ประชาไท

กระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความรู้สึก

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตีพิมพ์ครั้งแรก ในมติชนรายวัน 24 ม.ค.2555

กฎหมายในโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องมีความชัดเจน แน่นอน มั่นคง เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเนื้อหาสาระของการกระทำใดที่จะเป็นความผิดจะต้องมีการระบุและอธิบายไว้อย่างชัดเจนล่วงหน้า เพื่อหวังว่าคนที่กำลังชั่งใจว่าจะทำดีหรือไม่จะได้ใช้เป็นต้นทุนประกอบการตัดสินใจและงดเว้นการกระทำผิดเสีย

อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญกว่า คือ กระบวนการที่จะพิสูจน์ว่าบุคคลได้กระทำการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดหรือไม่

กฎหมายหมายในปัจจุบันจึงต้องมีการบัญญัติถึง กระบวนการพิสูจน์ “ความจริง” ว่าบุคคลได้กระทำจริงดังที่ได้มีการกล่าวหากันหรือไม่ การตัดสินว่าบุคคลนั้น “ถูก หรือ ผิด” จึงเกิดตามภายหลังดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจะต้องยืนอยู่บนหลักฐานในเชิงประจักษ์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ผลที่ชัดเจนแน่นอน ก่อนที่จะนำข้อเท็จจริงนั้นมาปรักปรำให้บุคคลต้องรับโทษทัณฑ์

จากประสบการณ์อันเลวร้ายในทุกสังคม ซึ่งประวัติศาสตร์ได้สะท้อนการกระทำอันเป็นผลร้ายต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมากซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทเรียนเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรมต้องมีการประกันสิทธิของคู่กรณี เพื่อป้องกันการลงโทษ “แพะ” ที่ถูกลากมาให้ “รับบาป” จากสิ่งที่ตนมิได้กระทำ

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันจึงกำหนดให้ คู่กรณีฝ่ายที่ถูกกล่าวหา หรือ “จำเลย” ได้รับการประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างเข้มแข็ง ด้วยเหตุว่า ถ้าจำเลยต้องคำพิพากษาว่า “ผิดจริง” จะต้องรับโทษทางอาญาที่มีผลร้ายแรง ลิดรอนสิทธิอย่างกว้างขวางและยาวนาน

บทบาทการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงต้องคำนึงถึง หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าผิดจริง ดังที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ในคดีอาญาหลายกรณี ศาลได้ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยอาจจะมิได้พิเคราะห์คำอธิบายที่แตกต่างจากการรับรู้ทั่วไปของสังคมที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของวาทกรรม “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งมีความคลุมเครือ

ยกตัวอย่างคดีอาญาหลายคดี เช่น คดีสิ่งแวดล้อม คดียาเสพย์ติด คดีก่อการร้าย คดีการใช้สิทธิในการชุมนุม และคดีการแสดงความคิดเห็นอันสุ่มเสี่ยงต่อความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือความมั่นคง ประชาชนที่ตกเป็นจำเลยมักจะพยายามอธิบายการกระทำซึ่งเป็นข้อเท็จจริงแห่งคดีที่แตกต่างไปจากวาทกรรมเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และตุลาการเข้าใจ และยึดถือเป็นสรณะ แต่ในแทบทุกคดีไม่ได้รับการตอบสนอง

ท่ามกลางข้อถกเถียงและโต้แย้งว่า ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ควรจะหมายถึงอะไร กรณีใดจะเข้าลักษณะดังกล่าว ประชาชนที่แสดงความเห็นต่างในหลายคดี ก็ต้องคำพิพากษาจำคุกมาอย่างต่อเนื่อง

จากการทบทวนความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยในพื้นที่สื่อสาธารณะทั้งหลาย ทั้งในข่าว บทสัมภาษณ์ เครือข่ายทางสังคมบนโลกอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งโพลล์ คนในสังคมไทยมักแสดงออกว่ายอมรับในความหลากหลาย แต่เมื่อเกิดคดีในกลุ่มข้างต้น พวกเขากลับดูดายต่อผู้ที่เห็นต่างในกรณีเหล่านี้ โดยเฉพาะในเมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม

การตีความเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ของผู้ที่ใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายปกครองอันมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นหลัก และการตีความของฝ่ายตุลาการที่มีผู้พิพากษาเป็นหัวหอก โดยพยายามเชื่อมโยงประเด็นเหล่านี้เข้ากับ “ความรู้สึก” ย่อมมีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เห็นต่างเป็นอย่างมาก ไม่ว่ารัฐจะอ้างว่าเป็น “ความรู้สึกของปวงชนชาวไทย” แต่คนที่อ้างก็มิเคยทำประชามติหรือประชาพิจารณ์ หรือแม้มีลูกขุนมาให้ความเห็นเลยสักครั้ง

ท่ามกลาง “ฝุ่นควันของความขัดแย้งทางความคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน” การใช้อำนาจรัฐดำเนินการต่อความหลากหลายทางความคิดย่อมกดทับ ความพยามยามในการต่อสู้ทางการเมืองบนพื้นฐานของสันติวิธีให้เหี้ยนเตียนไป อนึ่งการแสดงความคิดเห็นเป็นวิธีการที่ประหยัดเลือดเนื้อที่สุดอันควรค่าแก่การรักษา

กระบวนการยุติธรรมที่ตีความขยายขอบเขตเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ออกไปจำกัดการใช้สิทธิของประชาชน โดยอ้างเรื่อง “ความรู้สึก” ย่อมเป็นการทำลายความเป็นคนที่ตั้งอยู่บนความแตกต่างหลากหลายเป็นที่สุด

หากต้องการรักษาสันติภาพไว้ในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่แหลมคมขึ้นเรื่อง การตีความและใช้กฎหมายบนพื้นฐานของเหตุผลที่รองรับด้วยกฎหมายที่ประกันสิทธิเสรีภาพเป็นที่ตั้ง ย่อมเป็นหนทางที่ “ต้องเลือก” อย่างถึงที่สุด เนื่องด้วยกฎหมายลำดับรองและการบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นภายใต้บริบทของรัฐไทยที่มีปัญหาเรื่องอำนาจนิยมจะมีผลต่อการลิดรอนสิทธิของประชาชนไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งเสมอ แล้วแต่ว่าตอนนั้นอำนาจรัฐอยู่กับใคร ดังนั้นการยึดมั่น “สิทธิตามรัฐธรรมนูญ” จึงมีความสำคัญต่อทุกคนที่อาจจะตกเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐเมื่อไหร่ก็ได้

หากกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านยังไม่มีการปรับตัว และคงดำเนินไปอย่างชาชินต่อความรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน ไม่ยุติธรรม ของเหยื่ออธรรม ซึ่งสั่งสมขึ้นเป็นความคลั่งแค้น กงล้อแห่งความรุนแรงย่อมหมุนไปบนเงื่อนไขที่ทำให้สังคมก้าวเดินไปสู่ภาวะ “ไร้ความรู้สึกต่อเพื่อนมนุษย์” ในท้ายที่สุด

เมื่อจุดแตกหักทางความคิดและกระบวนการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาถึง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “มนุษยธรรม” ต่อผู้ที่เห็นต่าง ก็อาจจะไม่หลงเหลืออยู่ในสังคมนี้อีกเลย เพราะท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่น และพร้อมที่จะระเบิดขึ้นนั้น คนที่มีความกลัวย่อมเกิดความหวากระแวงและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามในในอีกไม่ช้า

เสียงจาก ADB "IMT–GT คือหัวหอก ASEAN"

มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท
รวยริน เพ็ชรสลับแก้ว โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

โครงการความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย หรือ IMT–GT (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle) กำลังจะค่อยๆ พลิกโฉมหน้าภูมิภาค โดยมี ‘ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย’ หรือ ADB เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่อนุภูมิภาคแห่งนี้ ให้กลายเป็นหัวหอกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community)

ตลอด 3 วัน ของการประชุมโครงการความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย หรือ IMT–GT (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle) ครั้งล่าสุด ระหว่างวันที่ 5–7 ธันวาคม 2554 ที่โรงแรมเจดับเบิ้ลยู แมริออท เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย

อันประกอบด้วย การประชุมสภาธุรกิจ IMT–GT ครั้งที่ 31 การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT–GT ครั้งที่ 18 และการประชุมระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี IMT–GT ครั้งที่ 8

มีนายอีริค ซิดจ์วิค (Eric Sidgwick) นักเศรษฐศาสตร์หลัก (ความร่วมมือระหว่างภูมิภาค) แผนกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB ร่วมนำเสนอโครงการที่ทั้ง 3 ประเทศ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า จำนวน 25 โครงการ จาก 33 โครงการ มูลค่ากว่า 713 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

นั่นหมายความว่า IMT–GT จะกลายเป็นภูมิภาคนำร่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ต่อไปนี้คือคำตอบจากนายอีริค ซิดจ์วิค

0 0 0

ADB เข้ามามีบทบาทใน IMT–GT ด้วยการทำ IMT–GT Roadmap 2007–2011 มีหลายโครงการที่ถูกกำหนดให้เป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วน (PRIORITY CONNECTIVITY PROJECTS: PCPs) แต่หลายโครงการก็ยังไม่เป็นจริง ADB จะทำอย่างไรต่อไป
แนวทางการดำเนินงานของ ADB คือ ช่วยทำโรดแมป IMT–GT โรดแมปดังกล่าวไม่ได้เป็นของ ADB แต่เป็นแนวทางการดำเนินงานของ IMT–GT สำหรับรัฐบาลแต่ละประเทศใน IMT–GT ได้ดำเนินการตามแนวทางและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

ผมคิดว่า ในพิมพ์เขียวการดำเนินงาน หรือ IB 2012–2016 (Implementation Blueprint 2012–2016) เน้นไปที่การปฏิบัติการ มีทั้งแนวทางการดำเนินงาน มีโครงการ มีกิจกรรม แต่รัฐบาลเห็นข้อผิดพลาดในระดับจังหวัด จึงยังไม่นำโครงการในระดับจังหวัดเข้ามา

บางโครงการใน IB 2012–2016 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล บางโครงการได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน และบางโครงการได้รับเงินสนับสนุนจาก ADB บางส่วน

ADB ได้ช่วยคัดสรรโครงการและกิจกรรมที่จะถูกรวมไว้ใน IB 2012–2016 เมื่อทุกอย่างเข้าที่ และรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ตกลงใจร่วมกัน บางโครงการมีการจัดงบประมาณสนับสนุนไปแล้ว โครงการดังกล่าวจะถูกนำเข้าไปอยู่ในแผนดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปี หรือ RP 2012–2013 (Rolling Pipeline 2012–2013) ของ IB 2012–2016

จึงชัดเจนว่า โครงการดังกล่าว จะได้รับการดำเนินงานในปี ค.ศ.2012 หรือ ค.ศ. 2013

จุดประสงค์ที่กำหนดเช่นนี้ ก็เพื่อให้แน่ใจว่า โครงการต่างๆ ที่เข้าไปอยู่ใน RP 2012–2013 มีความเป็นไปได้สูงว่า จะได้รับการดำเนินงานแน่ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความคิด และไม่ใช่แค่รายการความปรารถนา แต่เป็นสิ่งที่ได้รับการคัดสรรแล้ว มีการให้ทุนสนับสนุน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

สิ่งที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการคือ โครงการที่อยู่ใน IB แล้ว ไม่ได้ถูกดำเนินงานจริง

ผมคิดว่าทั้ง 3 ประเทศโดยการช่วยเหลือจาก ADB กำลังพยายามทำให้แน่ใจว่า โครงการและกิจกรรมที่ถูกเลือกขึ้นมา จะเกิดขึ้นได้จริงในอีก 3 ปีหรือ 2 ปีหลังจากนี้

เมื่อเราทบทวน RP ทุกปี เราก็จะเพิ่มโครงการใหม่ๆ เข้ามาในอีก 2 ปีถัดไป และเราจะได้ประเมินโครงการที่ทำสำเร็จไปแล้ว

คำถาม มีอยู่ว่า ADB กำลังทำอะไรเพื่อช่วย IMT–GT คำตอบคือ ADB กำลังช่วยทำให้แน่ใจว่า โครงการที่ทั้ง 3 ประเทศสมาชิกต้องการ ได้รับการเตรียมการจริง และมาถึงขั้นตอนที่จะได้รับการสนับสนุนเงินงบประมาณ และเพื่อให้แน่ใจว่า โครงการจะดำเนินการสำเร็จได้จริง

ดังนั้น เรากำลังช่วยพวกเขา เราไม่ได้เป็นฝ่ายจัดการ แต่ขึ้นอยู่กับประเทศดังกล่าว ขึ้นอยู่กับกระทรวงที่รับงานไป ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง ขึ้นอยู่กับกระทรวงเพื่อการวางแผน หรือขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรากำลังช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

อะไรคือเกณฑ์คัดสรรโครงการเข้าสู่ IB
มี 2 ประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง IB เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการดำเนินงาน เริ่มปี ค.ศ.2012 ถึง ค.ศ.2016 ระยะเวลา 5 ปี

ถ้าโครงการสัมพันธ์กับการพัฒนาชาติของแต่ละประเทศ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ถูกให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ หมายถึงมีการคำนวณค่าใช้จ่ายและเป็นโครงการที่ทำได้จริง ใครที่มีศักยภาพก็สนับสนุนงบประมาณได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคเอกชน องค์กรเพื่อการพัฒนา รวมถึง ADB หรือหน่วยงานอื่นๆ

รวมทั้งต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ IMT–GT สอดคล้องการพัฒนาตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจและพื้นที่ต่อเนื่อง หรือ IMT–GT Connectivity Corridors (มี 5 เส้นทาง) และ กรอบความร่วมมือรายสาขา 6 สาขาของ IMT–GT โครงการนั้นจึงจะเข้ามาอยู่ IB ได้

ถ้าโครงการใดต้องการเข้ามาอยู่ใน RP 2012–2013 โครงการเหล่านั้นต้องเข้าข่าย 3 หลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์แรก มีความมั่นคงด้านเงินทุนสนับสนุน โดยรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือ คณะรัฐมนตรี แจ้งว่ามีงบประมาณสำหรับโครงการนั้นแล้ว ถ้าเป็นโครงการร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน หรือ PPP (Public Private Partnership) ADB หรือภาคเอกชนก็สามารถให้งบประมาณสนับสนุนโครงการนั้นได้

ถ้าโครงการไหนที่ ADB ต้องการสนับสนุน เราจะขออนุมัติต่อที่ประชุมคณะกรรมการใหญ่ของ ADB

หลักเกณฑ์ต่อไปคือ การปฏิบัติการ มีการกำหนดกรอบเวลาดำเนินงาน เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ

ดังนั้น คุณควรเตรียมโครงการอย่างดี มีหลายอย่างที่คุณจำเป็นต้องทำเมื่อดำเนินโครงการ เช่น ถ้าต้องอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนออกไปจากพื้นที่โครงการ คุณต้องทำแผนการเคลื่อนย้าย หรือโครงการเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม คุณก็ต้องทำตามเกณฑ์กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือถ้าเป็นโครงการทางเทคนิค คุณก็ต้องผ่านเกณฑ์ทางเทคนิค หรือเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น คุณจำเป็นต้องมีรายละเอียดแผนปฏิบัติงาน เพื่อให้โครงการได้รับการอนุมัติ จากนั้นคุณเริ่มดำเนินงานได้ทันที โดยไม่ต้องรอ

เกณฑ์สุดท้ายคือ กรอบผลลัพธ์ เป็นกลุ่มตัวชี้วัดที่ช่วยให้ตัดสินได้ว่า โครงการประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คุณต้องการหรือไม่

คุณจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ 3 ข้อคือ การสนับสนุนเงินทุน แผนปฏิบัติงาน และกรอบผลลัพธ์ ถ้าโครงการและกิจกรรมมีพร้อมทั้ง 3 เกณฑ์ โครงการนั้นก็เข้าข่ายที่จะได้รับคัดเลือกเข้าสู่ RP

ทางภาคใต้ของไทยกับตอนเหนือของมาเลเซีย มีกรอบความร่วมมือ JDS (คณะกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย Thai–Malaysia Committee on Joint Development Strategies for Border Area: JDS) อยู่แล้ว แต่ IMT–GT เป็นภาพที่ใหญ่กว่า เพราะรวมเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียด้วย

ดังนั้น โครงการต่างๆ ของไทย ต้องให้ประโยชน์ทั้งต่อไทยและประเทศอื่นด้วย ต้องเป็นโครงการระดับภูมิภาคย่อย ไม่ใช่เป็นแค่ของไทย หรือมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย แต่เป็นโครงการที่ให้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งประเทศ นั่นคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง JDS กับ IMT –GT

ทำไมยังต้องมี IMT–GT ในเมื่อขณะนี้มีกรอบใหญ่คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อยู่แล้ว
นั่นเป็นคำถามสำหรับรัฐบาล ไม่ใช่ ADB

ทั้ง 3 ประเทศตัดสินใจให้มีการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคย่อย เพราะพวกเขาเห็นประโยชน์สำหรับทั้ง 3 ประเทศ และเห็นประโยชน์ที่มีต่อภูมิภาค กิจกรรมบางอย่างที่ดำเนินไปในภูมิภาคย่อย ได้ช่วยสร้างอาเซียน (ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN) ในชุมชนของพวกเขาเช่นกัน

คุณต้องถามรัฐบาลถึงลำดับความสัมพันธ์ระหว่าง AEC หรือ IMT–GT เพราะพวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วน ADB ไม่มีความคิดเห็นเรื่องนี้

เรากำลังพยายามที่จะให้อาเซียนต่อเชื่อมกัน ผ่านแผนแห่งชาติที่เรามีในระดับภูมิภาคย่อย และผ่านแผนระดับภูมิภาคย่อย ที่ต่อเชื่อมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่าง โครงการมะละกา–เปกันบารู เป็นโครงการต่อเชื่อมระหว่างรัฐมะละกาของมาเลเซียกับจังหวัดเรียวของอินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับความสำคัญลำดับต้นๆ ที่สนับสนุนโดย ADB ภายในปี 2015

ผมไม่รู้ว่ามอเตอร์เวย์ (ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง) สายหาดใหญ่–สะเดา (หนึ่งในโครงการที่อยู่ใน RP 2012–2013) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางหลวงอาเซียนหรือไม่ แต่ทางหลวงอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของ AEC แน่นอน

ดังนั้น IMT–GT เป็นทั้งตัวช่วยเสริมสร้างภูมิภาคย่อย และเสริมสร้างอาเซียนไปด้วย ถึงแม้จะไม่ทุกโครงการ IMT–GT จึงเป็นเหมือนโครงการนำร่องของ AEC เพราะสิ่งที่ดำเนินการในระดับภูมิภาคย่อย อาจจะเป็นการดำเนินการสนับสนุนความร่วมมือในระดับภูมิภาคด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศต่างๆ ที่กำลังตัดสินใจโครงการเร่งด่วนต่างๆ เราก็เข้าไปช่วยเหลือ เราช่วยตั้งแต่ในระดับประเทศ ในระดับภูมิภาคย่อย และระดับอาเซียน

ใน IB 2012–2016 โครงการไหนที่คิดว่าเป็นดาวเด่น
ADB ไม่ได้คัดสรรโครงการเอง แต่ประเทศต่างๆ เป็นผู้คัดสรรโครงการที่พวกเขาต้องการ ประเทศเหล่านั้นไม่ต้องขออนุญาต ADB ในการดำเนินโครงการต่างๆ แต่สามารถขอคำแนะนำจาก ADB ได้

คำแนะนำของเราคือ ถ้าโครงการที่เราทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันในระดับภูมิภาคย่อย เป็นไปตามหลักเกณฑ์ มันก็มีเหตุผลที่จะให้เกิดโครงการนั้นขึ้นมา แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ADB ว่า จะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด นั่นไม่ใช่งานของเรา

โครงการไหนที่คิดว่าดี มันก็ขึ้นอยู่กับโครงการนั้น คุณอาจจะมีโครงการที่เล็กมาก รับเงินสนับสนุนจากเอกชน แต่มันก็ช่วยให้เกิดการต่อเชื่อมกันระหว่างหนึ่งประเทศหรือมากกว่าก็ได้ เช่น โครงการเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น

ขณะเดียวกัน คุณสามารถทำโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ เช่น โครงการเชื่อมต่อพลังงานระหว่างมะละกา–เปกันบารู หรือโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์หาดใหญ่–สะเดา ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ให้ประโยชน์ทั้งคนไทยและคนมาเลเซียได้

หลักการสำคัญของเราคือ ช่วยลดความยากจนในเอเชีย ลดความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ ลดช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้น้อยกับผู้มีรายได้มาก เราประสงค์ช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย โดยทำให้ช่องว่างของการพัฒนาแคบลง ทั้งการปรับปรุงรายได้ สุขภาพ การศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะคนยากจน

ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือพวกเขา เราจึงสนับสนุนโครงการที่มีเป้าหมายดังกล่าว แต่จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับโครงการเหล่านั้นที่ต้องเตรียมการอย่างดี เพื่อให้แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นจริง

ถ้าพัฒนาถนนสายใหญ่จากจุด A ในมาเลเซีย ไปยังจุด B ในไทย ทำแล้วไม่มีใครใช้ถนนสายนั้น มันก็ไม่ส่งผลใดๆ กับผู้คนสองฝั่งถนน แต่ถ้าสร้างถนนสายเล็กๆ แต่มีการจราจรมาก สองข้างทางเต็มไปด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีการสร้างธุรกิจมากขึ้น ธนาคารเปิดให้บริการ คนได้รับการจ้างงานมากขึ้น การพัฒนาเอกชนขยายวงกว้างมากขึ้น โครงการเล็กๆ ก็ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ใหญ่ๆ ขึ้นมาได้

ดังนั้น ขนาดของโครงการไม่ใช่สาระสำคัญ แต่อยู่ที่ผลได้จากโครงการที่มีต่อผู้คนมากมาย โดยที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่จนที่สุด หรือคนที่มีโอกาส หรือความสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้น้อยที่สุด

หากโครงการทั้งหมดได้รับการดำเนินการ คาดหวังว่าภาพที่เกิดขึ้นในภูมิภาคย่อยแห่งนี้จะเป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่ดี ผมคิดว่าคุณต้องวางบริบทภูมิภาคย่อยก่อน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใน IMT–GT ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอาเซียน และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอาเซียน ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก

เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เรากำลังมีปัญหาสำคัญมากมาย ในยุโรปและสหรัฐ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย แต่เอเชียเองก็พึ่งพาการส่งออกไปยังยุโรปและสหรัฐเป็นอย่างมาก

ถ้าตลาดในสหรัฐและยุโรปมีปัญหา พวกเขาก็จะซื้อสินค้าจากอาเซียนน้อยลง ถ้าพวกเขาซื้อจากอาเซียนน้อยลง พวกเขาก็จะซื้อสินค้าจาก IMT–GT น้อยลงด้วย

ตอนนี้ เรายังจำเป็นต้องส่งออกอยู่ แต่เราก็จำเป็นต้องพัฒนาตลาดภายในให้มากขึ้นด้วย เพื่อจะมีโอกาสมากขึ้น ไม่หวังพึ่งการส่งออกอย่างเดียว ต้องมีการบริโภคและการลงทุนในอาเซียนและใน IMT–GT

ถ้าคุณเพิ่มการบริโภค เพิ่มการลงทุน เพิ่มการส่งออก คุณก็ได้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้น ได้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ได้ความเจริญเติบโตของประเทศมากขึ้น

แม้การส่งออกยังไม่กระเตื้องขึ้นในตอนนี้ แต่มันก็ยังคงมีความสำคัญ และยังจะมีความสำคัญต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การบริโภคและการลงทุนภายในก็จำเป็นต้องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภค

ภูมิภาคอาเซียนและพื้นที่ส่วนนี้ของโลก มีการเก็บออมเงินกันมาก มีการลงทุนที่ไม่สูงมากในทุกๆ ที่ ดังนั้นจำเป็นต้องนำเงินออมมาลงทุนด้านการผลิต การลงทุนจะก่อให้เกิดการเติบโต การเติบโตจะทำให้มีการสร้างงาน ดังนั้น คุณต้องสร้างสมดุลระหว่างการออมกับการลงทุน

ถ้าโครงการจำนวนมากใน IB ได้ดำเนินการ มันจะช่วยการต่อเชื่อมทั้งทางกายภาพ เช่น การสร้างถนน การต่อเชื่อมทางอากาศ การต่อเชื่อมของผู้คนและบริการต่างๆ เคลื่อนไปรอบๆ พื้นที่ IMT–GT อย่างอิสระมากขึ้น และสามารถขยายความเติบโตให้มากขึ้น เพราะเงินลงทุนและแรงงานจะเคลื่อนย้ายเข้าไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างง่ายดายที่สุด นั่นจะเปิดโอกาสให้มีการเติบโตในพื้นที่ IMT–GT มากขึ้น

IMT–GT ไม่ใช่เพียงแค่การรวมกลุ่มดำเนินโครงการ แต่สิ่งที่รัฐบาลต่างๆ ทำอยู่ เป็นสาระสำคัญ เช่นเดียวกับสิ่งที่อาเซียนกำลังทำอยู่ ก็เป็นสาระสำคัญ

IMT-GT เป็นโอกาสสำหรับทั้ง 3 ประเทศที่จะพัฒนาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศด้วยกัน เพื่อสร้างโอกาสต่างๆ ในการเจริญเติบโตและการพัฒนาของภาคเอกชนให้มากขึ้น และให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น เมื่อมีการจ้างงานมากขึ้น คนระดับล่างก็มีรายได้สูงขึ้น

.........................................................................

ทำความรู้จักIMT–GT

สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle: IMT–GT) เกิดขึ้นเมื่อปี 2536 หลังจากที่ผู้นำทั้ง 3 ประเทศเห็นชอบให้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

ปัจจุบันพื้นที่ IMT – GT ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 ประเทศ ดังนี้

อินโดนีเซีย มี 10 จังหวัด ได้แก่ อาเจห์(เขตปกครองตนเอง) บังกา-เบลิตุง เบงกูลู จัมบี ลัมปุง สุมาตราเหนือ เรียว เรียวไอแลนด์ สุมาตราใต้ สุมาตราตะวันตก

มาเลเซีย มี 8 รัฐ ได้แก่ รัฐเคดาห์ กลันตัน มะละกา เนกรีเซมบิลัน ปีนัง เประ ปะลิส และสลังงอร์

ไทย มี 14 จังหวัด คือ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต พังงา และกระบี่

วัตถุประสงค์

เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ ให้มีการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นความร่วมมือทางด้านการผลิต การส่งเสริมการลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในพื้นที่ IMT–GT

ยุทธศาสตร์

ทั้งสามฝ่าย ได้เชิญธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB จัดทำ IMT–GT Roadmap ระยะ 5 ปี ( 2550–2554 ) ประกอบด้วยยุทธศาสตร์หลักๆ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าและการลงทุนทั้งภายในและระหว่างพื้นที่ IMT–GT และระหว่างพื้นที่ IMT–GT กับภายนอก มีแผนงานที่จะต้องปฏิบัติการ ดังนี้

1) การอำนวยความสะดวกการค้าข้ามแดนและการลงทุน

2) การส่งเสริมด้านการค้าและการลงทุน

3) การรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ

2.ยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาคเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว มีแผนงานที่จะต้องปฏิบัติการ ดังนี้

1) การการเกษตร(รวมทั้งประมง ปศุสัตว์ ป่าไม้) และอุตสาหกรรมการเกษตร

2) การท่องเที่ยว

3.ยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเชื่อมโยงทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อบูรณาการด้านพื้นที่ IMT–GT เข้าด้วยกัน มีแผนงานที่จะต้องปฏิบัติการ ดังนี้

1) การเชื่อมโยงด้านการขนส่ง (ถนน ทางรถไฟ การขนส่งทางทะเล ท่าอากาศยาน)

2) การสื่อสารโทรคมนาคม

3) พลังงาน

4.ยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญต่อประเด็นความร่วมมือที่เชื่อมโยงในความร่วมมือทุกด้าน ได้แก่ ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทักษะและความเชี่ยวชาญ ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งเสริมด้านบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ IMT–GT มีแผนงานที่จะต้องปฏิบัติการ ดังนี้

1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเคลื่อนย้ายแรงงาน

2) การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

5.ยุทธศาสตร์เสริมสร้างการจัดการด้านสถาบันและกลไกความร่วมมือในพื้นที่ IMT–GT รวมทั้งความร่วมมือภาครัฐ/ภาคเอกชน การมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาในระดับท้องถิ่น ตลอดจนการนำความสนับสนุนจากพันธมิตรการพัฒนาอื่นๆ มีแผนงานที่จะต้องปฏิบัติการ ดังนี้

1) การจัดการด้านสถาบันภายใต้กรอบ IMT–GT Roadmap

2) การขยายการเข้าไปมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม IMT–GT

3) การดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ความร่วมมือ

ขอบเขตความร่วมมือตามกรอบ IMT–GT มี 6 สาขา มีการปรับปรุงจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ IMT–GT Roadmap ดังนี้

1. สาขาโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง มีจุดมุ่งหมายในการบูรณาการทางด้านกายภาพของพื้นที่ IMT–GT ประเทศที่ประสานงานหลักคือ มาเลเซีย

2. สาขาการค้าและการลงทุน เป็นการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า การลงทุนในพื้นที่ IMT–GT ลดขั้นตอน มาตรการกีดกันทางการค้า โดยมุ่งเน้นลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมการไหลเวียนของสินค้าและบริการในภูมิภาค ประเทศที่ประสานงานหลักคือ มาเลเซีย

3. สาขาการท่องเที่ยว ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ประเทศที่ประสานงานหลักคือ ไทย

4. สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มุ่งเน้นความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน รวมไปถึงการใช้มาตรการในการยกระดับคุณภาพแรงงาน ประเทศที่ประสานงานหลักคือ อินโดนีเซีย

5. สาขาการเกษตร อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม สร้างความร่วมมือในการเพิ่มพูนการค้า การลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และเน้นการจ้างงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งร่วมมือพัฒนาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ IMT–GT ประเทศที่ประสานงานหลักคือ อินโดนีเซีย

6. สาขาผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล ประเทศที่ประสานงานหลักคือไทย

บทบาทและภารกิจหลักของสถาบันภายใต้กรอบ IMT–GT

1. ประชุมสุดยอดผู้นำ IMT–GT (Leaders, Summit)

-เป็นองค์กรสูงสุดในการตัดสินใจของกรอบ IMT–GT

-กำหนดเป้าหมายหลักและทิศทางความร่วมมือตามกรอบ IMT–GT

2. ประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministers, Meeting: MM)

-เป็นหน่วยประสานงานด้านการกำหนดทิศทางและเป็นองค์ประกอบการตัดสินใจของกรอบ IMT–GT

-ทำหน้าที่รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามกรอบ IMT–GT Roadmap

3. ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials, Meeting: SOM)

-เป็นองค์กรประสานงานของแผนงาน IMT–GT โดยรายงานต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรี

-จัดเตรียมรายงานความก้าวหน้า IMT–GT Roadmap ต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรี

-เสนอแนวนโยบายหรือประเด็นที่ควรดำเนินการต่อองค์กรระดับที่สูงกว่า

4.คณะทำงาน (Working Groups) ทำหน้าที่ประสานงาน อำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือในแต่ละสาขาความร่วมมือ

5. ศูนย์การประสานงาน อำนวยความสะดวก ติดตามผลและอื่นๆ (Coordination and Monitoring Center: CMC) ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างที่ประชุมระดับรัฐมนตรี/ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส กับสถาบันอื่นๆ ของ IMT–GT รวมทั้งพันธมิตรจากภายนอก

6. ฝ่ายเลขานุการระดับชาติ (National Secretariats) ทำหน้าที่ร่วมดำเนินการ ติดต่อประสานงานระดับภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งติดตามพัฒนาการในพื้นที่ IMT–GT

7. สภาธุรกิจ IMT–GT (Joint Business Council: JBC) เป็นผู้ประสานงานภาครัฐกับภาคเอกชนและเสนอโครงการความร่วมมือภาคเอกชน

8. ที่ประชุมระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี(Governors, and Chief Ministers, Forum) เป็นผู้ประสานงานสภาธุรกิจ IMT–GT รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมโครงการในพื้นที่ IMT–GT

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 4: สุรชัย ตรงงาม มองกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากร

สัมภาษณ์ สุรชัย ตรงงาม นักกฎหมายด้านคดีสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กับมุมมองต่อกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากร ภาพรวมในปี 2555 อนาคตอันก้าวหน้าของสิทธิชุมชนหรือโซ่ตรวนของคนจน ปัญหาความยุติธรรมและการจัดการความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม

ภาพรวมของปีที่ผ่านมา ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมกับการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร?

สุรชัย: สถานการณ์โดยรวม ผมคิดว่าเรามีรัฐบาล 2 รัฐบาลในปีนี้ คือรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย แต่ว่าสิ่งที่เราเห็นคือไม่มีความแตกต่างกันในเชิงนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งเรื่องการที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายหรือการออกกติกาใดๆ ในการคุ้มครองสิทธิในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มในเรื่องนี้ที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะด้วยปัญหาทางการเมือง หรือปัญหาอุทกภัยใดๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่เราพบก็คือยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่จะผลักดันให้เกิดกฎหมายใหม่ๆ หรือมาตรการใดๆ ในการคุ้มครอง

ยกตัวอย่างเช่น การที่รัฐธรรมนูญได้รับรองในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาโครงการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เรายังไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติที่จะออกกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจนว่า ใครควรจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการเข้ามาร่วมให้ความเห็น และควรต้องมาร่วมรับรู้ข้อมูลแค่ไหน มีส่วนให้ความเห็นแค่ไหน ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ ผมคิดว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ แต่ยังไม่มีกฎหมายที่พูดถึงหลักการตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งมันส่งผลให้ลักษณะการรับฟังความคิดเห็นมีหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดข้อสงสัย ความไม่ไว้วางใจของชุมชน ชุมชนก็มันจะสะท้อนว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การที่รัฐบาลไม่พยายามที่จะออกกฎเกณฑ์หลักการในการรับฟังความคิดเห็นในการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการอื่นๆ อีกหลายๆ มาตรการ เช่น การผ่านร่างกฎหมายองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้จะมีการร่างมาและผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้รับรอง ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป นี่แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลเองยังไม่มีแผนนโยบายในการคำนึงถึงการมีสิทธิ การมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ดี เราก็จะเห็นการเกิดขึ้นขององค์กรต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนการขับเคลื่อนของชุมชนด้านสิทธิ เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ก็ยังเป็นแค่เรื่องการก่อตั้ง การปฏิรูปกฎหมายตรงนี้อาจมีแนวโน้มให้มีการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายที่มันสอดคล้องกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ปรากฏการณ์เด่นๆ ซึ่งเป็นที่จดจำในช่วงเวลาที่ผ่านมาคืออะไร?

สุรชัย: ผมคิดว่ามันมีการขับเคลื่อนของชุมชนในหลายรูปแบบในปัจจุบัน นอกจากการตรวจสอบการดำเนินโครงการใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนของเขาในเฉพาะพื้นที่แล้ว ยังมีการรวมตัว รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายมากขึ้น เช่น เครือข่ายเหมืองแร่ หรือปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ต่อต้านแผนพัฒนาภาคใต้ หรือเครือข่ายปฏิรูปที่ดินซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่ดินที่เป็นธรรมและการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายเรื่องโลกร้อน

กรณีเหล่านี้ผมคิดว่า เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นว่าชาวบ้านชาวบ้านเริ่มมีการรวมตัวรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายมากขึ้นในการขับเคลื่อน และการขับเคลื่อนดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะไปสู่การขับเคลื่อนที่มากกว่าในพื้นที่ เช่น การตั้งคำถามต่อแผนพัฒนาภาคใต้ การตั้งคำถามต่อการจัดทำผังเมือง ซึ่งพวกนี้จะเป็นเรื่องที่มันกว้างกว่าพื้นที่ ตรงนี้เป็นรูปธรรมที่เห็นและมีแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ว่าในการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นเรื่องของการใช้สิทธิในการควบคุมตรวจสอบ แต่การรณรงค์เรื่องของการใช้สิทธิทางการฟ้องคดีนั้นยังมีอยู่ไม่มาก การขับเคลื่อนของชุมชนเราก็จะเห็นว่ายังไม่ได้ทำอย่างเป็นรูปแบบแต่เป็นไปตามสถานการณ์ทางธรรมชาติ

ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมคราวนี้เราก็จะเห็นว่าจะมีชุมชนย่อยๆ ออกมาตั้งคำถามกับการทำงานของรัฐในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทำไมน้ำท่วมที่นั่นแต่ไม่ท่วมที่นี่ ทำไมท่วมที่นี่มากกว่า ที่นี่มีลักษณะเป็นประชาชนชั้นสองน้อยกว่าที่อื่นหรือย่างไร ผมคิดว่ามันมีลักษณะเชิงสถานการณ์มากกว่าที่จะออกมาตั้งคำถามในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าในปีที่ผ่านมาจะมีลักษณะที่คล้ายกับปีก่อนๆ ก็คือว่าในเรื่องการขับเคลื่อนของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม เราจะพบปรากฏการณ์ของการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อที่จะดำเนินคดีกับแกนนำ กับชาวบ้านที่ใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าชาวบ้านจะแสดงสิทธิในการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามกับโครงการก็อาจถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท หรือว่าชาวบ้านใช้สิทธิในการชุมนุมก็อาจถูกดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับการชุมนุมมั่วสุม ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ปรากฏการณ์การใช้กระบวนการทางกฎหมายเหล่านี้ ในหลายๆ ครั้งเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ตัวรัฐ หรือทุน หรือผู้ประกอบการเองมีความประสงค์ต้องการจะขัดขวางการแสดงความคิดเห็นในการตรวจสอบของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้เป็นแนวโน้มที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปีที่ผ่านมาก็มีลักษณะเช่นนั้นอยู่

คราวนี้ในลักษณะของกระบวนการยุติธรรมเอง กระบวนการยุติธรรมก็จะมีผลในคำพิพากษาคดีของคุณจินตนา แก้วขาว ที่พิพากษาให้จำคุก 4 เดือน ข้อหาบุกรุก จากการที่คุณหน่อย จินตนา แก้วขาว และคนในชุมชนเข้าไปร่วมคัดค้านโครงการถ่านหินเมื่อสิบปีที่แล้วโดยไม่รอลงอาญา ตัวคำพิพากษาเองก็ทำให้เห็นถึงว่ากระบวนการยุติธรรมเองยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถามมากขึ้นในปีที่ผ่านมา

หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2554 มีกรณีที่น่าสนใจคือเรื่องคดีคุณจินตนา?

สุรชัย: ครับ และก็หลายๆ คนที่ออกมาปกป้องทางสิทธิชุมชน ซึ่งผมคิดว่ามีหลายๆ ประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนว่าความผิดทางอาญาที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในด้านสิ่งแวดล้อมมันควรมีเส้นแบ่ง หรือขอบเขตมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งอันนี้ยังมีความไม่ชัดเจน ยังเป็นเรื่องคลุมเครือ และโดยคำพิพากษาเองก็ยังไม่ได้พูดในประเด็นนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมต้องมีการศึกษาและพูดคุยให้มากขึ้น

กระบวนการยุติธรรมเองก็มีการพยายามปรับตัว โดยการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลแพ่ง ตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครอง รวมถึงมีการออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินคดีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ตรงนี้ก็สะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมก็พยายามปรับตัว

ถ้าได้อ่านคำแนะนำของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดก็จะมีคำแนะนำหลายอย่างที่พยายามจะบอกถึงหลักเกณฑ์ว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่นะ เช่น เรื่องการใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดีของประชาชนต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิชุมชนมากขึ้น หรือการพิจารณาคดี ศาลต้องมีการพิจารณาในเชิงรุกมากขึ้น ต้องสามารถสอบถามพยานเพิ่มเติมได้เองหรือออกไปเดินเผชิญสืบ และตัวคำพิพากษานั้นเองก็ต้องคำนึงถึงการใช้สิทธิของชุมชนกับถิ่นที่อยู่ ผลประโยชน์สาธารณะ

อีกทั้งมีความพยายามวางหลักการในลักษณะคล้ายกันทั้งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดคือว่า ให้คำนึงถึงหลักการพัฒนาที่ยังยืนและสิทธิของชนรุ่นต่อไป ผมคิดว่าอันนี้เป็นแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ว่าในปีที่ผ่านมาก็ยังอาจยังไม่มีผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในทางคดี

เราทำคดีอยู่บางเรื่อง เช่นคดีที่ชาวบ้านมีการขอร้องเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม กรณีเรื่องการฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งออกโดยไม่ชอบเพื่อนำไปก่อสร้างโรงถลุงเหล็กที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งบริษัทก็มีการฟ้องร้องทางกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ทีนี้ชาวบ้านในพื้นที่ก็มีส่วนในการคัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอดและก็เห็นว่าจะมีผลกระทบต่อชุมชนของตนในด้านสิ่งแวดล้อมและในหลายๆ ประเด็น จึงร้องสอดเข้ามา ขอเข้าเป็นคู่ความในศาล เพื่อนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง ในการพิจารณาคดีและมีคำพิพากษา แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงสั่งยกคำร้องขอร้องสอดนั้น

แต่เมื่ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดก็ยืนยันหลักการตรงนี้ว่า สิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ถือว่ามีการโต้แย้งสิทธิ และควรมีที่จะนำเข้ามาพิจารณาคดี เพื่อให้ผลของคดีนี้ที่จะมีผลโดยตรงนี้สามารถเป็นไปตามหลักการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นแนวโน้มที่ดี อย่างน้อยก็คือเปิดช่องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและการแก้ไขปัญหาในหลากหลายเรื่องขึ้นมา เพียงแต่ว่าผลของการพิพากษา และการจัดตั้งแผนกคดีต่างๆ เพิ่งเริ่มต้น อาจจะต้องรอดูผลต่อไป

คาดว่าในอนาคตเรื่องสิทธิชุมชนจะถูกพูดถึงมากขึ้นในทางกฎหมายหรือเปล่า?

สุรชัย: ผมคิดว่าสิทธิชุมชนได้ถูกสถาปนาโดยรัฐธรรมนูญ และได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการพยายามที่จะตีความเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนมากขึ้น อย่างน้อยอย่างที่ผมยกตัวอย่างคือคำสั่งศาลปกครองที่ศาลรับคำร้องสอด มันก็เป็นตัวยืนยันประการหนึ่งว่า อย่างน้อยศาลปกครองรับรองสิทธิชุมชนในการที่จะเข้ามาปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของตนในคดีได้ แต่ว่าการรับรองต่างๆ ก็ยังอยู่แค่ว่าเขาเป็นผู้มีสิทธิเข้ามาในคดีได้ แต่ว่าเขาจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือไม่ ต้องไปพิสูจน์กันในการพิจารณาคดีและคำพิพากษาต่อไป

คิดเห็นอย่างไรกับการที่มีคำวินิจฉัยศาลระบุว่า กฎหมายป่าไม้ซึ่งมักถูกนำมาใช้จับกุมชาวบ้านที่อยู่กับป่าไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะทำให้มีแนวโน้มการฟ้องคดีต่อชาวบ้านเพิ่มขึ้นหรือไม่?

สุรชัย: อันนี้น่าจะหมายถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องว่า พ.ร.บ.อุทยานฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้เราก็ต้องดูนะครับว่า คำฟ้องดังกล่าวถือเป็นคำฟ้องในบางประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อุทยานเท่านั้น ในรายละเอียดผมยังไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เห็นคำพิพากษา เราเห็นแต่ข่าวที่ออกมา ดังนั้นจึงไม่เห็นเหตุผลในรายละเอียดว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้เหตุผลอย่างไรจึงวินิจฉัยออกมาในทำนองนั้น แต่ในความเข้าใจของผม เบื้องต้นผมคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญพยายามจะบอกว่า แม้ว่าตัวกฎหมายอุทยานไม่ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนจะประกาศเขตอุทยาน กรมอุทยานก็ผูกพันต้องบังคับใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ต้องรับรองสิทธิ์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี

กล่าวโดยง่ายๆ นั้นหมายความว่า ไม่ว่ากฎหมายอุทยานจะเขียนไม่เขียนกรมอุทยานก็ต้องปฏิบัติตารัฐธรรมนูญ คุณจะไปออกกฎเกณฑ์อะไร แค่ไหน อย่างไรเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น ก็เป็นเรื่องที่กรมอุทยานต้องทำเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่เราดูจากประเด็นเท่านั้นจะต้องไปดูในรายละเอียดของคำพิพากษาอีกที

แนวโน้มในอนาคตของกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากรจะเป็นอย่างไร?

สุรชัย: แนวโน้มในอนาคต ในปีหน้า (พ.ศ.2555) ผมคิดว่าการเคลื่อนของประชาชนจะเป็นการเคลื่อนในเชิงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องผังเมือง การกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะที่มันเป็นผังเมืองว่า เราควรกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนให้เป็นแบบไหน ให้เป็นเกษตรกรรม ให้ปลอดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรืออยากให้เป็นท่องเที่ยว หรือในบางพื้นที่อาจอยากให้เป็นอุตสาหกรรมก็แล้วแต่ มันจะมีการขับเคลื่อน ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองและกฎหมายผังเมืองนี้มากขึ้น

เราอาจมีการพูดถึงเรื่องการกำหนดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมปี 2535 มากขึ้น ผมคิดว่าการขับเคลื่อนนี้มันจะมีลักษณะนอกจากเป็นรายเฉพาะประเด็น เฉพาะพื้นที่ ก็จะมีการคุ้มครองที่เป็นลักษณะวงกว้างอย่างนี้มากขึ้น ผมคิดว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น

ส่วนการขับเคลื่อนกฎหมายใหม่ๆ ในปีหน้าก็น่าจะมีทั้ง พ.ร.บ.ผังเมืองเองที่ออกมาตั้งแต่ปี 2518 และปัจจุบันก็มีการร่างกฎหมายอยู่ทั้งโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และภาคประชาชนบางส่วนก็มี รวมทั้งยังมีกฎหมายอีกหลายเรื่อง องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นกฎหมายที่เราต้องผลักดันกันต่อไป เพราะว่ากฎหมายที่องค์กรภาคประชาชนพยายามเสนอคืออยากให้เป็นองค์กร แต่ภาครัฐบางส่วนอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรตรงนี้

รวมทั้งในปีหน้า ผมคิดว่าจะมีคำพิพากษาที่ออกมาเป็นบรรทัดฐานในอีกหลายเรื่อง คำพิพากษาสูงสุด เช่น คดีคลิตี้ เกี่ยวกับเรื่องการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ก็น่าจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องของหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนมลพิษมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าเรายังไม่มีการพูดเกี่ยวกับการเยียวยาในแง่ของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายไปจากการดำเนินกิจการ โครงการที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหลายตอนนี้เลย อย่างชัดเจนนะครับ คดีคลิตี้ก็อาจจะเป็นเคสแรกๆ ที่ชัดเจนขึ้น

นอกจากนั้น เราก็จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคดีเรื่องการสลายการชุมนุมท่อก๊าซฯ ไทย-มาเลเซีย ที่มีการฟ้องร้องคดีกันมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นการวางหลักบางประการเกี่ยวกับเรื่องการใช้เสรีภาพในการชุมนุมของชุมชนในด้านต่างๆ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งอันนี้ก็เป็นแนวโน้มที่เราต้องติดตามกันต่อไปครับว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะวางบรรทัดฐานอะไร อย่างไร และจริงๆ แล้วภาคประชาชนหรือนักวิชาการจะเห็นพ้องต้องกันไหมหากจะต้องมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใดต่อไป

ในแง่ของการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการฟ้องร้องชาวบ้าน แนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

สุรชัย: คือลักษณะจะเป็นลักษณะร่วมโดยทั่วไป คือจะมีแนวโน้มมากขึ้นออยู่แล้ว ผมคิดว่าปีหน้าก็น่าจะต้องผลักดันให้มีการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมในหลายๆ ด้าน คงต้องมีการพูดถึงเรื่องการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมากขึ้นซึ่งก็มีอยู่นะ แต่ว่าในบางประเด็นก็ไม่มี พูดง่ายๆ ว่าไม่ทั่วถึงจริงจัง ก็อาจจะมีเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน เฉพาะคดีสิ่งแวดล้อมซึ่งผมคิดว่าการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมมันไม่สามารถจะไปจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลต่างๆ ได้ เพราะว่ามันมีสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้มตรงนี้ ไม่ว่าสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และมีการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกัน

ตรงนี้ทั้งฝ่ายภาคประชาชนและฝ่ายนักวิชาการเองก็ต้องพยายามผลักดันประเด็น และศาลเองก็วินิจฉัยข้อเท็จจริง หรือว่าข้อกฎหมายเหล่านี้ให้มีความชัดเจน เพราะผมคิดว่ามันจะทำให้การใช้สิทธิของชุมชน ของประชาชนในส่วนต่างๆ มีความชัดเจนขึ้น และตัวชุมชนเองก็จะได้มีการทบทวนว่าการใช้สิทธิของตนเองนั้นมีความเหมาะสมเพียงพอแล้วหรือไม่ แค่ไหน อย่างไรด้วย เพราะปัจจุบันที่มันยังไม่มีความชัดเจนก็ก่อให้เกิดกระบวนการที่อาจทำให้เกิดการกลั่นแกล้ง หรือว่าเพื่อไม่ให้ชุมชนมีปากมีเสียงหรือสามารถมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรจะมีลักษณะแบบนี้

สำหรับกรณีการระดมฟ้องร้องคดีน้ำท่วมต่อหน่วยงานรัฐ ถือเป็นกรณีที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางกฎหมายมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร?

สุรชัย: ในการใช้สิทธิ์ หากมองเพียงการใช้สิทธิ์ก็อาจจะดูดี แต่คิดว่าลักษณะดังกล่าวมันอาจไม่ได้นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนจริง คือมันอาจจะช่วยเยียวยาได้ แต่ว่ามันมีความจำเป็นคือจะฟ้องเพื่อเยียวยาก็ว่ากันไป เป็นสิทธิของแต่ละคนที่เห็นว่ามีความเสียหายเฉพาะบุคคลก็สามารถที่จะเรียกร้อง แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ง่ายอะไรขนาดนั้น คือเราเห็นกลไกเรื่องการฟ้อง แต่ในความจริงแล้วเราต้องดูผลที่มันเกิดขึ้นด้วย ผมคิดว่าสิ่งที่มันมากไปกว่านั้น เราต้องคิดในเชิงสร้างกลไก สร้างมาตรการ คำพิพากษามันต้องสร้างกลไก สร้างมาตรการ และตัวกระบวนการการฟ้องจะต้องสร้างความเข้มแข็งด้วย

อันนี้ก็พูดตรงๆ คือผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการระดมฟ้องนี้ ถ้ามันไม่มีกระบวนการให้เขามีส่วนร่วม มันก็เหมือนกับการมอบอำนาจมอบชีวิตให้ทนายความไปทำคดีให้ ซึ่งผมคิดว่าอย่างนี้ผลมันก็ไม่น่าได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก

การฟ้องมันฮือฮาก็จริง แต่มันสร้างเป็นบรรทัดฐานอะไรหรือเปล่า คือคนเขามีวัตถุประสงค์อะไรหลายอย่างก็แล้วแต่ และตรงนี้ก็อาจจะสร้างคุณูปการบางอย่างทางสังคมในทางสังคมก็ได้ หรืออาจเป็นรูปการใหม่ในการฟ้องก็ได้ แต่คนไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องที่ตนฟ้องมากพอที่สร้างจิตสำนึกในบางเรื่องขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นเรื่องการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งก็โอเคก็เยียวยากันไป แล้วสุดท้ายปีหน้าก็มาว่ากันใหม่

บุคคลแห่งปีที่มีอิทธิพลในวงการด้านสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมาคือใคร เพราะอะไร

สุรชัย: บุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการด้านสิ่งแวดล้อมผมก็ต้องพูดถึงคุณหน่อย จินตนา และนักต่อสู่อีกหลายๆ คนที่ต่อสู้เพื่อชุมชนของเขา แต่ต้องถูกดำเนินคดีและจำคุกคุมขัง ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญมากในปีที่ผ่านมา เพราะว่าในการต่อสู้ของบุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่สิ่งที่เขาทำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยคำนึงถึงสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของเขามันเป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมต้องคำนึงถึง และให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของชุมชนในการออกมาตรวจสอบ หรือการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมต้องมีที่ยืน และได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม

ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังละเลย และไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของชุมชนอย่างเพียงพอ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ และต้องวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้กลับมาคำนึงถึง และกระบวนการยุติธรรมตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะศาล แต่หมายถึงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ รวมถึงทนายความและก็ศาลด้วย

ผมคิดว่าเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนว่า เราจะสร้างความชัดเจนในการใช้สิทธิของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างเพียงพอได้อย่างไร ไม่ใช่การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จะต้องได้รับโทษทางอาญา ต้องชดใช้ความเสียหายในทางแพ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่คนทำเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องได้รับผลที่ไม่เป็นธรรมอย่างนั้น

เครือข่าย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ยื่นหนังสือนายกฯ ห่วงผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี

25 ธ.ค.54 ที่จังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายสภาชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.) ได้เข้ายื่นหนังสือกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นประเด็นสืบเนื่องจากการรณรงค์ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมของคณะรัฐมนตรีอาเซียน ที่เสียมเรียบ ประเทศเขมร และมีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไป และให้ประเทศญี่ปุ่นทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งยังไม่ชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในลุ่มน้ำโขง

เนื้อหาในหนังสือเรียกร้องให้ประชาชนในลุ่มน้ำโขงมีส่วนร่วมในการในการกำหนดกรอบในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี

00000

ที่ คสข.พิเศษ/๒๕๕๔ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.)

๒๗๔ หมู่ ๒ ตำบลบุ่งคล้า

อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ

วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

เรื่อง ขอให้ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรี

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ในนามของเครือข่ายประชาชน ๘ จังหวัดลุ่มน้ำโขง อันประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ได้ทำงานติดตามกรณีเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขง ในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว แม้ว่าเขื่อนจะตั้งอยู่ในสปป.ลาว แต่โครงการเขื่อนไซยะบุรีก็เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากมี บริษัท ช การช่าง (มหาชน) จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทย ๔ แห่งในการพัฒนาโครงการ ขณะที่ผู้รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนดังกล่าว คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะแสดงเจตจำนงต่อพันธกรณีตามกฎหมายตามความตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.๒๕๓๘ ในการแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้พึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขงทั้งโดยตรง และโดยอ้อม

จากข้อค้นพบของการศึกษาต่างๆ จากนักวิชาการ ยังแสดงให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกโครงการนี้ โดยเฉพาะรายงานการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ของ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พบว่าเขื่อนไซยะบุรีจะส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตการอพยพของพันธุ์ปลา และอาจเป็นเหตุให้มีการสูญพันธุ์ของพันธุ์สัตว์น้ำกว่า ๔๑ ชนิดในแม่น้ำโขง รวมทั้งปลาบึกด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลได้ตระหนัก และดำเนินการในประเด็น ดังต่อไปนี้

๑. ควรให้ประชาชนในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำโขง ๘ จังหวัด ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไซยะบุรี และมีส่วนร่วมในการศึกษาผลกระทบดังกล่าวนี้ทุกขั้นตอนในกระบวนการศึกษา

๒. ควรมีการจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไซยะบุรีใหม่ ให้สอดคล้องกับความคาดหวังในระดับสากลที่มีต่อเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างในแม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโครงการนี้

๓. เนื่องจากการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีข้อบกพร่อง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะทราบก่อนกระบวนการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชน จึงถือได้ว่ากระบวนการเหล่านี้มีข้อบกพร่องอย่างฉกรรจ์ เมื่อจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจนเสร็จแล้ว ก็ควรนำผลการวิเคราะห์นั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดให้มีการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนในสปป.ลาวและประเทศอื่นๆ อีกสามแห่งในแม่น้ำโขงตอนล่าง

๔. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอมีแนวโน้มทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรร่วมของประเทศต่าง ๆ และยังขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปป.ลาว ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity)

๕. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอมีแนวโน้มทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อรัฐเพื่อนบ้าน ซึ่งขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปป.ลาว ในการป้องกันอันตรายข้ามพรมแดน

๖. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอขัดกับหลักการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากการตัดสินใจดังกล่าวไม่คำนึงความไม่แน่นอนและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อน และไม่แสดงให้เห็นว่าจะสามารถนำมาตรการลดผลกระทบเหล่านี้ไปปฏิบัติได้จริง

๗. ประเทศกัมพูชา ไทย และเวียดนามมีสิทธิและหน้าที่ในการป้องกันผลกระทบร้ายแรงจากเขื่อนไซยะบุรีที่มีต่อแม่น้ำโขง รัฐบาลประเทศเหล่านี้มีสิทธิได้รับการเยียวยาด้านการเงินเนื่องจากผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของตน

๘. ให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ดังนั้น เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.) หวังว่ารัฐบาลไทย จะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์เชิงธุรกิจของคนส่วนน้อย แต่ทำลายวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงหลายล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ควรเคารพภูมินิเวศวัฒนธรรมชุมชน โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน เพื่อให้สังคมสุวรรณภูมิอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดเลย ตัวแทนจังหวัดหนองคาย

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ ตัวแทนจังหวัดนครพนม

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดมุกดาหาร ตัวแทนจังหวัดอำนาจเจริญ

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนจังหวัดเชียงราย

เปิดปมเก่า 'เมกกะโปรเจ็คท์น้ำ' ของสำนักทรัพย์สินฯ ก่อน กยอ.ปัดฝุ่นใช้

แม้เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤติที่ประเทศไทยจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ แต่การดำเนินการใดๆ ณ สถานการณ์นี้ก็ยังคงต้องถูกตั้งคำถามและตรวจสอบ... ยิ่งเป็นโครงการใหญ่ยิ่งถูกจับตา

ดังกรณีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) โดยการนำของ “ดร.วีรพงษ์ รามางกูร” หรือ ดร.โกร่ง ได้ออกมาระบุว่าจะใช้ข้อเสนอแนะของ “โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 เป็นแนวทางการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ตามหน้าที่หลักที่ได้รับมอบหมายนั่นคือ การสร้างความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติกลับคืนมายังประเทศไทย และวางแผนการลงทุนระบบน้ำทั้งหมด

ขณะที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันสุดตัวต่อรัฐบาลและคณะยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ให้ผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยระยะยาว ด้วยเหตุผลว่า ไจก้าเคยศึกษาการวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณการในพื้นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อปี 2543 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เมื่อเปิดเอกสาร “โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ พบว่า แผนและมาตรการในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีมาตรการทั้งที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง ใช้สิ่งก่อสร้าง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำระดับลุ่มน้ำ โครงการผันน้ำ ไปจนถึงโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

หากดำเนินการตามโครงการดังกล่าวได้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับลุ่มน้ำได้ไม่น้อยกว่า 11,000 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว ยังจะมีปริมาณน้ำเหลือใช้ (Return Flow) เพื่อไปใช้กับพื้นที่ที่ที่อยู่ทางด้านท้ายน้ำได้อีก ไม่น้อยกว่าปีละ 6,000 ล้าน ลบ.ม.

พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง คือพื้นที่ในระบบชลประทานของโครงการพิษณุโลก โครงการเจ้าพระยาใหญ่ และพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ (ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 ล้านไร่) จะลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งได้

ส่วนประโยชน์ที่จะได้ตามมาคือการลดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง สามารถลดปริมาณน้ำเหนือหากผ่านปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการได้ถึง 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือสามารถป้องกันน้ำท่วมในขนาดรอบ 25 ปีได้อย่างดี ซึ่งรวมถึงขนาดน้ำท่วมของปี 2538 และลดปริมาณน้ำเสียจากเมืองหลักได้รวมวันละ 9 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนั้น จะมีปริมาณน้ำจืดเพียงพอที่จะช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (น้ำเสียและน้ำเค็ม) ในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม กระแสคัดค้านโครงการดังกล่าวก็มีมาตั้งแต่ก่อนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 โดยเครือข่ายองค์กรเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ทบทวนโครงการดังกล่าวเป็นระยะ และระบุว่าข้อเสนอในโครงการดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นที่รวบรวมมาจากหน่วยงานราชการ

โครงการย่อยต่างๆ ภายใต้โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน โครงการผันน้ำเมย-สาละวิน-เขื่อนภูมิพล โครงการเขื่อนแม่ขาน โครงการเขื่อนแม่วงก์ โครงการเขื่อนแควน้อย โครงการเขื่อนกิ่วคอหมา รวมไปถึงการเก็บค่าบริการจากผู้ใช้น้ำในพื้นที่ชลประทาน การเร่งออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ฯลฯ ล้วนยังคงมีข้อถกเถียงและมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานเจ้าของโครงการและประชาชนผู้รับผลกระทบในด้านต่างๆ ที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยในเฉพาะประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใสของการดำเนินงาน ผลประโยชน์ที่แท้จริง และผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

พื้นที่ก่อสร้างโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น

เขื่อนภูมิพล จ.ตาก
ภาพจาก: flickr.com By: loewit

โครงการผันน้ำสาละวิน-เขื่อนภูมิพล
ภาพจาก: http://www.livingriversiam.org/sw/_sub-th-divert.html

นอกจากนี้ เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ยังเคยมีหนังสือส่งไปยังผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตั้งคำถามถึงผลกระทบจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งที่ได้เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในด้านลบต่อสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเนื่องที่ไม่อาจควบคุมได้ อย่างน้อยใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.จากสภาพของข้อเท็จจริงในบางพื้นที่ ได้ปรากฏกระแสข่าวลือในเรื่อง “เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” มาก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อโครงการจัดทำกรอบฯ มีสถานภาพเป็นมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 จึงน่าเป็นห่วงต่อการนำไปปฏิบัติใช้จริงของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ครบถ้วนแก่ราษฎรในพื้นที่ต่อสถานภาพของโครงการนี้อย่างเป็นจริง

2.ในกระบวนการพัฒนาโครงการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการจำนวนมาก ต่างก็ได้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง ทั้งในโครงการสร้างเขื่อนและ โครงการผันน้ำ แต่ปรากฏว่าโครงการต่างๆ ที่ยังคงมีปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรทั้งหมดถูกบรรจุไว้ในโครงการจัดทำกรอบฯ ดังกล่าว

3.คณะทำงานของโครงการจัดทำกรอบฯ บางท่าน มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งกำลังศึกษาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้กับกรมชลประทาน อาทิเช่น โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน, โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น, โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขาน ดังนั้นข้อเสนอมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง จึงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่องานของบริษัทที่ปรึกษาที่เสนอต่อกรมชลประทาน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการดำเนินงานตามแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และป้องกันความขัดแย้งที่อาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การนำโครงการดังกล่าวกลับมาปัดฝุ่น อาจต้องการการหยั่งเสียงและฟังการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมวงกว้างอีกครั้ง

000

บทสรุปและข้อเสนอแนะ โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีดังนี้

· สาเหตุและปัญหาทรัพยากรน้ำ

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นลุ่มน้ำที่มีความสำคัญที่สุดในด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม การตั้งถิ่นฐาน และเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลัก ในอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ โดยขาดการวางแผนและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ คือ

1.การใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ทั้งทรัพยากรดิน น้ำและป่าไม้ มีสภาพเสื่อมโทรมเป็นอันมากก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินที่รุนแรง ทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพน้ำ อุทกภัย และภัยแล้ง

2.การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น การขยายตัวของชุมชนเมือง การเพาะปลูกพืชในฤดูแล้ง การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เป็นสาเหตุให้เกิดความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำท่าที่มีแนวโน้มลดลงทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ น้ำเสีย และอุทกภัย

3.การพัฒนาทรัพยากรน้ำไม่สามารถกระจายตัวในลุ่มน้ำต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณ สภาพภูมิประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของแรงงานจากเขตชนบทสู่เมืองใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำที่ไม่มีการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำในระดับลุ่มน้ำ

4.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตภัยแล้งในปี 2533-37 ทำให้เกิดภาวการณ์ขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำเจาพระยา 2 – 3 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกมากกว่า 10,000 ล้านบาท และส่งผลเสียหายต่อการใช้น้ำในกิจกรรมอื่นๆ เช่น อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม การคมนาคมทางน้ำ นอกจากนนั้นมีการนำน้ำบาดาลมาใช้ทดแทนมากขึ้นเป็นเหตุให้การทรุดตัวของดิน ยังผลก่อให้เกิดปัญหารุนแรงและต่อเนื่องในอนาคต เช่น ปัญหาน้ำท่วม ถ้าเกิดกรณีอุทกภัยเช่นปี 2538 ในอนาคต 15 ปี จากการพัฒนาชุมชนเมืองและสภาพการใช้ที่ดินจะเกิดความเสียหาย 164,000 ล้านบาท

5.ผลกระทบจากกรณีที่แม่น้ำท่าจีนเน่าเสียในต้นปี 2543 สาเหตุมาจากการใช้สารเคมีในไร่นา รวมกับการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานเกิดความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมรวม 200,000 ไร่

· แผนและมาตรการในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ

จากปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยรวมของประเทศ จำเป็นต้องดำเนินแผนและมาตรการในการแก้ไขปัญหาเป็น 3 ระยะ คือ แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สามารถจัดหาปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในฤดูแล้งประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. บรรเทาอุทกภัยโดยลดปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำหลากช่วงที่ผ่านบางไทรได้ถึง 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรับปรุงคุณภาพน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำเสียได้ถึงวันละ 9 ล้าน ลบ.ม.

1.แผนระยะสั้น

จะต้องแก้ไขปัญหาโดยใช้มาตรการต่างๆ โดยเน้นในพื้นที่ระดับเฉพาะถิ่นและระดับลุ่มน้ำที่มีการพัฒนาแหล่งน้ำเดิมอยู่แล้วเป็นหลัก สามารถลดความต้องการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ได้เพิ่มขึ้นในฤดูฝนเพื่อมาใช้ในฤดูแล้งประมาณ 1,070 ล้าน ลบ.ม. เพื่อกิจกรรมการใช้น้ำต่างๆ และรักษาคุณภาพน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้แก่พื้นที่ใช้น้ำบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ประมาณ 10 ล้านไร่ ลดปริมาณน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ประมาณ 250 ลบ.ม.ต่อวินาที และจัดสร้างพื้นที่ปิดล้อมป้องกันพื้นที่ชุมชนหลัก รวมทั้งลดปริมาณน้ำเสียจากเมืองหลักได้ประมาณวันละ 1.6 ล้าน ลบ.ม.

มาตรการที่นำมาใช้ประกอบด้วย

1.1มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในฤดูแล้ง ลดปัญหาน้ำเสียและมีระบบเตือนภัยน้ำท่วมประกอบด้วย
1) การฟื้นฟู อนุรักษ์สภาพแวดล้อม
2) การปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
3) การปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร
4) ระบบทำนายและระบบเตือนภัยน้ำท่วม
5) กำหนดการใช้ที่ดิน/พื้นที่เสี่ยงภัย
6) การทำประกันอุทกภัย ผจญภัย และการฟื้นฟูหลังจากอุทกภัย
7) ปรับปรุงเกณฑ์การปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำ
8) สร้างจิตสำนึกให้ลดการระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ
9) กำหนดมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำและคุณภาพน้ำทิ้ง
10) กำหนดโควตาปริมาณน้ำทิ้งและคุณภาพน้ำทิ้งของแต่ละชุมชน
11) ปรับด้านกฎหมายและองค์กร

1.2 มาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง สามารถจัดหาปริมาณน้ำเพิ่มให้กับลุ่มน้ำ ลดปัญหาน้ำเสีย และบรรเทาอุทกภัยในเมืองหลัก ประกอบด้วย
1) การส่งเสริมการปลูกป่าในแหล่งต้นน้ำลำธาร
2) ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและการพัฒนาน้ำใต้ดิน
3) ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกระจายในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ
4) ก่อสร้างโครงการชลประทานระบบท่อ
5) จัดทำระบบปิดล้อมพื้นที่ชุมชนในกรุงเทพฯ และเมืองหลัก
6) ก่อสร้างระบบน้ำเสียรวมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลักตอนล่าง

มาตรการและแผนแก้ไขปัญหาระยะสั้น สามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นรอบ 25 ปี (เช่นปี 2538) และปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งปัญหาน้ำเสียเช่นที่เกิดขึ้นช่วงปี 2533-2537 ที่จะมีผลรุนแรงขึ้นในอนาคต จำเป็นต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาวเพิ่มเติม

2.แผนระยะกลาง (5-15 ปี)

จะต้องใช้มาตรการมีสิ่งก่อสร้างเป็นหลัก ทั้งพื้นที่เปิดใหม่ และพื้นที่เดิมในลุ่มน้ำที่วิกฤต สามารถจัดหาปริมาตรน้ำใช้งานในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,500 ล้าน ลบ.ม. ลดปริมาณน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยประมาณ 550 ลบ.ม.ต่อวินาที และลดปริมาณน้ำเสียจากเมืองหลักได้วันละ 5.5 ล้าน ลบ.ม.

มาตรการที่นำมาใช้ประกอบด้วย

2.1 ก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำระดับลุ่มน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนคลองโพธิ์ อ่างเก็บน้ำแม่วงศ์ และอ่างเก็บน้ำแควน้อย

2.2 โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน และโครงการผันน้ำเมย-สาละวิน-เขื่อนภูมิพล อาจต่อเนื่องถึงแผนระยะยาว

2.3 พัฒนาระบบแก้มลิงในทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง

2.4 ปรับปรุงระบบระบายน้ำ

2.5 จัดสร้างช่องทางผันน้ำหลากบางไทร-อ่าวไทย อาจต้องต่อเนื่องถึงแผนระยะยาว

2.6 ปรับปรุงสภาพลำน้ำระยะที่1

2.7 สร้างระบบรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียในลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลักที่เหลือและท่าจีน

แผนระยะกลางจะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ น้ำเสีย และบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่เปิดใหม่ของลุ่มน้ำสะแกกรัง และลุ่มน้ำแควน้อย รวมทั้งพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ รวม 10 ล้านไร่ อย่างได้ผล แต่ถ้าต้องแก้ไขปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ต้องดำเนินมาตรการในแผนระยะยาว

3.แผนระยะยาว (มากกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 25 ปี)

จะต้องแก้ไขปัญหาในระดับลุ่มน้ำโยใช้มาตรการมีสิ่งก่อสร้างเต็มรูปแบบ จะสามารถจัดหาน้ำเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำได้ไม่น้อยกว่า 6,000 ล้าน ลบ.ม. และลดปริมาณน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ใต้บางไทรประมาณ 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งปรับคุณภาพน้ำเสียในลุ่มน้ำได้ถึงวันละ 9 ล้าน ลบ.ม.

มาตรการที่ใช้ประกอบด้วย

3.1 การก่อสร้างโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ อ่างเก็บน้ำแก่งเสือเต้น อ่างเก็บน้ำเขื่อนกิ่วคอหมา และอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่ขาน

3.2 โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ โครงการผันน้ำเมย-สาละวิน-เขื่อนภูมิพล และโครงการกก-อิง-น่าน
3.3 โครงการพัฒนาระบบแก้มลิงทุกลุ่มน้ำ รวมทั้งปรับปรุงระบบระบายน้ำ

3.4 โครงการก่อสร้างช่องทางผันน้ำฝั่งตะวันออกจากอำเภอบางไทรสู่อ่าวไทย

3.5 ปรับปรุงสภาพลำน้ำระยะที่ 2

3.6 สร้างระบบรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียในลุ่มน้ำป่าสัก ปิง วัง ยม น่าน และสะแกกรัง

สรุปตามแผนและมาตรการทั้งสามระยะ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับลุ่มน้ำได้ไม่น้อยกว่า 11,000 ล้าน ลบ.ม. นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว ยังจะมีปริมาณน้ำเหลือใช้ (Return Flow) เพื่อไปใช้กับพื้นที่ที่ที่อยู่ทางด้านท้ายน้ำได้อีก ไม่น้อยกว่าปีละ 6,000 ล้าน ลบ.ม.

พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง คือพื้นที่ในระบบชลประทานของโครงการพิษณุโลก โครงการเจ้าพระยาใหญ่ และพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ (ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 ล้านไร่) จะลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งได้

ส่วนประโยชน์ที่จะได้ตามมาคือการลดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง สามารถลดปริมาณน้ำเหนือหากผ่านปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการได้ถึง 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือสามารถป้องกันน้ำท่วมในขนาดรอบ 25 ปีได้อย่างดี (ขนาดน้ำท่วมของปี 2538) และลดปริมาณน้ำเสียจากเมืองหลักได้รวมวันละ 9 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนั้น จะมีปริมาณน้ำจืดเพียงพอที่จะช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (น้ำเสียและน้ำเค็ม) ในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนด้วย

· การปรับแผนและทิศทางการพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาในอนาคต

การพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีความจำกัดตามศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในลุ่มน้ำ แม้จะมีการพัฒนาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยการผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่นก็ตาม แต่จะต้องมีข้อจำกัดที่จะไม่พัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกินที่จะแก้ไขได้ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรับแผนและกำหนดทิศทางในการพัฒนาลุ่มน้ำ กล่าวคือ

1. กำหนดความเจริญเติบโตในการพัฒนาในลุ่มน้ำให้เหมาะสมกับทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำ

2. การพัฒนาที่ยึดแนวเศรษฐกิจอย่างพอเพียง

3. กำหนดเป้าหมายพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในทุกขนาดโครงการประมาณ 20 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่ชลประทานในโครงการขนาดใหญ่และขนาดกลางอย่าน้อย 10 ล้านไร่ ที่มีปรมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกในฤดูแล้ง จะต้องกำหนดนโยบายและทิศทางการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมในพื้นที่ชลประทานของโครงการขนาดใหญ่และขนาดกลาง

4. ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เกษตรน้ำฝน โดยใช้ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ

5. การควบคุมการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำเพื่อให้มีความชัดเจนในการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

6. ปรับปรุงรูปแบบการประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของหน่วยงานต่างๆ ให้ประสานผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันอย่างมีประสิทธิผล และนำไปปฎิบัติได้อย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะ

การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีข้อเสนอแนะที่ต้องดำเนินการให้บรรลุผล กล่าวคือ

1.สนับสนุนและกำหนดแนวทางของโครงการ จัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้มีผลทางปฏิบัติ

2.จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ เพื่อให้ครอบคลุมด้านการพัฒนาจัดหาน้ำต้นทุน การจัดสรรน้ำ การควบคุมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และอุทกภัย รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ใช้น้ำให้มากขึ้น เป็นแผนระยะยาวควบคู่กับการวางแผนการใช้ที่ดิน และการขยายตัวของสังคมและเศรษฐกิจในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

3.ผลักดันการจัดหาน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นให้เต็มตามศักยภาพและให้เหมาะสมกับดุลยภาพของระบบนิเวศ จะต้องให้ความสำคัญการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้กับโครงการใหม่ๆ ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อประโยชน์การแก้ไขปัญหาน้ำในทุกๆ ด้าน และกระจายความอยู่ดีกินดีทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำ

4.เสนอให้ปฏิรูปองค์กรเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำมีความต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการใช้น้ำได้อย่างทั่วถึง

5.เสนอรัฐตั้งคณะกรรมทำงานพิจารณาทบทวน แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำเดิมและผลักดันเข้าสู่การพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาผู้แทนราษฎรภายใน 1 ปี

6.เสนอให้จัดตั้งกองทุนน้ำ (Water Fund) เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ

7.เสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้หลักเกณฑ์ผู้ใช้ต้องรับภาระในการจ่ายค่าบริการ (User pay principle) เช่น เก็บค่าบริการจากผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการชลประทานและเก็บค่าคืนทุนจากโครงการที่รัฐลงทุน

การแก้ไขปัญหาระยะสั้น ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าปัญหาน้ำขาดแคลน น้ำท่วม และน้ำเสีย รัฐบาลต้องเร่งรัดดำเนินการทุกมาตรการ โดยเน้นมาตรการที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างเป็นลำดับแรก อาจจะต้องศึกษาและวางแผนการปฏิบัติเพื่อไม่ให้แผนงานและโครงการของทุกหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนและผลกระทบต่อกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในระบบเดียวกัน ประหยัด และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในระยะยาวรัฐบาลควรปรับแผนและกำหนดขีดจำกัดความเจริญเติบโตของการพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้เหมาะสมกับทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำ พร้อมกำหนดความชัดเจนการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย และพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ฯลฯ

สำหรับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต่างๆ คือ อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์, แม่วงศ์, แควน้อย, แก่งเสือเต้น, กิ่วคอหมา, และแม่ขาน หรือโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ คือ กก-อิง-น่าน, เมย-สาละวิน-ภูมิพล เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำต้นทุนช่วงฤดูแล้ง ต้องใช้เวลาพัฒนาโครงการนาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดผลกระทบสูงด้านสังคมและเกี่ยวเนื่องกับนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

ควรตั้งหน่วยงานกลางหรือคณะทำงานกลางเพื่อกำหนดนโยบายการพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างจริงจังในทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนานจนกระทั่งมีการพัฒนาการใช้ที่ดินในพื้นที่อ่างเก็บน้ำมากขึ้น จะไม่อาจดำเนินการได้ หากรัฐบาลมีนโยบายการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำ นอกจากพื้นที่โครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายที่จะใช้ประโยชน์จากโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ช่วงฤดูแล้งอย่างเต็มที่ ก็ควรจัดทำโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเพื่อหาน้ำมาเพิ่มให้เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ เพื่อส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งให้กับโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

สำหรับโครงการช่องทางผันน้ำท่วมบางไทร-อ่าวไทย นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการป้องกันความปลอดภัยของประชาชนและความเสียหายทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่สำคัญของประเทศ (ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ) แล้วยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศอีกด้วย เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดผลกระทบสูงด้านสังคม ควรตั้งหน่วยงานกลางหรือคณะทำงานกลางเพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบอย่างจริงจังในทันที หากปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนาน จนกระทั่งมีการพัฒนา การใช้ที่ดินในเขตแนวช่องทางผันน้ำมากขึ้นจะไม่อาจดำเนินโครงการได้ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับโครงการช่องทางผันน้ำท่วมของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา บริเวณชุมชนหาดใหญ่ตามพระราชดำริ ซึ่งเสนอให้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2531 แต่ไม่มีการดำเนินการ เมื่อเกิดอุทกภัยปี 2543 จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคนและเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท

ถ้าเหตุการณ์อุทกภัยเช่นปี 2538 เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกครั้งในอนาคต และไม่สามารถบริหารจัดการอุทกภัยได้จะทำให้เกิดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเศรษฐกิจรวมของประเทศอย่างรุนแรงมากกว่าที่เกิดขึ้นที่ชุมชนหาดใหญ่ยิ่งนัก

ท้ายที่สุด ขณะที่ยังไม่สามารถจัดทำโครงการใดๆ เนื่องจากยังขาดแคลนงบประมาณและการยอมรับจากสังคม หากเกิดภาวะแล้งเช่นช่วงปี 2533-2537 ขึ้นอีก ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลงและปรับปรุงการปลูกพืชให้มีน้ำเพียงพอเพื่อการอุปโภคบริโภคและกิจกรรมที่จำเป็นก่อน

หากเกิดภาวะอุทกภัยดังเช่นปี 2538 หรือใหญ่กว่า ควรแก้ไขด้วยการกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมตามความจำเป็น (แก้มลิงธรรมชาติของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาขา) พร้อมกำหนดแนวทางการตอบแทนผู้ที่ไดรับความเสียหายให้ชัดเจนและเหมาะสม

เรียนผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
มนตรี จันทวงศ์ - [ 26 ธ.ค.45, 10:28 น. ]

ที่ คฟธ.(เหนือ) ๐๑/๒๕๔๕16 ถนนเทพสถิตย์ ต.สุเทพ
อ.เมือง เชียงใหม่ 50200

๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

เรื่อง โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เรียน ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เอกสารที่ส่งมาด้วย

๑.(สำเนา) ฎีกา กรณีความเดือดร้อนของราษฎรจากโครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ และเอกสารประกอบฎีกาชุดที่ 1 และชุดที่ 2
๒.หนังสือขอให้ ระงับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขาน ของราษฎรบ้านแม่ขนิลใต้ หมู่ที่ ๘ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

ด้วยโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาสังคม จำนวนหนึ่ง ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม” โดยโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ได้ดำเนินการติดตามศึกษาการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในระดับแนวนโยบายการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐบาล สถาบันวิจัยอิสระและองค์การระหว่างประเทศต่างๆ รวมทั้งการติดตามศึกษาในระดับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำที่ตั้งอยู่บนหลักของความ เป็นธรรม ความเสมอภาค การมีส่วนร่วมและความยั่งยืนของทั้งทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศวิทยาและประชาชนในท้องที่ต่างๆ

ในระดับนโยบายการบริหารจัดการ น้ำของรัฐ โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติพบว่า แนวนโยบายใหม่ๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อาทิเช่น การคิดค่าคืนทุนระบบชลประทาน, การจัดตั้งกองทุนน้ำ, การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำและการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการใช้น้ำในภาคเกษตร เป็นแนวนโยบายที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในเชิงเนื้อหาและความเป็นอิสระของภาครัฐในการกำหนดนโยบายเหล่านี้ จนถึงปัจจุบันปัญหาในข้อถกเถียงต่อแนวนโยบายการจัดการน้ำใหม่ ยังไม่มีข้อยุติในสังคมไทย

ในระดับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติได้ดำเนินการติดตามศึกษาโครงการผันน้ำ กก-อิง-น่านในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าเป็นโครงการด้านการชลประทานที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าโครงการสูง ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นโครงการที่จะสร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตของชุมชนและระบบ นิเวศน์วิทยาตลอดแนวผันน้ำอย่างมหาศาล ในตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน ได้เรียกร้องให้กรมชลประทานทบทวนและยกเลิกโครงการผันน้ำกก-อิง-น่านมาโดยตลอด และยังคงเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างราษฎรกับกรมชลประทานจนถึงปัจจุบัน และรวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอีกหลายโครงการที่ยังคงมีปัญหาระหว่างราษฎรใน พื้นที่กับกรมชลประทานที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ อาทิเช่น โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขาน (จ.เชียงใหม่), โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น (จ.แพร่)

อย่างไรก็ตามในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบต่อโครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการ และพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยข้อเสนอแผนงานของโครงการฯ ทั้งที่เป็นมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและ มาตรการใช้สิ่งก่อสร้างนั้น ส่วนหนึ่งคือประเด็นปัญหาที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ระหว่างราษฎรกับหน่วย งานที่เกี่ยวข้อง โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติในนามตัวแทนเครือข่ายองค์กรเอกชนด้านทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม ใคร่ขออนุญาตนำเสนอข้อคิดเห็นในบางแง่มุม ที่อาจจะเป็นประเด็นปัญหา อันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามโครงการดังกล่าวนี้ โดยจะนำเสนอตามลำดับดังนี้

โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน (จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.น่าน)
๑. การพัฒนาโครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน ได้ปรากฏกระแสข่าวลือเรื่อง เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทั้ง ๓ จังหวัด เพื่อหวังผลให้ราษฎรไม่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านโครงการ

๒. ราษฎรได้แสดงเจตจำนงขอให้กรมชลประทานยุติโครงการหลายครั้ง ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๔๑ ทั้งโดยการยื่นจดหมายอย่างเป็นทางการต่อเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและอธิบดีกรมชลประทานเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๓ และการประชุมร่วมกับกรมชลประทานใน ๓ จังหวัดในโอกาสต่างๆกัน นอกจากนี้ราษฎรยังได้จัดพิธีกรรมความเชื่อของชุมชนล้านนาเพื่อรักษาแม่น้ำ ได้แก่การจัดพิธีสืบชะตาแม่น้ำและพิธีส่งขึดโครงการผันน้ำ แต่กรมชลประทานยังคงดำเนินการต่อไปโดยเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนและข้อเรียก ร้องของราษฎร

๓. ราษฎรได้ดำเนินการถวายฎีกา ต่อท่านราชเลขาธิการเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ทราบว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและ พัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔

๔. ผู้แทนกรมชลประทานที่ร่วมในโครงการจัดทำกรอบฯ เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้แทนกรมชลประทานที่ได้รับฟังความเดือดร้อนและข้อ เรียกร้องของราษฎรมาล่วงหน้าเป็นเวลานาน

๕. รายชื่อผู้เชี่ยวชาญบางท่าน คือบุคคลที่ทำงานในบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งรับจ้างกรมชลประทานจัดทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ของโครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน ดังนั้นการที่โครงการผันน้ำถูกเสนอเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทั้งหมด จึงน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในบางระดับ ในความพยายามผลักดันโครงการผันน้ำภายใต้กรอบของโครงการใหญ่

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขาน (จ.เชียงใหม่) และโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น (จ.แพร่)
๑. ในกรณีโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขาน เป็นโครงการที่นำเสนอโดยสำนักชลประทานเขต 1 จ.เชียงใหม่ ผ่านกลไกของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กลไกของคณะอนุกรรรมการฯเป็นกลไกที่ยังคงรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่ระบบ ราชการเพียงฝ่ายเดียว ในการพิจารณาเสนอเห็นชอบโครงการเขื่อนแม่ขานของคณะทำงานลุ่มน้ำย่อยแม่ขาน ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๓ ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอสันป่าตอง ไม่มีองค์ประกอบของราษฎรที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อน ได้แก่บ้านแม่ขนิลใต้ ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ซึ่งต้องถูกอพยพออกจากถิ่นฐานเดิม เข้าร่วมในการประชุม และแผนดังกล่าวถูกบรรจุในแผนพัฒนาลุ่มน้ำปิง ในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ โดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

๒. ในขณะเดียวกันได้ปรากฏกระแสข่าวลือเข้าไปในหมู่บ้านว่า โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขานเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง กระแสข่าวลือดังกล่าวนี้ได้บั่นทอนขวัญและกำลังใจของราษฎรในหมู่บ้านเป็น อย่างมาก ในโอกาสนี้ราษฎรบ้านแม่ขนิลใต้ ใคร่ขอถวายจดหมายพร้อมรายชื่อของราษฎรทั้งหมดมายังฯพณฯองคมนตรี เพื่อได้ทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร (ซึ่งได้แนบมาเป็นเอกสารประกอบ) ราษฎรบ้านแม่ขนิลใต้ เคยทำจดหมายร้องเรียนไปยัง อบต.น้ำแพร่ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๔๒ ขอให้ยกเลิกโครงการเขื่อนแม่ขาน

๓.ในรายชื่อคณะทำงานของโครงการดังกล่าว นี้ ได้ปรากฏรายชื่อผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ซึ่งทำงานในบริษัทที่ปรึกษา อันเป็นบริษัทเดียวกัน ที่ศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขานเมื่อปีพ.ศ.๒๕๓๘

๔. ในกรณีโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ บริษัทที่ปรึกษาเดียวกันนี้ได้รับการว่าจ้างจากกรมชลประทานให้ดำเนินการออก แบบก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเช่นกัน

โดยสรุปแล้วการดำเนินการตาม กรอบ โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้า พระยา อาจจะส่งผลในด้านลบต่อสำนักงานทรัพย์สินฯและอาจจะกระทบต่อเนื่องที่ไม่อาจ ควบคุมได้ อย่างน้อยใน ๓ ประเด็นสำคัญ ได้แก่

๑. จากสภาพของข้อเท็จจริงในบางพื้นที่ ได้ปรากฏกระแสข่าวลือในเรื่อง “เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” มาก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อโครงการจัดทำกรอบฯมีสถานภาพเป็นมติครม.เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ จึงน่าเป็นห่วงต่อการนำไปปฏิบัติใช้จริงของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุก หน่วยงาน ที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ครบถ้วนแก่ราษฎรในพื้นที่ต่อสถานภาพของโครงการนี้อย่างเป็นจริง

๒. ในกระบวนการพัฒนาโครงการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการจำนวนมาก ต่างก็ได้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้างทั้งในโครงการสร้างเขื่อนและ โครงการผันน้ำ แต่ปรากฏว่าโครงการต่างๆที่ยังคงมีปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรทั้ง หมดถูกบรรจุไว้ในโครงการจัดทำกรอบฯ ดังกล่าว

๓. คณะทำงานของโครงการจัดทำกรอบฯ บางท่าน มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งกำลังศึกษาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้กับกรมชลประทาน อาทิเช่น โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน, โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น, โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ขาน ดังนั้นข้อเสนอมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง จึงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่องานของบริษัทที่ปรึกษาที่เสนอต่อกรมชล ประทาน

อย่างไรก็ตามในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๔ เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขอให้ชะลอและทบทวนโครงการจัดทำกรอบฯ ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพราะข้อเสนอทั้งในส่วนที่เป็นมาตรการเชิงนโยบาย(ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง)และ มาตรการใช้สิ่งก่อสร้างส่วนหนึ่งนั้น ยังมีปัญหาไม่สามารถหาข้อยุติที่ชัดเจนได้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ราษฎร และบางส่วนเป็นปัญหาระดับนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นการเสนอ โครงการ ธ ประสงค์ใด ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติอาจจะมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ต่อราษฎร ในอันที่จะได้รับทราบข้อมูลว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายติดตามมาในภายหลังยากที่จะแก้ไขได้ แต่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นที่ได้นำเสนอ ดังกล่าวนี้

โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ในนามตัวแทนเครือข่ายองค์กรเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ใคร่ขอกราบเรียนในประเด็นปัญหาทั้งที่ได้เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้นใน อนาคต จากโครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ เจ้าพระยา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะได้ให้ความกรุณาพิจารณาประเด็นปัญหาที่ได้เรียนนำเสนอนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(นายมนตรี จันทวงศ์)
ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ(ภาคเหนือ)
ในฐานะตัวแทนเครือข่ายองค์กรเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

อภิมหาโครงการจัดการน้ำ! ภาวะคุกคามชาวอีสานรอบใหม่

สมพงศ์ อาษากิจ ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

จากสูตรสำเร็จการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ‘โครงการโขงชีมูล’ ที่ไม่สามารถเป็นทางออก แล้วยังสร้างรอยร้าวลึกแก่คนอีสาน วันนี้บทเรียนในอดีตกำลังจะหวนมาอีกครั้งด้วยอภิมหาโครงการจัดการน้ำมูลค่านับแสนล้าน

เนิ่นนานมาแล้วแนวทางการพัฒนาของภาครัฐ ที่ยึดติดกับมายาคติว่า ภาคอีสานแห้งแล้ง ชาวอีสานยากจน สูตรสำเร็จอย่างหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนจึงมุ่งเน้นไปสู่การแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งผ่านการจัดการน้ำ ด้วยการมีระบบชลประทานเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรตามพื้นที่ต่างๆ ในภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่ในการทำการเกษตรมากกว่า 57.7 ล้านไร่ เพราะหากว่าสามารถแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้กับชาวอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจะทำให้ชาวอีสานมีรายได้เพิ่มขึ้น ระบบเศรษฐกิจเติบโตขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตาม อันจะนำไปสู่การหลุดพ้นจากภาวะความยากจน

เมื่อหน่วยงานภาครัฐยึดติดกับความคิดที่จะใช้โครงการด้านการจัดการน้ำแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง และความยากจน ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวอีสานให้ดีขึ้นนั้น อภิมหาโครงการโขงชีมูลจึงได้ผุดขึ้นมา ด้วยระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ระยะในช่วงปี พ.ศ.2535 – 2576 รวม 42 ปี ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 228,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการจะมีการสร้าง เขื่อน ฝาย สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า คลองผันน้ำและคลองส่งน้ำ มุ่งเน้นพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยมีพื้นที่ชลประทานที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ประมาณ 4.98 ล้านไร่

แต่เมื่อดำเนินโครงการไปได้แล้วในระยะแรกซึ่งใช้งบประมาณไปแล้ว 10,346 ล้านบาท กลับต้องหยุดชะลอการดำเนินโครงการ เนื่องจากการสร้างเขื่อนภายใต้โครงการทำให้เกิดน้ำท่วม ระบบนิเวศถูกทำลาย และที่สำคัญภูมิประเทศภาคอีสานที่ใต้ดินมีโดมเกลือขนาดใหญ่ทำให้การดำเนินโครงการเกิดผลกระทบที่ตามมา คือ การแพร่กระจายของดินเค็มในหลายพื้นที่ของการดำเนินโครงการ ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในระบบชลประทานของโครงการโขงชีมูล ได้ถูกทิ้งร้างไว้เป็นอนุสรณ์สอนใจให้นักวางแผนการพัฒนาทั่วพื้นที่ทำการเกษตรในภาคอีสาน

จวบจนวันนี้ที่ โครงการโขงชีมูล ได้สร้างบาดแผลความเดือดร้อนให้กับชาวอีสานไว้อย่างบาดลึกจนยากที่จะเยียวยารักษา แต่ทว่าหน่วยงานภาครัฐกลับไม่ได้เรียนรู้บทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้าม ยังมีความพยามที่จะผลิตซ้ำความคิดความเชื่อที่จะจัดการน้ำด้วยโครงการขนาดใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งและความยากจนในภาคอีสาน ด้วยรูปแบบ/เทคนิคของโครงการในลักษณะเดิม เพียงแต่ต่อเติมให้ภาพของการจัดการน้ำในภาคอีสานให้ดูเป็นระบบมากขึ้น

ภาพรวมสถานการณ์การจัดการน้ำภาคอีสานในปัจจุบัน

รอยแผลในอดีตของโครงการโขงชีมูล นอกจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คือ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะไม่ใส่ใจในการเยียวยาแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบแล้วนั้น แต่กำลังจะตอกย้ำให้สาธารณะชนให้ได้เห็นว่า แนวทางการจัดการน้ำในภาคอีสานที่ผ่านมานั้น ได้ทำอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ไม่สนใจเสียงท้วงติง หรือคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ จึงได้ผุดแนวคิดผลักดัน โครงการบริหารจัดการน้ำโขงเลยชีมูลโดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบดำเนินการ ทำการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility:FS) และผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment:EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment:SEA) ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2552 – เดือนกันยายน 2554 ใช้งบประมาณ รวมทั้งสิ้น 190,000,000 บาท

และอีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤตน้ำ 19 พื้นที่ รับผิดชอบโดย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ(Feasibility:FS) ศึกษาการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment:EIA) และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์(Strategic Environmental Assessment:SEA) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 – เดือนกันยายน 2555 ใช้งบประมาณ รวมทั้งสิ้น 865,541,400 บาท โดยโครงการทั้งสองได้ว่าจ้าง ให้บริษัทเอกชนที่มีความชำนาญดำเนินการศึกษา

เมื่อทำการพิจารณาถึงรายละเอียดของรายงานการศึกษาของทั้ง 2 โครงการดังกล่าวข้างต้น ทำให้เห็นว่า เป้าหมายของโครงการ คือ แนวทางการจัดการน้ำ โดยนำน้ำเข้ามาเติมให้กับภาคอีสาน เพื่อขยายเขตพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ทำการเกษตรน้ำฝน เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานจากเดิม 5.93 ล้านไร่ ให้เป็น 33 ล้านไร่ ภายใต้แนวความคิดการจัดการหาน้ำต้นทุนเดิมมาเติมให้กับน้ำในพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำโขงอีสาน ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำยังชี ซึ่งยังเป็นมิติของการมองไปในทิศทางที่ว่า ภาคอีสานยังคงมีความต้องการปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร เพิ่มขึ้นอีก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำน้ำมาเติม เมื่อน้ำเพิ่มก็จะสามารถพัฒนาด้านการเกษตรเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลต่อการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นตามไปด้วย โดยสามารถมองถึงความเชื่อมโยงของทั้ง 2 โครงการด้านการจัดการน้ำที่จะเกิดขึ้นในภาคอีสาน ได้ดังนี้

ภายใต้โครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤต 19 พื้นที่ มีรายละเอียดของการดำเนินโครงการ ที่สำคัญอันได้แก่

1.เครือข่ายน้ำในพื้นที่เป็นการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กที่กระจายไปทั่วพื้นที่ภาคอีสาน เช่น อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมชลประทาน

2.เครือข่ายน้ำพรมแดน เป็นการผันน้ำจากแม่น้ำโขง มาเติมในพื้นที่เพาะปลูกใกล้เคียง เช่น

-เครือข่ายน้ำห้วยหลวง-ลำปาว-ชี ซึ่งเป็นโครงการเก่าตั้งแต่โครงการโขงชีมูล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 แต่มีบทเรียนในอดีตที่การสูบน้ำด้วยไฟฟ้าต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่า จึงได้มีการศึกษาพัฒนาไปสู่แนวทางการผันน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง

-เครือข่ายน้ำปากชม-ลำพะเนียง-ชี เป็นโครงการที่อาศัยการยกระดับน้ำโขงที่สูงขึ้นในระดับความสูงที่ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) จากโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากชม ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม จ.เลย เพื่อที่จะผันน้ำไปยังหนองหานกุมภวาปี และอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ รับผิดชอบศึกษา โดยกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน

-เครือข่ายน้ำโขง-เลย-ชี-มูล เป็นโครงการผันน้ำบริเวณปากแม่น้ำเลยภายใต้ โครงการบริหารจัดการน้ำโขงเลยชีมูลโดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ โดยระบุไว้ว่าภาคอีสานจะมีน้ำเพื่อการเกษตรใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูลได้อีกด้วย

3.เครือข่ายน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน โดย ใช้รูปแบบการผันน้ำมาจากแหล่งน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีดังนี้ คือ

-เครือข่ายน้ำเซบังไฟ-สกลนคร โดยผันน้ำจากประเทศลาวเข้ามายังพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม แล้วส่งน้ำมายังพื้นที่ จ.นครพนม และจ.สกลนคร ขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำกำลังศึกษาในขั้นตอน desk study

-เครือข่ายน้ำเซบังเหียง-อำนาจเจริญ เป็นการผันน้ำจากประเทศลาวเข้ามายังพื้นที่ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี แล้วสามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่ จ.ยโสธร จ.อำนาจเจริญ และจ.อุบลราชธานี ขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำกำลังศึกษาในขั้นตอน desk study

-เครือข่ายน้ำงึม-ห้วยหลวง ดำเนินการศึกษาโดยกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อที่จะศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการผันน้ำจากเขื่อนน้ำงึม ประเทศลาว เข้ามายังห้วยหลวง แล้วสามารถทำการส่งน้ำไปยังหนองหานกุมภวาปี และอ่างเก็บน้ำลำปาว

รายละเอียดของแนวทางการจัดการน้ำในภาคอีสานข้างต้น ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงที่ว่าในขณะนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คือ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ กำลังจะริเริ่มผลักดันอภิมหาโครงการด้านการจัดการน้ำในภาคอีสานผ่าน โครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤตน้ำ 19 พื้นที่ โดยมี โครงการบริหารจัดการน้ำโขงเลยชีมูลโดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ เป็นเสมือน ใจกลางหลักของโครงการจัดการน้ำในภาคอีสานทั้งระบบ ซึ่งในขณะนี้ ทั้ง 2 โครงการ กำลังอยู่ในช่วงระยะของการก่อร่างสร้างรูปของโครงการจากแนวความคิดของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปสู่แนวทางการปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมา โดยได้เริ่มดำเนินการในส่วนของขั้นตอนในการศึกษาดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งมีระยะเวลาเริ่มดำเนินการศึกษา และแล้วเสร็จในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน

ข้อควรคิดเพื่อพิจารณาต่อสถานการณ์การจัดการน้ำในภาคอีสาน

หากทำการพิจารณาถึงรายละเอียด และการดำเนินการภายใต้กระบวนการศึกษา ของทั้ง 2 โครงการ จะเห็นได้ว่าเป็นการระบุไว้ว่าหาทางเลือกที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเสนอทางเลือกให้กับประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้พิจารณาเพียงแค่ ขนาดของโครงการว่าต้องการโครงการขนาดไหน แต่กลับไม่มีประเด็นคำถามเบื้องต้นที่สำคัญว่า อภิมหาโครงการทั้ง 2 โครงการ มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดต่อชาวอีสาน อันนำไปสู่ประเด็นคำถามต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และภาคประชาสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าในท้ายที่สุดแล้วภาคประชาชนแทบจะไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมในการพัฒนาที่ส่งผลต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองเลย

บทเรียนแห่งความล้มเหลวซ้ำซากในด้านการจัดการน้ำในภาคอีสานที่ผ่านมานั้น หน่วยงานภาครัฐไม่เคยเรียนรู้ถึงความผิดพลาดของตนเองว่า แนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในภาคอีสานด้วยโครงการขนาดใหญ่ อย่างเช่น โครงการโขงชีมูล ไม่สามารถเป็นทางออกของเกษตรกรภาคอีสาน ด้วยเพราะสภาพภูมิประเทศ ระบบนิเวศวัฒนธรรมของอีสานที่มีความหลากหลายซับซ้อน อีกทั้งทางเลือกในรูปแบบการจัดการระบบชลประทานขนาดเล็กและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดการน้ำกลับถูกละเลยมองข้ามคุณค่าความสำคัญ ทำให้ที่ผ่านมาชาวอีสานจึงมีบาดแผลจากผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น กรณีเขื่อนหัวนา และราศีไศลที่ ปัญหาผลกระทบทางด้านระบบนิเวศ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคม เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายจนไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้ อีกทั้งคุณค่าอันดีงานของชุมชนท้องถิ่นอีสานก็ได้สูญสลายไปด้วย

ในกรณีการผันน้ำมาจากประเทศลาวนั้น ความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงกับประเทศลาวมีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน และถ้าหากว่าในอนาคตอันใกล้นั้น ประเทศลาวมีการขยายพื้นทีเพาะปลูกทางการเกษตร ประเทศลาวก็มีความจำเป็นใช้น้ำภายในประเทศของตนเองเช่นกัน ถ้าหากมีการลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนเงินทุนมหาศาล แล้วมาประสบกับปัญหาด้านแหล่งน้ำจากต่างประเทศ เพื่อมาเติมให้กับแหล่งน้ำภายในประเทศ จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงนี้หรือไม่ ฉะนั้น การที่หน่วยงานภาครัฐตั้งงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้วยจำนวนเงินมหาศาล โดยที่ไม่มองที่ข้อเท็จจริงในความเป็นไปได้ที่จะดำเนินโครงการจึงไม่ต่างไปจากนำงบประมาณของประเทศไปใช้โดยไม่เกิดประโยชน์

ถึงแม้ว่าอภิมหาโครงการจัดการน้ำทั้ง 2 โครงการ จะอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการศึกษาของโครงการในมิติต่างๆ นั้น แต่นัยที่แท้จริงของบทสรุปสุดท้ายของการศึกษาในมิติต่างๆ นั้น เสมือนได้ถูกเขียนคำตอบสำเร็จรูปไว้แล้วว่า อภิมหาโครงการการจัดการน้ำทั้ง 2 โครงการ เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวอีสานต้องการ สามารถแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง น้ำท่วม และสามารถขยายพื้นที่ชลประทานทางการเกษตรได้เพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวอีสาน ระบบเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น และที่สำคัญคุณภาพชีวิตชาวอีสานก็จะดีขึ้นตามด้วย สถานการณ์การจัดการน้ำในภาคอีสานในขณะนี้ จึงเปรียบดั่งภาวะคุกคามและโจทย์ที่ท้าทายภาคประชาชนอีสานอยู่ไม่น้อย

โฉนดชุมชนสุราษฎร์ฯ ร้อน ชาวบ้านถูกกลุ่มคนอ้างเป็น ตร.บุกค้น

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

ชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนา จ.สุราษฏร์ธานี เผยถูกกลุ่มคนอ้างตัวเป็น ตำรวจภูธรภาค 8 เข้าค้นบ้าน แต่ไม่มีหมายค้นแถมชักปืนขู่ ทำทรัพย์สินพังยับ แถมเงินที่ชาวบ้านรวบรวมช่วยน้ำท่วมก็หายไปด้วย

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.54 เวลาประมาณ 16.00 น.มีกลุ่มชายจำนวน 6 คน อ้างตัวว่าเป็นตำรวจ แต่งกายแบบครึ่งท่อนสวมเสื้อกันกระสุนและมีวิทยุสื่อสาร เดินทางเข้ามาในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี โดยนำรถส่วนตัวเป็นรถกระบะตอนครึ่งสีขาวไม่ทราบเลขทะเบียนมาจอดไว้แล้วเดินเท้าเข้ามาในชุมชน และได้เข้าตรวจค้นบ้านของชาวบ้านโดยไม่มีหมายค้น

ชาวบ้านในชุมชนคลองไทรพัฒนาเล่าว่า บ้านที่ถูกตรวจค้นคือบ้านของนายลือ (นามสมมติ) ซึ่งเปิดเป็นรานค้า และบุคคลดังกล่าวอ้างว่าเป็นตำรวจมาจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8และต้องการเข้าตรวจค้นบ้านเพราะมีคนแจ้งว่าที่บ้านนายลือมีอาวุธผิดกฎหมาย ภรรยาของนายลือซึ่งอยู่บ้านในขณะนั้นจึงสอบถามว่ามีหมายค้นหรือไม่ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ตอบ กลับชักปืนขึ้นมาข่มขู่และบอกว่าปากดี เดี๋ยวจะพาไปโรงพัก

ชาวบ้านเล่าด้วยว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำการค้นภายในบ้านโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของเจ้าของบ้าน ภรรยาของนายลือจึงตะโกนเรียกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงให้มาช่วยเหลือ จากนั้นกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจดังกล่าวจึงล่าถอยออกไป เมื่อเข้าไปสำรวจความเสียหายหลังจากที่กลุ่มคนดังกล่าวใช้เวลารื้อค้นราว 10 นาที พบว่า ข้าวของเสียหายยับเยิน และมีเงินหายไป 30,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในร้าน และมีเงินที่ชาวบ้านร่วมลงขันกันเพื่อจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมรวมอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านเห็นกลุ่มบุคคลดังกล่าวอยู่ที่แคมป์ที่พักคนงานของบริษัทเจ้าของสวนปาล์มซึ่งเป็นคู่กรณีกับชาวบ้านในชุมชนจากปัญหาเรื่องการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าออกชุมชน โดยชาวบ้านส่วนหนึ่งมั่นใจว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ามาตรวจค้นบ้านในชุมชนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากมีเสื้อกันกระสุนและมีวิทยุสื่อสารของตำรวจ ขณะที่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งเห็นว่าหากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง การกระทำดังกล่าวก็ถือเป็นการนำอำนาจหน้าที่ของข้าราชการมารับใช้กลุ่มอิทธิพลและกลุ่มทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานรายงานด้วยว่าชาวบ้านไม่มีความไว้วางใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ส.ค.52 เกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้ข้ออ้างเรื่องอาวุธผิดกฎหมายเข้าตรวจค้นชุมชนมาครั้งหนึ่งแล้วซึ่งก็ไม่พบอะไร แต่หลังจากตำรวจกลับออกไปจากพื้นที่ก็ได้มีชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมด้วยรถแทรกเตอร์ (รถไถจาน) จำนวน 3 คัน เข้าทำการไถดัน ทำลายบ้านเรือนที่พักอาศัยของสมาชิกชุมชนคลองไทรจนได้รับความเสียหายจำนวน 60 หลังคาเรือน แต่การสอบสวนหาผู้กระทำผิดกลับไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ยิงข่มขู่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามเข้าแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ก็มีเพียงการลงบันทึกประจำวันไว้ ขณะที่การติดตามคดีไม่มีความคืบหน้าใดๆ และแม้แต่คดีที่ชาวบ้านในชุมชนถูกยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมปี 53 ถึงขณะนี้คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า

“กรมตำรวจแห่งชาติ ชาวบ้านตาดำๆ ที่เป็นเกษตรกรถูกกลั่นแกล้ง แต่บริษัทและกลุ่มอิทธิพลกลับอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งๆ ที่อยู่แบบผิดกฎหมาย ฝากถึงผู้มีอำนาจช่วยพิจารนาทีเถอะครับ” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว

ทั้งนี้ ชุมชนคลองไทรพัฒนา เป็นสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประสานการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินกับรัฐบาลตั้งแต่ในสมัยของรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการจัดทำโฉนดชุมชน โดยเป็น 1 ใน 35 พื้นที่นำร่องจัดทำโฉนดชุมชนที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.)แต่พื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการผลักดันให้กระทรวงทรัพย์ส่งมอบพื้นที่ให้สำนักงานโฉนดชุมชนดำเนินการจัดทำโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 อีกทั้งขณะนี้นโยบายดังกล่าวได้หยุดชะงักไป

นอกจากนี้ พื้นที่ชุมชนดังกล่าวยังอยู่ในพื้นที่ฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับบริษัทจิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด โดย ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่ให้บริษัทเอกชนออกจากพื้นที่ แต่ขณะนี้บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ผลอาสินไว้

ลำดับเหตุการณ์ชุมชนคลองไทรพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี

พฤศจิกายน 2551

มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านประมาณ 120 ครอบครัวขอเข้าไปใช้พื้นที่ตั้งเป็นชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามตรวจสอบผลักดันการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยต้องการให้นำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปเพื่อชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยเร็ว

มีนาคม 2552

บริษัทจิวกังจุ้ย พัฒนาจำกัด ได้ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน 3 คนได้แก่นายบัญญัติ จอง นายอดุลย์ รามจันทร์ และนายสมหมาย ลิกขชัย เป็นจำนวน 3,000,000 บาท โดยโจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวและให้มีหมายจับจำเลยทั้ง 3 ต่อมาศาลได้ถอนฟ้องนายบัญญัติฯจำเลยที่ 1 เนื่องจากมาทราบข้อเท็จจริงภายหลังว่า นายบัญญัติฯเป็นคนวิกลจริต ปัจจุบันรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ โดยจำเลยที่ 2และ 3 ยินยอมออกจากพื้นที่

9 สิงหาคม 2552 - 06.30 น.

มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 40 คันรถปิ๊กอัพ นำโดยผู้บังคับการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกำลังตรวจจากสถานีตำรวจชัยบุรี เข้าไปตรวจค้นอาวุธและยาเสพติด ตรวจค้นอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทยอยกลับได้มีรถไถจำนวนหลายคัน และมีกลุ่มชายฉกรรจ์ถืออาวุธปืนยาวหลายคนเดินนำรถไถพังรั้วของชุมชนเข้ามาไถบ้านของชาวบ้านพังจำนวน 60 หลัง ซึ่งชาวได้แจ้งตำรวจแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้ไปแจ้งความที่โรงพัก ชาวบ้านได้บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้และในวันเดียวกันได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรชัยบุรี แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดรับเรื่อง

10 สิงหาคม 2552

ชรบ.ประมาณ 40 นายเข้ามาตรึงกำลังที่แคมป์ของบริษัท ได้มีชาวบ้าน 5 คน เข้าไปแจ้งความอีกครั้ง มีการลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรชัยบุรี ปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

2-7 พฤศจิกายน 2552

คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการช่วยเหลือและแก้ปัญหาคดีความของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิลและคณะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐโดย พ.ต.ท.สันต์ทรง ตังละแม และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ชุมชนคลองไทรพัฒนา, ชุมชนน้ำแดง และชุมชนสันติพัฒนา ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความฯ และเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินต่อไป

29 ธันวาคม 2552 - 12.05 น.

พ.ต.ท.โกเมธ ชูชมชื่น จาก สภอ.เขาพนม จ.กระบี่ มาพร้อมกับนายทวี แดงอนันต์ ผู้จัดการบริษัทจิวกังจุ้ย พัฒนาจำกัด และพวกอีก 5 คน ใช้รถปิ๊กอัพ 2 คัน เข้ามาในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี และสอบถามข้อมูลต่างๆ จากสมาชิกบางคนในชุมชน ไม่ทราบจึงเกิดความไม่พอใจ พ.ต.ท.โกเมธ ชูชมชื่น จึงตบหน้านายอภินนท์ สังข์ทอง สมาชิกชุมชนคลองไทรฯ นายอภินนท์ จึงเอากล้องมาขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แต่ พ.ต.ท.โกเมธ ชูชมชื่น และกลุ่มบุคคลที่มาด้วยเอาปืนมาจี้ที่น่าอกนายอภินนท์ สังข์ทอง และนางมาลิดา เจียกรัมย์ (ภรรยานายอภินนท์) จึงไม่ได้ภาพไว้เป็นหลักฐาน และกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เดินทางออกไปจากชุมชน

11 มกราคม 2553 - 19.00 น.

ได้มีกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองและปืนเอ็ม.16 ยิงเข้าใส่วงสนทนาและรับประทานอาหารค่ำที่นอกชานหน้ากระท่อมที่พักของนายฟอง ขุนฤทธิ์ ซึ่งมีนายสมพร พัฒนภูมิ เพื่อนบ้านมานั่งอยู่ด้วยและเป็นที่ถูกกระสุนปืนจนเสียชีวิตหลังจากวิ่งหนีมาได้ประมาณ 10 เมตรเศษ

ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำตรวจ สภ.อ.ชัยบุรี ได้ตรวจพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอกและปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 7 ปลอก

มีข้อสังเกตว่าก่อนเกิดเหตุยิงใส่กลุ่มสมาชิกชุมชนคลองไทรฯ ที่หน้ากระท่อมของนายฟอง ขุนฤทธิ์ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าพบเห็นนายทวี แดงอนันต์ ผู้จัดการบริษัทจิวกังจุ้ย เข้าตรวจเดินดูสภาพต่างๆ ในชุมชนโดยเฉพาะบริเวณด้านหลังที่เกิดเหตุ

19 มกราคม 2553

เครือข่ายปฏิรูป (คปท) ได้รวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องติดตามผลการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.สุราษฏร์ธานี และ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท) เรื่องการตรวจสอบพื้นที่เขต ส.ป.ก.และกรณีสมาชิกเครือข่ายถูกทำร้ายเสียชีวิตในชุมชนคลองไทรพัฒนาเขต ส.ป.ก.สุราษฏร์ธานี ตลอดจนขอรับความคุ้มครองความปลอดภัย ใน 4 ชุมชน ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. สุราษฏร์ธานี อันได้แก่ พื้นที่ชุมชนสันติพัฒนา หมู่ที่ 6 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฏร์ธานี พื้นที่ชุมชนบ้านน้ำแดง หมู่ที่ 9 ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี พื้นที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ที่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี และพื้นที่ชุมชนไทรงามพัฒนา หมู่ที่ 5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี

11 กุมภาพันธ์ 2553 - 09.35 น.

มีคนงานจำนวน 25 คน ของบริษัทจิวกังจุ้ยซึ่งเป็นบริษัทที่เก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงการดำเนินคดีฟ้องร้องของ ส.ป.ก.สุราษฎร์ธานี เข้าทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตจนเสร็จสิ้นในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น.ของวันเดียวกัน หลังจากคนงานเหล่านี้ได้ออกจากชุมชนเพียงครู่หนึ่ง สมาชิกในชุมชนก็ได้เสียงปืนดังขึ้นอีกจำนวนกว่า 20 นัด จากฝั่งที่คนงานดังกล่าวอยู่ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนครองไทรพัฒนาแตกตื่นและต่างพากันวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางชุมชนได้ประสานไปที่ชุดกำลัง ตชด.ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชุมชน แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด อีกทั้งยังอ้างด้วยว่าชุดปฏิบัติการ ตชด.ไม่มียานพาหนะที่จะเดินทางเข้าไปในชุมชน ซึ่งห่างจากจุดพัก ตชด.กว่า 3 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่การให้ ตชด.ลงพื้นดูแลรักษาความปลอดภัยในเขตชุมชนเป็นคำสั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

19 กรกฎาคม 2554 - 14.00 น.

นายฉลอง มณีโชติ หัวหน้าปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ชัยบุรีว่า ได้มีการซื้อขายพื้นที่ของ ส.ป.ก.และได้ทำลายพื้นที่ให้เสียหาย จากนั้น เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกำลังตำรวจกว่าสิบนายได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว และได้พบรถบรรทุกสิบล้อ 1 คัน รถแบคโฮ 1 คัน และรถไถ 1 คันพร้อมคนขับ ตำรวจจึงได้จับกุมและเชิญตัวไป สภ.ชัยบุรีเพื่อดำเนินคดี

จากนั้นนายฉลอง เข้าให้ปากคำกับร้อยเวร สภ.ชัยบุรีเพื่อลงบันทึกประจำวัน ถึงกรณีนี้ว่า บริษัทจิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด มีเนื้อที่ 1,051 ไร่ เป็นบริษัทที่ ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่ให้ออกจากพี้นที่ ส.ป.ก. แต่บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ผลอาสินไว้กับศาลภาค 8 อย่างไรก็ตาม บริษัทได้กระทำผิดต่อคำสั่งศาลนอกจากนั้นยังละเมิดคำสั่งศาลที่ระบุว่าห้ามทำการใดๆ ที่ทำให้เกินผลเสียหายต่อพื้นที่ ส.ป.ก. โดยบริษัทได้ว่าจ้างให้ไปขุดดินเป็นร่องคูแบ่งแนวเขต เพื่อทำการขายเปลี่ยนมือ

31 กรกฎาคม 2554 - 20.00 น.

มีกลุ่มคนใช้อาวุธสงครามยิงกระหน่ำบ้านชาวบ้านในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี กว่า 50 นัด พบปลอกกระสุนหล่นอยู่เกลื่อนพื้น บ้านเรือนได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต

ฉันไม่อยากเป็นชาวนา

นิรมล ยุวนบุณย์
Thai Social Movement Watch

อุทกภัยครั้งนี้รุนแรงและส่งผลกระทบกว้างขวางยิ่งนัก แม้แต่นิคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ นักลงทุน บรรษัทข้ามชาติ ซึ่งแทบไม่เคยได้รับความเดือดร้อนใดๆ ต่างก็ประสบความเสียหายอย่างหนักกันถ้วนหน้า มิต้องพูดถึงบ้านเรือนเรือกสวนไร่นา พื้นที่การเกษตรของชาวนาชาวสวนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะในเขตจังหวัดรอบกรุงเทพมหานครที่ต้องจมเสียหายอยู่ในน้ำมานานก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์เนื่องจากมวลน้ำจากทางเหนือและการระบายน้ำออกที่เป็นไปได้ช้าอันเกิดจากการพยายามที่จะป้องกันน้ำเข้ากรุงเทพมหานคร

หากติดตามข่าวเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้้ได้รับผลกระทบ จะพบว่ารัฐมนตรีและหน่วยงานรัฐด้านการพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเตรียมการช่วยเหลือฟื้นฟูแก่ภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สมควรกระทำแล้ว เนื่องจากมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมหาศาลในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่กำลังประสบความเดือดร้อน อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าเรื่องราวของชาวนาชาวไร่ที่เรือกสวนไร่นาได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดูจะกลายเป็นสิ่งที่คุ้นชินเสียจนกระทั่งว่ายังไม่เห็นมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการเกษตรได้พยายามมีบทบาทเชิงรุกเพื่อเตรียมการฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรหลังน้ำลดแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เสียขวัญและกำลังใจ หากแต่ยังส่งผลเสียต่อภาพพจน์รัฐบาล ทำให้ง่ายต่อการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามว่ารัฐบาลนี้มุ่งแต่จะอุ้มนายทุนหรือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม แต่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร

ในที่นี่จะได้นำเสนอตัวอย่างเรื่องราวของชาวนาในทุ่งแห่งหนึ่งในเขต อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนและความเสี่ยงต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอุทกภัย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงภัยจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยจากระบบการจัดการน้ำที่ไม่เหมาะสมด้วย ขณะที่ภาวะน้ำท่วมรุนแรงในปีนี้ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของชาวนาเหล่านี้ย่ำแย่มากขึ้น ทุ่งแห่งนี้มีสภาพเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ พื้นที่ในแอ่งมีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ราบเรียบ ทุกปลายปีน้ำเหนือจะไหลหลากเข้าทุ่งในระดับความสูงราว 1 – 2 เมตร ชาวนาที่นี่มีทั้งที่ทำนาปีหรือการปลูกข้าวฟางลอยและที่ทำนาปรังปีละ 2 หน

การปลูกข้าวฟางลอยถือเป็นระบบการทำนาที่มีมาแต่เดิมและมีความสอดคล้องกับสภาพนิเวศน์ เพราะพันธุ์ข้าวที่ใช้สามารถยืดตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อหนีน้ำที่ไหลล้นตลิ่งเข้าทุ่ง การปลูกข้าวฟางลอยใช้เงินทุนและการจัดการไม่มากนักเมื่อเทียบกับการทำนาปรัง อย่างไรก็ดี หลายปีที่ผ่านมาการปลูกข้าวฟางลอยประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล การลดลงของผลผลิตเนื่องจากการควบคุมน้ำด้วยระบบชลประทานที่ทำให้ตะกอนดินและสารอาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ไหลเข้าสู่นาดังเดิม ตลอดจนความขัดแย้งกับผู้ทำปรังเนื่องจากมีความต้องการปล่อยน้ำเข้านาและระบายน้ำออกนาที่ไม่ตรงกัน

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน น้ำในทุ่งนาเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถนนเทศบาลที่อยู่ขนานกับลำคลองในหมู่บ้านเริ่มมีน้ำเอ่อนอง ชาวนาฟางลอยหวั่นวิตกว่าแม้ข้าวจะยืดต้นพ้นน้ำที่ปล่อยเข้าท่วมนาประมาณวันละ 3 เซนติเมตรได้ แต่น้ำล้นตลิ่งเข้านาที่มีมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนซึ่งข้าวกำลังตั้งท้องทำให้ต้นข้าวยืดตัวยาว ไม่แตกกอ และมีผลให้ผลผลิตข้าวลดลง หากข้าวถูกซ้ำเติมอีกด้วยกองทัพเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พวกเขาก็อาจไม่มีข้าวขายให้กับโครงการจำนำข้าวในช่วงกลางเดือนมกราคมปีหน้านี้ก็เป็นได้ นอกจากนั้น เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว แต่หากระดับน้ำยังไม่ลดลง ก็อาจทำให้ต้องเกี่ยวข้าวในสภาพทุลักทุเล ต้นข้าวอาจจะล้มลงในทุ่งนาที่น้ำมีน้ำท่วมขังเฉอะแฉะ เมล็ดข้าวเปียกเปื้อนเสียหายและเปิดโอกาสให้โรงสีกดราคาข้าวได้อีก

สำหรับชาวบ้านที่ทำนาปรังปีละ 2 หน พวกเขาไม่ได้ทำนาฟางลอย เนื่องจากระยะเวลาการทำนาปีกินเวลานานราว 6 – 7 เดือน ทำให้นาปรังเริ่มได้ช้าและเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกน้ำท่วมหรืออาจต้องเกี่ยวข้าวเขียวหนีน้ำในช่วงเดือนกันยายนได้ เดิมชาวนาปรังที่นี่มั่นใจว่าที่นาของตนไม่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะอยู่ในคันกั้นน้ำ อย่างไรก็ดี การที่ปีนี้ฝนตกชุกมาตั้งแต่ต้นปีและมีปริมาณน้ำที่ไหลหลากอย่างมากมาจากภาคเหนือ ประกอบกับผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำนอกบริเวณคันกั้นน้ำเข้าทุ่งนาประสบปัญหาน้ำท่วมมากว่า 2 สัปดาห์ พวกเขาจึงได้ปิดถนนประท้วงเพื่อให้กรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำเข้าทุ่งนาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ชาวนาปรังสามารถคาดเดาได้ว่าน้ำต้องท่วมนาก่อนได้เก็บเกี่ยวแน่นอน ดังนั้น ปลายเดือนสิงหาคม – ต้นกันยายนที่ผ่านมาชาวนาหลายคนจึงจำเป็นต้องรีบเร่งเกี่ยวข้าวนาปรังหนที่สองเพื่อหนีน้ำ

ชาวนาปรังรายหนึ่งเล่าว่าตนต้องรีบเกี่ยวข้าวไวกว่ากำหนด ซึ่งในคืนก่อนเกี่ยวมีฝนตกหนักเกือบ 2 ชั่วโมง ทำให้ข้าวที่เกี่ยวในเช้าวันรุ่งขึ้นมีความชื้นสูง และขายได้ตันละ 7,500 บาทเท่านั้น ขณะที่ราคาข้าวเหลืองครบกำหนดเกี่ยวที่ลานรับซื้อในขณะนั้นอยู่ที่ 9,300 – 9,500 บาท ขณะที่อีกรายเล่าว่าตนต้องเกี่ยวก่อนกำหนดราว 10 วัน ขณะนั้นข้าวกำลังเป็นน้ำนม และต้องเกี่ยวในสภาพที่มีน้ำขังในนาเฉอะแฉะ หารถเกี่ยวได้ยากเพราะคิวแน่น โดยขายได้เพียงตันละ 6,700 บาท สำหรับรายนี้มีต้นทุนการปลูกข้าวอยู่ที่ 3,337.50 บาทต่อไร่ (ไม่รวมค่าน้ำมันสูบน้ำเข้าออก) ฤดูนี้พื้นที่ 1 ไร่ของเขา ผลิตข้าวได้ 56.25 ถัง ดังนั้นข้าว 1 ตันต้องใช้ที่นา 1.7 ไร่ คิดเป็นต้นทุนการผลิตต่อตันเท่ากับ 5,673.75 บาท ข้าวที่เขาผลิตได้มีปริมาณ 4.5 ตัน ดังนั้นเขาจึงมีกำไรจากการทำนาปรังรอบนี้จำนวน 8 ไร่ รวมระยะเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 4,618 บาท หรือได้กำไรแค่เพียงไร่ละ 577 บาทเท่านั้น

น่าสนใจว่า แม้โครงการจำนำข้าวครั้งที่ 1 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะได้เริ่มต้นแล้วในวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่ชาวบ้านที่นี่จำต้องเก็บเกี่ยวและขายข้าว (เขียว) จากการทำนาปรังหนที่ 2 ให้โรงสีตั้งแต่เดือนกันยายนแล้ว นั่นเท่ากับว่าฤดูปลูกข้าวนาปี 2554/55 นี้ ในทุ่งแห่งนี้จะมีเฉพาะข้าวจากนาฟางลอยที่จะเกี่ยวได้ในเดือนมกราคมปีหน้าเท่านั้นที่จะเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว แต่ทั้งนี้ต้องรอดูผลก่อนว่าท่ามกลางอุทกภัยหนักในปีนี้ ข้าวฟางลอยของทุ่งแห่งนี้จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือไม่ อนึ่ง การทำนาปรังหนที่สองในปีนี้อยู่ระหว่างรอยต่อโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์กับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ชาวนาในการขายข้าวตันละ 1,437 บาท ไม่เกิน 30 ตันต่อครอบครัว อย่างไรก็ดี มาตรการการช่วยเหลือชาวนาปรังหนสองปี 2554 นี้ได้กำหนดเงื่อนไขในระดับปฏิบัติการไว้ว่าค่าชดเชยที่จะจ่ายให้นั้นใช้ฐานการคำนวณอัตราผลผลิตต่อไร่ไว้ที่ 55.3 ถังต่อไร่ จากเดิมที่กำหนดไว้ 63 ถังต่อไร่ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาได้รับค่าชดเชยน้อยลงมากจากปีที่แล้ว โดยจะได้รับเพียงประมาณ 350 บาทต่อไร่เท่านั้น

การเป็นชาวนาในชีวิตจริงไม่ได้งดงามและโรแมนติคดังที่ปรากฏในเรียลลิตี้โชว์ตามทีวีสาธารณะอย่างแน่นอน ท่ามกลางวิกฤติอุทกภัยครั้งร้ายแรงในปีนี้ ชาวนาซึ่งตามปกติก็ต้องเจอกับความเสี่ยงต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้งจากน้ำท่วมทั่วไป เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ความไม่มั่นคงในการเช่าที่นา ฯลฯ ก็ยิ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น การพยายามปรับตัวของพวกเขาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การต่อรองขอลดราคาจ้างเกี่ยวข้าว การต่อรองกับเจ้าของที่นา ฯลฯ อาจจะไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติที่ยากต่อการคาดการณ์

ท่ามกลางภาวะวิกฤติเช่นนี้การสนับสนุนจากรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนช่วยเหลือฟื้นฟูชาวนาชาวไร่ในภาคเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทัดเทียมกับความช่วยเหลือที่จะให้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยจะต้องตระหนักว่าภาคเกษตรและชาวนาชาวไร่มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม และความมั่นคงของทั้งสองภาคส่วนต่างมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและขึ้นต่อกันอย่างแยกไม่ออก

หมายเหตุ
*บทความตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ฉบับวันที่ 11-17 พฤศจิกายน 2554
**หมายเหตุ เป็นบทความที่เรียบเรียงจากร่างรายงานผลการวิจัยเรื่อง "ดำรงชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง: การรับมือและการปรับตัวต่อภัยพิบัติของชาวนารายย่อยภาคกลาง กรณีศึกษาภัยน้ำท่วมและภัยจากเพลี้ยกระโดด" (Surviving against the Risks: The Adaptations and Coping Strategies of Small –Scale Farmers in Central Thailand toward Hazards, Case Studies on Flooding and Planthopper Invasion) โดย ชลิตา บัณฑุวงศ์, นิรมล ยุวนบุณย์, และ นันทา กันตรี สนับสนุนโดย สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบ เพื่อคุณภาพชีวิต เกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)

'โอบามา' เปิด 'เอเปก' ประกาศเตรียมผลักดันแผนการค้าเสรี

วานนี้ (13 พ.ย. 54) ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ เปิดการประชุมสุดยอดของที่ประชุมว่าด้วยข้อตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มเอเซีย-แปซิฟิกหรือเอเปก ประกาศย้ำแผนการค้าเสรี หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Partnership) ให้เป็นโมเดลการค้าเสรีรูปแบบใหม่

ผู้นำสหรัฐเจ้าภาพจัดการประชุมที่ฮาวายกล่าวว่า ขอให้เขตภูมิภาคนี้ดำเนินการให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วเป็นไปแข็งขัน และดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้นกว่าเดิมตามความต้องการของประชาชนในขณะที่กำลังเกิดภัยพิบัติทางเศรษฐกิจของโลก พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่า เขตภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐประกาศว่า จะผลักดันแผนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือแผนการค้าเสรีโดยคาดหวังว่า แผนนี้จะเป็นรูปเป็นร่างภายในปีหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีหู จิ่นเทาของจีนกล่าวว่าจีนไม่มีความสนใจในแผนการดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่า แผนการทีพีพีเป็นแผนการที่ทะเยอทยานมากเกินไปและไม่รู้ว่าผลลัพธ์หลังจากการเปิดการเสรีแล้วจะออกมาในรูปใดจึงขอดูท่าทีไปก่อน

ทั้งนี้ แผนทีพีพี หรือแผนการค้าเสรี จะมีผลต่อการลดกำแพงภาษี ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ระเบียบของรัฐวิสาหกิจ และการพิทักษ์ลิขสิทธิ์ทางปัญญา ปัจจุบัน แผนดังกล่าวมีสมาชิก 9 ประเทศ คือ ชิลี นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐ เวียดนาม มาเลเซีย เปรู และบรูไน ส่วนญี่ปุ่นได้แสดงความประสงค์ในการเข้าร่วมแผนดังกล่าวด้วย เนื่องจากมองว่าจะเป็นการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับชาติต่างๆ และสร้างสมดุลระบบการค้าในเอเชียเพื่อมาถ่วงดุลกับจีน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังคงชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากแผนดังกล่าวถูกต่อต้านจากกลุ่มชาวนาในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน เอเปคมีสมาชิกทั้งสิ้น 21 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 19 ประเทศ และ 2 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศจากอเมริกาเหนือและใต้

ปัญหาน้ำท่วมปี 2554 กับความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

สุลักษณ์ หลำอุบล

หลังจากน้ำท่วมไม่ถึง 8 เดือน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 รายงานสรุปข้อเท็จจริง ก็ได้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน และได้ข้อสรุปว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นมีส่วนมาจากการปล่อยน้ำในเขื่อนไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องไว้หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

การสื่อสารระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำ และกรมที่เกี่ยวข้องที่ไม่ชัดเจน นำไปสู่การจัดการภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที

การคำนวณปริมาณน้ำฝนในช่วงปลายปีที่ผิดพลาดของวิศวกรเขื่อนและกรมอุตุ นิยมวิทยา ทำให้การปล่อยน้ำจากเขื่อนมีมากเกินไปในระยะเวลาอันสั้น

การมีมาตรวัดปริมาณน้ำที่ติดตั้งไม่ทั่วถึงบริเวณเขื่อน ทำให้การวัดปริมาณระดับน้ำมีความคลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ สื่อบางฉบับยังตั้งคำถามกับซอฟท์แวร์การจัดการทรัพยากรของกระทรวงน้ำที่มีอายุมากถึง 15 ปีด้วย

บุคคลเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างรัฐมนตรีกระทรวงน้ำของออสเตรเลีย สตีเฟน โรเบิร์ตสัน ได้กล่าวในระหว่างการไต่สวนสาธารณะว่า ถึงเขาจะรับทราบว่าเขื่อนวิเวนโฮควรจะปล่อยน้ำออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีที่ว่างในการรับปริมาณน้ำฝน แต่ก็ยอมรับว่า ทางกระทรวงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว ส่วนต่อคำถามที่ว่ากรมของเขาทำงานผิดพลาดหรือไม่ เขาตอบว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ต้องไปสอบสวนและหาข้อสรุปด้วยตัวเอง

การที่คณะกรรมการอิสระดังกล่าว มีอำนาจในการออกหมายเรียกพยานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการสอบสวนกรณีน้ำท่วม ทำให้มีการเรียกบุคคลอย่างน้อย 250 คน เข้ารับการไต่สวนสาธารณะ ทั้งจากกระทรวงน้ำ วิศวกรเขื่อน เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น ไปจนถึงเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย และแจกแจงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อการจัดการน้ำในช่วงดัง กล่าวต่อคณะกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีรับฟังสำหรับประชาชนที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องการจะมาให้ปากคำ เกี่ยวกับเหตุการณ์ด้วย

ผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์ แอนนา ไบลฮ์ กล่าวถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระนี้ว่า นอกจากจะทำให้เราสามารถสรุปปัญหาของการจัดการน้ำในเขื่อนแล้ว ยังทำให้เราสามารถวางแผนในอนาคตเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย ได้

“คณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่สำคัญ คือ จะไม่มีก้อนหินก้อนไหนที่ไม่ถูกตรวจสอบ หากมันเกี่ยวข้องกับการตอบคำถามของประชาชนต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการเขื่อนวิเวนโฮ หรือเหตุการณ์โชคร้ายที่แม่น้ำล็อกเกอร์ก็ตาม” ไบลฮ์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เอบีซี

“เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ เพื่อที่เราจะได้ป้องกันตัวเองให้พร้อมกว่านี้ในอนาคต เราต้องให้เกียรติผู้คนที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากหายนะ และในการทำเช่นนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น” เธอกล่าว

ในขณะนี้ คณะกรรมการอิสระที่ค้นหาความจริงกรณีน้ำท่วมควีนส์แลนด์ ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และมีหน้าที่ส่งรายงานฉบับสุดท้ายในเดือนมิถุนายนปี 2555 โดยจะสืบสวนในเรื่องการวางผังเมือง และผลิตข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว เพิ่มเติม ในขณะที่รายงานขั้นกลาง มีจุดประสงค์เพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันและวางแผนภัยพิบัติก่อนฤดูฝนในปีถัดไป

อันที่จริง วิวาทะเรื่องสาเหตุของน้ำท่วมว่ามาจากธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์นั้น ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นแค่ประเทศไทยที่เดียว แต่ในประเทศอินเดียซึ่งประสบภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีการถกเถียงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

วิวาทะร้อนในอินเดีย
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ของอินเดียหลายฉบับ ได้ตีพิมพ์การโต้ตอบระหว่างนักวิชาการ-นักเคลื่อนไหว และเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวกับกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายน 2554 ในรัฐโอริสสา โดยฝ่ายค้านกล่าวว่า น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบกักเก็บน้ำในเขื่อนมากเกินไป ถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาตรเต็มของเขื่อน ทำให้เมื่อเข้าหน้าฝน เขื่อนไฮรากุดจำเป็นต้องปล่อยน้ำจำนวนมหาศาลออกมาภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าแปดสิบคน และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

ผู้เชียวชาญระบุว่า จุดประสงค์ดั้งเดิมของเขื่อนไฮรากุดที่ขวางแม่น้ำมหานาดี มีไว้เพื่อป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตามในระยะหลังๆ เขื่อนดังกล่าวถูกใช้เพื่อการชลประทาน การผลิตไฟฟ้า และใช้ในอุตสาหกรรมร่วมด้วย ทำให้มีการเก็กกับน้ำในเขื่อนมากเกินจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียได้ตอบโต้ว่า น้ำท่วมดังกล่าว ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการจัดการน้ำในเขื่อนผิดพลาด และยืนยันว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนไฮราคุดซึ่งเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ เป็นไปตามข้อกำหนดที่คำนวณไว้อย่างถูกต้องแล้ว

ทางนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหว ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริง และตีพิมพ์ “สมุดปกขาว” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะอีกด้วย

ปัญหาเผือกร้อน
ส่วนในประเทศไทยเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามกับสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมอย่าง ตรงไปตรงมามากนัก แต่เรายังพบเห็นฝ่ายต่างๆ ทั้งนักวิชาการ หน่วยงานราชการ บล็อกเกอร์ นำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์ถึงสาเหตุของน้ำท่วมปี 2554 มานำเสนอต่อสาธารณะกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีข้อสรุปที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น

ปริมาณฝนที่มากผิดปรกติ เนื่องมาจากพายุโซนร้อน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 40%) เป็นสาเหตุหลักของน้ำท่วมในครั้งนี้ (Andrew Walker, Thai flood cause revealed: rain! , เว็บไซต์นิวแมนดาลา)

การบริหารจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ข้อมูลปริมาณฝนที่ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในวางแผนในการจัดการน้ำให้เหมาะสม (ชินวัชร์ สุรัสวดี, เทียบข้อมูลฝนจากดาวเทียม หาสาเหตุวิกฤตน้ำท่วม 2554, มติชน)

ไม่มีการติดตามข้อมูลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ทำให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) คาดการณ์ผิด และเก็บน้ำไว้ในเขื่อนใหญ่ทั้งหมดเพราะกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ในหน้าแล้ง ส่งผลให้เมื่อฝนตกต่อเนื่อง เขื่อนใหญ่จำเป็นต้องปล่อยน้ำทั้งหมดออกมาพร้อมกัน ทำให้ปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมามีมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกใส่เขื่อน (สมิทธิ ธรรมสโรช, น้ำท่วม...บริหารจัดการไม่เป็น [บทสัมภาษณ์], โพสต์ทูเดย์)

การขาดการบูรณาการในการจัดการน้ำระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น กฟผ. กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีวิสัยการทำงานแบบต่างคนต่างทำ รวมถึงปัญหาผังเมือง การขาดองค์ความรู้เรื่องน้ำที่เป็นระบบ และความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา (สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, เห็นอะไรในสายน้ำ?, ประชาไท)

ความไม่พร้อมของรัฐกับการรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่, ระบบการระบายน้ำ และประสิทธิภาพของระบบการพยากรณ์ โดยในปีนี้ ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานพยากรณ์ว่า จะมีพายุเข้าเพียง 2 ลูก แต่ในความเป็นจริงมีพายุเข้าถึง 5 ลูก (มนตรี จันทวงศ์, เสวนาเปิดน้ำท่วม(ปาก): "น้ำท่วม ตอผุด" การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ผูกขาดโดยผู้เชี่ยวชาญ, ประชาธรรม)

สื่อมวลชนบางสำนักยังตั้งคำถามถึงความเป็นผู้หญิงของยิ่งลักษณ์ ที่นำเคราะห์ร้ายภัยน้ำท่วมมาสู่ประเทศด้วย (ปราโมทย์ นาครทรรพ, อาเพศผู้นำหญิงจริงหรือไม่ หรือการเมืองจัญไรมาต่อเนื่อง, ผู้จัดการออนไลน์)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ร่วมตัดสินใจในการปล่อยน้ำจากเขื่อนร่วมกับกรมชลประทาน ได้ออกมาปฏิเสธว่า การจัดการเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อน้ำท่วมในครั้งนี้ หากแต่สาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปรกติ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ว่า ความเข้าใจของคนทั่วไปที่เชื่อว่าการปล่อยน้ำจากเขื่อนในภาคเหนือเป็นสาเหตุ ของอุทกภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และยังเสริมว่า ถ้าหากไม่มีเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์แล้ว อาจทำให้ปัญหาน้ำท่วมรุนแรงขึ้นกว่านี้ 2-3 เท่า

แน่นอนว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากจะออกมาแสดงความรับผิดชอบมากนัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องทำหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงและสรุปบทเรียนให้ได้ว่า สาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้ มาจากปัญหาอะไรกันแน่ ไม่ใช่เพื่อการกล่าวโทษหรือหาแพะมารับผิด แต่เพื่อเป็นการถอดบทเรียนและวางแผนป้องกันได้อย่างเหมาะสมในอนาคต

มองไปข้างหน้าได้ แต่อย่าลืมสรุปบทเรียน

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้เริ่มพูดถึง “นิวไทยแลนด์” โครงการขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณถึง 8 แสนล้านบาท เพื่อเร่งฟื้นฟูประเทศในทุกด้าน ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างถาวร รวมถึงการปรับปรุงประเทศเพื่อเน้นการลงทุนในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการและกลไกปฏิบัติงานฟื้นฟูเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 9 ชุด เพื่อดูแลในด้านต่างๆ เช่น การเยียวยาด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต รวมถึงคณะกรรมการสื่อสารสาธารณะ และคณะที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังคงยังไม่เห็นว่า จะมีคณะกรรมการใดที่สามารถตอบข้อสงสัยของประชาชนถึงสาเหตุของน้ำท่วมที่เกิด ขึ้นได้อย่างชัดเจนนัก

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ มากเท่าใด แต่รัฐบาลควรจะตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความ จริงในกรณีน้ำท่วมปี 2554 เพื่อนำข้อสรุปไปปฏิรูปนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหามาซ้ำรอยในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการตรวจสอบและความโปร่งใสในหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐด้วย

ทั้งนี้ เงื่อนไขของการตั้งคณะกรรมการดังกล่าว คงต้องได้รับงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการ มีอำนาจในการออกหมายเรียก และหมายค้นต่อบุคคลที่เห็นว่าเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญ จะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้ล้มเหลวเฉกคณะกรรมการอิสระอื่นๆ ที่เคยมีมาในอดีต และสามารถดำเนินการได้อย่างสมประโยชน์ของประชาชนไทยให้มากที่สุด

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการจากวิทยาลัยเอเชียแปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ประเทศออสเตรเลียสามารถตั้งคณะกรรมการอิสระและค้นหาความจริงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองในออสเตรเลียที่ประชาชนมีคุ้นชินและคาดหวังสูง ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบต่อการตัดสินใจและการกระทำต่างๆ อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน

นอกจากนี้ เขายังชีด้วยว่า การที่งานด้านการจัดการภัยพิบัติในออสเตรเลีย ถูกจัดอยู่ภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุดในรัฐบาลแห่งชาติ และเป็นวาระสำคัญหนึ่งด้านความมั่นคงแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการเน้นย้ำความสำคัญทางการเมืองของการจัดการภัยพิบัติของ ประเทศออสเตรเลีย

หากประเทศไทยต้องการที่จะแก้ปัญหาภัยพิบัติให้ได้อย่างถาวร นอกจากจะต้องปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานการจัดการน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง และสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสในทุกหน่วยงานแล้ว เห็นที่จะต้องนิยามความหมายของคำว่า “ความมั่นคงแห่งชาติ” กันใหม่ด้วย เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือได้กับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อย่างรวดเร็ว ไม่ล้าหลังและเชื่องช้าดังเช่นที่เป็นมา