มติชนออนไลน์

ครม.เด้งข้อเสนอ"มิ่งขวัญ" ปล่อยกู้โรงสีอุ้มข้าวเหนียว

มติชน 2 ก.ค. 51 - "มิ่งขวัญ"หน้าแตกอีก ครม.เด้งข้อเสนอให้ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้โรงสีเอกชนไปจ่ายค่ารับซื้อข้าวเปลือกเหนียว อ้างไม่สมควร ให้ไปหารือในคณะ กก.ข้าวใหม่ "สมศักดิ์-บรรยิน" จับมือซักค้าน ด้าน ธ.ก.ส.ไม่กล้าปล่อยกู้ หลักทรัพย์ค้ำประกันต่ำ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้แก่โรงสีศิริภิญโญ แล้วเห็นว่าการจะให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อแก่โรงสีดังกล่าวถือเป็นเรื่องไม่สมควร ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ไม่เคยปล่อยกู้ในลักษณะนี้

นางสาวศุภรัตน์กล่าวว่า ข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว สืบเนื่องจากโรงสีแห่งนี้ได้เข้าไปช่วยรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวจากเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ ตามที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มอบหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาให้ชาวนาที่มีการชุมนุมปิดถนนเรียกร้องให้รัฐรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวในช่วงที่ผ่านมา ในลักษณะของการใช้ข้าวเปลือกเหนียวที่ โรงสีรับซื้อจากเกษตรกร ในช่วงวันที่ 25 พฤษภาคม-16 มิถุนายนนี้ ประมาณ 40,000 ตัน เป็นหลักประกันการขอสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วน เพื่อให้โรงสีแห่งนี้นำเงินจ่ายให้แก่เกษตรกรที่โรงสีค้างชำระ 6,321 ราย วงเงิน 366 ล้านบาท ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ธ.ก.ส. และธนาคารไทยพาณิชย์ (ผู้ให้กู้เดิมของโรงสีแห่งนี้) ร่วมกันตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวเปลือกเหนียวที่โรงสีแห่งนี้รับซื้อไว้

นางสาวศุภรัตน์กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์กลับไปหารือในที่ประชุม คณะกรรมการ กขช. อีกครั้งว่าจะมีวิธีการใดที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหานี้ รวมทั้งให้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) พิจารณาแก้ไขปัญหานี้ด้วย รวมทั้งเร่งวางแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินด้วย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในระหว่างการประชุม ไม่ได้มีการลงลึกข้อมูลเกี่ยวกับโรงสีศิริภิญโญว่าใครเป็นเจ้าของ แต่เท่าที่ทราบช่วงที่เกิดปัญหาราคาข้าวเปลือกเหนียวตกต่ำ โรงสีหลายแห่งไม่สามารถรับซื้อได้ เนื่องจากมีปริมาณข้าวเปลือกเหนียวจำนวนมาก รวมถึงมีปัญหาความชื้นเกิน 30% โรงสีศิริภิญโญจึงเสนอตัว ว่าพร้อมจะช่วยเหลือรับซื้อข้าวให้ โดยไม่มีเงื่อนไข แต่เมื่อดำเนินการไปแล้วเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่อง

ถามว่า เป็นความจริงหรือไม่ที่โรงสีแห่งนี้เป็นของนักการเมืองรายหนึ่ง นายณัฐวุฒิไม่ตอบคำถามอะไร อ้างเพียงแค่ว่าไม่มีข้อมูลเหมือนกัน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในระหว่างการพิจารณา รัฐมนตรีหลายคนต่างแสดงความเห็นคัดค้านที่จะให้ ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อให้กับโรงสีแห่งนี้ เนื่องจากการกรณีนี้เกิดขึ้นจากราคาข้าวเปลือกเหนียวตกต่ำ และอธิบดีกรมการค้าภายในชักชวนโรงสีแห่งนี้ไปรับซื้อราคาตันละ 8 พันบาท ความชื้น 30% โดยรับปากเกษตรกรจะจ่ายเงินใน 15 วัน แต่เมื่อถึงเวลาไม่มีเงินจ่าย จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์แจ้ง ธ.ก.ส.ขออนุมัติสินเชื่อเพื่อนำเงินไปจ่ายหนี้ จึงถูกคัดค้านในที่ประชุม ครม. เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และราคารับซื้อดังกล่าวขัดมติ ครม.ที่ให้ซื้อข้าวความชื้นไม่เกิน 20% ในราคาตันละ 7 พันบาท นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ได้แจ้งว่า คุณภาพข้าวในโรงสีแห่งนี้ ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อตามวงเงินที่โรงสีและกระทรวงพาณิชย์เสนอมา เนื่องจากนำหลักทรัพย์มาค้ำเพียง 2 ล้านบาท แม้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์เจ้าหนี้โรงสีดังกล่าวจะยืนยันว่าเป็นลูกค้าชั้นดี และกรมการค้าภายในจะชี้แจงว่าโรงสีแห่งนี้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวเปลือกเหนียวก็ตาม

"การพิจารณาเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด โดยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทักท้วงว่า มติ กขช. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่ใช่การเสนอเรื่องให้ขอเงินไปช่วยเหลือโรงสี แต่นายกฯ มอบหมายให้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธ.ก.ส. ไปร่วมกันตรวจสอบจำนวนข้าวเปลือกเหนียวและคุณภาพข้าวที่ยังเหลืออยู่ในสต๊อคของโรงสีเท่านั้น ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซักถามข้อมูลมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าทำไมการดำเนินงานเรื่องนี้ต้องเป็นโรงสีศิริภิญโญ" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า โรงสีศิริภิญโญอ้างว่า เก็บข้าวเปลือกเหนียวที่ซื้อจากเกษตรกรไว้ในโรงสี 7 แห่ง ซึ่งนอกจากข้าวเปลือกเหนียว 3 หมื่นกว่าตัน ยังมีข้าวสารเหนียว 856 ตัน ปลายข้าวหักใหญ่ 177 ตัน และปลายข้าวหักเล็ก 27 ตัน อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่ได้ร่วมตรวจสอบตามมติ กขช. มีเพียงหนังสือยืนยันว่า โรงสีศิริภิญโญได้นำข้าวเปลือกและข้าวสารเหนียวเป็นหลักประกันสินเชื่อเก็บไว้ที่โรงสีศิริภิญโญแห่งเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า โรงสีศิริภิญโญ ตั้งอยู่ที่ 8/2 หมู่ 4 ดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นของนายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ แต่เมื่อโทรศัพท์ถึงนายพิเชษฐ มีผู้หญิงที่แจ้งว่าเป็นภรรยาของนายพิเชษฐรับสาย อ้างว่านายพิเชษฐเดินทางไปจีน แต่ไม่แน่ใจว่าร่วมเดินทางไปกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ ที่เดินทางร่วมกับคณะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไปเมืองจีนหรือไม่

วันเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเหนียวนาปรังปี 2551 ชาวเชียงใหม่ ประมาณ 200 คน ร่วมกับเกษตรกรบางส่วนจาก จ.ลำพูน ชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทวงถามและติดตามค่าข้าวเปลือกเหนียว ที่เกษตรกรจำหน่ายให้แก่โรงสีศิริภิญโญ จ.ฉะเชิงเทรา ที่มารับซื้อข้าวตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่เกษตรกร 3,308 ราย ยังไม่ได้รับเงิน 115,352,508 บาท

"พาณิชย์" สอบแผนการตลาด "โลตัส"

สงสัย "โรลแบ๊ค" ค้าไม่เป็นธรรม ผู้ซื้อติดใจไม่มีสินค้าตามโฆษณา

มติชน 2 ก.ค. 51 - กรมการค้าภายในตั้งท่าสอบข้อเท็จจริงรายการส่งเสริมการขาย "โรลแบ๊ค" หลังผู้ผลิตสินค้าเข้าห้าง ร้องขายต่ำกว่าทุน ไม่เป็นธรรมทางการค้า ขัดแนวปฏิบัติไกด์ไลน์ธุรกิจค้าปลีก ขณะที่ผู้บริโภคโวยซื้อสินค้าไม่ได้ตามที่โฆษณาไว้ อ้างหน้าตาเฉยของมีจำนวนจำกัด-ขายหมดแล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมดำเนินการค้าไม่เป็นธรรมของรายการส่งเสริมการขาย "โรลแบ๊ค" ของห้างเทสโก้โลตัส ซึ่งถูกกว่าราคาปกติหลายเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 ว่าไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามที่ห้างโฆษณาไว้ โดยอ้างว่าสินค้ามีจำนวนจำกัดหรือขายหมดแล้ว

นอกจากนั้น ยังได้รับการร้องเรียนจากผู้ผลิตสินค้าบางรายการว่า แคมเปญส่งเสริมการขายของห้างโลตัส ผิดกฎหมายตามแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ไกด์ไลน์) สำหรับธุรกิจค้าปลีก ในประเด็นการขายต่ำกว่าทุน หรือกดราคาขายต่ำกว่าราคาที่ผู้ผลิตจัดจำหน่ายเอง ทำให้กระทบต่อการค้ากับพันธมิตรรายอื่นๆ

"บางรายการสินค้าขัดกับภาวะความเป็นจริง อย่างน้ำมันพืชในแคมเปญโรลแบ๊คขายขวด (ขนาด 1 ลิตร) ละ 36 บาท ต่ำกว่าราคาแนะนำที่ผู้ผลิตแจ้งไว้กับกรม ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันพืชเองก็กำลังยื่นเรื่องขอปรับขึ้นราคาจากต้นทุนการผลิตเกิน 42 บาท/ขวด จึงจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกเกิน 50 บาท/ขวด ไม่เช่นนั้นอาจจำเป็นต้องปิดกิจการ ซึ่งกรณีนี้ถือ ว่าเข้าข่ายทำลายตลาดโดยการดั๊มพ์ราคาขาย ประชาชนก็ร้องเรียนไปแล้วไม่ได้ของ ก็ต้อง ซื้ออย่างอื่นแทน ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน"

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะที่การยกร่างกฎหมายค้าปลีกไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมร่างเดิม หรือดำเนินการยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ หรือยุติการเสนอร่างกฎหมายแต่จะเข้มงวดการใช้ไก๊ด์ไลน์ค้าปลีกให้มากขึ้นเพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประสบปัญหาผู้ผลิตไม่กล้าจะแสดงตัวเพื่อร้องเรียนผู้ประกอบการค้าปลีก เพราะกลัวว่าจะถูกถอดสินค้าออกจากห้าง จึงเป็นเพียงการให้ข้อมูลทางลับ

ส่วนกรณีประชาชนร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะเสนอให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ใช้ไก๊ด์ไลน์ในการคุมการค้าให้เป็นธรรม แม้ในไกด์ไลน์ค้าปลีกจะไม่มีการกำหนดบทลงโทษ แต่หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษ ตามมาตรา 29 ว่าด้วยปฏิบัติการค้าไม่เป็นธรรม ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

สำหรับสาระสำคัญ 8 ข้อหลักของไก๊ด์ไลน์ธุรกิจค้าปลีก ประกอบด้วย 1.การกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม คือ ขายต่ำกว่าทุน หรือการซื้อขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาปกติในท้องตลาด 2.การเรียกผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม 3.การคืนสินค้าที่ไม่เป็นธรรม 4.การใช้สัญญาขายฝากที่ไม่เป็นธรรม 5.การบังคับซื้อหรือขายหรือชำระค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม 6.การใช้พนักงานของบริษัทผู้ผลิตสินค้าให้ผลิตสินค้าให้โดยไม่เป็นธรรม 7.การปฏิเสธซื้อสินค้าที่สั่งให้ผู้ผลิตผลิตให้ เช่น สั่งผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ 1 แสนชิ้น แต่รับซื้อจริงเพียง 2 หมื่นชิ้น เป็นต้น และ 8.การปฏิบัติไม่เป็นธรรมของผู้ค้าปลีกที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

มหา"ลัยขอนแก่นโชว์ผลวิจัย ข้าวฟ่างหวานผลิตเอทานอล

มติชน 4 ก.ค. 51 - เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม รศ.ดร.ประสิทธิ์ ใจศีล รองคณบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวภายในการประชุมระดมความคิดเพื่อกำหนดกรอบการวิจัยเรื่อง "การวิจัยและพัฒนาพืชพลังงานที่ไม่ใช่พืชอาหาร" ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจะสูงขึ้นถึงลิตรละ 50-60 บาท แม้รัฐบาลจะหันมาส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ ที่มีส่วนผสมของเอทานอล E 20 และ E 85 แต่อย่าลืมว่าการส่งเสริมการใช้ต้องควบคู่กับการหาวัตถุดิบอื่นๆ นอกจากอ้อย เพราะหากคนหันมาใช้มากก็มีโอกาสที่จะขาดแคลนในอนาคตได้

รศ.ดร.ประสิทธิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 2.5 ล้านบาท ในการศึกษาโครงการวิจัยการผลิตเอทานอลจากข้าวฟ่างหวาน เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน โดยพบว่าลำต้นของข้าวฟ่างหวาน เมื่อนำมาคั้นเป็นน้ำจะมีประสิทธิภาพเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยหากนำมาผ่านกระบวนการหมักด้วยยีสต์จะผลิตเอทานอลได้สูงถึง 65-70 ลิตรต่อข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน ซึ่งไม่แตกต่างจากการนำอ้อยมาผลิตเป็นเอทานอล นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ทดลองปลูกข้าวฟ่างหวานกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ อุดรธานี ขอนแก่น กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ พบว่า สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไร่ 5-12 ตัน ภายในระยะเวลา 3 เดือน ขณะที่อ้อยจะเก็บเกี่ยวได้ต้องใช้เวลาถึง 1 ปี สำหรับต้นทุนการผลิตยังถูกกว่าเพียง 650 บาทต่อข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน ส่วนอ้อยมีต้นทุนการผลิตสูงถึงตันละ 750 บาท

"ข้าวฟ่างหวานยังมีปัญหาเรื่องผลผลิตต่อไร่ยังน้อยกว่าอ้อยมาก เนื่องจากอ้อยเก็บเกี่ยวได้สูงถึงปีละ 15-20 ตันต่อไร่ แต่ข้าวฟ่างหวานเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละ 5 ตันต่อไร่ จึงจำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจะพัฒนาจากสายพันธุ์ปัจจุบัน คือ สายพันธุ์ มข.40 ให้ได้สายพันธุ์ลูกผสมที่ดียิ่งขึ้น คาดว่าภายใน 1 ปี จะสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูงถึงปีละ 20 ตันต่อไร่" นักวิจัยกล่าว และว่า หากสามารถปรับปรุงพันธุ์สำเร็จจะยื่นข้อมูลการศึกษาทั้งหมดให้หน่วยงานภาครัฐ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำแปลงสาธิตเผยแพร่ให้เกษตรกรรับทราบต่อไป รวมทั้งจะเสนอให้กระทรวงพลังงานช่วยสนับสนุนนโยบายเรื่องราคาในการปลูก และรับซื้อเพื่อผลิตเอทานอลให้จูงใจภาคอุตสาหกรรมหันมาผลิตกันมากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา
มติชน 7 ก.ค. 51

หมายเหตุ - รายงานชิ้นนี้คัดย่อมาจากบทความของ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะนำเสนอในการสัมมนาวิชาการประจำปีของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 31 ประจำปี 2551 วันพุธที่ 9 กรกฎาคม ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนค่อนข้างมาก ขณะที่การบริโภคน้ำมันของทั้งโลกที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จาก 77.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี ค.ศ.2001 เป็น 83.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี ค.ศ.2005 (Scholtens and Wang (2008)) โดยมีสาเหตุมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา และโดยเฉพาะจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของอุปสงค์น้ำมันดิบในประเทศจีนและอินเดีย อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศนี้

ความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทย ได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน ช่วงระหว่าง ค.ศ.1981-2000 ความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยในอัตรา 8.6% ต่อปี โดยภาคอุตสาหกรรมไทยมีความต้องการใช้น้ำมันคิดเป็นประมาณ 29.8% ของอุปสงค์ต่อพลังงานขั้นสุดท้าย (Total final energy demand) ทั้งหมดของประเทศในปี ค.ศ.1981 และเพิ่มขึ้นเป็น 32.4% ในปี ค.ศ.2000

ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งเป็นภาคที่มีส่วนแบ่งของความต้องการใช้พลังงานสูงที่สุด มีการขยายตัวของส่วนแบ่งความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายจาก 46.1% ในปี ค.ศ.1981 มาเป็น 47.6%

ประเทศไทยซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดและเป็นประเทศเล็ก อีกทั้งยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก จึงยากที่ประเทศไทยจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และผลสืบเนื่องที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ ปัญหาเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย และปัญหาการว่างงานที่มักจะเกิดขึ้นภายหลังวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกในแต่ละครั้ง

สำหรับการศึกษานี้ จะเน้นเฉพาะเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบจากความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่จะมีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทย รวมทั้งนัยเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก

ความสำคัญของพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศต่อระบบเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมากตลอดมา โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละปี พลังงานรวมขั้นสุดท้ายที่ใช้เพื่อการบริโภคในประเทศ (final modern energy consumption) นั้น เป็นพลังงานที่ได้มาจากการนำเข้า (commercial primaryenergy import (net)) คิดเป็นสัดส่วนสูงมากกว่า 90% ของพลังงานขั้นสุดท้ายที่ใช้เพื่อการบริโภคทั้งหมดในประเทศ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการ คือ ประเทศนั้นๆ มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานขั้นต้นเพื่อใช้ในการบริโภคในประเทศเป็นอย่างมาก และ/หรือการแปรรูปพลังงานเบื้องต้น (primary energy) ไปเป็นพลังงานขั้นสุดท้าย (final energy) ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะพบว่าเพิ่มสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าช่วงปีตั้งแต่ พ.ศ.2543 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันดิบในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับพลังงานอื่นๆ นั่นเอง

และในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยได้มีการนำเข้าพลังงานเมื่อเทียบกับ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็มีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงและผันผวนมากขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากสถิติข้อมูลของราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ย 15.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ.2538 มาอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 86.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ.2550

ผลจากความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลก ทำให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นตัดสินใจใช้นโยบายตรึงราคาจำหน่ายน้ำมันในประเทศผ่านกลไกเครื่องมือของรัฐ คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยตรึงราคาน้ำมันขายปลีกในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม พ.ศ.2547 และตรึงราคาน้ำมันดีเซลอย่างเดียวต่อไปอีกถึงมิถุนายน 2548 โดยใช้วิธีการกู้เงินจากสถาบันการเงิน และใช้วิธีออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนเข้ามาอุดหนุนราคาน้ำมัน ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สูงถึง 82,988 ล้านบาท

ผลจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยในปี พ.ศ.2549 คิดเป็นเงิน 596 พันล้านบาท และเมื่อรวมกับการนำเข้าพลังงานอื่นๆ ทั้งหมดแล้ว ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าพลังงานสุทธิโดยรวมของไทยในปี พ.ศ.2549 สูงเป็น 9% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

โครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไทย

เหตุผลที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมาก เนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายที่เป็นพลังงานเชิงพาณิชย์ที่สูงกว่าที่สามารถผลิตได้เอง ซึ่งพลังงานเชิงพาณิชย์ ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสัดส่วนความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายที่เป็นพลังงานเชิงพาณิชย์สูงถึง 82.6% ขณะที่พลังงานใหม่และหมุนเวียนจะมี 17.4% ในปี พ.ศ.2549 อย่างไรก็ตาม น้ำมันสำเร็จรูปจะมีสัดส่วนการใช้ในประเทศไทยสูงที่สุดเท่ากับ 50% พลังงานใหม่และพลังงานหมุนเวียนเท่ากับ 17% ไฟฟ้า 17% ถ่านหิน 12% และก๊าซธรรมชาติ 4%

ความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่จะมาจากสาขาเศรษฐกิจใหญ่ๆ จำนวนสามสาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมการผลิต (คิดเป็น 38%) สาขาขนส่ง (36%) และสาขาบ้านอยู่อาศัย (14%) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะคิดเป็น 88% ของความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของทั้งประเทศไทยในปี พ.ศ.2549

โครงสร้างราคาและภาษีพลังงานในประเทศไทย

สูตรราคาน้ำมันที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประกอบด้วย ราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีกที่สถานีบริการ โดยที่ราคาหน้าโรงกลั่นจะประกอบด้วย ราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่นบวกด้วยภาษีสรรพาสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ส่วนราคาขายปลีกที่หน้าสถานีบริการจะเท่ากับต้นทุนราคาน้ำมันที่โรงกลั่น (ประมาณ 55% ของราคาขายปลีก) บวกด้วยภาษีต่างๆ ตามที่กล่าวไปแล้ว (ประมาณ 35%) และค่าการตลาดของผู้ค่าน้ำมัน (ประมาณ 10%) ทั้งนี้ ทำให้ในแต่ละปี รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีพลังงานเป็นจำนวนมาก

เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนของรายได้รัฐบาลจากพลังงานแต่ละประเภทสำหรับปี 2550 จะเห็นว่า รายได้จากภาษีสรรพสามิตเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ที่สุด มีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 46% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมดจากพลังงาน

แบบจำลองและผลการศึกษา

แบบจำลองที่ใช้ในการศึกษานี้ ได้พัฒนามาจากแบบจำลอง dynamic general equilibrium model เพื่อใช้ศึกษาผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีต่อเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย และจากแบบจำลองของการศึกษาสามารถแสดงได้ ดังนี้ สมมุติว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนสูงมากขึ้นเท่ากับ 1 หน่วย ค่าความเบี่ยงเบน (standard deviation) ของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกแล้ว จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาค ดังนี้

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้น้ำมันดิบ

ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลิตต้องทำการลดการใช้ปริมาณน้ำมันดิบให้น้อยลงจากแนวโน้มในระยะยาว โดยขนาดการลดลงของความต้องการใช้น้ำมันดิบนำเข้าในไตรมาสแรกภายหลังเกิดความผันผวนของราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เท่ากับประมาณ 0.7% จากแนวโน้มระยะยาว ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหาแนวโน้มในระยะยาว

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ปัจจัยทุน

ผู้ประกอบการผลิตมีการใช้ปัจจัยทุนลดลงทันทีจากแนวโน้มในระยะยาวในไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 2.5% เนื่องจากปัจจัยทุนเป็นปัจจัยการผลิตที่ต้องใช้ประกอบกับปัจจัยการผลิตประเภทน้ำมันดิบนั่นเอง

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงชั่วโมงการทำงาน

ผู้ประกอบการผลิตจะทำการลดชั่วโมงการทำงาน (หรือการจ้างแรงงาน) ลงทันทีจากแนวโน้มระยะยาวในไตรมาสที่ 1 เท่ากับประมาณ 2.3%

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าผลผลิต

จะส่งผลให้การใช้ปัจจัยการผลิตทุกชนิดลดลงจากแนวโน้มในระยะยาว และส่งผลทำให้มูลค่าของผลผลิตโดยรวมในประเทศมีค่าลดลงด้วย โดยจะลดลงประมาณ 4% ในไตรมาสที่ 1 ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่แนวโน้มในระยะยาว

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับการบริโภคของภาคเอกชน

ระดับการบริโภคของภาคเอกชนจะลดลงทันทีในไตรมาสที่ 1 เท่ากับประมาณ 2.5%

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภาระหนี้ของภาครัฐ

จะมีผลทำให้ครัวเรือนมีรายได้น้อยลง และทำให้ลดการถือพันธบัตรรัฐบาลลงด้วย

-ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

เนื่องจากต้องใช้เงินเพื่อนำเข้าน้ำมันเป็นมูลค่าที่สูงขึ้น ทำให้ต้องลดการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศลง ส่งผลให้ครัวเรือนถือพันธบัตรต่างประเทศลดน้อยลงในช่วงแรกๆ

กรรมของไก่

เกร็ดต่างแดน
มติชน 7 ก.ค. 51

คนชอบไก่ หรือคนชอบเลี้ยงไก่ในบ้านเรา

อาจจะไม่ค่อยเจอปัญหาแบบนี้

แบบว่า... ไก่ส่งเสียงขัน จนเพื่อนบ้านทนฟังไม่ได้

แต่ที่เมืองทิชิโน่ ทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีแล้วนะ

มิหนำซ้ำ นี่ยังเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานถึง 5 ปี

กระทั่งเพิ่งได้ "ข้อยุติ" เมื่อไวๆ นี้เอง

เรื่องก็มีอยู่ว่า มีไก่เลี้ยงของบ้านหลังหนึ่ง ที่ชอบส่งเสียงขันตอนดึกดื่นเป็นประจำ จนเพื่อนบ้านแถบนั้นนอนกันไม่หลับ

และมีหลายบ้านร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยจัดการ

ตอนแรกตำรวจก็สั่งให้เจ้าของไก่ "ขังไก่" ไว้ในกรง

มันจะได้ไม่เที่ยวเดิน ส่งเสียงขัน ให้ชาวบ้านแถวนั้นรำคาญหู

แต่ปรากฏว่าวิธีนี้ก็ไม่ได้ผล ยังมีจดหมายร้องเรียนเข้ามาอีก

ล่าสุด ตำรวจเลยสั่งให้เจ้าของไก่ ต้อง "ขังไก่" ไว้ในกรง ซึ่งเป็น "กล่องเก็บเสียง" มีความหนาอย่างน้อย 3 นิ้ว

และบุด้วยกระจกเก็บเสียง

โดยคุณไก่ต้องเข้าไปอยู่ในกล่องตั้งแต่เวลา 4 ทุ่มไปจนถึง 7 โมงเช้า

ใครที่ชอบบ่นว่า เกิดเป็นคนช่างมีกรรม

เราว่า เกิดเป็นไก่ ช้ำหนักกว่าอีกนะ

ขนาดอยากจะขัน ...อยากจะร้องตอนไหน ก็ไม่มีสิทธิ

จีทูจี-ประกันราคาข้าว

สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม wutsara@matichon.co.th มติชน 16 ก.ค. 51

การประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือ นายกฯออกมาเบรกข่าวการระบายข้าวในสต๊อครัฐบาล 1.1 ล้านตัน จากที่มีอยู่ 2.1 ล้านตัน

ทำให้นักการเมืองบางคนต้องผิดหวัง ที่พยายามผลักดันให้ประมูลขายข้าวของรัฐบาลให้ผู้ส่งออกบางรายไม่สำเร็จ เลยอดค่าหัวคิวค่าข้าวตันละ 20-30 เหรียญสหรัฐ

โดยนายกฯย้ำในที่ประชุมว่าหากจะระบายข้าวสต๊อครัฐบาลจริงๆ ก็จะดำเนินการเองในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ "จีทูจี" ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว ในสถานการณ์ขณะนี้

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการ "เตะหมูเข้าปากหมา" หรือไม่

เพราะยังข้องใจว่าผู้ที่ไปเจรจาขายข้าว "จีทูจี" นั้นเป็นใคร

หากเป็นคณะกรรมการจัดจำหน่ายและระบายข้าว ที่มี "นัที เปรมรัศมี" รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีความเชี่ยวชาญในเจรจาการค้าขายมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ เพราะการเจรจาการค้าการขายนั้นจะต้องมีกลยุทธ์และชั้นเชิงพอสมควร หากทะเร่อทะร่าจะขายให้ได้ท่าเดียว ก็อาจทำให้ไทยตกเป็นเบี้ยล่าง และเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้ง่ายๆ

น่าเสียดายที่ในการประชุม กขช. ในวันที่ 9 กรกฎาคมนั้น เดิมทีจะมีหารือถึงการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการจัดจำหน่ายและระบายข้าวใหม่ โดยจะให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยดูแล แต่ปรากฏว่าที่ประชุม กขช.ไม่ได้หารือกันถึงเรื่องดังกล่าว

หรืออาจเป็นเพราะยังติดใจกับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์บางคน ที่เคยบอกว่าการขายแบบจีทูจีอาจขัดรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะ มาตรา 84(1) ที่ระบุว่า "สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด.... และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน"

แต่หากดูประโยคถัดมาในมาตราดังกล่าว ที่ระบุว่า "เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม"

ดังนั้ นการขายข้าวแบบจีทูจีจึงน่าจะทำได้ เพราะไม่ใช่ขายแข่งกับเอกชน แต่ค้าขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลและ ไม่ใช่รัฐบาลไปขายข้าวให้เอกชนผู้นำเข้า

นอกจากนี้การขายจีทูจีเป็นการยกระดับราคาข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 84(8) ที่ระบุว่า "คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด..."

ดังนั้น การขายข้าวแบบจีทูจีจึงไม่น่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84(1) ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับ มาตรา 84(8) ด้วย

อีกเรื่องที่ กขช.หารือกันก็คือ แนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายและมาตรการในการดูแลราคาข้าว โดยให้ศึกษานโยบายประกันราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำ ที่จะอิงราคาตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็นหลัก

รวมทั้งจะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานหลักในการรับประกันราคาข้าวเปลือก โดยจะต้องประกาศราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำล่วงหน้าก่อนฤดูเพาะปลูก

ทั้งนี้ อาจต้องให้ชาวนาจ่ายค่าพรีเมี่ยมในการประกันราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำด้วย

แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การศึกษา แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าการนำนโยบายประกันราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำมาใช้ จะยิ่งวุ่นวายและโกงกันมากกว่าการรับจำนำด้วยซ้ำ

นอกจากนี้การประกันราคาข้าวขั้นต่ำอาจเข้าข่ายเป็นการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือ (subsidy) ซึ่งจะผิดกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้

และหลายสิบปีก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็เคยใช้การประกันราคาขั้นต่ำมาแล้ว นอกจากจะมีการโกงกันมโหราฬแล้ว รัฐบาลต้องนำงบประมาณจำนวนมากมาชดเชย

อย่างเช่นเมื่อปี 2519 ที่รัฐบาลต้องหาเงินกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท ไปชดเชยการขาดทุนจากการประกันราคาข้าวดังกล่าว

จึงอยากให้ศึกษาการประกันราคาข้าวอย่างรอบด้าน มิเช่นนั้นหากนำนโยบายนี้กลับมาใช้อีก อาจทำให้ระบบค้าข้าวปั่นป่วนวุ่นวาย และเสียหายมากกว่าเดิม

สผ.ตีกลับอีไอเอโรงถลุงเหล็กสหวิริยา

มติชน 17 ก.ค. 51 - เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณา รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการโรงถลุงเหล็กแห่งใหม่ของเครือสหวิริยา จำกัด ในเขตพื้นที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ทางบริษัทสหวิริยาได้ถอนอีไอเอกลับไป 2 ครั้ง เพราะรายละเอียดยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วนถึง 8 ประเด็น รวมทั้งยังมีปัญหาการคัดค้านโครงการของชาวบ้านในพื้นที่ ระหว่างการพิจารณานั้น มีชาวบ้านบางสะพานประมาณ 200 คน มารอฟังอยู่อาคาร สผ.ด้วย

นายชนินทร์ ทองธรรมชาติ รองเลขาธิการ สผ. ในฐานะประธานการประชุม ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มชาวบ้านที่เดินทางสังเกตการณ์ส่งตัวแทนจาก 5 ตำบล จำนวน 20 คน เข้าชี้แจงประเด็นหรือความกังวลต่อ คชก.ด้วย ขณะที่ตัวแทนจากทางบริษัทสหวิยาได้นำสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่รำพึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 20 คนเข้าชี้แจง

นายสันติ บุญประคับ ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) กล่าวว่า จากการอ่านเอกสารประกอบการพิจารณาอีไอเอฉบับล่าสุด พบว่ายังไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถตอบคำถามที่ทาง สผ.เคยส่งกลับให้สหวิริยาทบทวนรวม 8 ประเด็นได้ โดยเฉพาะผลกระทบต่อทรัพยากร ป่าชายเลน ป่าพรุ และระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ซึ่งยังมีข้อมูลร้องเรียนจากชาวบ้านว่าบริเวณอ่าวแม่รำพึงมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งวางไข่ของปลาทู โดยอีไอเอยังขาดรายละเอียด และไม่มีการวิจัยยืนยันว่าจะลดผลกระทบจากน้ำเสียที่จะปล่อยลงทะเลหรือไม่ ส่วนปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอีไอเอระบุว่าพื้นที่รอบรัศมีโครงการ 5 เมตร ต้องมีการชี้แจงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโรงงาน โดยเจ้าของโครงการสามารถนำอีไอเอไปเปิดเป็นข้อมูลให้กับชาวบ้านได้รับทราบ

ครม.เห็นชอบประกาศ11ประเภทกิจการรุนแรงให้อีก3อยู่ในดุลพินิจบอร์ดสวล.

นายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า นอกจากการเห็นชอบประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือบอร์ด สวล.แล้ว ยังเห็นชอบให้อีก 3 ประเภทกิจการ ที่ต้องอยู่ในดุลพินิจบอร์ด สวล. และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ชุดต่างๆ พิจารณาว่าเป็นโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงหรือไม่ โดยเสนอเป็นรายพื้นที่หรือรายโครงการ คือ

1.โครงการหรือกิจการที่ต้องทำรายงานอีไอเอและอยู่ในพื้นที่หรืออาจ ส่งผลกระทบกับพื้นที่แหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี หรือแหล่งประวัติศาสตร์ตามกฎหมาย รวมทั้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1โดยยกเว้นโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ที่ขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่เดิมที่ได้รับอนุญาตมาก่อน เว้นแต่โครงการมีผลกระทบต่อชุมชนเป็นที่ประจักษ์ในเวลา 3 ปี นับจากวันที่ยื่นประทานบัตรใหม่

2.การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิมเพื่อกัน คลื่นหรือกระแสน้ำในทะเล 3.การถมทะเล หรือทะเลสาบนอกเขตชายฝั่งเดิม ไม่รวมการพื้นฟูสภาพชายหาด กรณีที่ตั้งในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น ซึ่งประเภทนี้แยกย่อยออกมาจาก 1 ใน 11 รายการที่ประกาศเป็นโครงการรุนแรง

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบตามบอร์ด สวล.พิจารณาการประกาศเป็นโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1.เตาเผาขยะติดเชื้อ 2.การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก หรือการผันน้ำระหว่างประเทศ ยกเว้น กรณีภัยพิบัติหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ที่เป็นการดำเนินการชั่วคราว 3.ประตูระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก ส่วนโครงการหรือกิจการที่ไม่เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้แก่ การชลประทาน และการสูบน้ำเกลือใต้ดิน

โฉ่ไม่หยุดถึงคิวขายแป้งมัน 1,500 ล้าน กมธ.พาณิชย์ฯร่อนหนังสือฟ้อง"มาร์ค"ยกเลิกสัญญาส่อเอื้อ บ.จากจีน

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า ในวันที่ 2 กันยายน 2553 คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค่าต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง กรณีที่กรมการค้าต่างประเทศได้อนุมัติระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล 3 ชนิด (ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเหยีวขาว และข้าวขาว 5%) จำนวน 1 ล้านตันว่าได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและราคาที่เหมาะสมหรือไม่ โดยให้นายมนัส สร้อยพลอย มาชี้แจงด้วยตนเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในวาระการพิจารณาของคณะ กรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาคือกรณีกรมการค้าต่างประเทศได้ทำ สัญญาขายแป้งมันสำปะหลังกับบริษัท ไชน่ามาลีน จำกัด ของประเทศจีน จำนวน 136,000 ตัน ในราคาตันละ 10,660 บาท (ประมาณ 1,449.7 ล้านบาท) แบบ G to G เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อ 4 พฤษภาคม 2553 ในขณะที่ราคาแป้งมันในท้องตลาดขณะนั้นอยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน คณะกรรมาธิาการตั้งข้อสังเกตว่าการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้เกิดความเสีย หายอย่างมาก และทำไมกรมการค้าต่างประเทศไม่ยกเลิกสัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 คณะกรรมาธิการฯโดยนายพฤติชัย วิริยะโรจน์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณายกเลิกสัญญาการซื้อขายแป้งมันจากประเทศจีน โดยให้เหตุว่าจะทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียบหายว่า 500 ล้านบาท และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายทุจริต เอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีดังกล่าวด้วย

ไทยกระจายรายได้อันดับแย่ของโลก ทั้งปท.เสียภาษีแค่2.3ล้านคน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี ในหัวข้อ "ยกเครื่องเศรษฐกิจการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม" โดยนายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า ปัญหาการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำในสังคมนับจากปี 2535 ถือว่าแตกต่างกันสูงมาก หากดูในแง่รายได้ของคนรวย 20% แรก แต่มีเม็ดเงินรายได้สูงถึง 54% ของรายได้ของประเทศ ขณะที่คนจน 20% สุดท้ายของประเทศ มีรายได้รวมกันเพียง 4.8% ของรายได้รวม

เมื่อพิจารณาจากฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรยังพบ ว่า มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 64 ล้านคน และในจำนวนที่ยื่นแบบเสียภาษี มีผู้เสียภาษีจริงเพียง 2.3 ล้านคน ขณะที่อีกประมาณ 7 ล้านคน ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่มีจำนวนมาก และยังพบว่าในรายละเอียดของผู้เสียภาษีจริงนั้น มีเพียง 6 หมื่นคนเท่านั้น ที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด 37%

"สะท้อนว่าประเทศไทยมีปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มคนรวยเพียง ไม่กี่คน และเพียงไม่กี่คนที่เลี้ยงคนทั้งประเทศเช่นกัน" นายสาธิตกล่าว

นายสาธิตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับการกระจายรายได้ของไทยยังอยู่ในอันดับแย่ของโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 50 ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังเป็นห่วงและพยายามหาแนวทางในการลดความเหลือม ล้ำผ่านนโยบายต่างๆ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการให้ได้ภายในปี 2560

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอตั้งแต่ปี 2535 พบว่า การกระจายรายได้ของประเทศไทยไม่ได้ดีขึ้น โดยพบว่าประชาชน 50-60% ทำงานนอกระบบซึ่งมีความเสี่ยงสูงและมีรายได้ไม่แน่นอน ขณะที่ภาคธุรกิจก็ยังมีความไม่เทียมกันระหว่างบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม การลงทุนกับที่ไม่ได้รับการส่งเสริม ทั้งที่ 90% ของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมตั้งใจเข้ามาลงทุนในไทยอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ก็ตาม ขณะที่ภาษีสรรพสามิตยังมีความไม่เป็นธรรมสูง แม้จะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันก็ยังจัดเก็บอัตราต่างกัน เช่น สุรา เบียร์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีอุปสรรคในข้อกฎหมายและการตีความต่างๆ ด้วยที่มองว่ารัฐบาลควรต้องเร่งแก้ไข