดันไปสู่การแก้ไขกฏหมาย และสุดท้ายคือการปรับทัศนะคติของทุกฝ่ายเข้าหากันเพื่อร่วมหาทางออกที่ดีที่ สุด

นาง สาวสุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ป่า และสิทธิชุมชน ว่าตามหลักกฎหมายระบุไว้ว่าผู้ใดที่ทำให้ทรัพยากรอันเป็นสมบัติของรัฐเสีย หายถือว่ามีความผิด ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในชุมชน ดังนั้นต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและหลักกฏหมาย แต่ในแง่ของการปฏิบัติในการพิจารณาคดีความต่างๆเป็นไปได้ยาก

“เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหม่ ขณะที่กฎหมายมีกรอบในการใช้ดุลพินิจในการตัดสินที่แบนมาก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาใช้ให้มีชีวิตตามความเป็นจริงอย่างไร เชื่อว่าคนในองค์กรด้านกฎหมายหากได้รับฟังข้อมูลจากประชาชนมากๆ จะมีแนวทางและการดำเนินการที่ชัดเจนในอนาคต

ขณะ ที่นางกำจาย ชัยทอง เครือข่ายองค์กรรักชุมชนเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านคอกเสือ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง กล่าวถึง กรณีถูกละเมิดสิทธิว่า ตนได้รับมรดกที่ดินจากบิดามาตั้งแต่ปี 2508 จำนวน 9 ไร่ ต่อมาถูกอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ฟ้องร้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายที่บุกรุกป่าและทำให้โลกร้อน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,306,875 บาท

“ฉัน ไม่ได้ทำให้โลกร้อน เพราะมันไม่เป็นความจริง มันมาจากอุตสาหกรรม เราเป็นเกษตรกรอยู่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบทอดจนรุ่นลูก หลาน เหลน”

นายบุณยฤทธิ์ ภิรมย์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังต่อสู้คดีในชั้นศาลกรณีนายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐ ฟ้องชาวบ้านหมู่ 6 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ว่าบุกรุกที่ดินสำนักงานปฏิรูปที่ดิน(สปก.) 1,400 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าถาวร โดยฟ้องอาญาและเรียกค่าเสียหาย 10 ล้าน ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมเพราะที่ดินเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านมาก่อน ซึ่งต้องกลายมาเป็นผู้ถูกดำเนินคดี

นาย วิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีปลูกสวนป่าคอนสารทับที่ดินทำกินชาวบ้าน ต. ทุ่งพระ จ.ชัยภูมิ ซึ่งดำเนินคดีกับชาวบ้าน 31 รายว่า กระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านยังมีอุปสรรค เพราะเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรมยังไม่จริงใจการช่วยเหลือประชาชน

ซีพีลงทุนในเสฉวน ผุดหมู่บ้านเกษตรอุตฯ ร่วมลงขัน1หมื่นล.ช่วย

มติชน 29 ก.ค. 51 - นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Overseas Chinese Entrepreneurs Association) เปิดเผยว่า นักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมกันบริจาคเงินเป็นจำนวน 2,000 ล้านหยวน หรือ 10,000 ล้านบาท ให้แก่รัฐบาลจีนเพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวจีนที่ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีมาดามหลี่ไฟ่เหิง แห่งสำนักงานชาวจีนโพ้นทะเลเป็นตัวแทนในการรวบรวมเงินบริจาคดังกล่าว

นายธนินท์กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายครั้งนี้ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจีนได้ให้การฟื้นฟูพื้นที่ในหลายแห่งแล้ว ซึ่ง ซี.พี.มีธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็พร้อมจะลงทุนในรูปแบบโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมสมัยใหม่ (Xin Nong Cun) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรจีนให้เป็นแบบเกษตรก้าวหน้าหรือเกษตรอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและการบริหารจัดการที่ดี

ชาวขุนยวมเข้ารพ.อื้อ ทั้งหมู่บ้าน"เปิบหมูดิบ"

มติชน 15 ก.ค. 51 - เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม นพ.สุวัฒน์ กิตติดิลกกุล สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้รับรายงานจากโรงพยาบาลขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ว่า มีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวจำนวนมากเนื่องจากกินลาบหมูดิบ โดยเมื่อตอนเย็นวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายสมหวัง สถิตสุนทร ผู้ใหญ่บ้านไม้สะเป่ใต้ หมู่ 4 ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม นำราษฎรชาวกะเหรี่ยงที่ไปร่วมงานฉลองซื้อรถใหม่ในหมู่บ้านแล้วกินลาบหมูดิบจากนั้นมีอาการท้องเดินอย่างรุนแรง อ่อนเพลีย เบื้องต้นจาก 51 ราย แล้วเพิ่มขึ้นเกือบ 80 ราย มี 31 รายที่แพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อายุ 4-61 ปี โดยหมูที่กินนั้นชำแหละเองในหมู่บ้านและบางส่วนซื้อเพิ่มเติมจากตลาดใน อ.ขุนยวม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านต่างวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคหูดับหรือโรคติดเชื้อสเตรพโตคอกคัส ซูอิส เช่นที่เคยระบาดใน จ.เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนหน้านี้ ซึ่งก็มีสาเหตุจากการกินลาบหมูดิบเช่นกัน

คนจน20องค์กรขู่ ชุมนุมใหญ่24มิ.ย.

มติชน 16 มิ.ย. 51 - กำหนดท่าที - คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเองชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ฯลฯ จัดประชุมสภาประชาชนสมัยวิสามัญ ในญัตติ "ข้าวยากหมากแพง" ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

เครือข่ายคนจน 20 องค์กรชุมนุมใหญ่ 24 มิ.ย. จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค้านรัฐแจกคูปอง บอกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แถมทุจริตคนใน"รบ."ได้กันเอง ชูซื้อ"ปตท."คืนแก้น้ำมันแพง ธ.ก.ส.ชงเกษตรกรที่ได้พักหนี้เอี่ยวคูปองคนจน ชี้กว่า 60% จนซ้ำซาก คลังเล็งให้พวก"เกษียณอายุ-ตกงาน"

@ "สมัคร"บอก"เลี้ยบ"แจงเองคูปอง

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" 57 นโยบายออกคูปองช่วยเหลือคนจนว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแจกคูปอง เพราะผู้เกี่ยวข้องกำลังหาหนทางว่าจะทำอย่างไร จะโอนเงินเข้า หรือจะเอาเงินสด ซึ่ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะอธิบายในเรื่องนี้เอง

@ ธ.ก.ส.เจาะข้อมูลพักหนี้ให้คูปอง

แหล่งข่าวจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติให้ฝ่ายสินเชื่อออกสำรวจข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเกษตรกรเป้าหมายที่มีสิทธิเข้าโครงการพักชำระหนี้กว่า 3.3 แสนรายในเชิงลึกเพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้และผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูงในรูปคูปองหรือเงินสดของกระทรวงการคลัง โดยข้อมูลเบื้องต้นก่อนหน้านี้มีความว่าแต่ละคนมีหนี้สินและความยากจนอย่างไร ซึ่งน่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในนโยบายการให้คูปองคนจนได้ จึงจะศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่อไปถึงรายรับ รายจ่าย หนี้สินของแต่ละราย ซึ่งจะทำให้ทราบว่ามีกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยเพียงไร ควรให้ความช่วยเหลืออย่างไร เป็นเงินเท่าไหร่ โดยจะนำข้อมูลเสนอรัฐมนตรีคลังพิจารณาประกอบกับข้อมูลอื่นเพื่อสรุปมาตรการช่วยเหลือภายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

@ ชี้กว่า60%เกษตรกรจนซ้ำซาก

"บอร์ดเห็นว่าข้อมูลของธนาคารน่าจะมีประโยชน์ และสามารถตรวจสอบได้ว่าเกษตรกรมีตัวตนจริง และมีหนี้สินหรือได้รับความเดือดร้อนจริง เพราะเมื่อนำข้อมูลไปสอบทานกับตัวเลขบัตรประชาชน พบว่าใน 3.3 แสนรายนี้มีถึง 50% ที่เคยลงทะเบียนคนจนไว้ในปี 2546 และแม้จะผ่านมาหลายปีก็ยังคงจนเหมือนเดิม และ 60% เคยเข้าโครงการพักชำระหนี้ครั้งแรกจึงจัดว่ากลุ่มนี้ยังคงจนซ้ำซากจริงและรัฐบาลควรช่วยเหลือเพิ่มเติม" แหล่งข่าวกล่าว และนอกจากนี้ ยังพบว่า ในกลุ่มนี้มีเกษตรกรที่ไม่สามารถประกอบกอบอาชีพได้ เช่น พิการ เป็นคนแก่ที่ไม่สามารถทำงานได้แล้ว แต่ถูกทิ้งไว้ลำพัง และเป็นโรคเรื้อรัง ประมาณ 8 พันคน ซึ่งควรให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน และมีกลุ่มที่ไม่มีที่กินและมีหนี้สินรุงรังยากต่อการฟื้นฟูอาชีพได้ อีกประมาณ 2 หมื่นคน โดย ธ.ก.ส.พร้อมที่จะเปิดบัญชีเงินฝาก เพื่อผ่านเงินของรัฐบาลไปถึงผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นรายเดือน ซึ่งสามารถตรวจสอบและป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้

@ คลังเล็งช่วยกลุ่ม"เกษียณ-ตกงาน"

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การศึกษากลุ่มที่ได้รับผลกระทบในภาวะค่าครองชีพสูง เบื้องต้นพบว่า ผู้เกษียณอายุเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีรายได้ติดลบเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ยังมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในสัดส่วนที่น้อย จึงน่าจะเป็นกลุ่มที่รัฐบาลช่วยบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ตกงานและกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำด้วย ส่วนกลุ่มที่มีงานทำหรือมนุษย์เงินเดือนนั้น อาจไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั่วถึง เพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่จะใช้งบกลางที่เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง หรืออาจโยกงบฯอื่นที่เบิกมีการเบิกจ่ายช้ามาใช้ในโครงการนี้แทน แต่เชื่อว่าไม่มากนัก

แหล่งข่าวกล่าวยอมรับว่า ไม่ว่าจะช่วยในรูปการให้คูปองหรือเงินสด ต่างมีข้อเสียหรือจุดรั่วไหลเหมือนกัน จึงควรดูแบบอย่างของต่างประเทศประกอบด้วย เช่น หากเป็นคูปองที่กำหนดให้ใช้แลกซื้อข้าวอย่างเดียว บางกลุ่มอาจไม่ได้ประโยชน์ เพราะมีข้าวกินแต่ไม่มีเงินซื้ออย่างอื่น แต่หากให้เป็นเงินสด ก็ตรวจสอบไม่ได้ว่าจะนำไปใช้ซื้อสินค้าจำเป็นจริงหรือไม่ เพราะอาจนำไปซื้อเหล้าบุหรี่หรือเล่นหวยได้ จึงต้องกำหนดรูปแบบ วิธีการให้ชัดเจน รวมถึงต้องมีฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบก่อนจะทำโครงการแม้จะยอมรับว่าไม่สามารถป้องกันได้ 100% ก็ตาม

@ คนจนลั่น24มิ.ย.ชุมนุมใหญ่ไล่รบ.

วันเดียวกัน ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์กรเอกชนประมาณ 20 แห่ง เช่นคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเองชน (กป.อพช.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ฯลฯ ได้จัดประชุมสภาประชาชนสมัยวิสามัญในญัตติ "ข้าวยากหมากแพง" มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 150 คน โดยนางประทิน เวคะวากยานนท์ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา ราคาข้าวของเพิ่มขึ้นร้อยเปอร์เซ็น ทำให้พวกตนซึ่งอยู่ในสลัมได้รับความเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะข้าวสารที่พุ่งสูงมาก

"พี่น้องในสลัมไม่มีเงินเดือน แต่ได้ค่าจ้างเป็นรายวัน ถ้าเอาเงินเดือนมาเป็นตัววัดก็ไม่เป็นธรรม ตอนนี้ไม่รู้ว่ารัฐบาลเอามาตรฐานตรงไหนมาวัดว่าเป็นคนจน และการที่รัฐบาลบอกว่าจะให้เรียน 12 ปีแต่ไม่เคยเห็นเรียนฟรีเลย เพราะผู้ปกครองต้องเสียค่าบำรุงอื่นให้โรงเรียน แทนที่จะแก้ปัญหารัฐบาลกลับตั้งท่าแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่อยากเสนอคือให้รัฐบาลดูเรื่องการเก็บภาษีคนรวย เช่น ที่ดิน แล้วนำมาเป็นสวัสดิการให้คนจน ถ้ารัฐบาลอยากอยู่นานต้องฟังเสียงคนเล็กคนน้อยและแก้ปัญหาให้ชาวบ้านซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อยากให้แก้ปัญหาให้ถูกจุด คูปองอย่าไปทำเลยนอกจากจะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแล้ว ยังเกิดปัญหาการทุจริตและเชื่อว่าคูปองนี้จะกระจุกตัวอยู่แต่ในกลุ่มของรัฐบาลเอง ถ้ารัฐบาลยังไม่แก้อะไรให้ดีขึ้น วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ต้องเจอแน่ แต่ถ้าวันที่ 24 ยังไม่แก้อีก เราอาจเข้าไปรวมกับกลุ่มพันธมิตรในการขับไล่รัฐบาล" นางประทินกล่าว

นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ ประธานเครือข่ายคนไร้บ้าน กล่าวว่า การออกคูปองให้คนจนก็เหมือนกับสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ให้คนไปลงทะเบียนคนจนแล้วบอกว่าคนจนจะหมดไป ซึ่งก็หมดจริงๆ คือตายไปทีละคนสองคน มาครั้งนี้รัฐบาลให้เอาเลข 13 หลักในบัตรประชาชนด้วยแล้ว พวกตนคนไร้บ้านไม่มีบัตรประชาชนจะทำอย่างไร

"พวกเรามีแนวคิดว่าควรมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนจนในเมืองกับคนจนในต่างจังหวัด เช่น ข้าวจากชุมชนชนบทให้ส่งตรงมาที่ชุมชนในเมืองเลย จะได้ไม่ต้องเสียส่วนต่างให้พ่อค้าคนกลาง คนในชนบทก็ได้ราคาดีขั้น คนจนในเมืองก็ได้ราคาถูกกว่าในท้องตลาด" นายสุชินกล่าว

@ ให้ซื้อคืน"ปตท."แก้น้ำมันแพง

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคกล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ซื้อบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คืน เพราะขณะนี้ปัญหาราคาน้ำมันไม่มีทางออกแล้ว นอกจากซื้อคืน ปตท.อย่างเดียว เพราะกำไรทั้งหมดไปตกกับผู้ถือหุ้น แทนที่จะเอามาช่วยคนจน ปัจจุบันนี้ ปตท.ดูดเลือดดูดเนื้อจากประชาชนทุกหยด แถมตอนนี้ทำท่าจะผูกขาดให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวี แทนที่จะใช้ก๊าซแอลพีจี เพราะ ปตท.ต้องการเอาไปส่งออก นอกจากนี้ อยากเสนอให้ปฏิรูประบบคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ไม่ควรเป็นของนักการเมืองซึ่งมีตัวอย่างชัดเจนคือคณะกรรมการขององค์การเภสัชกรรม ที่นักการเมืองเปลี่ยนคณะกรรมการชุดเก่าที่ทำกำไรออก แล้วตั้งคนของตัวเองแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ปรากฏว่า มีสมาชิกหลายคนแสดงความเห็นด้วยที่ให้ซื้อหุ้น ปตท.คืนมาเป็นของรัฐ และให้มีการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง และหลังเสร็จสิ้นการประชุมได้มีการออกแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชน ในการจัดการชุมนุมใหญ่วันที่ 24 มิถุนายน ในหัวข้อ "หยุด!!! น้ำมันแพง หยุด!!! สินค้าราคาแพง ประกันราคาผลผลิตที่เป็นธรรม ค่าแรงต้องสมดุลค่าครองชีพ" โดยระบุว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล ก๊าซหุงต้ม มีราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ราคาน้ำมันแพงขึ้น ค่าโดยสารรถก็สูงขึ้น แต่ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นเพียง 2-11 บาท ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกต่ำและผันผวน และการแก้ปรากฏการณ์ข้าวยากหมากแพง ไม่สามารถทำได้ด้วยการปล่อยตามกลไกตลาด รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จึงต้องมีการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม มีกลไกป้องกันการทุจริต ไม่เพียงสร้างคะแนนเสียงทางการเมืองเท่านั้น

@ เผยแผน12ข้อ-ตั้งคณะทำงานคุม

นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้แทนคณะทำงานจากสภาเครือข่ายองค์กรประชาชน แถลงภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้ประกาศแผนปฏิบัติการรวม 12 ข้อ เช่น ผลักดันให้มีการปฏิรูปที่ดิน โดยบังคับใช้กฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อคุ้มครองชาวนาอย่างจริงจัง เคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อหยุดการบังคับคดียึดที่ดินเกษตรกรเพื่อขายทอดตลาด และเร่งรัดโอนหนี้สินเกษตรกรเข้าสู่ระบบกองทุนฟื้นฟู ร่วมกันต้านต่างชาติที่เข้าครอบครองที่ดิน ต่อต้านการส่งเสริมพืชจีเอ็มโอและคัดค้านพันธุ์ข้าวลูกผสมที่นำไปสู่การผูกขาดและปัญหาอื่นๆ สร้างระบบแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างเครือข่าย ชุมชน และส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม สร้างฐานข้อมูล ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและทางออกที่เกี่ยวกับฐานทรัพยากร การเกษตร และอาหารระหว่างเครือข่าย และผลักดันให้คนจนเมืองได้รับหลักประกันในเรื่องการเข้าถึงอาหาร เป็นต้น

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าวว่า ที่ประชุมได้ตกลงจะจัดตั้ง "คณะทำงานประชาชนเพื่อความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร" ขึ้น เพื่อสนับสนุนให้แผนปฏิบัติการดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง โดยจะมีองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันทางวิชาการ จำนวนมากให้การสนับสนุน ทั้งนี้ ในวันที่ 24 มิถุนายน เครือข่ายของเกษตรกรและองค์กรภาคประชาชนจะจะเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาคและเครือข่ายผู้ใช้แรงงานด้วย

@ เอดีบีชี้ไทยเสี่ยงเงินเฟ้อ11%

เอพีรายงานว่า นายราจัต เอ็ม.แน็ก กรรมการผู้จัดการธนาคการเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ออกมาเตือนว่า เอเชียกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั้งจากราคาอาหารและน้ำมัน โดยคาดว่า เศรษฐกิจเอเชียรวมถึงญี่ปุ่นในปีนี้จะเติบโต 7.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อปีนี้ของเอเชียน่าจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่ เอดีบีเคยคาดไว้ในเดือนเมษายน ที่ 5.1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยประเทศที่เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อมากที่สุดในเอเชีย คือเวียดนาม ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือไทย สิงคโปร์ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะมีอัตราเงินเฟ้อ 7.5-11 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าอันตราย และน่าวิตกกังวลอย่างมาก ที่สำคัญกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อมากที่สุดคือคนยากจน

@ ระบุคนจนถูกคุกคามหนัก

นายแน็กเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด เพื่อบรรเทาความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีตั้งแต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ย การประกาศให้ธนาคารพาณิชย์กันสำรองเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการรับประกันความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน

ปัจจุบันกว่า 2 ใน 3 ของคนยากจนทั่วโลกอยู่ในทวีปเอเชีย โดยทศวรรษที่ 90 รัฐบาลประเทศต่างๆ ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนคนยากจนลงจาก 33 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 19 เปอร์เซ็นต์ แต่ความพยายามดังกล่าวกำลังถูกคุกคาม เพราะภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกในขณะนี้

เปิดปม"ฮุบ"ที่ป่าสงวนฯบ้านย่าหมี จ.พังงา

ปฐมบทแห่งการต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ

ขุณิกากรณ์ ไชยบุญ องค์กรความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน

มติชน 4 พ.ค. 51 - เป็นเวลากว่า 1 ทศวรรษ ที่ชุมชนบ้านย่าหมีมีแนวคิดและดำเนินกิจกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทรางวัลชุมชนดีเด่น

บ้านย่าหมีเป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ต.เกาะยาวใหญ่ อ.เกาะยาว จ.พังงา ดำเนินวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย ด้วยสภาพพื้นที่เป็นเกาะจึงประกอบอาชีพประมงชายฝั่งเป็นหลัก ทอดแห หาหอย ตกปลา วางอวน ล้วนเป็นภาพที่คุ้นตา เป็นวิถีชีวิตที่คุ้นชิน ชีวิตคนในชุมชนจึงผูกพันกับทะเลและป่าไม้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ต่อให้ชุมชนบ้านย่าหมีไม่มีรางวัลใดๆ เป็นเครื่องการันตี ชาวบ้านที่นี้ยืนยันว่าไม่ละทิ้งแนวคิด คนกับธรรมชาติต้องอยู่ร่วมและดูแลกัน

จากการต่อสู้เพื่อการจัดการรักษาทรัพยากรชายฝั่ง ให้ปลอดจากเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายและทำลายทรัพยากร เช่น เรืออวนลาก เรืออวนรุน หรือเรือปั่นไฟปลากะตัก จนทรัพยากรชายฝั่งอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลขนาดใหญ่แหล่งหนึ่งของประเทศ

นอกจากนี้ บ้านย่าหมีจัดการระบบนิเวศแบบองค์รวม หรือการนำพื้นที่ป่าชายเลนในหมู่บ้านมาเป็น "ป่าชุมชน" ซึ่งมีกฎระเบียบและคณะกรรมการป่าชุมชน รวมไปถึงชาวบ้านช่วยกันดูแลให้เป็นที่ใช้สอยของหมู่บ้าน ไม่ให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ จากปรากฏการณ์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติสะท้อนให้เห็นว่า แม้ชาวบ้านการศึกษาน้อย แต่วิสัยทัศน์ยาวไกล

แม้ว่านั่นเป็นเพียงการจัดการทรัพยากรทั้งระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งเกี่ยวสัมพันธ์กับวิถีอาชีพประมงพื้นบ้าน แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ละเลยทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าช่องหลาด" เลยแม้แต่น้อย

ป่าช่องหลาด ครอบคลุมพื้นที่ 5 ชุมชน 2 ตำบล คือบ้านช่องหลาด บ้านคลองเหีย บ้านย่าหมี ต.เกาะยาวใหญ่ และบ้านโล๊ะโป๊ะ ต.พรุใน อ.เกาะยาว จ.พังงา และปฏิเสธไม่ได้ว่า มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปใช้ประโยชน์ป่าผืนนี้ และได้ประโยชน์จากการเป็น "ป่าต้นน้ำ"
การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าช่องหลาด ต.เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา

พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าช่องหลาดเป็นเพียงป่าผืนเล็กๆ เมื่อเทียบกับป่าสงวนแห่งชาติอื่น แต่ก็จัดว่าเป็นป่าผืนใหญ่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้

เปิดปมโกงที่ป่าสงวนฯบ้านย่าหมี จ.พังงา

ต้นปี 2549 มีโครงการสร้างท่าเทียบเรือมารีน่า ในอ่าวคลองสน บ้านย่าหมี ซึ่งโครงการนี้เป็นของบริษัทร่วมทุนต่างชาติ นับว่าเป็นโครงการที่ตอบรับกระแสการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 48 พิจารณา เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต พังงา กระบี่ ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการท่องเที่ยว) ซึ่งในขณะนั้นบริษัทร่วมทุนต่างชาติขานรับนโยบายของรัฐบาลด้วยการกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากใน ต.เกาะยาวใหญ่ เพื่อสร้างท่าเทียบเรือมารีน่าและทำพอนทูนจอดเรือ ไม่ต่ำกว่า 85 ลำ พร้อมทั้งรีสอร์ทหรูหราและบ้านพักตากอากาศ

คงจะไม่มีปัญหาใดๆ หากไม่ได้สร้างท่าเทียบเรือพร้อมที่จอดเรือในอ่าวคลองสน บ้านย่าหมี เป็นอ่าวเป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใน อ.เกาะยาว เป็นที่ทราบกันดีว่าที่ไหนมีหญ้าทะเลที่นั่นจะมีพะยูน รวมไปถึงเต่าทะเลบางชนิดด้วย อีกทั้งยังเป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญส่วนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลและที่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน นอกจากแหล่งหญ้าทะเลผืนใหญ่แล้ว ยังมีปะการังน้ำตื้นอีกด้วย มีหมู่บ้านเพียงไม่กี่แห่ง ที่จะมีระบบนิเวศชายฝั่งครบและสมบูรณ์ดังเช่นหมู่บ้านย่าหมี

ดังนั้น กระบวนชาวบ้านในการปกป้องพื้นที่อ่าวคลองสนจึงเกิดขึ้นภายใต้ชื่อ "กลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 23 ก.พ.50 สำนักงานขนส่งทางบกที่ 5 สาขาพังงา ได้ยกเลิกการอนุญาตก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือมารีน่า บริเวณอ่าวคลองสน บ้านย่าหมี เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้อธิบดีกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี แจ้งให้สำนักงานขนส่งทางน้ำที่ 5 สาขาพังงา เพิกถอนใบอนุญาต

เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับชาวบ้านย่าหมี แต่เรื่องยังไม่จบลงแค่นั้น...

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อชาวบ้านสังเกตเห็นบนภูเขามีการใช้รถแบ๊คโฮไถเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่ป่าสมบูรณ์เป็นการปลูกกล้วย มะพร้าว เฟื่องฟ้า เป็นต้น และถางป่าทำให้กลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคือเป็นภูเขา ชื่อ "ควนย่าหมี เขาช่องหลาด" ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าช่องหลาด จึงช่วยกันสืบหาความจริง และพบว่า มีบริษัทร่วมทุนต่างชาติกว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านและออกเอกสารสิทธิครอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าช่องหลาดที่อยู่ในเขตบ้านย่าหมีด้วย

กลางเดือนธันวาคม 2550 ชาวบ้านย่าหมีกว่า 30 คน ได้รวมตัวกันเข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าต้นน้ำของชุมชนหลังจากได้มีการนำรถแบ๊คโฮเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

จากนั้นต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ชาวบ้านย่าหมี จำนวน 17 ราย ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจากสถานีตำรวจภูธร อ.เกาะยาว จ.พังงา ด้วยข้อหาร่วมกันบุกรุกหรือเข้าไปทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครอง อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข และร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร

เราลองมาต่อจิ๊กซอว์กันเล่นๆ บนฐานข้อมูลจริง

เจ้าของโครงการท่าเรือมารีน่าที่อ่าวคลองสน คือบริษัทร่วมทุนต่างชาติ ขยับมาดูที่ดินที่ติดกับหาดคลองสนพบว่า เป็นเจ้าของรายเดิมที่เป็นคู่กรณีพิพาทกับชาวบ้าน เมื่อเดินถัดขึ้นมาบนเขาไม่เกิน 1 กม. การถือครองที่ดินยังเป็นของบริษัทร่วมทุนต่างชาติรายเดิมอีก พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ก็เป็นผลงานของบริษัทร่วมทุนต่างชาติรายนี้เช่นกัน

จิ๊กซอว์แต่ละชิ้น เหตุการณ์แต่ละครั้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นความจงใจ!

ถ้าภาพเหตุการณ์ยังไม่ชัดเจน...มีข้อมูลเพิ่มนั่นคือ ฝั่งตรงข้ามกับหาดคลองสนเป็นอ่าวบ้านยามู ต.ป่าคลอก จ.ภูเก็ต ซึ่งมีโครงการสร้างท่าเรือมารีน่าด้วยเช่นกัน หากสร้างเรือมารีน่า 2 หมู่บ้านสำเร็จ อย่างน้อยๆ เรือยอชต์เรือสำราญสามารถเดินทางจากภูเก็ตถึงเกาะยาวได้ง่ายขึ้น ประหยัดขึ้น เป็นส่วนตัวมากขึ้น...

"กลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" เป็นชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ กำลังคนเพียงแค่หยิบมือต้องเป็นฝ่ายตั้งรับกับนโยบายการท่องเที่ยวจากรัฐ อีกทั้งกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีทั้งเงินและอำนาจ!

สิ่งที่กลุ่มเครือข่ายฯต้องการก็คือ ยุติการบุกรุกและเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าช่องหลาด แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับอำเภอและระดับชาติ

หากจะถามว่า ผิดด้วยหรือกับการที่ชุมชนบ้านย่าหมีปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 มาตร 67 ว่าด้วยสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

และจะมีใครสักคนตอบว่า "ผิด" ...อย่าว่าแต่ชาวบ้านย่าหมีจะสูญเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำอันเป็นพื้นที่ผืนป่าของชาติเลย

ประเทศไทยคงจะเสียแผ่นดินของชาติในเร็ววันนี้ด้วยเช่นกัน...