มติชนสุดสัปดาห์

โรงสีขานรับจำนำนาปรัง1มี.ค. แลกยืดเวลาส่งมอบข้าวนาปี จี้รัฐอย่ารีบโละสต๊อก5ล.ตัน

โรงสีสนองนโยบาย พร้อมเปิดรับจำนำข้าวนาปรัง 1 มี.ค. แลกผ่อนผันเวลาส่งมอบข้าวสารนาปี ประเมินข้าวนาปรังไม่เกิน 8 ล้านตัน แนะรัฐอย่ารีบปล่อยสต๊อก 5 ล้านตัน เชื่อราคาข้าวจะกลับมาเป็นขาขึ้น

นายวิชัย ศรีนวกุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย และบริษัท โรงสี เจริญผล จำกัด เปิดเผยภายหลังประชุมสมาคมว่า ในวันที่ 31 มกราคมนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เรียกสมาคมหารือและเตรียมความพร้อมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2555 ซึ่งรัฐบาลกำหนดเปิดรับจำนำต่อเนื่องทันที กรอบเวลารับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 สิ้นสุดวันที่ 29 มกราคม 2555 และกำหนดกรอบรับจำนำข้าวนาปรัง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมถึง 31 พฤษภาคม 2555 ในราคาข้าวเปลือกเจ้า 100% ตันละ 15,000 บาท และไม่จำกัดจำนวน

นายวิชัยกล่าวว่า โรงสีสมาชิกสมาคมส่วนใหญ่พร้อมจะเข้าโครงการรับจำนำนาปรัง แต่ขอให้รัฐบาลผ่อนผันหลักเกณฑ์การส่งมอบข้าวสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารของโครงการรับจำนำข้าวนาปี จากเดิมกำหนดส่งมอบภายใน 7 วันหลังมีคำสั่งสีแปร ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับหรือขึ้นบัญชีดำไม่สามารถรับจำนำข้าวในฤดูกาลต่อไปได้ และพิจารณาว่าจะส่งมอบทั้งต้นข้าวและปลายข้าวเหมือนนาปี หรือยกเลิกส่งมอบปลายข้าวเหมือนในอดีต เพราะต้องมีการเตรียมความพร้อมต่อการระบายปลายข้าว หากไม่ต้องส่งมอบเข้าโกดังหลวง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้โรงสีเข้าโครงการไม่ได้เต็มพื้นที่จนกระทบต่อการรับจำนำนาปรังได้

"ประเมินว่าผลผลิตข้าวนาปรังปีนี้น่าอยู่ที่ 7-8 ล้านตันข้าวเปลือก เพราะหลายพื้นที่ยังเจอผลกระทบจากน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำ และเชื่อว่าราคาข้าวไม่น่าจะต่ำกว่านี้แล้ว ส่วนข้าวเปลือกนาปีที่เข้าโครงการน้อยเพียง 6 ล้านตัน จากคาดการณ์ไว้กว่า 10 ล้านตัน คงต้องไปทบทวนและตรวจสอบการขึ้นทะเบียนของเกษตรกรที่มีมากในช่วงประกันรายได้ว่าเป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวจริงหรือไม่ เพื่อไม่ให้ตัวเลขรับจำนำนาปรังผิดพลาดอีก" นายวิชัยกล่าว

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ : ปัญหาความมั่นคง 2555

ยุทธบทความ
สุรชาติ บำรุงสุข

"ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม-การเมือง เท่าๆ กับเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา หรือทางอุตุนิยมวิทยา"
Peter Hough
Understanding Global Security (2008)

ในโลกของความมั่นคงเก่า เราไม่เคยสนใจกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติในฐานะของการเป็นแหล่งของภัยคุกคาม

ในยุคสมัยเช่นนั้น ปัญหาความมั่นคงถูกวางน้ำหนักไว้กับเรื่องของภัยคุกคามทางทหาร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือรัฐเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทางทหาร โดยมีรัฐข้าศึก (ผู้เป็นเจ้าของกองทัพข้าศึก) เป็นเป้าหมายหลัก

ดังนั้น แม้จะรับรู้ในความเป็นจริงว่า ความผันผวนทางธรรมชาติเป็นแหล่งของภัยพิบัติขนาดใหญ่ แต่การต่อสู้ของรัฐก็ถูกวางน้ำหนักไว้กับเรื่องของภัยคุกคามจากรัฐข้าศึก โดยเน้นอยู่กับเรื่องของการป้องกันและรักษาเอกราชและบูรณภาพแห่งรัฐ

และแม้นว่ารัฐจะต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่เพียงใดก็ตาม แต่ภัยเช่นนี้ก็ถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงปัญหาทางธรรมชาติ และไม่ได้ถูกนำมาผูกโยงเป็นปัญหาความมั่นคงแต่อย่างใด

แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของโลกจากการยุติของสงครามเย็น อันเป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศรวมชาติของเยอรมนีในเดือนพฤศจิกายน 2532 ทำให้เกิดการเปิดกว้างในมิติของการพิจารณาว่าอะไรหรือปัญหาใดเป็นประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคต

ผลจากสภาพเช่นนี้ทำให้เกิดความหลากหลายอย่างมากกับสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นความมั่นคงในโลกปัจจุบัน

และหนึ่งในประเด็นเหล่านั้นก็คือปัญหา "ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" หรืออาจจะจัดเป็นแนวคิดในส่วนที่ว่าด้วย "ภัยคุกคามทางธรรมชาติต่อความมั่นคง" (Natural Threats to Security)

และสำหรับบางคนแล้ว ภัยคุกคามเช่นนี้เป็นดั่ง "การกระทำของพระเจ้า" (The Acts of God) เพราะเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้แล้ว มนุษย์แทบจะรับมือกับปัญหาเช่นนี้ไม่ได้แต่ประการใด

ดังคำกล่าวของ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ว่า "เราไม่สามารถหยุดยั้งพลังของธรรมชาติได้เลย แต่สิ่งที่เราสามารถทำและจะต้องทำก็คือ การป้องกันไม่ให้พลังดังกล่าวก่อให้เกิดภัยพิบัติทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจขนาดใหญ่" (Kofi Anan, 1999)

ตัวแบบของปัญหาภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในโลกร่วมสมัย โดยจัดอันดับจากการเสียชีวิตของประชาชน ได้แก่

1) สึนามิ

2) แผ่นดินไหว

3) ระดับสูง/ต่ำผิดปกติของอุณหภูมิในอากาศ

4) น้ำท่วม

5) พายุ

6) ดินถล่ม

7) ไฟป่า

8) ภูเขาไฟระเบิด

ถ้าแยกกรณีของภัยพิบัติในกรณีของสึนามิออกจากภัยพิบัติอื่นๆ เนื่องจากไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งแล้ว เราจะพบว่าในอดีตนั้น สิ่งที่คร่าชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากได้แก่ ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหว

แต่ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เราเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ก่อความเสียหายในวงกว้างมากขึ้น ได้แก่ ปัญหาพายุ ไม่ว่าจะเป็นพายุไซโคลน หรือพายุทอร์นาโดก็ตาม

หรือวันนี้ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ เช่น กรณีของคลื่นความร้อนที่ก่อให้เกิดความร้อนอย่างรุนแรงก็คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมากในยุโรปในปี 2546

และในปี 2547 โลกได้เห็นปรากฏการณ์ความรุนแรงจากกรณีสึนามิ และมีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 30,000 คน พร้อมๆ กับความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมขนาดใหญ่

หรือในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏการณ์สึนามิในญี่ปุ่นก็ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในวงกว้างเช่นกัน

ผลของความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้นักความมั่นคงบางส่วนเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมระหว่างประเทศจะต้องยอมรับว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นปัญหาความมั่นคงของโลก เพื่อที่ทำให้เกิดการกำหนดนโยบายความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความตระหนักเช่นนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเตรียมแผนรองรับในลักษณะของ "แผนบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ" (Natural Disaster Relief Plan) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เพื่อลดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

แน่นอนว่า ข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลของประเทศต่างๆ อย่างมาก เพราะรัฐบาลโดยทั่วไปมักจะคิดถึงปัญหาภัยพิบัติว่าเป็นเรื่องของปัญหาทางธรรมชาติมากกว่าปัญหาความมั่นคง

แต่สถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาที่เกิดจาก "การกระทำของพระเจ้า" ดังกล่าวแล้ว ทำให้เกิดการพิจารณาถึงปัญหาในบริบทของงานความมั่นคงมากขึ้น

เพราะเมื่อปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้น ในด้านหนึ่งย่อมก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และในอีกด้านหนึ่งก็กระทบต่อสถานะของตัวรัฐบาลและความมั่นคงของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี หรือจะดูจากภาพรวมในบริบทของโลกก็ดูจะไม่แตกต่างกันที่ความร้ายแรงของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ก็มีมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น การตระเตรียมแผนรองรับต่อปัญหาเช่นนี้ทั้งในระดับประเทศและในระดับระหว่างประเทศจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง

เพราะจะคิดว่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติในแต่ละปี เป็นเพียงความ "โชคร้าย" ของสังคมหรือของผู้คนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

หากจะต้องคิดว่า ปัญหานี้เป็นภาพสะท้อนหนึ่งของปัญหาสังคมการเมืองในอีกด้านหนึ่งด้วย

ดังจะเห็นได้จากการวิจัยของสหภาพกาชาดระหว่างประเทศ (The International Federation of Red Cross หรือ IFRC) ถึงการเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกับอัตราการสูญเสียของประชากรจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น

ดังจะเห็นได้ว่า ในระยะเวลา 10 ปี จากปี 2534 ถึงปี 2543 มีประชาชนในประเทศที่มีการพัฒนาสูงเสียชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้อยกว่าผู้ที่เสียชีวิตจากปัญหาดังกล่าวในประเทศที่มีการพัฒนาในระดับกลาง

และจะเสียชีวิตน้อยกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบจากกรณีเดียวกันในประเทศที่มีการพัฒนาในระดับต่ำ

ตัวเลขของอัตราผู้เสียชีวิตในข้างต้นอาจจะทำให้เราตีความได้ว่า เงินสามารถซื้อความมั่นคง (ความปลอดภัย) ได้ในระดับหนึ่งจากการคุกคามของภัยธรรมชาติ

เพราะสังคมที่มีระดับการพัฒนาสูง มักจะเป็นสังคมที่มีความมั่งคั่งมากกว่า

แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็อาจจะต้องยอมรับว่าในสังคมที่มีการพัฒนามากกว่า ก็สะท้อนให้เห็นถึงระบบบริหารจัดการที่ดีกว่า

และอีกด้านหนึ่งก็เป็นปัญหาของการพัฒนาทั้งทางกฎหมายและการทำแผนสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ที่สามารถส่งผลต่อการกำหนดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ

ดังนั้น ปัญหาเช่นนี้จะโทษแต่เพียงธรรมชาติก็คงไม่ถูกทั้งหมด ตัวอย่างเช่น โครงสร้างของตึกหลายชั้นในอินเดียนั้น มีไม่มากกว่าร้อยละ 10 ที่มีการก่อสร้างถูกแบบแผนและมีมาตรฐานที่สามารถรองรับต่อปัญหาแผ่นดินไหวได้จริง

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาก็ถูกสร้างให้เกิดความเชื่อว่า ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติของประเทศในซีกโลกใต้ (The South) ซึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนานั้น จะสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีหรือความช่วยเหลือทางเทคนิคจากประเทศในซีกโลกเหนือ (The North) เป็นต้น

แต่ในสถานการณ์จริงอาจจะพบว่า แม้ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ไม่อาจรับมือกับปัญหาเช่นนี้ได้จริง

ดังตัวอย่างกรณีพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Katrina Hurricane) ในปี 2548 ที่พัดกระหน่ำเมืองนิวออร์ลีนของสหรัฐอเมริกาและได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่

ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าแม้ประเทศที่พัฒนาแล้วและมีระบบเตือนภัยอย่างดี แต่เมื่อต้องเผชิญกับพายุขนาดใหญ่เช่นนี้ สหรัฐ ก็ต้องประสบกับความเสียหายอย่างมาก

ดังนั้น การกล่าวถึงเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะคิดแต่ว่าเป็นเรื่องของประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศยากจนเท่านั้นไม่ได้

เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เลือกว่าจะเกิดแก่ประเทศร่ำรวยหรือประเทศยากจน

หากแต่ประเทศยากจนอาจจะมีอัตราความเสี่ยงสูงจากปัญหาของการบริหารจัดการ และความขาดแคลนทรัพยากรในอันที่จะทำให้การรับมือเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การขับเคลื่อนในประเด็นปัญหาเช่นนี้ยังเห็นได้ชัดเจนเมื่อสหประชาชาติได้ออกข้อมติที่ 46/182 ในปี 2532 ด้วยการผลักดันให้ทศวรรษของปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.1990) เป็น "ทศวรรษสากลเพื่อการบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ" (The International Decade for Natural Disaster Relief หรือ INDNR)

และขณะเดียวกันก็สร้างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำข้อเสนอให้แก่สหประชาชาติในการผลักดันนโยบายและความร่วมมือเพื่อให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ให้ความช่วยเหลือแก่กันในยามต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม โครงการ INDNR ของสหประชาชาตินั้น มีลักษณะทางเทคนิค เช่น การจัดตั้งศูนย์และโครงการต่างๆ ดังตัวอย่างของ ศูนย์ติดตามไฟป่า (The Global Fire Monitoring Center) หรือโครงการติดตามพายุไซโคลนและสึนามิ เป็นต้น

องค์กรเหล่านี้เป็นความพยายามของสหประชาชาติในการผลักดันความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากการสิ้นสุดทศวรรษเพื่อการบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติของสหประชาชาติแล้ว องค์กรใหม่จึงถูกตั้งขึ้นในปี 2542 ได้แก่ "ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาภัยพิบัติ" (The International Strategy for Disaster Reduction หรือ ISDR) เพื่อเป็นผู้สืบทอดภารกิจของ INDNR และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในปี 2543 โดยหวังว่าองค์กรนี้จะทำหน้าที่โดยตรงในการลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากภยันตรายทางธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ที่จะเกิดแก่สังคม เศรษฐกิจ และตัวมนุษย์เอง

เรื่องราวเหล่านี้บ่งบอกถึงความพยายามในระดับโลกต่อการแก้ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และในอีกด้านหนึ่งก็บ่งบอกเช่นกันถึงการพิจารณาว่า ปัญหานี้ได้ถูกยอมรับว่าเป็นปัญหาความมั่นคงร่วมสมัย และเป็นปัญหาที่ก่อความเสียหายขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม หรือกับตัวมนุษย์ซึ่งเป็นผู้รับผลที่เกิดขึ้นโดยตรง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ยังส่งสัญญาณถึงแนวโน้มที่สำคัญอีกด้วยว่า ความเปราะบางของมนุษย์ต่อภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี

และแนวโน้มเช่นนี้ไม่มีท่าทีว่าจะลดลงแต่ประการใด และในอีกด้านหนึ่งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ความเปราะบางของมนุษย์นั้นไม่ใช่เป็นผลโดยตรงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากแต่เป็นผลจากความรู้สึกในจิตใจ

และที่สำคัญก็คือเป็นผลจากความอ่อนแอของมนุษย์เองในโลกสมัยใหม่

หากพิจารณากลับมาในบริบทสังคมไทยในปี 2555 แล้ว ก็เห็นคำตอบชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะคิดถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง

เพราะไม่มีหลักประกันว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติในปี 2554 นั้นจะหวนกลับมาเกิดขึ้นอีกในปี 2555 หรือไม่...

การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับ "การกระทำของพระเจ้า" จึงเป็นทางเลือกเดียว

แม้จะไม่ใช่คำตอบว่า เราจะรับมือได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันต่อการลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่จะเกิดอีกหรือไม่ในปี 2555

และอย่างน้อยความรุนแรงของพายุที่เกิดขึ้นกับฟิลิปปินส์ ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมากในช่วงปลายปี 2554 ก็คือคำเตือนที่ชัดเจนสำหรับการเตรียมตัวในปีหน้า!

คำเตือนพระยา "ปลอดประสพ" แสลงหู "คุณชายสุขุมพันธุ์"

ปีหน้าก็ท่วมอีก ล้านเปอร์เซ็นต์!! และไอเดียเพื่อไทย-นิวไทยแลนด์

นับเป็นญัตติสาธารณะที่เผ็ดร้อน สวนกระแส สร้างความตื่นตาตื่นใจ ระทึกขวัญคนกรุงเทพมหานคร มากที่สุด

เมื่อผู้เสนอญัติสาธารณะชื่อ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้สัมภาษณ์ในนามหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่แตกต่างจากรัฐมนตรีคนอื่น คือ "ขอบอกความจริง ว่าต้องทำใจ และหนีให้พ้นจากอุทกภัย"

เขาบอกด้วยว่า "กรุงเทพฯ น้ำจะท่วมหนัก จนเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก เพราะได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี"

ระดับความเลวร้ายที่ "ปลอดประสพ" คาดการณ์ จนถูกวิจารณ์ไปทั้งเมือง คือ กว่ากรุงเทพฯ จะเข้าสู่ภาวะปกติ กว่าน้ำทั้งหมดจะระบายลงสู่อ่าวไทยได้ทั้งหมด ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เป็นอย่างน้อย

ตามประสาลูกหลานพระยา เชื้อสายเจ้าเมืองชัยภูมิคนที่ 24 "หลวงอนุการนพกิจ" หรือ (ปรารภ สุรัสวดี) กับ คุณหญิงกรองทอง หัสดินทร ผู้เรียบเรียงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ "จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรี สุรเดช" ผู้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งกองทัพบกไทย"

ปลอดประสพ-ผู้บอกว่าตัวเองก็เป็น "พระยา" จึงบอกให้คนที่ถูกน้ำท่วม คิดให้สนุก ทำกับข้าวไว้กิน ดูทีวี ส่วนตัวเขาเอง จะไม่เป็นทุกข์ บางทีเขาอาจจะนอนอยู่ที่บนเรือแอร์เย็นฉ่ำ ที่ไหนสักแห่ง

จึงไม่ต่างจาก "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้สืบเชื้อสายจาก "จอมพล จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต"

บุคคลที่ "ปลอดประสพ" อ้างถึงในวาระแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่า "ไม่กล้า กลัวพลาด" ในการระบายน้ำลงคลอง คลองเปรม คลองแสนแสบ คลองบางลำพู คลองผดุงกรุงเกษมที่ต่อจากคลองแสนแสบ

"พระยาปลอดประสพ" จึงฝากคำไปบอก "คุณชายสุขุมพันธุ์" ว่า "เป็นผู้นำ ต้องใจกล้า"

ชุด ความจริงที่ "ผอ.ปลอดประสพ" บอกกับสาธารณะอีกอย่างคือ กรมชลประทาน ต้องบอกความจริงกับประชาชน และบอกปัญหากับรัฐบาล เรื่องน้ำท่วมทุ่ง ที่มีผลต่ออุทกภัยคราวนี้เกือบ 100%

"เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้น เพราะฝนมันตกเยอะมากกว่าเดิมถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำตกลงมาจากฟ้ามาอยู่บนดินตั้ง 2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ท่วมหมดทุกจังหวัด ตั้งแต่เชียงใหม่ พิจิตร สุโขทัย นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี เหลือ กทม. อยู่จังหวัดเดียวจะไม่ท่วมด้วยเหตุผลใด"

"จึงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หลีกหนีไม่ได้ ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลตื่นตัวช้าในการแก้ไขปัญหาจึงนำมาสู่สถานการณ์เช่นนี้"

ความสยองขวัญในปีนี้ยังไม่ทันสิ้นสุด "ปลอดประสพ" กระหน่ำคำนวณน้ำ ไปถึงปีหน้า ที่ฟันธงได้ว่า "ท่วมอีก...ล้านเปอร์เซ็นต์"

ทั้งฟ้าลิขิต ทั้งภูมิอากาศโลก คือสัญญาณและคำเตือน ให้ทุกคนต้องปรับตัว ปรับแผนการใช้ชีวิต

"เราอยู่ในช่วง climate change - การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ เราจะต้องปรับตัวเราให้เข้ากับธรรมชาติ ด้วยการออกแบบถนน สะพาน ทางเดินน้ำ ใหม่ทั้งหมด และปรับปฏิทินการเพาะปลูกใหม่...เพราะนี่คือลิขิตของธรรมชาติ"

"ถ้าเราไม่เปลี่ยน เราฝืน เราก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้น เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในยุค climate change ซึ่ง 20,000-30,000 ปี จะเกิดขึ้นสักครั้ง แต่ครั้งนี้รุนแรงมากกว่า เพราะเราไปข่มขืน ข่มเหงธรรมชาติมากไป"

หากปีหน้าน้ำท่วมประเทศไทยอีกครั้ง ตามคำทำนายของ "ปลอดประสพ" เขาขออาสาแก้ปัญหาอีกครั้ง ด้วยสารพัดแผนและโปรเจ็กต์ยักษ์ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผน "นิวไทยแลนด์"

แผนการของเขาเรื่องแรก คือ "การแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ผมจะเป็นคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต้องปรับโครงสร้างหลายอย่างของประเทศ ต้องมีระบบระบายน้ำเพิ่มขึ้นมาด้วย"

แผนการถัดมา "สำหรับถนนขาดที่ไหน ให้ทำเป็นสะพาน เพราะนั่นคือทางน้ำ สะพานขาดตรงไหน ต้องทำคอสะพานให้ยาวกว่าเดิม"

จากนั้น ต้องออกแบบสร้างถนนให้เป็นเขื่อน flood way ขนาดใหญ่ต้องสร้างขึ้นมา

ส่วนพื้นที่การเกษตร เมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องเปลี่ยนให้เป็น flood area พื้นที่ทิ้งน้ำ "ที่ไหนเกิดดินถล่ม มีน้ำไหลเป็นสีแดงเพราะเกิดจากการถล่มของหน้าดิน บริเวณนั้นห้ามคนไปอาศัย"

"ปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก เช่น ข้าว อาจต้องปลูกเร็วขึ้น 1-2 เดือน แต่การปลูกเร็วขึ้นจะทำให้มีปัญหาเรื่องการออกรวง เพราะมันเกี่ยวข้องกับแสง ดังนั้น เราต้องใช้กระบวนการทางพันธุกรรมไปปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ ให้สอดคล้องกับแสงที่เปลี่ยนแปลงไป"

ทั้งเรื่องพันธุ์ข้าว ระบบเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ และระบบปศุสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม แบบบ้านที่อยู่อาศัยจะถูก "ยกเครื่อง" ทั้งหมดถ้ายังมีชื่อ "ปลอดประสพ" เป็นรัฐมนตรี

"เหตุเกิดปีนี้ก็ดี สิ่งที่เกิดปีนี้มีความเสียหาย แต่ถือเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับการวางแผนในอนาคต"

"ในฐานะที่ผมเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ชื่อปลอดประสพ อาศัยรู้มาก ก็ต้องไปช่วยเขาเยอะ ข้ามกระทรวง ข้ามกรมกอง และจะใช้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบาย แปลงไปสู่เทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหา"

"เราจึงต้องคิดเรื่องยาอีก รวมถึงสร้างพืชพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ต้องออกแบบบ้านเรือนใหม่ ชั้นล่างต้องเป็นปูน รั้วต้องกันน้ำได้ และมีปั๊ม บ้านต่างจังหวัดที่อยู่ในทุ่งน้ำต้องมีอย่างน้อย 1 ชั้นครึ่ง หรือ แบบบ้านสมัยใหม่ น้ำลดก็อยู่บนดิน พอน้ำขึ้น ก็ลอยได้ โดยใช้วัสดุพิเศษ"

เมกะโปรเจ็กต์ในใจของ "ปลอดประสพ" คือ "โครงการที่จะเกิดขึ้นและเห็นเป็นรูปธรรม คือ ระบบระบายน้ำ โดยเฉพาะประตูระบายน้ำ ที่ออกแบบมาเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เปิดแล้วปิดไม่ได้ เพราะน้ำเชี่ยว จึงต้องเปลี่ยนแบบที่เปิดแล้วแม้น้ำเชี่ยวก็สามารถปิดได้ ถึงแพงขึ้นก็ต้องยอม การขุดลอกคูคลอง ต้องทำให้เต็มที่ เพื่อเป็นทางระบายน้ำ"

"อนาคตก็ต้องมีคลองเพิ่มขึ้นเท่ากับการตัดถนน เพราะวันนี้เห็นฤทธิ์เดชของน้ำแล้วว่าเป็นอย่างไร และยังต้องสร้างสะพานมโหฬารบนถนนหลวงชนบท ระบบเตือนภัยต้องทำให้ดีกว่าเดิม คันกั้นน้ำใน กทม. ต้องทำใหม่หมด"

โครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎหมาย จะถูกรวบรวม-เรียบเรียง-แก้ไขใหม่ ในนามรัฐบาลเพื่อไทย

"ทั้งกฎหมายการถมที่ดินจะต้องออกมา โดยการถมที่ดินจะต้องขออนุญาต กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของนิคมอุตสาหกรรมต้องเกิดขึ้น เพื่อกำหนดว่าจะสร้างที่ไหน รูปแบบนิคมจะเป็นอย่างไร เพราะเวลานี้พอเกิดเหตุขึ้นการเข้าไปในพื้นที่ลำบากมาก"

โครงสร้างกระทรวงน้ำ "ต้องเกิด" ปลอดประสพ-ยืนยัน "ควรจะเกิดมานานแล้ว ควรเก็บกรมชลประทานไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปัจจุบันมี 54 หน่วยงานที่ดูเรื่องน้ำ ผมเชื่อว่าจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในทางการเมือง เพราะพรรคเพื่อไทยมี 265 เสียง ประชาชนรองรับพอแล้ว"

ในฤดูน้ำหลาก ญัตติสาธารณะของ "ปลอดประสพ" ที่ฟังแล้วแสลงหูผู้มีอำนาจ อาจมีความจริงเจือปนมากที่สุด

ผลสะเทือน มหาอุทกภัย ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ข้าวขาดแคลน ราคาสูงขึ้น

รายงานพิเศษ

สํานักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติเตือนว่า ภัยพิบัติอันเกิดจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในเอเชีย โดยเฉพาะลุ่มน้ำโขงซึ่งเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ จะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น และเป็นการเพิ่มภาระให้กับชาวนา

ขณะนี้ไร่นา 15 ล้านเฮกตาร์ในไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว ต่างจมอยู่ในน้ำ และได้รับความเสียหายหรือตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายอย่างหนักภายใน 2 ปีนี้

โดยเฉพาะในประเทศไทย ประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก มีไร่นา 1 ล้านเฮกตาร์ หรือร้อยละ 10 ของพื้นที่ปลูกข้าวในไทย ได้รับความเสียหายเรียบร้อยแล้ว

ฝนตกหนักในลาวและกัมพูชา สร้างความเสียหายครั้งใหญ่

และระดับน้ำที่สูงขึ้นเริ่มเข้าไปท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงในเวียดนาม ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุดในเวียดนาม

มาร์กาเรตา วาห์ลสโตรม หัวหน้าสำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ ยอมรับว่าภูมิภาคเอเชียทั้งหมดจะประสบกับราคาข้าวที่แพงขึ้นเพราะพื้นที่ที่ปลูกข้าวได้มากที่สุด ได้รับความเสียหาย

ความเสียหายในปี 2554 นี้รุนแรงที่สุด และคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะกลับไปสู่ภาวะปกติได้

ความเสียหายจากน้ำท่วม เกิดขึ้นช่วงเวลาที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวจากกรณีที่รัฐบาลไทยใช้วิธีรับจำนำข้าวเพื่อเพิ่มรายได้ของชาวนา ส่วนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายตามลุ่มน้ำโขงตอนใต้ของเวียดนาม เป็นพื้นที่ผลิตข้าวครึ่งหนึ่งของประเทศ

โดยพื้นที่ดงทัป และอันเจียง ติดกับกัมพูชา เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเวียดนามเปิดเผยว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย บ้านเรือนได้รับความเสียหายมากกว่า 20,000 หลังคาเรือน และพื้นที่ไร่นาตกอยู่ในความเสี่ยง 99,000 เฮกตาร์

วอง ฮู เทียน จากสำนักควบคุมภัยน้ำท่วมและพายุในพื้นที่อันเจียง ยอมรับว่า "ปีนี้ผลผลิตทางเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้"

เช่นเดียวกับ เงียน เซย์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงเกษตร เวียดนาม กล่าวว่า

เฉพาะที่กัมพูชา มีพื้นที่ 330,000 เฮกตาร์ จมอยู่ในน้ำ โดยในจำนวนนี้มีพื้นที่มากกว่า 100,000 เฮกตาร์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ทั้งไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จึงล้วนสาหัส

โวน ทัง ชวน ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวของเวียดนาม กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมหนักปีนี้คือ ปริมาณฝนที่ตกลงมาหนักมากอย่างผิดปกติในไทยและลาวก่อนที่น้ำจะไหลสู่แม่น้ำโขง

หนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์ รายงานว่า ผลผลิตข้าวที่ได้รับความเสียหายเฉพาะในจังหวัดดงทัปแห่งเดียว มีมูลค่าถึง 2.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

วู เทียน กวาง สมาคมเกษตรกรจังหวัดดงทัปกล่าวว่า

อุทกภัยส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและการทำมาหากิน การเพาะปลูกของเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ในพื้นที่ของเรา และปัญหาที่สำคัญคือ การขาดแคลนน้ำดื่มและไฟฟ้า

วิน ชาย เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรกัมพูชาระบุว่า ปริมาณข้าวสำรองปีนี้ซึ่งคาดว่าจะขึ้นถึง 3 ล้านตัน มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยกัมพูชาส่งออกข้าวไม่มากนักจากปริมาณทั้งหมดของที่ผลิตได้

แต่ข้าวมีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 7.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

ไม่เพียงแต่ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เท่านั้นที่ประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัย หากฟิลิปปินส์ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ ย่อมส่งผลสะเทือนต่อการผลิตข้าวและราคาข้าวอย่างแน่นอน

สารพิษ "คู่" สังคมไทย (จบ)

ทวีศักดิ์ บุตรตัน
สิ่งแวดล้อม มติชนสุดสัปดาห์ 16-09-54

ลุงบุญสม มาดขาว ชาวไร่ยโสธร ปลูกไร่อ้อย แปลงผัก ทั้งกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาวและแตงกวา มานานกว่า 20 ปี ทุกครั้งที่เตรียมเพาะปลูกพืชเหล่านี้ จะซื้อยาฆ่าแมลงคาร์โบฟูรานและเมโทมิลติดมือมาด้วย

"คาร์โบฟูราน" เป็นยาเม็ดสีม่วงหยดใส่หลุมผักแตงกวา กะหล่ำปลี หรือหว่านในไร่อ้อย ป้องกันแมลงและตัวหนอนเจาะต้นกล้า

ส่วนเมโทมิลเอาไปผสมน้ำแล้วพ่นฆ่าแมลง ตัวหนอน

ตลอดช่วงที่ใช้ยาฆ่าแมลงมาเป็นเวลา 10 ปี ลุงบุญสมรู้สึกมึนงง ปวดหัว ตาลาย และเป็นไข้บ่อย ไปหมอก็ไม่หาย ขณะที่ภรรยา ป่วยกระเสาะกระแสะตลอดและมารู้อีกทีว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก

ลุงบุญสมตัดใจเลิกใช้สารเคมี หันมาทำไร่ด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ กำจัดแมลงด้วยวิธีธรรมชาติ หลังจากนั้น อาการเจ็บป่วยหายไปร่างกายแข็งแรงขึ้น

ทุกวันนี้ลุงบุญสมเป็นแกนนำชักชวนให้เพื่อนเกษตรกรหยุดใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชพร้อมกับชี้ให้เห็นว่ามันเป็นอันตรายทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค

กรณีลุงบุญสม เป็นหนึ่งในเหยื่อ "สารพิษ" กำจัดศัตรูพืชที่มีขายเกลื่อนทั่วเมืองไทย ซึ่งรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาพากันอนุมัติให้พ่อค้านำเข้ามาขายและการันตีให้เกษตรกรใช้กันอย่างแพร่หลาย

รัฐบาลมองแค่มุมเดียวว่า การแนะนำให้เกษตรกรใช้สารพิษเหล่านี้ หวังเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสียหายเนื่องจากแมลงตัวหนอนทำลายพืชไร่

แต่ในมุมที่เป็นผลลบ อันได้แก่พิษที่ซึมเข้าสู่ร่างกายเกษตรกร ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากพิษตกค้างสะสมในดินน้ำ และพิษที่ปนเปื้อนในพืชผลเกษตร รัฐบาลกลับไม่เคยให้ความสำคัญหรือเหลียวแลเอาใจใส่ใดๆ เลย

เฉพาะคาร์โบฟูรานนั้นนำเข้ามาขายนานแล้ว เกษตรกรถือเป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้าน ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าจะมีพิษอันตรายร้ายแรง เหมือนเช่น "ลุงบุญสม"

ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษวิทยา วิจัยค้นคว้าถึงผลกระทบของ "คาร์โบฟูราน" รวมถึงสารอื่นๆ ที่ใช้ในวงการเกษตรกันมากๆ คือ เมโทมิล อีพีเอ็นและไดโครโตฟอส พบว่า มีพิษร้ายแรงมากและเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกหยุดนำเข้าสารชนิดนี้พร้อมกับให้เกษตรกรเลิกนำไปใช้ในแปลงข้าวผักผลไม้

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีทางเกษตร ประกอบด้วยนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ร่วมกันศึกษาพบผลกระทบของสารเคมีทั้ง 4 ชนิดที่มีต่อชนิดและปริมาณแมลง หรือที่เรียกว่ากันความหลากหลายทางชีวภาพในแปลงคะน้า เป็นผักที่เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงอย่างเข้มข้น

ในธรรมชาติของแปลงคะน้า จะเห็นตัวหนอนแตนเบียนชอนไชกินของเหลวจากตัวหนอนกระทู้ผักหรือหนอนใยผัก รวมทั้งตัวห้ำซึ่งเป็นแมลงที่เป็นประโยชน์ที่คอยควบคุมแมลงศัตรูของผักคะน้า

อันเป็นปรากฏการณ์ระบบนิเวศที่สมดุล

แต่ถ้าใช้สารเคมีทั้ง 4 ชนิด คาร์โบฟูราน เมโทมิล อีพีเอ็น และไดโครโตฟอส เพื่อฆ่าแมลงศัตรู จำนวนแมลงที่เป็นศัตรูคะน้าลดลง แต่จำนวนตัวห้ำและตัวเบียนลดลงด้วย

หมายถึงว่า จำนวนแมลงศัตรูคะน้าและตัวห้ำตัวเบียนไม่สมดุลกัน เมื่อมีแมลงศัตรูเข้ามาในแปลงมากขึ้นก็จะไม่มีตัวห้ำและตัวเบียนคอยควบคุม

ผลที่ตามมาแมลงศัตรูจะเกิดการระบาดหนักและทำลายผักคะน้าจนเกิดความเสียหายอย่างมากเนื่องจากจำนวนตัวห้ำและตัวเบียนในรุ่นลูกรุ่นหลาน มีจำนวนน้อยลง และความสามารถในการแพร่พันธุ์มีน้อยกว่าแมลงศัตรูผักคะน้า

คาร์โบฟูราน ยังมีผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยตรง เพราะลักษณะเป็นเม็ดเหมือนเมล็ดพืช บรรดานกจะเก็บกิน

คาร์โบฟูรานหนึ่งเม็ดสามารถฆ่านกได้ เมื่อนกตาย สัตว์อื่นๆ ที่มากินซากนกจะได้รับพิษต่อ

นั่นเป็นผลกระทบทางระบบนิเวศ ทำให้วงจรธรรมชาติสะดุดเพราะสารพิษ

ในทางการแพทย์ ตรวจพบว่าเกษตรกรสัมผัสสารพิษคาร์โบฟูราน มีอาการวิงเวียน เหงื่อแตก อาเจียน ปวดหัว แสบตา กล้ามเนื้อเกร็ง เซลล์ตับแบ่งตัวผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก กลายพันธุ์ อสุจิตาย ทำลายเอนไซม์เยื่อหุ้มสมอง

ในการวิจัยที่ อ.ไชยปราการ และ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชผักผลไม้กันมากพบคาร์โบฟูรานตกค้างสูงสุดระหว่าง 0.018-0.269 ไมโครกรัมต่อลิตร

ที่สหรัฐอเมริกา ในปี 2548 พบว่าการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทำให้เกิดมะเร็งโรคปอด และความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเกษตรกรสัมผัสคาร์โบฟูรานมากกว่า 109 ครั้ง ต่อมาในปี 2552 สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกา ประกาศเลิกขึ้นทะเบียนและห้ามใช้คาร์โบฟูรานในพืชทุกชนิด เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปห้ามนำเข้าพืชผักจากประเทศที่ใช้สารพิษดังกล่าว

ขณะที่รัฐบาลไทยเปิดทางนำเข้าสารเคมีเหล่านี้อย่างเสรี มิหนำซ้ำหน่วยงานของรัฐบาลบางแห่งยังแนะนำให้ใช้สารพิษทั้งที่คนแนะนำรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นอันตรายทั้งชีวิตผู้คน สิ่งแวดล้อม

คนพวกนี้ใจดำอำมหิตจริงๆ

นำเข้า "สารพิษ" บทพิสูจน์ "ยิ่งลักษณ์" (1)

สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน

เสียงเรียกร้องของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกขอให้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระงับการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรง 4 ชนิด เป็นเสียงเรียกร้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

ถ้ารัฐบาลนี้ต้องการให้คนไทยมีความสุข สุขภาพแข็งแรง สิ่งแวดล้อมสวยงามและประเทศไทยคือครัวของโลก อย่างที่ประกาศไว้ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง

สารเคมี 4 ชนิด ได้แก่ คาร์บูฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น เป็นสารพิษชนิดร้ายแรงที่ประเทศต่างๆ เกือบค่อนโลก ประกาศเลิกใช้และห้ามนำเข้าเพราะพิสูจน์แล้วว่าเป็นอันตรายต่อคน พืช สัตว์และสิ่งแวดล้อม

แต่รัฐบาลไทยกลับมองไม่เห็น "พิษ" ที่แทรกอยู่ในสารเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าว จึงเป็นช่องว่างปล่อยให้บริษัทที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว นำเข้าสารพิษกันอย่างมโหฬาร

เมื่อปี 2553 กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้บริษัทสารเคมีนำเข้าสารพิษทั้ง 4 ชนิดเกือบ 7 ล้านกิโลกรัม

แบ่งเป็นคาร์โบฟูราน (Carbofuran) 5.3 ล้านกิโลกรัม เมโทมิล (Methomyl) 1.5 ล้านกิโลกรัม ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) 3.7 แสนกิโลกรัม และ อีพีเอ็น (EPN) 1.4 แสนกิโลกรัม

มาในปี 2554 แค่ช่วง 3 เดือนแรก รัฐบาลปล่อยให้สารพิษร้ายแรงดังกล่าว นำเข้าอีกเป็นจำนวนมาก

คาร์โบฟูราน 1,981,800 กิโลกรัม เมโทมิล 514,342 กิโลกรัม ไดโครโตฟอส 59,182 กิโลกรัม และอีพีเอ็น 96,000 กิโลกรัม

ความจริงแล้ว ตลอดทั้งปี 2553 สหภาพยุโรปหรืออียู ตรวจพบสารตกค้างในพืชผักถึง 22 ชนิดที่นำเข้าจากประเทศไทย

แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้กระทรวงเกษตรฯ นำเข้าสารพิษกันมโหฬาร

หรือเป็นเพราะผลประโยชน์แอบแฝง "อุดปาก" ใครหลายๆ คนในกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์?

มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าสารพิษปนเปื้อนในพืชผักมีผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคทั้งในระยะสั้นระยะยาว

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดลำดับชั้นสารพิษ กำหนดให้ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น เป็นสารพิษร้ายแรงระดับ 1 เอ และ 1 บี

คาร์โบฟูราน ทำให้เกิดอาการอาเจียน เสียการทรงตัว มองไม่ชัด เป็นสารก่อมะเร็งรุนแรง เซลล์ตับแบ่งตัวผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก กลายพันธุ์ อสุจิตาย ทำลายเอ็นไซม์ที่เยื่อหุ้มสมอง

เมโทมิล ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ชัก เป็นพิษต่อหัวใจ ฮอร์โมนเพศชายลดลง ทำลายท่อในลูกอัณฑะ ทำลายดีเอ็นเอ ทำให้โครโมโซมผิดปกติ เป็นพิษต่อม้าม

ไดโครโตฟอส เป็นพิษต่อยีน ชักนำให้กลายพันธุ์ เกิดเนื้องอก ก่อมะเร็ง พิษต่อไต พิษเรื้อรังต่อระบบประสาท ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง เจ็บเหมือนเข็มแทง มือเท้าอ่อนล้า

อีพีเอ็น ทำให้ท้องเสีย แน่นหน้าอก มองไม่ชัด สูญเสียการทรงตัว ไอ ปอดบวม หยุดการหายใจ ทำลายระบบประสาท ไขสันหลังผิดปกติ น้ำหนักสมองลดลง

นี่คืออันตรายของสารพิษทั้ง 4 ชนิดที่รัฐบาลชุดที่แล้วๆ อนุญาตให้บริษัทต่างๆ นำเข้ามา โดยใช้ชื่อทางการค้าในหลากหลายชื่อ และปล่อยให้บริษัทต่างๆ โฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรเห็นว่า สารเคมีอันตรายเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก หนึ่งในแกนนำที่เรียกร้องให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ระงับการนำเข้าสารเคมีอันตรายดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า กรมวิชาการเกษตรกำลังจะอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรง ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกห้ามใช้ โดยผ่านการพิจารณาไปแล้วสองขั้นตอน คือขั้นตอนที่หนึ่ง การทดลองเบื้องต้น เพื่อดูข้อมูลพิษเฉียบพลันและพิษตกค้าง

ขั้นตอนที่สอง การทดลองใช้ชั่วคราว เพื่อทราบข้อมูลพิษระยะปานกลางและเรื้อรังรวมถึงพิษตกค้าง เหลือเพียงการพิจารณาขั้นสุดท้ายคือขั้นตอนที่สาม เป็นการประเมินผลเพื่อจะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย คณะกรรมการจากกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะอนุญาตให้ผ่านในเร็วๆ นี้

"หากอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจริง จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ของไทยไปต่างประเทศ เพราะอียูเคยตรวจพบสารเหล่านี้ในผักของไทยหลายชนิด และสั่งให้ยกเลิกการนำเข้าไปแล้ว" นายอุบลเตือน

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เสนอ 3 ข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

1.ยุติการนำเข้าและขึ้นทะเบียนสารพิษทั้ง 4 ชนิด เพราะมีเอกสารวิชาการและงานวิจัยจากแพทย์ยืนยันอันตรายชัดเจน 2.ให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลที่มาขอยื่นทะเบียนสารพิษดังกล่าว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกิดพิษ และให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาขึ้นทะเบียน เพื่อความโปร่งใส ให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบได้

3.ให้ควบคุมการโฆษณาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเข้มงวด ป้องกันเกษตรกรตกเป็นเหยื่อโฆษณาเกินจริง

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทั้งหมดนี้ รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" จะรับฟังนำไปพิจารณา "ระงับ" การนำเข้าหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

ถึงเวลานั้น การตัดสินใจจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลชุดนี้ห่วงใยสุขภาพสิ่งแวดล้อมและต้องการให้ไทยเป็น "ครัวของโลก" หรือเป็นแค่คำหาเสียง "ลวง" หลอก?

เกษตรกรกลับบ้าน

โลกหมุนเร็ว
เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง

สําหรับคนชั้นกลางอย่างผู้เขียนที่ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือจ้างคนสวน ที่ทางแม้พอมีให้ปลูกต้นไม้เอาสีเขียวไว้พักสายตา และได้รับความชุ่มชื้นอยู่บ้างก็มักจะรกอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพราะใช้วิธีอยากได้ต้นอะไรก็ไปเอามาปลูกทีละต้น ทั้งไม้ดอก ไม้ผล ไม้ประดับ ช่วงไหนจ้างคนสวนรายวันมาตัดแต่งบ้างก็พอดูได้ขึ้นมาหน่อย และว่าที่จริง ต้นไม้ที่เห็นอยู่นั้นก็ฝีมือคนอื่นในครอบครัว มิใช่ฝีมือตนเอง เพราะว่าผู้เขียนปลูกต้นไม้ไม่เป็น

เกิดมาก็อยู่กรุงเทพฯ แล้ว ไม่มีท้องไร่ท้องนาหรือเรือกสวนให้ได้สะสมเรียนรู้เรื่องของธรรมชาติ ไม่รู้หรอกว่าต้นไม้ชนิดนี้ชอบแดด ชนิดนี้ไม่ชอบ ชนิดนี้ชอบชื้น ชนิดนี้ชอบแห้ง

ดังนั้น เมื่อมะม่วงที่ปลูกไว้ต้นเดียวหลังบ้านไม่ออกลูกเลยตั้งแต่ปลูกมาได้สิบปี ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน บ่นดังๆ ว่าไม่ออกลูกสักทีเดี๋ยวก็ฟันทิ้งเสียหรอก แล้วมันก็ออกลูกมาให้เห็นเหมือนกับจะได้ยินและกลัวถูกฟันทิ้ง

ส่วนมะม่วงอีกต้นอยู่ที่บ้านชายทะเลต่างจังหวัดกลับลูกดกแถมใหญ่เบ้ง เก็บมาชั่งต้นเดียวได้หกสิบกว่าโล ปลาบปลื้มยิ่งนัก

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือ แต่เป็นเรื่องตามธรรมชาติโดยแท้

และเมื่อเป็นดังนี้ จึงรู้สึกดีใจที่ได้เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่าเกษตรกรไทยกำลังทยอยกันกลับถิ่น นึกในใจว่า คนเราควรอยู่ในที่ของตน หรือตามสำนวนอังกฤษว่า stay where you belong ข่าวนี้มาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งออกมาเปิดเผยว่า ได้รายงานการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับคืนภาคเกษตร ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ในรายงานนี้บอกว่าจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้มีการเลิกจ้างงานมากขึ้น จึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคอื่นเข้าสู่ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ตัวเลขในปี 2552 บอกว่าการเคลื่อนย้ายเข้าภาคเกษตรมีถึงกว่า 3 แสนราย ส่วนปีก่อนหน้านั้นคือ 2551 มีการย้าย 4.9 แสนราย

ผู้เขียนกำลังนึกว่าตัวเองจะปลูกต้นไม้สักต้นก็รู้สึกแสนยาก ส่วนเกษตรกรคืนถิ่นทั้งหลายนั้นพอได้กลับบ้านก็ปลูกพืชปลูกข้าวกันคล่องแคล่วเพราะมีทักษะอยู่ในสายเลือดแล้ว จะหลับตาทำก็ย่อมได้ น่าจะกลับกันเสียตั้งนานแล้ว

แต่ก็เข้าใจว่าเมื่อก่อนนี้การทำไร่ทำนานั้นเหน็ดเหนื่อย ขาดเครื่องทุ่นแรง รายได้ก็ไม่ดี ค่าใช้จ่ายก็สูง เกษตรกรทำไร่ทำนาไม่ไหวไม่พอกินก็ต้องละทิ้งไร่นาเข้าเมืองมารับจ้างกันแทบจะไม่เหลือ จนเราวิตกกันว่าแล้วอีกหน่อยใครจะปลูกข้าวให้เรากิน หรือชะรอยเราจะต้องไปนำเข้าข้าวเวียดนามมากินกันซะแล้ว

แต่สมัยนี้หากเกษตรกรมีความรู้ก็สามารถทำการเกษตรให้มีรายได้ดี และไม่เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนในอดีต เช่น ทราบมาว่าเกษตรกรบางคนแทนที่จะปลูกข้าวขายให้คนบริโภค ก็ปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตมาทำพันธุ์ ทำให้มีรายได้ดีกว่าเดิมถึงสามเท่า

รายงานของ สศช. ที่เพิ่งสำรวจเมื่อปีที่แล้วคือ 2553 นี้เองก็บอกว่าในภาคต่างๆ มีเกษตรกรทยอยกลับบ้านกันทั้ง 4 ภาค และมีจำนวน 65 จังหวัด

นี่เป็นหลักฐานว่าประชากรไทยส่วนใหญ่คือเกษตรกร และกระจายกันอยู่เกือบจะทุกจังหวัด ถ้ามาดูเป็นภาคๆ ก็จะพบว่าภาคกลางแรงงานกลับคืนภาคเกษตรถึง 14.36% ภาคเหนือ 12.4% ภาคใต้ 7.24% ซึ่งจากการสำรวจเกษตรกรให้เหตุผลว่า เป็นเพราะค่าครองชีพในเมืองสูง สินค้าเกษตรราคาเพิ่มขึ้น และยังมีโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลด้วย

ในขณะที่แรงงานภาคตะวันออก 65.98% เป็นการย้ายถิ่นตามฤดูกาล

น่าสนใจว่าแรงงานในภาคเกษตรไม่ได้ย้ายมาทำงานในเมืองและกลายเป็นคนเมืองไปเลย ความกดดันจากค่าครองชีพก็ดี และการที่รัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ก็ดี หรือราคาสินค้าเกษตรดี ก็ทำให้เกิด dynamics ใหม่คือมีการย้ายกลับไป

ความกลัวที่ว่าภาคเกษตรจะหดไปเรื่อยๆ อย่างถาวรก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น

ที่น่ายินดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผลจากราคาพืชผลเกษตรที่ดีขึ้นทำให้ยอดเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ในปี 2551 เพิ่มขึ้นถึงสามหมื่นกว่าล้านบาท หรือ 300% จากปี 2550 ที่เคยมีเพียงหมื่นกว่าล้านบาท และเมื่อดูไปที่รายบุคคล ยอดเงินฝากต่อรายเพิ่มขึ้น 11,736 บาทต่อปี หรือ 384.4% จากปี 2550

ทีนี้มาดูในปี 2552 ยิ่งน่ายินดี เพราะยอดเงินฝากเพิ่มเป็น 56,592 ล้านบาท ทาง สศช. บอกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการประกันรายได้ที่เกษตรกร 3,956,177 รายได้รับเงินชดเชยในปีการผลิต 2552/2553 รอบแรกเป็นจำนวนเงิน 36,498 ล้านบาท อ่านระหว่างบรรทัดแปลว่านโยบายของรัฐบาลนั้นได้ผล

หรือมันก็แล้วแต่จะมองกันอย่างไร จะบอกว่านี่เป็นเงินของรัฐบาลที่เอาไปแจกเกษตรกรจากภาษีของประชาชนก็ย่อมได้ มันอยู่ที่ว่าสมควรแล้วใช่ไหมที่เกษตรกรจะต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม ถูกต้องแล้วที่รัฐบาลดูแลเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

และเมื่อการช่วยเหลือบรรลุผล เขาก็ไม่อยากทิ้งไร่ทิ้งนากัน ใครเลยจะอยากทิ้งอาชีพที่ทำได้ดีชำนิชำนาญเพราะทำมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย

อย่าว่าแต่เกษตรกรอยากอยู่กับไร่นาที่บริสุทธิ์สะอาดเลย คนชั้นกลางก็ยังเบื่อหน่ายอากาศเสีย รถติด ถนนหนทางสกปรกในเมือง อยากไปอยู่ในชนบทกันมากมาย

รายงานสรุปท้ายว่า ระหว่างปี 2552 เกษตรกรชำระหนี้คืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สามแสนกว่าล้านบาท ย้ำสามแสนกว่าล้านบาท เป็นการกู้ที่ขยายตัวขึ้น 5.6% แล้วกู้ต่อเพื่อเพิ่มการลงทุนอีกสามแสนกว่าล้านบาท เป็นการกู้ที่ขยายตัว 7.76%

นี่แสดงว่าอะไร แสดงว่าสถานการณ์เกษตรกรไทยค่อยๆ ดีขึ้น มีการรับรู้จากภาครัฐ มีความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม และมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจกับข่าวแบบนี้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว มันพาเอาความสดใสมาให้เลยทีเดียวละ

สภาวะเกษตรกรไทย จำนวนลด อายุเฉลี่ย 45-51 ปี 80% เป็นหนี้จนตรอก

รายงานพิเศษ

สัดส่วนรายได้ของประชากรจำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้ (พ.ศ.2531-2550)
ที่มา : ข้อมูลการประมวลผล โดยสำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดสภาวะสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อ้างอิงในรายงานสุขภาพคนไทย 2553, ต้นคิด, มิถุนายน 2553

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2552 ประเทศไทยมีประชากรรวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาย 32.8 ล้านคน เป็นหญิง 34.0 ล้านคน

ขณะเดียวกัน รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อปี 2550 สังคมประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรทั้งสิ้น 5.79 ล้านครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 4.05 คน/ครัวเรือน

จากการศึกษาของ มูลนิธิชีววิถี สรุปผ่านเอกสาร คู่มือประชาชน เรื่อง ความ(ไม่)มั่นคงทางอาหารกับทางออกของประเทศไทย" ประเมินจากข้อมูลดังกล่าว จำนวนเกษตรกรลดลงอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 67 เมื่อปี 2532 ลดเหลือน้อยกว่าร้อยละ 40 ในปี 2552

โดยในจำนวนนี้จำแนกเป็นเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 47 ภาคเหนือร้อยละ 23 ภาคกลางร้อยละ 15 ภาคใต้ร้อยละ 15

ในขณะที่คนทำการเกษตรมีอายุมากขึ้น คือเฉลี่ยประมาณ 45 ปี

ขณะเดียวกัน "โครงการวิจัยหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตรกรในชนบทไทย" ของ วิทยา เจียรพันธุ์ โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า เฉลี่ยอายุของเกษตรกรอยู่ที่ 51 ปี

กล่าวโดยสรุปอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยจึงอยู่ระหว่าง 45-51 ปี

จาการศึกษาของ มูลนิธิชีววิถี แม้เกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตอาหาร แต่ครอบครัวเกษตรกรกลับพึ่งพาตนเองในเรื่องอาหารน้อยกว่าที่ควรเป็น

ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า

เกษตรกรในประเทศไทยพึ่งพาอาหารที่ผลิตได้จากในไร่นาตนเองเพียงร้อยละ 29.74 ต่ำกว่าดัชนีการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร (ระดับประเทศ) ของเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการพึ่งพาตนเองเรื่องอาหารของครอบครัวเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตอาหารกำลังลดต่ำลงทุกขณะ

เช่น เกษตรกรในภาคใต้ใช้ผลผลิตจากไร่นาเพื่อเป็นอาหารต่ำเพียงร้อยละ 6.35 เท่านั้น

เมื่อปี 2550 นิรมล ยุวนบุณย์ ได้นำเสนอรายงาน "จากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม ประโยชน์และผลกระทบต่อประเทศไทย" โดยได้สำรวจสัดส่วนของชาวนาภาคกลางที่เก็บข้าวไว้กินเอง

เช่น ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีที่เก็บข้าวไว้กินเองมีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น

ปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครอบครัวเกษตรกรร้อยละ 25 เป็นขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มร้อยละ 23 เป็นข้าว ร้อยละ 16 เป็นเครื่องปรุง ร้อยละ 14 เป็นเนื้อหมูและเนื้อวัว ร้อยละ 9 เป็นผลไม้ ร้อยละ 6 เป็นผักต่างๆ ร้อยละ 5 เป็นไก่และไข่ ร้อยละ 2 เป็นปลา

นี่ไม่เพียงแต่สะท้อนสภาวะแปรเปลี่ยนในสังคมเกษตรดั้งเดิมของไทย หากแต่ยังยืนยันถึงการเข้ามาของเศรษฐกิจสินค้าอันเด่นชัดอย่างยิ่ง

ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ การประสบกับภาวะหนี้สิน

สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจหนี้สินของเกษตรกรไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 พบว่า เกษตรกรที่มีที่ดินและเช่าที่ทำกินนั้นมีหนี้สินเฉลี่ย 107,230 บาท ส่วนเกษตรกรรับจ้างมีหนี้สินเฉลี่ย 62,995 บาท

มีจำนวนเกษตรกรที่มีภาระหนี้คิดเป็นร้อยละ 76.70 ของเกษตรกรทั้งหมด

ขณะเดียวกัน "โครงการวิจัยหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตกรในชนบทไทย" ของ วิทยา เจียรพันธุ์ โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เกษตรกรที่กู้กับทาง ธกส. นั้นเฉลี่ยแล้วมีหนี้สินสูงถึงรายละ 167,597 บาท

หากคำนวณโดยใช้ฐานข้อมูลข้างต้น หนี้สินโดยรวมของครอบครัวเกษตกรทั้งประเทศจะมีขนาดประมาณ 4.5-7.5 แสนล้านบาท

ในจำนวนนี้ เป็นหนี้ะนาคารร้อยละ 57 เป็นหนี้กลุ่ม/-องค์กร ร้อยละ 32 เป็นหนี้เจ้าของที่และนายทุนร้อยละ 4 เป็นหนี้ญาติ/-เพื่อนบ้านร้อยละ 3

ทั้งหมดนี้ คือชะตากรรมของครอบครัวเกษตรกรไทย

ไทยเจริญ (4) เกษตรกรใหญ่

วิรัตน์ แสงทองคำ

"...ต้นทุนทำการเกษตรมีแค่คน แสงอาทิตย์และน้ำฝนให้เราฟรี ขึ้นอยู่กับว่าจะมีสายป่านมาเลี้ยงคนที่รอรับน้ำฝนและแสงอาทิตย์ได้อย่างไร หากมีสายป่านพอเลี้ยงคนให้มีกำลัง มีสติปัญญาให้รับแสงอาทิตย์และน้ำฝนได้ ก็จะกลายมาเป็นผลตอบแทนมาให้เรา" - เจริญ สิริวัฒนภักดี, 31 กรกฎาคม 2550

คำกล่าวของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ยกขึ้นอย่างสำคัญใน Website ของกลุ่มธุรกิจเกษตรในเครือไทยเจริญ ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจกลุ่มใหม่ล่าสุด (www.plantheon.co.th) นี้ สมควรตีความถึงยุทธศาสตร์ที่ดูอาจหาญมาก

ผมยอมรับว่า ความพยายามอรรถาธิบายพัฒนาการกลุ่มธุรกิจใหม่ของไทยเจริญ ไม่ว่าในมิติใด ยังวนเวียนเกี่ยวข้องและมีรากฐานต่อเนื่องกับธุรกิจดั้งเดิมอยู่ดี ยิ่งไปว่านั้น ด้วยความสัมพันธ์กับผู้คนและธุรกิจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นธรรมชาติของการบริหารธุรกิจดั้งเดิม โอกาสใหม่แบบ "ปะติดปะต่อ" เกิดขึ้นในลักษณะ "ปิงปอง" มากกว่าการวางแผนและมองโอกาสในระยะยาว บวกกับรับฟังความเห็น และเรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง-ที่ปรึกษาทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการซึ่งมี จำนวนมาก ก่อให้เกิดกระบวนการลองผิดลองถูก เป็นกระบวนเรียนรู้ที่ปรับตัวอยู่ตลอด

ว่าไปแล้ว ในกลุ่มธุรกิจเกษตรของไทยเจริญ มีจุดเริ่มต้นและแตกหน่อจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม ในที่สุด ถูกบังคับให้ขยายตัวลงลึกไปเรื่อยๆ ด้วยความเชื่อมั่นในพลังควบคุมของตนเอง เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับความมั่นคงของอาณาจักรธุรกิจโดยรวม

ปรับและรื้อฟื้นธุรกิจดั้งเดิม

ขั้นที่หนึ่ง จากท้ายแถวสู่ต้นแถว

ในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว ธุรกิจเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ไม่ว่าสุราหรือเบียร์ มีวงจรกว้างขวางพอสมควร ห่วงโซ่ของธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับชุมชนภาคเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง -อุตสาหกรรมน้ำตาล ผลผลิตจากโรงงานน้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญ และอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตสุรา และเบียร์

ในแง่ธุรกิจสัมปทาน ไทยเจริญไม่เพียงมีความสัมพันธ์กับกรมสรรพสามิตเท่านั้น ที่สำคัญ รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย ในฐานะดูแลกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งถือเป็นธุรกิจพ่วงอย่างเงียบๆ ไม่ใครสนใจมานานแล้ว ย่อมมาจากความเชื่อมโยงข้างต้น

ปี 2530 ถือเป็นจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน

"เช่นเดียวกับโรงงานน้ำตาลชลบุรี จากกระทรวงการคลัง งานนี้เจริญเดินแผนโดยใช้ชื่อว่า ชาวไร่อ้อยชลบุรี ซึ่งนำโดย ดรงค์ สิงห์โตทอง เขาซื้อมาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้มีหลายรายการ ตั้งแต่ค่าหุ้น ภาระหนี้สินแทน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 255 ล้านบาท" ผมเขียนถึงกรณีนี้ไว้ในขณะนั้น เพียงแง่มุมทางเทคนิคในการซื้อทรัพย์สิน ในช่วงรัฐกำลังผ่องถ่ายทรัพย์สินเก่าตกค้างในรัฐวิสาหกิจที่ล้าหลัง (ที่ซ่อนด้วยที่ดินจำนวนมาก) แต่ไม่ได้ค้นพบสาระสำคัญต่อจากนั้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาประมาณสองทศวรรษ จากจุดเริ่มต้นโรงงานน้ำตาลชลบุรี กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมน้ำตาลที่มีพลังด้วยตัวเอง ไม่เพียงสนับสนุนธุรกิจหลักเท่านั้น หากเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหม่-ธุรกิจการเกษตรที่เริ่มจัดตั้งเป็นเรื่องเป็น ราวในปี 2549

ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลกำลังรื้อฟื้นและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตครั้งใหญ่ จากโรงงานของรัฐ 4 แห่ง (อีกสามแห่ง ซื้อมาในปี 2542 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นอุตสาหกรรมเบียร์อย่างจริงจังแล้ว) รวมทั้งการสร้างโรงงานใหม่ อุตสาหกรรมนี้ ไม่เพียงเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหม่ในเครือไทยเจริญ ยังจะหมายถึงกลุ่มธุรกิจน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย

ภายใต้แนวคิด ปรับและรื้อฟื้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยนี้ ปรากฏชื่อที่ปรึกษาและกรรมการคนสำคัญคนหนึ่งของไทยเจริญ เป็นบุคคลผู้คลุกคลีกับอุตสาหกรรมน้ำตาลมายาวนาน

มนู เลียวไพโรจน์ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทรวงอุตสาหกรรม เคยเป็นประธานคณะมนตรีองค์การน้ำตาลระหว่างประเทศแห่งประเทศอังกฤษ (The International Sugar Organization Council of England) ในปี 2538-2539 และตำแหน่งสุดท้าย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (2542-2547)

ขั้นที่สอง จากโซ่ข้อเดียวสู่ห่วงโซ่

ด้วยความพยายามขยายไลน์สินค้าในบริษัทหลัก-ไทยเบพฯ เป็นแนวทางที่พยายามให้สอดคล้องกับคำแนะนำของนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลัก ทรัพย์ทั้งหลาย นั้นคือการขยายสินค้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ให้มีน้ำหนักมากขึ้นในภาพรวม แนวทางนี้ เริ่มต้นอย่างจริงจังด้วยการซื้อกิจการโออิชิ ซึ่งถือเป็นสินค้าขายดีในตลาดอยู่แล้ว

จากแนวทางลัด ด้วยการซื้อกิจการ จากโอกาสที่มีอยู่ ในที่สุด จึงเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรในฝันของวงการธุรกิจไทยในที่สุด

"ความฝันของคนไทยในการสร้างอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออกมีมานานแล้ว ความพยายามก็มีมานานเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมั่นว่า ไทยเป็นสังคมเกษตร มีความรู้การเกษตรที่พร้อมจะก้าวสู่อุตสาหกรรมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มต่อ เนื่อง ก็มีมานานแล้ว ความเชื่อมั่น อุตสาหกรรมเกษตรนี่ล่ะ คือทางออกและจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อเปรียบกับสังคมธุรกิจโลกมีมานาน แล้ว และดูเหมือนจะมากขึ้นในยุคทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ ปัจจุบัน "ผมเคยเขียนไวในปี 2541 ว่าด้วยความพยายามของกิจการระดับโลกเข้าสู่การเกษตรพื้นฐานของไทย

อุตสาหกรรมผลิตสับปะรดกระป๋อง เป็นหลัก คืออุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นและบูมอย่างมากในช่วงปี 2520 ซึ่งถือเป็นยุคของความต่อเนื่อง จนถึงนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในยุค สมหมาย ฮุนตระกูล เป็นรัฐมนตรีคลัง

กสิกรไทยเป็นธนาคารที่ดำเนินแผนส่งเสริมธุรกิจนี้อย่างเต็มที่ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนโครงการทั้งสินเชื่อและลงทุน ทั้งนี้ ผู้บริหารธนาคารหลายคนร่วมวงสู่ธุรกิจด้วย ตั้งแต่ บรรยงก์ ล่ำซำ กับ DOLE แห่งสหรัฐ ร่วมทุนตั้งแต่ปี 2509 ณรงค์ ศรีสะอ้าน ส่งเสริมและลงทุนในบริษัทอาหารสยาม สำราญ กัลยาณรุจ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของธนาคาร ลงทุนในสยามอุตสาหกรรม-การเกษตร (สับปะรด) หรือ SAICO (2521) รวมทั้ง พันเอกพล เริงประเสริฐวิทย์ นักการเมืองคนสำคัญซึ่งเป็นบุตรเขยตระกูลล่ำซำ ก็ลงทุนใน ชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึง พิพัฒน์ ตันติพิพัฒนพงศ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับธนาคารกรุงเทพ ร่วมมือกับ MITSUBISHI แห่งญี่ปุ่น ตั้งบริษัท อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย (2505) ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจก็ว่าได้ ด้วย

บริษัทอาหารสยาม (Siam foods) ก่อตั้งในปี 2513 โดย ณรงค์ ศรีสะอ้าน มีบทบาทอย่างมาก นอกจากจะเป็นผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยซึ่งมีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร แล้ว ยังรวมทุนนี้ด้วย กิจการพัฒนาไปด้วยดี จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2528

โครงสร้างธุรกิจแปรรูปเกษตรนั้นมีวงจรที่ต่อเนื่องพอสมควร เริ่มต้นจากจุดสำคัญของเกษตรกรรมในฐานะเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อการเกษตรจำนวน มาก ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจเรื่องนี้ จากนั้น เข้าสู่วงจรต่อเนื่องจากการปลูกและผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงาน (ทั้งมีแนวทางคล้ายๆ กันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการรับซื้อได้ด้วย) เพื่อสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงมีเครือข่ายการค้าต่างประเทศ

ณรงค์ ศรีสะอ้าน มีประสบการณ์ในวงการธนาคารมา 44 ปี (2497-2541) มีบทบาทอย่างมากในยุค บัญชา ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด เป็นตำแหน่งสุดท้าย

หลังจากเกษียณยังมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้อายุมากแล้ว ในฐานะกรรมการในบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ ประธานกรรมการบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการอิสระ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และแล้ว ก็มาดำรงตำแหน่งรองประธาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในปี 2546 ในช่วงเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์

จากนั้นไม่นาน ก็มีบทบาทสนับสนุนให้กลุ่มไทยเจริญ เข้าซื้อกิจการ บริษัท อาหารสยาม (มหาชน) ในปี 2549 โดยตั้งบริษัทตนเองเข้าซื้อก่อนจะขายให้กลุ่มไทยเจริญในปีต่อมา

จากโออิชิถึงอาหารสยาม นอกจากจะเป็นภาพต่อเนื่องของการสร้างสินค้าใหม่ ที่แยกออกจากสินค้าแอลกอฮอล์ ยังสะท้อนเห็นการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสินค้าสำเร็จรูป สู่พื้นฐานการผลิตวัตถุดิบ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ไทยเจริญกำลังสร้างโครงการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปดั้งเดิม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยวที่มุ่งส่งออก สู่เครือข่ายอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงครบวงจรทั้งแนวตั้งและแนวนอน

สู่การเกษตรพื้นฐาน

ข้อความที่กล่าวโดย เจริญ สิริวัฒภักดี ที่ยกมาแต่แรก เท่าที่วิเคราะห์ เขาได้มองข้ามความสัมพันธ์ของการเกษตรพื้นฐานที่เชื่อมโยงและเอื้อประโยชน์ ต่อธุรกิจเดิม และแทบไม่มีความหมายเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลและแปรรูปสินค้าเกษตรใน ความหมายเดิม หากสะท้อนแนวความคิด ความเชื่อ ความกังวลโดยตรงกับธุรกิจการเกษตรพื้นฐานที่จะกล่าวต่อไปนี้

"เทอราโกร เป็นบริษัทที่ลงทุนทางด้านการเกษตรจากที่ดินในเครือทั้งในและนอกประเทศ เราพัฒนาที่ดินขึ้นมาเพื่อทำการเกษตร โดยขณะนี้ ได้ปลูกพืชไปแล้วหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยางพารา อ้อย ข้าว กาแฟ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้ได้ผลผลิตสูงสุด มีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งในด้านของสวน แหล่งน้ำ และการตลาด อีกทั้งยังเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่ายของเรา ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงสุด ในต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้น เราก้าวไปพร้อมๆ กัน เกษตรกรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้" ผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทเทอร์ราโก กล่าวถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจเกษตรของกลุ่มไทยเจริญได้อย่างเห็นภาพระดับ หนึ่ง (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 15 มิถุนายน พ.ศ.2553)

ในบทสนทนาของข่าวชิ้นนี้ มีคำสองคำที่สะท้อนแก่นของธุรกิจ สะท้อนความคิดของเกษตรกรรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

Plantation และ Contract farming

Plantation เป็นระบบการบริหารเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ด้วยระบบการจัดการเชิงอุตสาหกรรม โมเดลนี้เกิดในโลกตะวันตกมานานโดยเฉพาะในสหรัฐ และบริษัทระดับโลกนำโมเดลนี้ไปใช้ในประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ มากมาย ไมว่าจะเป็น DOLE และ DEL MONTE บริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐ ดำเนินธุรกิจเกษตรในเนื้อที่ขนาดใหญ่ใน อเมริกากลางและใต้

สำหรับกรณีประเทศไทย Plantation จะถือเป็นกระบวนการพลิกโฉมหน้าการเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต จากเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก สู่เกษตรกรทุนนิยม

ความจริงแล้ว โครงสร้างการเกษตรพื้นฐานของไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว เกษตรกรรายย่อย ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นลูกจ้างในภาคเกษตร ขณะที่พวกเขาจำนวนมากไม่มีที่ทำกินหรือมีบ้างก็ให้เช่าในราคาถูก กับ "ผู้รับเหมา" รายค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ดำเนินการบริหารแบบครึ่งๆ กลางๆ ในพื้นที่แปลงค่อนข้างใหญ่ ด้วยระบบว่าจ้าง รวมทั้งสินเชื่อนอกระบบจากพ่อค้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มไทยเจริญ คงมองเห็นโอกาสในการต่อยอดจากระบบครึ่งๆ กลางๆ ในเป็นโมเดลใหม่อย่างชัดเจน

Plantation ต้องการพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนมาก เนื่องด้วยกลุ่มไทยเจริญเป็นเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาคกลาง ย่อมสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ได้ง่าย ด้วยการควบคุมปัจจัยพื้นฐาน และสร้างแรงดึงดูดต่อรายย่อยให้เข้ามาในวงโคจร

Contract farming เป็นระบบที่ใช้มานานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ในเมืองไทยต้องยกให้ซีพี ระบบนี้ได้ดึงรายย่อยเป็นดาวบริวาร ด้วยระบบที่ซับซ้อนมากกว่าการรับซื้อและประกันราคา เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นด้วยระบบธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อให้รายย่อยต้องจ่ายเงินคืนที่ได้การขายสินค้า กับปัจจัยการผลิตที่ควบคุมจากเจ้าของระบบ ตั้งแต่ พันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย แม้กระทั่งสินเชื่อ เชื่อว่าไทยเจริญจะค่อยๆ พัฒนาสินค้าปัจจัยการผลิตใหม่ๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เป็นได้

เจริญ สิริวัฒนภักดี ให้ความสนใจเรื่องคนและเวลา มากกว่าเรื่องอื่นๆ แสดงว่ากลุ่มไทยเจริญหรือในนามกลุ่มธุรกิจเกษตร-พรรณธิอร (โดยเฉพาะธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่-บริษัทเทอราโก) ไม่ได้ห่วงปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ผู้คนในสังคมไทยกล่าวกันมามาน ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ที่ดิน เงินลงทุน นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่พิเศษและน่าทึ่งอย่างมาก

สะท้อนความเข้าใจที่ขัดแย้งกันอย่างมาก ความรู้พื้นฐานเดิมว่าด้วยเกษตรกรรม เชื่อว่าเป็นความรู้ความชำนาญพื้นฐานของสังคมไทย สามารถพัฒนา ต่อยอดได้โดยง่าย แต่ในความคิดรวบยอดของกลุ่มไทยเจริญ เกษตรกรรมคือธุรกิจใหม่ ที่ต้องการเวลาในการเรียนรู้ เป็นการลงทุนระยะยาว แตกต่างกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ของไทยเจริญที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ถึงทศวรรษมานี้ เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง คำพูดของเขาสะท้อนความกังวลของนักลงทุน และเป็นความกังวลสำคัญของเกษตรกรใหญ่

การพลิกโฉมหน้าเกษตรกรรมไทยครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญ จะเกิดแรงปะทะสู่รากเหง้าระบบการผลิตพื้นฐานดั้งเดิม "การทำนา" ซึ่งเป็นพื้นที่ "ความอ่อนไหว" ในฐานะเป็นชิ้นส่วนสำคัญ "วัฒนธรรมข้าว" ของสังคมไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจริญ สิริวัฒนภักดี จึงยอมรับว่า เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

อ่านภาวะเศรษฐกิจไทย จากการค้าเสรีรกับ"อาเซียน" การเมืองยังเป็นตัวฉุด

การส่งออก ของไทยไปอาเซียน ไตรมาส 1 (มกราคม-มีนาคม 2553)
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

ภายหลังจากกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ (ซีแอลเอ็มวี) เริ่มมาตรการลดภาษีสินค้าเหลือร้อยละ 0 ทุกรายการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า

การเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบอาฟต้า หากพิจารณาในแง่มุมของดุลการค้าแล้วจะพบว่า ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศในอาเซียนด้วยกันได้

โดยมูลค่าการค้าช่วง 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม) พ.ศ.2553 พบว่า การค้าระหว่างไทยกับชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศมีมูลค่าถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ที่ยังไม่ได้เปิดอาฟต้าถึงร้อยละ 52

การค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าจากการส่งออก 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.3 และการนำเข้า 7,115 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.88

ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าจากอาเซียน 3,407 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากการประเมินของ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แข่งขันได้ แต่ภาคบริการและลงทุนยังกังวลว่า ไทยอาจเสียเปรียบสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่มีจุดเด่นเรื่องการเมืองที่มีเสถียรภาพ เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่

สำหรับการเมืองที่เป็นปัญหาขณะนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ก็เกิดคำถามกับนักลงทุนไทยว่าจะมีปัญหาอีกหรือไม่ และปัญหาจะจบหรือยัง

ข้อสงสัยเหล่านี้จะกระทบกับการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย

ทั้งๆ ที่ไทยสร้างภาพลักษณ์มาตลอดว่าเป็นศูนย์กลางอาเซียน ละใช้ข้อตกลงกรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นจุดขายถึงความสะดวกของการเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียน

ยังเป็นปัญหาการเมืองที่น่าวิตกมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจ

จากบทสรุปของ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

การเปิดอาฟต้ามากว่า 5 เดือนหากพิจารณาในแง่มูลค่าการค้าแล้วพบว่า ไทยไม่ได้เสียเปรียบการเปิดเสรีการค้าครั้งนี้

และหากพิจารณาในรายสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าสินค้ารายการใดที่ได้รับผลกระทบจนแข่งขันไม่ได้ ยกเว้นข้าว ที่ไทยมีโอกาสเสียเปรียบ หากเปิดเสรีโดยสมบูรณ์ในปี 2558

หรืออาเซียนทั้ง 10 ประเทศลดภาษีสินค้าเหลือร้อยละ 0 ทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างภายในของข้าวของไทยเอง

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือ การสร้างระบบการป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมาสวม สิทธิในโครงการอุดหนุนเกษตรกรของรัฐบาล และแก้ไขปัญหาการเมืองภายในของไทยที่อาจทำให้ความพร้อมที่จะเข้าเป็นเออีซี ลดลง

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไทยมีความพร้อมมากกว่าประเทศใดๆ