มติชนออนไลน์

แนะผู้ส่งออกข้าวไทย บุกตลาดสวิส ชี้สินค้าที่มีคุณภาพสูงจะดึงดูดและครองส่วนแบ่งการตลาดได้ดี

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่าข้าวเป็นสินค้าธัญพืชที่ได้รับความนิยมในตลาดสวิตเซอร์แลนด์มากขึ้นเนื่องจากมีการวิจัยในยุโรปว่าข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ และเนื่องจากสวิสเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ปัจจัยสำคัญของข้าวที่จะได้รับความนิยมและสามารถจำหน่ายในสวิสได้คือต้องเป็นข้าวคุณภาพสูงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ฯลฯ ซึ่งหากผู้ส่งออกใช้ข้อมูลดังกล่าว โดยเน้นคุณประโยชน์ต่าง ๆ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนอกจากข้าวเพื่อการบริโภคแล้ว สวิสยังมีการนำเข้าข้าวเพื่อเป็นอาหารสัตว์ด้วย โดยสวิสนำเข้าข้าวเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในภาคปศุสัตว์ด้วยเช่นกัน

“ชาวสวิสให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าสูงที่สุดมากกว่าปัจจัยด้านราคา ทำให้ตลาดข้าวของสวิสมีการแข่งขันสูง โดยเป็นการแข่งขันทั้งจากแหล่งผลิตข้าวแต่ละประเภท และการแข่งขันระหว่างผู้นำเข้า สินค้าที่มีคุณภาพสูงเท่านั้นจึงจะดึงดูดความสนใจและสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ อีกทั้งชาวสวิสนิยมทำธุรกิจแบบระยะยาว โดยเน้นการทำธุรกิจกับผู้นำเข้าน้อยรายที่มีประสิทธิภาพ สามารถส่งสินค้าคุณภาพสูงได้อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างทั่วถึง” นางนันทวัลย์ กล่าว

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการอาวุโส สคต.แฟรงก์เฟิร์ต กล่าวเพิ่มเติมว่าด้วยปัจจัยทางภูมิประเทศและภูมิศาสตร์สวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่สามารถเพาะปลูกข้าวได้ดังนั้น ข้าวจึงเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าแต่เพียงอย่างเดียวการบริโภคข้าวของประชากรในสวิสจะบริโภคข้าวเป็นประเภทคือ 1.ข้าวสำหรับการบริโภค ได้แก่ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสำเร็จหรือกึ่งสำเร็จ (รวมถึงข้าวหอมมะลิด้วย) ข้าวกล้อง ข้าวที่กะเทาะเปลือกแล้วแต่ยังไม่ได้ขัด 2.ข้าวสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ ได้แก่ปลายข้าว ข้าวหักข้าวเปลือก ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ประมาณร้อยละ 5 เป็นต้น

สำหรับตลาดในสวิสนั้น ช่องทางการจัดจำหน่ายข้าวที่สำคัญได้แก่ ร้านซุปเปอร์มาเก็ต/ไฮเปอร์มาเก็ต/ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งขนาดใหญ่ ร้านเอเชียซึ่งลูกค้าส่วนมากเป็นชาวเอเชียและร้านอาหารเอเชีย เป็นต้น จากสถิติการนำเข้าข้าวของสวิตเซอร์แลนด์ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2551-2553) สวิสนำเข้าข้าวจากทั่วโลกโดยเฉลี่ยคิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 73.28 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,418 ล้านบาท สำหรับการนำเข้าข้าวของสวิสในเดือนม.ค.-พ.ย. 2554 สวิสนำเข้าข้าวรวมมูลค่าทั้งสิ้น 90.97 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.12 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 36.07 เมื่อเทียบกับปีก่อนระยะเวลาเดียวกันและสถิติการส่งออกข้าวไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ ไทยยังคงเป็นประเทศคู่ค้าอันดับต้นๆของสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีมูลค่าการส่งออก 16.28 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราการขยายตัวร้อยละ 22.48 ซึ่งหากจำแนกการนำเข้าข้าวของสวิสตามประเภทแล้ว ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสำเร็จหรือกึ่งสำเร็จ ที่มีปริมาณการนำเข้ามากที่สุดร้อยละ 55-60 ของปริมาณการนำเข้าและเกือบทั้งหมดเป็นการนำเข้าเพื่อการบริโภค โดยมีประเทศที่ส่งออกข้าวไปสวิส เป็นอันดับ 1 มาตั้งแต่ปี 2550 โดยทิ้งห่างประเทศคู่ค้าอันดับสองเกือบเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าข้าวของสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องผ่านด่านมาตรการทางภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ข้าวทุกชนิดที่นำเข้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราร้อยละ 2.4 โดยรัฐบาลสวิสกำหนดเก็บภาษีตามน้ำหนักของสินค้า ส่งผลให้ผู้นำเข้าส่วนมากนิยมนำเข้าในปริมาณมากเพื่อนำมาบรรจุและแบ่งจำหน่ายเอง เพื่อให้ไม่ต้องเสียภาษีสำหรับน้ำหนักบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ในขนาดย่อยซึ่งเมื่อเทียบในปริมาณสุทธิของข้าวแล้วจะมีน้ำหนักมากกว่าการนำเข้าข้าวเป็นลอตใหญ่ รวมถึงต้องผ่านกฎระเบียบการนำเข้า อาทิ กฎหมายว่าด้วยสินค้าเพื่อการบริโภค กฎระเบียบว่าด้วยมาตรฐานความสะอาด เป็นต้น

“การสั่งซื้อข้าวส่วนใหญ่สั่งเป็นปริมาณมากเพื่อลดต้นทุนด้านภาษีซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกข้าวไทย ดังนั้น กรมฯ จึงวางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายควบคู่กับอาหารไทยอย่างต่อเนื่องซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการขยายตลาดข้าวไทย และส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แล้วยังเป็นการช่วยผู้นำเข้าให้ขายสินค้าได้เร็วขึ้น และมากขึ้น” นางดวงกมล กล่าว

เบื่อ..ข้าวที่กินอยู่ทุกวันหรือเปล่า? ลองหาข้าวอร่อยๆ ดีต่อสุขภาพ กินกันดีกว่า!

ข้าว อาหารประจำชาติไทย ที่ต้องมีเป็นหลักสำคัญลำดับแรกในครัวไทย ส่วนกับข้าว...เดี๋ยวค่อยว่ากัน

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกข้าวมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และส่งออกข้าวอยู่ใน อันดับหนึ่ง ถึง อันดับสามของโลกตลอดมา ถ้าจะซื้อข้าวสารในซูเปอร์มาเก็ตในต่างประเทศ หากมีข้อความเขียนกำกับข้างถุงว่า Product of Thailand ก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้กินข้าวอร่อย

แต่คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศไทยเอง ที่กินข้าวในร้านข้าวแกง หรือร้านอาหารระดับกลางๆ ทั่วไป กลับต้องกินข้าวขัดสี สีขาวๆ แป้งล้วนๆ ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน อีกทั้งไม่ใช่ข้าวคุณภาพ อย่างที่ควรจะได้กิน ในฐานะผู้ปลูกข้าวเลี้ยงชาวโลก

ข้าวคุณภาพ ในที่นี้หมายถึงข้าวที่มีรสชาติดี หอมนุ่ม และประกอบไปด้วยสารอาหารนานาชนิด

ใครที่สนใจเรื่องข้าว ไม่ว่าจะซื้อหามากินเอง หรือจะทำธุรกิจซื้อข้าวขายข้าว คุณภาพดีๆ ไม่ควรพลาดงานนี้ เพราะจะมีข้อมูลให้มากมาย นั่นคืองาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี – เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012” โดยมีแนวคิดหลักของงานคือ “ข้าวของพ่อ วิถีพอเพียง” ระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค กรุงเทพมหานคร ที่จะมีข้าวสายพันธุ์ต่างๆ นำมาแสดงในงานเกือบ 100 สายพันธุ์

สำหรับวันนี้ “มติชนออนไลน์” มีเรื่องข้าวดีๆ ข้าวอร่อยๆ มาฝากกันก่อนที่จะถึงวันงาน

เริ่มจาก ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้อมูลจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ข้าวชนิดนี้ ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้านทานต่อโรคไหม้ได้เป็นอย่างดี เมื่อหุงแล้ว มีความนุ่มมาก

คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรี่ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน,แกมมาโอไรซานอล, วิตามินอี, แทนนิน, สังกะสี, โฟเลตสูง, มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าว ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดีเหมาะสำหรับใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารเชิงบำบัดอีกด้วย

ถัดมาเป็น ข้าวสินเหล็ก

ข้าวสินเหล็กได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ตลอดทั้งปี มีความต้านทานต่อโรคไหม้ข้าวสินเหล็กในฐานะเป็นข้าวหอมนุ่มที่มี ดัชนีน้ำตาล ต่ำ-ปานกลาง

ข้าวสินเหล็ก เมื่อนำมาทดลองบริโภคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าการบริโภคข้าวกล้องสินเหล็ก ช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ ทำให้สภาวะดื้อต่อ insulin ลดลงและการทำงานของตับอ่อนดีขึ้น รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของ triglyceride ลดลง นอกจากนี้ข้าวสินเหล็กยังมีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ข้าวพันธุ์นี้ได้ผ่านการประเมินคุณสมบัติความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็ก ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและในมนุษย์ โดยพบว่าการส่งเสริมการบริโภคข้าวสินเหล็กในเด็กนักเรียนที่มีภาวะพร่องธาตุเหล็ก ทำให้ระดับ hemoglobin มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ข้าวปิ่นเกษตร

ข้าวปิ่นเกษตรเป็นลูกผสมระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวทนแล้ง เป็นข้าวขาว มีกลิ่นหอม นุ่มเหนียว ข้าวกล้องมีความนุ่มนวล มีเมล็ดยาวกว่า 8 มม.

ข้าวชนิดนี้ เมื่อทำเป็นข้าวกล้องจะได้ความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็กดี กล่าวคือเมื่อนำมาหุงสุกรวมกับข้าวพันธุ์อื่น จะช่วยให้ความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็กสูงขึ้นซึ่ง ให้ผลสอดคล้องกันทั้งการทดสอบในระดับเซลล์และในมนุษย์ด้วยคุณสมบัตินี้ข้าวปิ่นเกษตรจึงได้รับรางวัล ชนะเลิศอันดับ 3 จากการประกวดข้าวโลก (2nd World Rice Competition) เมื่อปี 2547

สนใจข้าวทั้งสามชนิดนี้ และข้าวอื่นๆ อีกเกือบร้อยสายพันธุ์ ไปชมได้ที่งานเกษตรมหัศจรรย์ฯ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือติดต่อซื้อได้ที่ คุณมัลลิการ์ แซ่หลิม กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) โทร.025800021 ต่อ 2341 หรือ 081-2973004

กก.ปฏิรูป ฝากความหวัง “ณัฐวุฒิ" แก้ปัญหาที่ดิน-เกษตร แนะฟื้นแนวคิดข้อเสนอปฏิรูปใหม่

นายเพิ่มศักย์ มกราภิรมย์ หนึ่งในคณะอดีตกรรมการปฏิรูป อนุกรรมการปฏิรูประบบเกษตร เผยผ่านรายการชั่วโมงปฏิรูป ทางคลื่นข่าวเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิรซ์ ดำเนินรายการโดยนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ว่าในโอกาสที่รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยน ครม. ชุดยิ่งลักษณ์ 2 โดยมีการแต่งตั้งให้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูปที่ศึกษาเรื่องปัญหาภาคการเกษตรและการใช้ที่ดินมาโดยตลอด จึงอยากให้ นายณัฐวุฒิตั้งต้นดำเนินการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรด้วยการพิจารณาข้อเสนอของกรรมการปฏิรูปใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดถือครองที่ดินทำกินเพื่อการเกษตร และเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกร ก็จะสามารถเพิ่มรายได้เป็นวงจร ซึ่งทุกอย่างจะต้องทำและดำเนินการควบคู่กันไป

“ผมยังมีความหวังค่อนข้างมากต่อการทำงานของคุณณัฐวุฒิ เพราะมีบุคลิก เป็นคนติดดิน เป็นลูกชาวบ้าน มาจากต่างจังหวัด น่าจะเข้าใจปัญหาของเกษตรกรได้ดี และอยากเตือนรัฐบาลด้วยว่าเรื่องนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ บอกว่าอย่างไรบ้าง ต้องพิจารณาประกอบกันทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งเรื่องที่ดินเพื่อการทำการเกษตรกร ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่อยู่นอกระบบ ต้องเข้ามาดูว่าจะช่วยเกษตรกรอย่างไรบ้าง ขณะนี้คิดว่าพรรคเพื่อไทย กำลังทำรูปแบบประชานิยมในลักษณะกว้าง อยากจะเสนอในฐานะกรรมการปฏิรูปว่า ปัญหาของเกษตรกรเรื่องใหญ่คือต้องลดการเช่าที่ดินให้น้อยที่สุด ลดหนี้สิน ลดการจ่ายดอกเบี้ย เพื่อให้มีเงินพอที่จะลงทุนใหม่ได้ และต้องช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาสินค้าทางการเกษตร”

นายเพิ่มศักย์ ระบุว่า ตอนนี้มีสัญญาณเตือนคนไทยจะย้อนไปสู่เหมือนสมัย 14 ตุลาคม 2516 มหาวิปโยคที่คนไทยจะหันมาห้ำหั่นกัน โดยไม่เป็นเหตุเป็นผล ทั้งในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เรื่องที่มีความสำคัญ คือความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ปัญหาปากท้องของประชาชน สังคมไทย ควรจะต้องดูว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องอะไร การคุยกันในสภาพการณ์ที่ขาดสติ ในเรื่องที่ละเอียดอ่อน จะทำให้สังคมไทยไม่รับฟังกัน

นายเพิ่มศักย์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ไฟในบ้านเมืองถูกจุดขึ้นแล้ว มีทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ความรุนแรง บทบาทสื่อมีปัญหาสำคัญ การจุดติดชนวนให้เกิดความร้าวฉาน อย่าไปขยายวง ให้เติมเชื้อไฟ และต้องให้ลดจำนวนลง ต้องดึงคนกลุ่มใหม่ให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่การตั้งกรรมการคุยกันอยู่ไม่กี่คน อยากให้รัฐบาลและสื่อช่วยกันนำเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยเท่าทันกับประชาคมอาเซียน และให้เท่าทันกับอำนาจกับเรื่องท้องถิ่น หากดำเนินการแบบนี้ก็จะสามารถปฏิรูป 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้ และเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็จะค่อยๆลงตัวเอง

"ปลอดประสพ"จี้"เกษตรฯ"เร่งระบายน้ำในเขื่อน ลั่นนโยบายเปลี่ยนแล้ว"เขื่อน"ใช้ป้องกัน"อุทกภัย"ไม่ใช่ปลูกผัก

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 มกราคม นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล ถึงผลการประชุมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า ขณะที่ตนได้พูดคุยกับนายเจษฎา แก้วกัลยา ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ และได้ฝากไปบอกนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ว่า เขื่อนขนาดใหญ่จะมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันอุทกภัยเป็นลำดับแรก ส่วนการเกษตรและอย่างอื่นจะเป็นลำดับรอง แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายแล้ว และจากข้อตกลงทั้งหมด ตนได้อ่านทบทวนให้ที่ประชุมรับทราบร่วมกันแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำดีกว่าเดิม และการที่ กทม.จะขุดลอกคูคลองก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า กทม.จะยอมให้น้ำผ่านและคราวนี้ต้องผันน้ำไปออกทางภาคตะวันออกหรือบริเวณคลองด่านให้ได้เพื่อป้องกันกทม.ไม่ให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่สะพานข้ามคลองส่งน้ำ หากเป็นการสร้างขึ้นใหม่หลังจากนี้จะต้องไม่มีตอม่ออยู่ใต้น้ำอีก

นายเจษฎา แก้วกัลยา ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการระบายน้ำในเขื่อนหลักนั้น กรมชลประทานได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจระบายน้ำเขื่อนหลักนั้น จะต้องพิจารณาถึงปริมาณการอุปโภคบริโภคน้ำของประชาชนเป็นหลัก ส่วนการใช้ในการเกษตรและการพร่องน้ำเพื่อรองรับฤดูฝนนั้นจะเป็นวัตถุประสงค์รอง อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 ได้มีการพิจารณาที่จะปรับเกณฑ์ระดับน้ำที่ใช้ในการควบคุมการปล่อยน้ำ (Rule Curve) ให้พร่องน้ำลดลงจากเดิมอีกร้อยละ 10 จากเกณฑ์เดิม โดยจะเริ่มดำเนินการรักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับต่ำสุด (Lower Rule Curve) ในช่วงหมดฤดูแล้งหรือเดือนเมษายน

"ซีพีเอฟ"เตือนรับสภาพอาหารแพง ชี้ทั่วโลกเพิ่มสต๊อกดันหมูไก่ไข่พุ่ง

ซีพีเอฟเตือนคนไทยรับสภาพราคาอาหารแพง ชี้เหตุพืชอาหารถูกโยกไปทำพลังงานทดแทน แถมอากาศแปรปรวน โรคระบาด ทำผลผลิตมีน้อย ทั่วโลกตื่นเพิ่มสต๊อก เปิดแผนลุยเทกโอเวอร์ หลังสำเร็จที่เวียดนาม-จีน ดันรายได้ปีนี้โต 50% ลั่นอีก 5 ปีเป้าแตะ 6 แสนล้าน

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ทิศทางราคาอาหารในระยะยาว 5-10 ข้างหน้า มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลกตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งอาหารสัตว์เนื่องจากมีการนำวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์คือ ข้าวโพด ไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนประเภทเอทานอล โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำข้าวโพดประมาณ 30-40% ไปผลิตเอทานอล นอกจากนี้พืชอื่นๆ เช่น อ้อย ก็ได้นำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนเช่นเดียวกัน เป็นผลทำให้ราคาอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การเกิดโรคระบาด ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรผลิตได้น้อยลง

นายอดิเรกกล่าวว่า จากประเด็นเหล่านี้ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการเพิ่มสต๊อกการนำเข้าอาหารมากกว่าเดิม จากปกติที่จะสต๊อกประมาณ 5 เดือน ส่วนแนวโน้มราคาอาหารในประเทศขณะนี้ ไข่ไก่มีแนวโน้มปรับลดลง แต่เชื่อว่าคงเป็นระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาว 5-10 ปี แนวโน้มราคาอาหารไม่ว่าจะเป็นไข่ ไก่ หมู มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

"ต้องยอมรับความจริงว่าอาหารมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตามราคาน้ำมันและราคาอาหารสัตว์ที่ปรับเพิ่มขึ้น และเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต้องปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและค่าแรงขั้นต่ำ และหากดูเงินเฟ้อ เงินเดือนข้าราชการ หรือราคาทองคำ พบว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นมาตลอด"

นายอดิเรกกล่าวว่า ซีพีเอฟยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญคือ การเป็นผู้ผลิตอาหาร โดยมองหาโอกาสที่จะซื้อกิจการเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ หลังจากการบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการธุรกิจอาหารสัตว์และเกษตรครบวงจรในประเทศจีนและเวียดนามด้วยเงินลงทุน 6.5 หมื่นล้านบาท และจากการเข้าไปซื้อกิจการดังกล่าวทำให้รายได้ของซีพีเอฟเติบโตถึง 50% หรือมียอดขายเพิ่มเป็น 320,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี 2555 จากสิ้นปี 2554 ซึ่งซีพีเอฟมีรายได้รวม 210,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 110,000 ล้านบาท โดยหลังจากซื้อกิจการในสองประเทศนี้แล้ว ซีพีเอฟตั้งเป้ารายได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 15% หรือมียอดขายเพิ่มอีก เท่าตัวเป็น 600,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีนับจากนี้ไป

นายอดิเรกกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายจะผลักดันเรื่องระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ตามระบบมาตรฐานไอเอสโอ 27001:2005 ทั้งโรงงานในและต่างประเทศ หลังจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 2 แห่ง คือ โรงงานบางนา กม.21 และโรงงานปักธงชัย ได้รับมาตรฐานดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลกต่อไป

จดหมายเปิดผนึก จาก กก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถึงยิ่งลักษณ์ว่าด้วยเรื่อง “ภัยพิบัติกับสิทธิมนุษยชน”

วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๕ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ลงนาม ในจดหมายเปิดผนึก ถึงนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเรื่อง “ภัยพิบัติกับสิทธิมนุษยชน”

จดหมายเปิดผนึกระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในปี ๒๕๕๔ นับเป็นมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะสร้างความเสียหายในพื้นที่ร่วม ๖๐ จังหวัด ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน ภาคสาธารณะ รวมทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้อง พลัดพรากจากที่อยู่อาศัย ถูกทอดทิ้ง ลำบาก ขาดแคลน เจ็บป่วย ประสบอุบัติภัย สูญเสียทรัพย์สิน ไปจนถึงชีวิต

ภัยพิบัติครั้งนี้รุนแรงเกินกำลังการจัดการของหน่วยงานภาครัฐเพียงลำพัง โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้เสียหาย เดือดร้อน ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จึงเป็นเรื่องน่าชื่นชมที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน ประชาชนหลากหลายกลุ่ม มีจิตอาสา ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ

เมื่อระดับน้ำลดลงจนกลับสู่ภาวะปกติ จึงเป็นช่วงเวลาของการเยียวยา ซ่อมแซม ความเสียหายต่าง ๆ ขณะที่มีการย้อนวิเคราะห์เหตุการณ์ ทั้งสาเหตุ การจัดการ การสื่อสาร และอื่นๆ อย่างคาดหวังว่า จะมีความพร้อมมากขึ้น มีการจัดการที่ดีขึ้น เพื่อ ความเสียหายที่น้อยลง

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาเรื่อง “วิกฤตน้ำท่วมกับสิทธิมนุษยชน” ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป จำนวนทั้งสิ้น ๒๓๔ คน

สรุปข้อเสนอจากการระดมความคิดเห็นได้ดังนี้

๑. ประชาชนควรมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและรวดเร็วจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและบริหารจัดการ เพื่อสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ให้น้อยที่สุด

๒. ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยรัฐบาลต้องจัดช่องทางที่เหมาะสม เพื่อให้แสดงความคิดเห็น และร่วมดำเนินการ ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย

๓. รัฐต้องให้การปกป้อง คุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเกิดภัยพิบัติอย่างเหมาะสม เสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ตามหลักการสิทธิมนุษยชน

นับเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับหลักในการจัดการภัยพิบัติที่รัฐพึงดำเนินการ คือ การเตรียมพร้อม การให้ข้อมูล ความรู้ การจัดระบบการเตือนภัย การเคลื่อนย้าย การจัดที่พักพิงที่ใช้มิติการคุ้มครองสิทธิเพิ่มเติมจากมิติการสงเคราะห์ ด้วยการจัดกิจกรรมและสร้างการมีส่วนร่วมโดยเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ และเมื่อสถานการณ์ผ่อนคลาย รัฐพึงดูแลการย้ายกลับ การเยียวยา การฟื้นฟู เพื่อให้กลับสู่สภาพเดิม หรือสภาพที่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ อันเป็นหลักการสำคัญตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และหลักการจัดการภัยพิบัติ ที่ประชาชนพึงได้รับการคุ้มครอง ป้องกัน และใช้หลักการนี้กับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในทุกรูปแบบ ทุกสถานการณ์ ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภัยพิบัติในพื้นที่ซ้ำซาก ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะติดตามการจัดการภัยพิบัติที่รัฐพึงดำเนินการอย่าง รอบด้าน ต่อไป

ตามคาด ! เบ็ดเสร็จปี 54 ไทยขาดดุลการค้า FTA 7,606 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าว การค้าระหว่างประเทศของไทย ในส่วนของ การใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากความตกลง FTA (7 ฉบับ คือ AFTA ญี่ปุ่น อินเดีย จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้)ว่า การค้าเดือนธันวาคม 2554 การส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA มีมูลค่ารวม 9,436 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 4.5 เป็นการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้ FTA มูลค่า 3,106 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 5.2 โดยประเทศที่ใช้ สิทธิฯ เรียง 3 ลำดับแรก ได้แก่ AFTA จีน และญี่ปุ่น

การนำเข้า มีมูลค่า 11,515 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 20.1 ดุลการค้า ไทยขาดดุลการค้า FTA มูลค่า 2,079 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การค้าทั้งปี 2554 การส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA มีมูลค่ารวม 124,388 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 19.2 เป็นการส่งออกภายใต้สิทธิพิเศษ FTA มีมูลค่า 40,061 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.1 คู่ค้าที่มีการใช้สิทธิสูงสุดสามอันดับแรก คือ AFTA จีน และญี่ปุ่น ส่วนอัตราการส่งออกภายใต้สิทธิพิเศษที่มีการขยายตัวสูงขึ้นมาก คือ FTA เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 151.5 รองลงมา คือ FTA อินเดีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.5 การนำเข้า มีมูลค่า 131,994 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 20.9 ดุลการค้า

ภาพรวมขาดดุลการค้า FTA มูลค่า 7,606 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

"ปู"นำแถลงแผนแม่บทจัดการน้ำ ฟื้นระบบกันน้ำท่วมก่อนฤดูฝน ใช้พื้นที่เกษตร2ล้านไร่ทำแก้มลิง

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน นายกิจจา ผลภาษี ประธานคณะอนุกรรมการวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และนายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมแถลงข่าว เรื่อง "แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ" โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า แผนแม่บทฯ มีหลัก 3 ด้าน 1.ปรับปรุงฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่อยู่ให้สมบูรณ์ ให้ทันรองรับน้ำฝนเดือน พ.ค.2555 ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาระยะยาว 2.สร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน เกษตร อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต่อนักลงทุน และ 3.เชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำอย่างไรให้น้ำไหลงสู่ทะเลได้เร็วที่สุด

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายที่จะดำเนินการในปี 2555 ประกอบด้วย 1.จัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ และปรับปรุงระบบการพยากรณ์และเตือนภัย 2.จัดการพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 3.จัดการน้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและ 4.จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบ Single Command เพื่อใช้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ ส่วนเป้าหมายที่จะดำเนินการในระยะยาว ประกอบด้วย 1.การพัฒนาระบบคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และระบบเตือนภัย 3 พันล้านบาท 2.การฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท 3.กำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานให้เป็นแก้มลิงประมาณ 2 ล้านไร่ ในฤดูน้ำหลากด้วย และ 4.การจัดสร้างและปรับปรุงโครงข่ายระบายน้ำขนาดใหญ่ของประเทศ วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท

สศก.ชี้ภาวะเศรษฐกิจภาคเกษตรปี 55 คาดขยายตัวร้อยละ 4.5-5.5

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2554 และแนวโน้มปี 2555 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ประมาณการอัตราการเติบโตของภาคเกษตรในปี 2554 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 ภาคเกษตรเติบโตได้ในระดับสูง แต่จากปัญหาอุทกภัยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมได้ขยายเป็นวงกว้างครอบคลุมพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ และผลผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด ส่งผลให้ภาคเกษตรเริ่มหดตัวลงในไตรมาสที่ 3 และหดตัวต่อเนื่องมากขึ้นในไตรมาส 4

ซึ่งเมื่อจำแนกเป็นรายสาขาพบว่า มี 3 สาขาที่มีการขยายตัว ได้แก่ สาขาพืช มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 สาขาปศุสัตว์ การผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 และสาขาป่าไม้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 และมีสาขาที่หดตัว 2 สาขา ได้แก่ สาขาประมง หดตัวลดลงร้อยละ 2.6 และสาขาบริการทางการเกษตรหดตัวลงร้อยละ 0.7 เนื่องจากผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงครึ่งปีหลัง

นายอภิชาติ จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2555 ว่า จะขยายตัวต่อเนื่องอยู่ในช่วงร้อยละ 4.5-5.5 ภายใต้สภาพดินฟ้าอากาศที่เป็นปกติ ไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย รวมทั้งไม่มีปัญหาแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดต่าง ๆ โดยสาขาพืชมีทิศทางเติบโตได้ดี เนื่องจากราคาพืชส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิตมากขึ้น สำหรับสาขาปศุสัตว์ยังคงขายตัวได้ดีต่อเนื่องจากการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ และได้มาตรฐาน รวมถึงราคาที่อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนสาขาประมงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน

โดยสาขาพืชคาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 6.3-7.3 ทั้งข้าว อ้อยโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่วนสาขาปศุสัตว์คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.6-1.6 เนื่องจากราคาผลผลิตดี โดยเฉพาะกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง สำหรับสาขาบริการทางการเกษตรคาดว่าในปี 2555 จะมีแนวโน้มการขยายตัวไปในแนวทางที่ดี เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน ทำให้มีการจ้างบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0-2.0 เนื่องจากมีการตัดไม้ป้อนโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ และใช้ในการก่อสร้าง ภายหลังเศรษฐกิจภายในประเทศพื้นตัวจากอุทกภัย ส่งผลให้อุตสาหกรรมไม้ เครื่องเรือน และไม้ก่อสร้างขยายตัวตามไปด้วย

ศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบล โมเดลทางรอดใหม่สู้ภัยพิบัติ

“สิ่งสำคัญ คือเราจะต้องทำให้ชาวบ้านอยู่ให้ได้โดยไม่ต้องพึ่งถุงยังชีพ แต่เขาจะต้องอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ด้วยการช่วยเหลือตนเอง และได้การช่วยเหลือกันและกัน”

โกเมศร์ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้กล่าวในงานเวทีชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย งานนี้จัดขึ้นโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีภาคีเครือข่ายภารประชาชนเข้าร่วมสะท้อนบทเรียนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เรื่องราวของการสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ โดยเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากได้ถูกนำมาเป็นหัวข้อหลักในการพูดถึง

นอกจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้จะเป็นภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยแล้ว เมื่อหลายปีก่อนกลับมีเหตุการณ์มหาภัยพิบัติที่คนไทยมีอาจจะลืมเลือนได้เช่นกัน คลื่นยักษ์สึนามิที่กวาดชายฝั่งทะเลภาคใต้สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเจ็บปวดในครั้งนั้นยังฝังแน่นอยู่ในความรู้สึกของคนไทย หากแต่นอกเหนือจากความเจ็บปวด กลับมาสิ่งที่ดีงามในการช่วยเหลือกันของเพื่อนมนุษย์ในยามเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้นและนี่เป็นที่มาของการทำงานอย่างเข้มแข็งของเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้

“พวกผมเป็นองค์กรภาคประชาชนที่รวมตัวกันตั้งแต้เกิดสึนามิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีจิตอาสาทั้งคนที่ประสบภัยและไม่ได้ประสบภัย เราได้วางแผนการทำงานร่วมกันเพื่อที่จะลงไปทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนั้น ซึ่งจากกลุ่มเล็กๆ ก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น และจากการช่วยเหลือกันในกลุ่มเล็กๆ ก็ทำให้เราสามารถขยายการช่วยเหลือไปในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรามีบทเรียนในการที่จะไปช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ ได้เยอะขึ้นด้วย เราเรียกการทำงานของพวกเราว่า ทฤษฏีดอกไม้บาน ดอกไม้หุบ หรือการนำชาวบ้านเข้ามาล้อมการทำงานของท้องถิ่น” ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้เล่าถึงที่มาที่ไปในการทำงานของกลุ่ม

การทำงานของโกเมศร์และกลุ่มกลายเป็นที่กล่าวขวัญในมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาเนื่องเพราะการทำงานอย่างเต็มที่ จริงใจ รอบคอบและประสบการณ์ที่รอบด้านไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องในตำบลบางระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม หรือการลงไปช่วยเพื่อนผองน้องพี่ที่ตำบลหัวไผ่ จังหวัดสิงห์บุรี โกเมศร์บอกว่าเมื่อบทเรียนในการช่วยเหลือและแผนในการช่วยเหลือชัดจะทำให้ประชาชนปลอดภัย

“บทเรียนที่ผ่านมาในการลงไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อครั้งเกิดสึนามิ ทำให้กลุ่มของพวกเรามีความเข้มแข็งและมีความเชี่ยวชาญที่จะช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องในภาคอื่นๆ ที่ประสบมหาอุทกภัยในครั้งนี้ได้ ซึ่งการช่วยเหลือจะเกิดผลขึ้นได้นั้นไม่ใช่เพราะกลุ่มของพวกผมแต่จะต้องเป็นการจัดการของคนในท้องถิ่นของแต่ละที่เอง ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องภัยพิบัตินั้นเราต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกในการจัดการกับพื้นที่เสี่ยงภัย เรื่องของจุดพักพิงและเรื่องของระบบเตือนภัย และที่สำคัญคือควรสร้างให้มีอาสาสมัครในการจัดการเรื่องภัยพิบัติ ในระบบตำบล เราต้องมีแนวทางในการป้องกันและการช่วยเหลือฟื้นฟู ซึ่งที่ภาคใต้เราทำไปแล้ว 70 กว่าพื้นที่ ผมเชื่อว่าคนในตำบลเดียวจัดการเรื่องภัยพิบัติไม่ได้เราจะต้องหนุนเสริมกันในการทำงาน “ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ระบุ

การสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ภัยพิบัติระดับตำบลเป็นหนึ่งบทเรียนและเป็นอีกหนึ่งข้อเสนอที่ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ต้องการให้ทุกพื้นที่ทุกตำบลในประเทศไทยทำให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง ซึ้งแนวทางในการจัดตั้งศูนย์จัดการภัยพิบัติระดับตำบลนั้นจะประกอบไปด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างท้องที่คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระดับท้องถิ่นคือ ผู้บริหารในระดับท้องถิ่นทั้งสมาชิกและเจ้าหน้าที่ และชุมชนคือกลุ่ม องค์กร และชาวบ้าน ที่จะมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลประสบการณ์ องค์ความรู้และภูมิปัญญาในการวางแนวทางป้องกันและและการเตรียมรับกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในอนาคต

นอกจากนี้แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงของเครือข่ายในการจัดการภัยพิบัติทั้งในระดับจังหวัดและในระดับพื้นที่เพื่อสร้างให้เกิดการพัฒนากลไกในการประสานงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในเรื่องของทรัพยากร เครื่องมือ การพัฒนาอาสาสมัคร ระบบการสื่อสารและระบบการเตือนภัย

ผู้ใหญ่โกเมศร์บอกเล่าบทเรียนให้ฟังอีกว่าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติแนวทางในการช่วยเหลือและการศึกษาข้อมูลในพื้นที่และการประสานงานกับผู้นำและประชาชนในท้องที่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่คนจะเข้าไปให้การช่วยเหลือจะต้องทำการศึกษาและเรียนรู้ “แนวทางในการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยที่อาสาสมัครและหน่วยงานต่างๆ จะต้องร่วมกันเรียนรู้คือ 1. เราจะต้องสนับสนุนอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติที่ผ่านการฝึกการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติของเครือข่ายพร้อมด้วยอุปกรณ์ทั้งเรือ เสื้อชูชีพ เชือก และวิทยุสื่อสาร ในการปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

2. อาสาสมัครหรือหน่วยงานที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจะต้องมีข้อมูลทางกายภาพ และข้อมูลแผนที่พร้อมทั้งต้องวางแผนในการกำหนดภารกิจร่วมกัน 3. ก่อนอาสาสมัครหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงไปปฏิบัติภารกิจจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ และเมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วจะต้องมีการสรุปผลการปฏิบัติงานทุกวัน 4. เมื่อจบสิ้นภารกิจแล้ว เครือข่ายและอาสาสมัครจะต้องร่วมกันสรุปบทเรียนการดำเนินงานเพื่อยกระดับการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้หากอาสาสมัครหรือหน่วยงานไหนนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ท้องที่อื่นๆ ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งต่อไป” ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้กล่าวทิ้งท้าย

ดูเหมือนสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสะท้อนบทเรียนในการจัดการภัยพิบัติหลากหลายเครือข่ายในครั้งนี้นั้น คือการพุ่งเป้าและให้ความสำคัญไปสู่พลังของท้องถิ่น หลายฝ่ายมองว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในการจัดการภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป ก็คือการทำให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถจัดการและดูแลตนเองได้ แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดรัฐเองก็ต้องเต็มใจในการมอบดาบให้ชุมชนและท้องถิ่นได้จัดการตนเองได้อย่างแท้จริงนั่นเอง