ประชาชาติธุรกิจ

บุกสำรวจ "แม่สอด-เมียวดี" บูมเศรษฐกิจ 2 เมือง 2 ประเทศ

เจาะลึกเศรษฐกิจ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ตะบึงรถไปบนถนนสายพหลโยธิน มุ่งสู่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป้าหมายคือการไปสำรวจ "เมืองแม่สอด" และ "เมืองเมียวดี" ประเทศพม่า หลังมีความพยายามผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด รองรับการพัฒนาตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) เชื่อมระหว่างฝั่งตะวันออกคือจังหวัดมุกดาหาร และฝั่งตะวันตกคือ ฝั่งอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

หากประเทศไทยสามารถจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดสำเร็จ ประตูแม่สอด-เมียวดี จะเป็นจุดเปลี่ยนการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและพม่าที่สำคัญในอาเซียน

จากการสำรวจพื้นที่พบว่า "แม่สอด" แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขา มีพื้นที่ประมาณ 1,986 ตารางกิโลเมตร แต่ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจคึกคักอย่างมาก เมืองเจริญเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ โชว์รูมรถยนต์ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรมขนาดเล็กอีกหลายสิบแห่ง

นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีทั้งชาวเขา ชาวพม่า ชาวกะเหรี่ยง คนอพยพจากอำเภอเมืองตากเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน รวมทั้งชาวพม่าที่มีภรรยาหรือสามีเป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีชุมชนอิสลาม ตั้งถิ่นฐานอยู่กันมายาวนาน โดยไม่มีความขัดแย้งกัน

เชื่อหรือไม่ว่า สาวพม่าในแม่สอดบางคน อยู่แม่สอดตั้งแต่เล็กจนโต พูดไทยชัดเปรี๊ยะ แต่พูดพม่าแทบไม่ได้สักคำ เพราะไม่เคยข้ามฝั่งกลับบ้านเกิด แต่วันนี้ยังคงถือสัญชาติพม่า เธอเล่าว่า อยู่เมืองไทยทำมาหากิน ค้าขายได้สะดวก ทุกวันนี้มีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ

ชาวบ้านในแม่สอดหลายคนเห็นว่า แม่สอด แม้จะเป็นเมืองหลายวัฒนธรรม แต่ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรในแง่การดึงดูดการท่องเที่ยว แต่ก็มีความพยายามในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวตามแนวชายแดน เพราะจุดแข็งของแม่สอด คือ การท่องเที่ยวชายแดน ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมทัวร์ไหว้พระ 2 ฝั่งไทย-พม่า

ทุกวันนี้จึงมีความพยายามผลักดัน "แม่สอด" ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพราะแม่สอดมีศักยภาพในการค้าขายชายแดน เฉพาะการค้าระหว่างไทยกับพม่าที่ด่านแม่สอดอยู่ ที่ปีละ 3 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญรัฐบาลพม่าได้เปิดด่านแม่สอด-เมียวดีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 หลังจากปิดด่านมานานนับปี เริ่มมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวแม่สอด และข้ามด่านไปไหว้พระในวัดชื่อดังที่เมียวดี ไม่ว่าจะเป็นวัดจระเข้ วัดหินใหญ่ หรือวัดเจดีย์ทอง ที่จำลองแบบมาจากเจดีย์ชะเวดากอง ส่งผลให้ช่วงหลังมานี้มีโรงแรมขนาดเล็กเกิดขึ้นจำนวนมากในแม่สอด เพื่อรองรับ นักท่องเที่ยว

นอกจากจุดแข็งด้านการค้าชายแดนที่สำคัญแล้ว "แม่สอด" ยังมีตลาด ค้าพลอยที่ขึ้นชื่อ ส่วนหนึ่งเพราะจังหวัดตากเป็นตลาดนำเข้าพลอยจากพม่าที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากมีเพียงแม่น้ำเมยกั้นเขตแดนเท่านั้น และยังอยู่ใกล้แหล่งพลอยหลายแห่งในพม่า เช่น เหมืองโมกก เหมืองพลอยที่อยู่ทางตอนเหนือของพม่า ทั้งนี้พลอยที่นำจากพม่าสู่เมืองตาก มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 80 ส่วนใหญ่เป็นทับทิมและไพลิน

นาทีนี้ เสียงจากแม่สอดได้แต่ คาดหวังว่า หากนครแม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้จริง การค้าชายแดน การลงทุน การท่องเที่ยวในเมืองแม่สอดจะเติบโตคึกคักกว่านี้หลายเท่าตัว

จาก "แม่สอด" ทีมข่าวได้ข้ามไปฝั่งจังหวัด "เมียวดี" ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-พม่า โดยมีแม่น้ำเมยเป็นเขตกั้น สภาพของเมืองเมียวดีเป็นเมืองเปิด ในตัวเมืองมีการพัฒนา ไปพอสมควร มีโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด และวัดวาอาราม แต่ถนนหนทางยังขรุขระ มีฝุ่นคละฟุ้ง แต่บรรยากาศคึกคักในยามที่ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย

บรรยากาศการค้าค่อนข้างคึกคัก สินค้าที่วางจำหน่ายในเมียวดี โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่าส่วนใหญ่นำเข้าจากไทยแทบทั้งสิ้น ส่วนการปกครองเป็นแบบท้องถิ่น มีทหารพม่าและกองกำลังชนกลุ่มน้อยผสมกัน

ผู้รู้อธิบายว่า "เมียวดี" อาจเป็นจังหวัดเล็ก ๆ แต่จุดเด่นสำคัญคือเป็นเมืองผ่านสินค้านำเข้าและส่งออกหลักที่สำคัญจากไทย และอินโดจีนเข้าสู่ตลาดย่างกุ้ง และบางส่วนส่งตรงไปถึงอินเดีย ล่าสุดมีการเปิดธนาคาร KBZ ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในพม่า สาขาเมียวดีแล้ว เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแม่สอด-เมียวดี พร้อมกับรองรับเขตเศรษฐกิจชายแดนของทั้งสองเมือง

ทว่าจุดเด่นของ "เมียวดี" นอกจากเป็นเมืองผ่านสินค้าแล้ว งานสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนากับวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนถือเป็นจุดขายเช่นกัน โดยเฉพาะวัด อาทิ วัดมิเจากง หรือวัดจระเข้ วัดเด้ถั่นเอ่ หรือวัดอธิษฐาน และวัดเจ๊าลงจี หรือวัดก้อนหิน ซึ่งมีเรื่องราวตำนานที่น่าค้นหาแตกต่างกัน

นี่คือ "แม่สอด" และ "เมียวดี" 2 เมือง 2 ประเทศ ที่มีเศรษฐกิจชายแดนเติบโตคู่กัน เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญ ยิ่งของกลุ่มอาเซียน

(ฉบับหน้า-ติดตามชำแหละเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เกิด หรือดับ...?)

พาณิชย์ยกเครื่อง"ไข่-ข้าว-เกษตร" แก้วิกฤตวงจรราคาสินค้าตกต่ำ "บุญทรง"เคลียร์ต้นทุนสูง

"บุญทรง" จัดแถวกระทรวงพาณิชย์ ชูธงแก้และหาทางออก "ราคาสินค้า" ทั้งระบบ พุ่งเป้า "ไข่-ข้าว-เกษตร" ขายเป็นธรรม รัฐพร้อมโดดช่วยเคลียร์ต้นทุนสูง กู้วิกฤตราคาขายตกต่ำ งัดกลยุทธ์ทำข้อมูลวงจรการผลิต-ตลาด-ยอดขาย ใหม่ทั้งหมด

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มี นโยบายเข้าไปดูแลราคาสินค้าทุกชนิดอย่างใกล้ชิด สร้างความสอดคล้องและสมดุลค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง โดยจะไม่อนุมัติให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งจะช่วยทางด้านต้นทุนให้เดือดร้อนน้อยที่สุด

สินค้าหลักที่ช่วยทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการค้าในประเทศมีอยู่ 3-4 ชนิด ชนิดแรก ไข่ไก่กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสูงจำหน่ายจากหน้าฟาร์มขายถูกมาก แต่คงจะไม่อนุญาตให้ปรับราคาใหม่ตามข้อเสนอของผู้เลี้ยงซึ่งขอขึ้นราคาแนะนำนั้น ภายในสัปดาห์ที่ 30 มกราคม-3 กุมภาพันธ์นี้ จะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมหารือการผลิตทั้งระบบ รวมทั้งจัดการต้นทุน แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ชนิดที่ 2 ข้าวตามโครงการเปิดรับจำนำฤดูการผลิตใหม่ช่วงนาปรัง 2555 จะเริ่มรับจากเกษตรกร 1 มีนาคมนี้ จะกำหนดราคารับจำนำใกล้เคียงฤดูการผลิตนาปี 2554 ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท โดยไม่เกรงกลัวกรณีที่ผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงจะปรับขึ้นราคาเพิ่มอีก 5-10% ตามที่เคยมีกระแสมาก่อนหน้านี้ เพราะกระทรวงพาณิชย์จะแก้ลำด้วยการผลิตข้าวสารบรรจุถุงธงฟ้าออกวางตลาด ตามจุดจำหน่ายที่หาซื้อง่ายหลายช่องทางสะดวกแก่ประชาชนทั่วประเทศ

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับพบการทุจริตจากโครงการรับจำนำ ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์จัดทำรายงานแล้ว และหากผิดก็จะเอาผิดทางกฎหมายทันที ขณะเดียวกันก็จะเดินหน้าระบายข้าวสารออกจากสต๊อกรัฐบาลต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับปริมาณรับจำนำที่ทำให้ข้าวทั่วประเทศเข้าสู่สต๊อกเพิ่มขึ้นทุกเดือน

ชนิดที่ 3 สินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อประเทศ กรณีสินค้าเกษตรสำคัญซึ่งมีอยู่ 8 รายการ ต้องจัดทำข้อมูลผลผลิตแต่ละฤดูให้ชัดเจน เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกับจำนวนเกษตรกรผู้ปลูก และแนวโน้มราคาแต่ละช่วงเป็นอย่างไร ต้องหาทางแก้ไขพร้อมวางแผนอย่างจริงจังระหว่างผลผลิตมากจนทำให้ราคาขายในตลาดตกต่ำ ถึงเวลาที่จะเตรียมทางออกไว้ล่วงหน้า เพราะสินค้าเกษตรมีวงจรเหมือนกันทุกปี

นอกจากนี้ยังจะบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน เพื่อวางยุทธศาสตร์การทำงานพัฒนาประเทศไปในทิศทางเดียวกัน ตามเป้าหมายการสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตตลอดปีนี้ 4-5.5%

พาณิชย์ยกเครื่อง"ไข่-ข้าว-เกษตร" แก้วิกฤตวงจรราคาสินค้าตกต่ำ "บุญทรง"เคลียร์ต้นทุนสูง

"บุญทรง" จัดแถวกระทรวงพาณิชย์ ชูธงแก้และหาทางออก "ราคาสินค้า" ทั้งระบบ พุ่งเป้า "ไข่-ข้าว-เกษตร" ขายเป็นธรรม รัฐพร้อมโดดช่วยเคลียร์ต้นทุนสูง กู้วิกฤตราคาขายตกต่ำ งัดกลยุทธ์ทำข้อมูลวงจรการผลิต-ตลาด-ยอดขาย ใหม่ทั้งหมด

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มี นโยบายเข้าไปดูแลราคาสินค้าทุกชนิดอย่างใกล้ชิด สร้างความสอดคล้องและสมดุลค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง โดยจะไม่อนุมัติให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งจะช่วยทางด้านต้นทุนให้เดือดร้อนน้อยที่สุด

สินค้าหลักที่ช่วยทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการค้าในประเทศมีอยู่ 3-4 ชนิด ชนิดแรก ไข่ไก่กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสูงจำหน่ายจากหน้าฟาร์มขายถูกมาก แต่คงจะไม่อนุญาตให้ปรับราคาใหม่ตามข้อเสนอของผู้เลี้ยงซึ่งขอขึ้นราคาแนะนำนั้น ภายในสัปดาห์ที่ 30 มกราคม-3 กุมภาพันธ์นี้ จะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมหารือการผลิตทั้งระบบ รวมทั้งจัดการต้นทุน แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ชนิดที่ 2 ข้าวตามโครงการเปิดรับจำนำฤดูการผลิตใหม่ช่วงนาปรัง 2555 จะเริ่มรับจากเกษตรกร 1 มีนาคมนี้ จะกำหนดราคารับจำนำใกล้เคียงฤดูการผลิตนาปี 2554 ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท โดยไม่เกรงกลัวกรณีที่ผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงจะปรับขึ้นราคาเพิ่มอีก 5-10% ตามที่เคยมีกระแสมาก่อนหน้านี้ เพราะกระทรวงพาณิชย์จะแก้ลำด้วยการผลิตข้าวสารบรรจุถุงธงฟ้าออกวางตลาด ตามจุดจำหน่ายที่หาซื้อง่ายหลายช่องทางสะดวกแก่ประชาชนทั่วประเทศ

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับพบการทุจริตจากโครงการรับจำนำ ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์จัดทำรายงานแล้ว และหากผิดก็จะเอาผิดทางกฎหมายทันที ขณะเดียวกันก็จะเดินหน้าระบายข้าวสารออกจากสต๊อกรัฐบาลต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับปริมาณรับจำนำที่ทำให้ข้าวทั่วประเทศเข้าสู่สต๊อกเพิ่มขึ้นทุกเดือน

ชนิดที่ 3 สินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อประเทศ กรณีสินค้าเกษตรสำคัญซึ่งมีอยู่ 8 รายการ ต้องจัดทำข้อมูลผลผลิตแต่ละฤดูให้ชัดเจน เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกับจำนวนเกษตรกรผู้ปลูก และแนวโน้มราคาแต่ละช่วงเป็นอย่างไร ต้องหาทางแก้ไขพร้อมวางแผนอย่างจริงจังระหว่างผลผลิตมากจนทำให้ราคาขายในตลาดตกต่ำ ถึงเวลาที่จะเตรียมทางออกไว้ล่วงหน้า เพราะสินค้าเกษตรมีวงจรเหมือนกันทุกปี

นอกจากนี้ยังจะบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน เพื่อวางยุทธศาสตร์การทำงานพัฒนาประเทศไปในทิศทางเดียวกัน ตามเป้าหมายการสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตตลอดปีนี้ 4-5.5%

อียูจี้ไทยเร่งเจรจา FTA ก่อนตกขบวนประเทศเพื่อนบ้าน

สหภาพ ยุโรปเร่งไทยเจรจา FTA หลังชะงักงันไปมากกว่า 2 ปี เหตุไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ชี้หากไม่เริ่มต้นเจรจาภายในปีนี้ ไทยมีสิทธิ์ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์-มาเลเซีย ที่ใกล้บรรลุข้อตกลงกับอียูเต็มทีแล้ว แถมสิทธิประโยชน์จีเอสพีโครงการปัจจุบันที่ให้กับไทยก็กำลังสิ้นสุดลง อาจส่งผลให้ไทยเสียโอกาสในการได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าสำคัญบางรายการ

นาย เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมการผู้แทนสหภาพยุโรป กล่าวถึงการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู) ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ทางสหภาพยุโรปมีความต้องการที่จะเริ่มการเจรจารอบใหม่กับไทยอย่างจริงจัง

โดย หวังจะได้เข้าพบกับผู้เกี่ยวข้องกับการเจรจา FTA ของฝ่ายไทยเพื่อสานต่อให้เกิดการเจรจา 2 ฝ่ายขึ้น จากปัจจุบันที่สหภาพยุโรปเป็นประเทศคู่ค้ารายสำคัญของไทยรองจากญี่ปุ่น-จีน คิดเป็นมูลค่าการค้ากับไทยประมาณ 27,000 ล้านยูโร หรือ 9.6% จากมูลค่าการค้าทั้งหมด

"ขณะนี้สหภาพยุโรปเกือบจะบรรลุการเจรจาทำข้อ ตกลง FTA กับสิงคโปร์-มาเลเซียแล้ว ในขณะที่เวียดนามก็เริ่มที่จะเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่ไทยไม่มีความคืบหน้า เราไม่อยากเห็นประเทศไทยต้องเดินตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของสิทธิ ประโยชน์ทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดภาษีระหว่างกัน ถ้ามองไปรอบ ๆ จะเห็นได้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างพม่ากำลังเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ในอนาคตนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในพม่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tariff) ส่วนนักลงทุนยุโรปที่เข้าไปในมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่แล้ว" นายลิปแมนกล่าว

หากสหภาพ ยุโรปสามารถบรรลุข้อตกลง FTA กับประเทศเพื่อนบ้านไทยในเร็ววัน "ไทยจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์" นอกจากนี้การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะเป็นตัวผลักดันให้ไทยต้องเร่งเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในภูมิภาค อาเซียนเข้าด้วยกัน

ด้าน นายร็อลฟ-ดีเลอร์ ดาเนียล ประธานสมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียน-อาเซียน หรือ EABC ซึ่งเป็นองค์การการค้าล่าสุดของสหภาพยุโรปที่เข้ามาตั้งในไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการค้าจากสหภาพยุโรปที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย กล่าวว่า EABC ต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำความตกลง FTA ระหว่างกัน "ให้มากขึ้นกว่านี้" ก่อนที่การให้สิทธิประโยชน์ทางอัตราภาษีศุลกากร หรือ GSP-EU โครงการปัจจุบันที่สหภาพยุโรปให้กับไทยจะสิ้นสุดลงในปีนี้

"ไทยจะ เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในการลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการ ผมคาดหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรจะเดินหน้าในการเจรจา FTA ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

ทั้ง นี้ การส่งออกภายสินค้าไทยใต้สิทธิพิเศษ GSP-EU ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีมูลค่า 628.25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 12.52 จากเดือนธันวาคมปี 2553

สินค้าสำคัญของไทยที่มีการใช้สิทธิ์ GSP มากที่สุด ได้แก่ ยางรถยนต์สำหรับยานยนต์ส่งของ, ถุงมือยางสังเคราะห์, กุ้งปรุงแต่ง, เครื่องปรับอากาศที่ประกอบด้วยพัดลม, สับปะรดปรุงแต่ง, กุ้งแช่แข็ง, น้ำมันปาล์มดิบ, รองเท้าหนังบุรุษ, เลนส์แว่นตา ส่วนการส่งออกภายใต้สิทธิพิเศษ GSP-EU ตลอดทั้งปี 2554 (ม.ค.-ธ.ค.) มีมูลค่ารวม 9,319.40 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

มีรายงานข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศเข้ามา ว่า กรมกำลังอยู่ระหว่างการจัดเตรียมกรอบการเจรจา FTA ไทย-อียู เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และรัฐสภา ที่ผ่านมาสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ฝ่ายไทยจัดทำขอบเขตการเจรจา (scoping exercise) ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับฝ่ายไทย โดยถือเป็น การแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง ในระดับเจ้าหน้าที่ (political commitment at official level) ก่อนที่จะเริ่มต้นเจรจา FTA ระหว่างกัน ขณะที่ฝ่ายไทยเรียกร้องไม่ต้องการให้มีการจัดทำ scoping exercise

"ปลอด" ยัน 4 แผนรับมือน้ำท่วม ใช้งบ 3.1 พันล.ทำระบบเตือนภัย

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) แถลงยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนรองรับน้ำในปีนี้แน่นอน โดยระยะเร่งด่วน จะเน้นไปที่การจัดทำคลังข้อมูลและระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ ด้วยงบประมาณ 3.1 พันล้านบาท คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในมิ.ย.-ก.ค.นี้ หรือทันก่อนที่พายุฝนจะเข้ามา ทั้งนี้มี 3 ปัจจัยว่าน้ำจะมากหรือไม่ 1.ปรากฏการณ์ลานิญ่า 2.ภาวะโลกร้อน และ 3.ปริมาณน้ำค้างทุ่ง โดยวิธีการป้องกันน้ำท่วมใช้ 4 วิธี คือพร่องน้ำในเขื่อนให้มากที่สุดเมื่อฝนมาจะได้ระบายน้ำได้ทัน ขุดลอกคูคลองให้น้ำไหลลงทะเลเร็วขึ้น ซ่อมแซมประตูระบายน้ำให้ใช้ระบายน้ำด้วยแทนการส่งน้ำอย่างเดียว และกำหนดพื้นที่ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ

“สำหรับแนวคิดเรื่องทำฟลัดเวย์หรือทางน้ำผ่าน จะกำหนดพื้นที่ตั้งแต่ จ.ชัยนาทลงมา ราว 2.4 หมื่นตารางเมตรเป็นพื้นที่ทางน้ำผ่านรวมถึงเป็นแก้มลิง เป็นโครงการระยะสั้น คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 2-3 เดือน โดยกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ ส่วนฟลัดไดเวอร์ชั่นหรือทางเบี่ยงน้ำ เป็นโครงการระยะยาวที่ต้องใช้เวลาศึกษา โดยอาจจะทำเป็นคลองเบี่ยงน้ำให้ไหลลงทะเล เช่นเดียวกับที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีคลองเบี่ยงน้ำลงทะเลโดยไม่ผ่านตัวเมือง”นายปลอดประสพกล่าว

ปิดดีลเจรจาโควตา"สัตว์ปีก" อียูยอมไทยชดเชย 6 รายการ

ที่มา นสพ.ประชาติธุรกิจ

ปิดดีลเจรจาขอชดเชยโควตาภาษี ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปสหภาพยุโรป หลังยืดเยื้อมา2 ปี ปรากฏว่าสหภาพยุโรปยอมชดเชยโควตาภาษีให้ประเทศไทย 6 รายการครอบคลุมเนื้อไก่แปรรูปไปจนถึงเนื้อเป็ดแปรรูปในสัดส่วนเนื้อที่แตกต่างกัน สูงกว่าปริมาณโควตาที่ GATT กำหนดไว้เตรียมเสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภาขออนุมัติลงนามตามมาตรา 190

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวกับ"ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการกำหนดปริมาณโควตาสัตว์ปีกแปรรูป จำนวน 6 รายการเพื่อชดเชยกรณีสหภาพยุโรปขอเปลี่ยนแปลงตารางผูกพันภาษีศุลกากรสินค้าสัตว์ปีกแปรรูปตามความตกลงเขตการค้าเสรีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ว่าการหารือระหว่างฝ่ายไทยกับสหภาพยุโรปครั้งล่าสุดสามารถกำหนดปริมาณโควตานำเข้าสัตว์ปีกได้แล้ว และกรมเตรียมที่จะเสนอต่อครม.และรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบในการลงนามตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญต่อไป

ทั้งนี้ ผลการเจรจาทางสหภาพยุโรป "ยอมรับ" ที่จะจัดสรรโควตารายประเทศ (CountrySpecific Quota : CSQ)ตามข้อเสนอให้แก่ประเทศไทยในปริมาณการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกที่สูงกว่าที่ความตกลงแกตต์ (GATT) กำหนดไว้ ประกอบด้วย

1) สินค้าไก่แปรรูปมีสัดส่วนเนื้อมากกว่าร้อยละ 25 แต่ไม่เกินร้อยละ 57 (พิกัด 16023230)ปริมาณที่จัดสรรให้ไทยได้ 14,000 ตัน หรือสูงกว่า GATT ที่กำหนดไว้12,428,13 ตัน จากปริมาณโควตารวมทั้งหมดที่จัดสรรให้ 79,705 ตันโดยคิดอัตราภาษีในโควตา 10.9% ส่วนอัตราภาษีนอกโควตา 2,765 EU/ตัน 2)ไก่แปรรูปปรุงสุก มีสัดส่วนเนื้อไก่น้อยกว่าร้อยละ 25 (พิกัด 16023290)จัดสรรให้โควตาไทย 2,100 ตัน หรือสูงกว่า GATT ที่กำหนดไว้ 1,262.47 ตันจากปริมาณโควตารวมทั้งหมดที่จัดสรรให้ 2,865 ตัน โดยไม่กำหนดอัตราภาษี

3)เป็ดแปรรูป (ดิบ) มีสัดส่วนเนื้อมากกว่าร้อยละ 57 (พิกัด 16023921)ปริมาณที่จัดสรรให้ไทย 10 ตัน หรือสูงกว่า GATT 8.58 ตันถือว่าเป็นการให้ทั้งหมดในโควตารวมที่จัดสรร 10 ตันโดยคิดอัตราภาษีในโควตา 630 EU/ตัน และภาษีนอกโควตา 2,765 EU/ตัน 4)เป็ดแปรรูปปรุงสุก มีสัดส่วนเนื้อมากกว่าร้อยละ 57 (พิกัด 16023929)ปริมาณที่จัดสรรให้ไทย 13,500 ตัน หรือสูงกว่า GATT ที่ให้ 12,124.98 ตันจากปริมาณโควตารวมทั้งหมดที่จัดสรรให้ 13,720 ตัน โดยคิดอัตราภาษีในโควตา10.9% และนอกโควตา 2,765 EU/ตัน

5) เป็ดแปรรูปปรุงสุกมีสัดส่วนเนื้อมากกว่าร้อยละ 25 แต่ไม่เกินร้อยละ 57 (พิกัด 16023940)จัดสรรโควตาให้ไทย 600 ตัน หรือสูงกว่า GATT ที่ให้ไว้ 383.57 ตันจากปริมาณโควตารวมทั้งหมดที่จัดสรรให้ 748 ตัน ไม่มีการกำหนดอัตราภาษี และ6) เป็ดแปรรูปปรุงสุก มีสัดส่วนเนื้อน้อยกว่าร้อยละ 25 (พิกัด 16023980)จัดสรรโควตาให้ไทย 600 ตัน หรือสูงกว่า GATT ที่ให้ 258.06 ตันจากปริมาณโควตารวมทั้งหมดที่จัดสรรให้ 725 ตันโดยไม่มีการกำหนดอัตราภาษีเช่นเดียวกันการนำเข้าสินค้าภายใต้โควตาภาษีทั้ง 6รายการข้างต้นจะต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (CO)จากหน่วยงานของไทยประกอบ

ทางด้านผู้ส่งออกเนื้อไก่ได้ให้ความเห็นถึงการกำหนดโควตาภาษีในปีนี้ว่าต้องการให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเร่งหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือในรายละเอียดกับสหภาพยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนเวลาในการบังคับใช้ที่จะเริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคม2555 และแนวทางการบริหารจัดการโควตานำเข้าของสหภาพยุโรปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับสินค้าไก่ปรุงสุกเมื่อปี 2549ซึ่งในขณะนั้นมีปริมาณความต้องการซื้อมากกว่าโควตาที่สหภาพยุโรปกำหนดให้ส่งผลให้เกิดการซื้อขายโควตาและทางผู้นำเข้าได้ผลักภาระมาให้ผู้ส่งออกเนื้อไก่ไทยจนกลายเป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เข้มงวดกับการออกใบอนุญาตนำเข้าควรให้กับผู้นำเข้าที่แท้จริง

อนึ่ง การเจรจาขอโควตาไก่ 6พิกัดเพื่อชดเชยการปรับอัตราภาษีศุลกากรเป็นไปตามข้อตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก(WTO) ที่สหภาพยุโรปขอเปลี่ยนแปลงตารางผูกพันการลดภาษี ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงต้องให้การชดเชยกับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบตามความตกลงมาตรา28 (5) ของ GATTโดยฝ่ายไทยได้เริ่มดำเนินการขอความเห็นชอบกรอบการเจรจาจากรัฐสภา ตามมาตรา190 ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 และได้เริ่มเจรจามาตั้งแต่ปี 2552จนถึงขณะนี้นับเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว

จากเดิมมีสินค้าที่เจรจาขอชดเชยโควตาภาษีถึง 8 พิกัดที่ผู้ส่งออกไทยสามารถส่งออกไปสหภาพยุโรปได้อย่างไม่จำกัดจำนวนโดยมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าตับเป็ดและตับห่าน 10.2% สินค้าสัตว์ปีกดิบ867 ยูโร/ตัน สินค้าสัตว์ปีกสุก 10.9% ซึ่งไทยได้ข้อชดเชยตามผลข้างต้นแล้วส่วนอีก 2 พิกัด คือตับเป็ดตับห่าน (พิกัด 16022010) กับเนื้อไก่แปรรูปดิบ(พิกัด 16023211) ยังไม่ได้ขอเจรจาเพราะไม่ใช่สินค้าส่งออกสำคัญของประเทศไทย

คลังเพิ่มชดเชยประกันนา400บ./ไร่ คิดเบี้ย190บาทชาวนา-รัฐจ่ายคนละครึ่งดีเดย์ก.พ.

คลังดีเดย์คลอดกรมธรรม์ประกันภัยนาข้าว ก.พ.นี้ ขาย มี.ค.-เม.ย. เคาะเบี้ย 190 บาทต่อไร่ เบื้องต้นคาดชาวนา-รัฐจ่ายคนละครึ่ง รอนโยบายตัดสินใจ เผยรัฐเตรียมขยับเงินชดเชยให้เพิ่มสูงกว่า 606 บาทต่อไร่ด้วย

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผล ประโยชน์ทางการเงิน (สคป.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การจัดทำประกันภัยนาข้าว เพื่อรองรับปีการผลิตรอบใหม่ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ คาดว่ากรมธรรม์เสร็จประมาณช่วงปลายเดือน ก.พ.นี้ และน่าจะออกขายได้ราวเดือน มี.ค.-เม.ย. ทันต่อฤดูการผลิตข้าวนาปีรอบใหม่ที่จะเริ่มประมาณเดือน พ.ค.

โดยรอบนี้มีการตั้งเป้าหมายพื้นที่ทำประกันภัยไว้ที่ 10 ล้านไร่ จากปีที่ผ่านมาที่ขายกรมธรรม์ได้กว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่คงเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหลัก แต่ไม่ได้บังคับ นอกจากนี้ได้มีการขยายความคุ้มครองไปถึงกรณีศัตรูพืชระบาดด้วย

ขณะที่เบี้ยประกันที่จะเพิ่มเป็น 190 บาทต่อไร่ จากเดิม 120 บาทต่อไร่ นายลวรณกล่าวว่า มีความเป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจะช่วยจ่ายครึ่งต่อครึ่งเหมือนเดิม โดยส่วนนี้ต้องดูศักยภาพของเกษตรกรว่ารับได้เท่าไร ซึ่งสำรวจทั่วประเทศ พบว่าเกษตรกรรับได้ หากค่าเบี้ยไม่เกิน 100 บาทต่อไร่ รวมถึงรับได้แม้เบี้ยจะสูงกว่า 60 บาทต่อไร่ที่เคยจ่าย

"190 บาทต่อไร่ก็เป็นไปได้ มองจากค่าความเสียหายของปีที่แล้วที่เกิดขึ้น ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ภัยที่จะขยายไปครอบคลุมศัตรูพืชทั้งหมด จะทำให้ราคาสูงขึ้น ขณะที่สัดส่วนที่รัฐจะจ่ายเบี้ยต้องดูว่ารัฐจะจ่ายส่วนที่เกษตรกร ไม่สามารถจ่ายได้ โดยดูจากความสามารถของเกษตรกรว่ามากที่สุดอยู่ตรงไหน สมมติออกมา 190 บาท ก็ต้องดูว่าคนละครึ่งไหวไหม เราก็มองว่าถ้าไม่เกิน 100 บาท เกษตรกรน่าจะจ่ายไหว" นายลวรณกล่าว

ขณะเดียวกันผลจากน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาก็ทำให้เกษตรกรเห็นว่า คนที่ทำประกันภัยได้รับเงินจากส่วนที่ทำประกันมาบวกกับเงินที่รัฐจ่ายด้วย จึงน่าจะมีการทำประกันภัยนาข้าวกันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป้าหมาย 10 ล้านไร่ก็น่าจะเป็นไปได้

นอกจากนี้จะพยายามให้มีการจ่ายสินไหมทดแทนไว้ 2 เฟสเหมือนเดิม คือระยะเริ่มเพาะปลูกไม่เกิน 60 วัน จ่ายอัตราหนึ่ง และหลังจาก 60 วันขึ้นไปจนถึงเก็บเกี่ยว จ่ายอีกอัตราหนึ่ง แต่ตัวเลขอาจเปลี่ยนให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น จากเดิมกรณีแรกจ่าย 606 บาทต่อไร่ และกรณีที่สองจ่าย 1,400 บาทต่อไร่

"ตอนนี้ต้นทุนต่อไร่อยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท ฉะนั้นเขาได้ของเราไป 1,400 ล้านบาท บวกกับตามกฎหมายที่ได้อีก 606 บาท ซึ่งที่ผ่านมารัฐจ่าย 2,222 บาท อันนั้นไม่ใช่กฎเกณฑ์ถาวร เป็นครั้งคราว ก็คงต้องตกลงกันว่ารัฐจะให้จริง ๆ เท่าไหร่ โดย 606 บาทต่อไร่ คงไม่ใช่แล้ว ขณะที่ 2,222 บาทต่อไร่ ก็คงไม่ใช่เพราะสูงไป จะเป็นภาระต่องบประมาณได้" นายลวรณกล่าว

ผู้อำนวยการ สคป.กล่าวว่า คงต้องพิจารณาตัวเลขที่อยู่ระหว่าง 606 บาทต่อไร่ กับ 2,222 บาทต่อไร่ ว่ารัฐจะจ่ายเท่าใด และต่อไปนี้จะยึดตามอัตรานี้ เพื่อต่อไปจะได้รู้ว่าบริษัทประกันภัยควรจะมาออนท็อปเท่าไหร่ จึงจะทำให้เกษตรกรได้รับเงินรวมทั้ง 2 ส่วนแล้วใกล้เคียงต้นทุนที่แท้จริงได้ จะได้ไม่เป็นหนี้สิน หรือนาเสียหายไปก็มีเงินก้อนใหม่มาทำในปีการผลิตต่อไป ซึ่งการประกันภัยนาข้าวนี้ รัฐจะทำเฉพาะข้าวนาปี ส่วนข้าวนาปรังจะไม่รับทำ

สำหรับปัญหารับประกันภัยต่อนั้นยืนยันว่า การทำประกันภัยนาข้าวไม่มีปัญหา เพราะบริษัทที่รับประกันภัยต่อยังมองว่า ภาคเกษตรยังเป็นโอกาสของการทำธุรกิจประกันภัยอยู่ เพียงแต่เบี้ยต้องสูงขึ้นบ้าง โดยบริษัทที่จะเข้ามารับทำประกันภัยต่อก็คงเป็นบริษัทเดิม กลุ่มเดิมที่ยังรับอยู่ เพราะธุรกิจนี้ต้องมองระยะ 5-10 ปี ไม่ใช่ปีแรกต้องจ่ายสินไหมจำนวนมากแล้วจะเลิกเลย และยังมองว่าน้ำคงไม่ได้ท่วมทุกปี

ผู้อำนวยการ สคป.กล่าวว่า ในช่วงอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ คลังและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะมีการทำประชาสัมพันธ์ โดยจะไปจ่ายสินไหมทดแทนให้เป็นกรณีตัวอย่างที่แถว ๆ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ซึ่งจะมีการจ่ายทีเดียว 20-30 ล้านบาท

สำหรับรอบปีการผลิตที่ผ่านมาพบว่า นาข้าวที่ทำประกันภัยเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 550-600 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเคลมสูงสุด 1 ล้านไร่ (เคลมสูงสุดประมาณ 1,400 ล้านบาท เนื่องจากจ่ายสูงสุดไร่ละ 1,400 บาท) โดยยอมรับว่าส่วนใหญ่ต้องจ่าย 1,400 บาทต่อไร่ เพราะเกิดน้ำท่วมช่วงปลายปี ซึ่งข้าวอายุเกิน 60 วันแล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังให้ทาง ธ.ก.ส. ดูว่า เป้าหมายรับประกันจำนวน 10 ล้านไร่ จะทำไหวหรือไม่ เพราะรับจะต้อง ช่วยจ่ายค่าเบี้ยครึ่งหนึ่ง จึงต้องรอการตัดสินใจระดับนโยบายว่ารัฐจะอุดหนุนเท่าใด ส่วนการจ่ายสินไหมทดแทนของบริษัทประกันอาจมีการปรับในส่วนของภาครัฐที่จ่ายในช่วงแรก ซึ่งจะต้องยึดหลักการว่า ชาวนาสามารถมีเงินไปทำการผลิตใหม่ได้ แต่ต้องไม่ถึงกับให้มีกำไร ขณะที่บริษัทรับประกันภัยต่อนั้น จะเป็นสวิสรีเหมือนเดิม เพราะปีแรกต้องจ่ายเคลมไปแล้ว หากจะเลิกไปก็ไม่คุ้ม

ตลาด"น้ำมันปาล์ม"อลหม่าน สต๊อกล้น โรงงานส่งออกหนีตาย

สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบล้นแท็งก์ โรงงานแห่ส่งออกหนีตาย เหตุราคาผลปาล์มทะลายในประเทศยังสูง ชี้ปาล์มขวดราคาไม่ลด สมาคมปาล์มน้ำมันฯแนะกรมการค้าภายในปรับโครงสร้างราคาทั้งระบบ อย่ามัวแต่คิดสูตรราคากึ่งลอยตัว จับตาส่งออกมากมีสิทธิ์วิกฤต

นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขา ธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย เปิดเผย "ประชา ชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคว่า ปัจจุบันไทยมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบมากถึง 300,000 ตัน ถือว่า "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" จากที่เคยประสบปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนในช่วงปลายปี 2553 ซึ่งในขณะนั้นเหลือสต๊อกอยู่เพียง 70,000 ตันเท่านั้น

"ผลปาล์มทะลายออกมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จนสต๊อกปาล์มในแท็งก์เต็ม ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศอยู่ในภาวะทรงตัวเฉลี่ยปีละ 1 ล้านตัน และใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซลประมาณ 400,000 ตัน เมื่อภาวะปาล์มน้ำมันเป็นแบบนี้ กระทรวงพาณิชย์จะต้องบริหารจัดการราคาน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ราคาในประเทศต่ำกว่าน้ำมันปาล์มต่างประเทศมาก จนทำให้น้ำมันปาล์มไหลออกไปต่างประเทศเกิดภาวะ ขาดแคลนเจ็บตัวกันอย่างในปี 2553" นางวิวรรณกล่าว

ส่วนกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ออกข่าวว่า จะใช้สูตรบริหารจัดการราคาน้ำมันปาล์มแบบกึ่งลอยตัวนั้น ตนเองไม่แน่ใจว่า สูตรดังกล่าวคืออะไร แต่ระบบเดิมที่เคยหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ทางกรมการค้าภายในบอกเพียงว่า จะกลับไปศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดสูตรโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ซึ่งขณะนี้ผ่านมานานกว่า 6 เดือนแล้ว "กรมการค้าภายในก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเป็นอย่างไร"

สมาคมปาล์มน้ำมันฯเห็นว่า โครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะปกติก็มีหลักการคำนวณอยู่แล้ว สำหรับสูตรราคาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางเริ่มจากต้นทุนการปลูกปาล์มของเกษตรกร กก.ละ 3.50 บาท ถ้าให้กำไรเกษตรกร 30% ก็ต้องกำหนดราคารับซื้อผลปาล์มสดที่ กก.ละ 5.50-6.00 บาท

จากนั้นนำผลปาล์มเข้าโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบราคา 30-32 บาท ส่งต่อให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์นำมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบรรจุขวดจำหน่ายในช่วงราคาระหว่าง 44-46 บาท/ขวด จากปัจจุบันที่กรมการค้าภายในกำหนดราคาขายปลีกไว้ไม่เกิน 42 บาท/ขวด (ขนาด 1 ลิตร) เพื่อเกิดความยืดหยุ่นตามกลไกตลาด ผู้ผลิตอยู่ได้และป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศและต่างประเทศแตกต่างกันมากจนเป็นเหตุให้โรงงานเร่ง ส่งออกเพื่อระบายสต๊อก

"โรงงานแต่ละโรงเก็บน้ำมันปาล์มได้สูงสุดไม่เกิน 4,000 ตัน แต่การส่งออกในอดีตเคยทำได้ถึง 300,000 ตัน ในปี 2553 ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนได้"

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยก็คือ ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยกตัวอย่าง กรณีสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านอาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากเกิดขึ้นก็จะส่งผลต่อราคาพลังงานทดแทน ผู้บริโภคจะหันมาใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งคือ ภูมิอากาศโลกและภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่าง การเกิดภัยแล้งในสหรัฐและอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองสำคัญทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองลดลง และมีราคาสูง ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดล่วงหน้าสหรัฐปรับสูงขึ้นและมีผลทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบทั่วโลก อาจจะปรับขึ้นจากปัจจุบันลิตรละ 30-31 บาท กลายเป็นลิตรละ 32 บาท ในช่วง 1-2 เดือนนี้ และหากราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับขึ้นต่อไปถึง 35 บาท ตรงนี้กรมการค้าภายในจะดำเนินการอย่างไร เพราะ การคุมราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ปลายทางอาจทำให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ กลายเป็นแรงจูงใจให้หันไปส่งออกอีก

"แนวโน้มความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์มดิบยังมีอยู่มาก ส่งผลให้เกิดมุมมองต่างกันระหว่าง มาเลเซียกับยุโรป ขั้วหนึ่งมองว่า แนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกอาจจะปรับสูงไปถึง 2,800-3,000 เหรียญ แต่อีกขั้วมองว่า ราคาจะดิ่งลงมาก ดังนั้นน่าเป็นห่วง หากจะสต๊อกน้ำมันปาล์มไว้สูงสุดจนเต็มแท็งก์ คงต้องหาทางระบายออก จากที่เคยส่งออกได้สูงสุดเดือนละ 60,000 ตัน รอบนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" นางวิวรรณกล่าว

รายงานข่าวจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มเปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมของน้ำมันปาล์มดิบในประเทศอยู่ในภาวะล้นตลาด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยการส่งออกไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลในตอนนี้ก็คือ สภาพฝนที่มีมากขึ้นอาจจะทำให้ผลผลิตปาล์มในช่วงต่อจากนี้ไปออกมามากขึ้นและอาจส่งผลให้น้ำมันปาล์มดิบที่จะออกมาใหม่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามทางแก้ปัญหาในเรื่อง น้ำมันปาล์มล้นสต๊อก โดยใช้ทำไบโอดีเซลนั้น ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเพราะรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในนโยบายระยะยาว"

ส่วนการที่ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวดจะมีราคาลดลงจากขวดละ 42 บาท ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันหรือไม่นั้น "คงเป็นไปได้ยาก จากราคาผลปาล์มทะลายยังอยู่ในเกณฑ์สูง คือ 5 บาท/กก. น้ำมันปาล์มดิบ 29-30 บาท จึงไม่น่าที่จะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดลดลง สอดคล้องกับความเห็นของโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ว่า ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบปัจจุบันมีมากและอยู่ในสภาพที่ล้นสต๊อกมาประมาณ 2-3 เดือนแล้ว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการส่งออกแทนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

"หากมีสต๊อกมากผู้ประกอบการก็จะส่งออกน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นหรือหากรัฐบาลจะมีนโยบายผลักดันไบโอดีเซลอย่างจริงจัง สต๊อกน้ำมันที่มีอยู่ก็อาจจะช่วยซัพพอร์ตในส่วนนี้ได้ แต่เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการจึงต้องเน้นการส่งออกเป็นหลัก"

"ปราโมทย์" มึนแผนจัดการน้ำของ กยน.แนะยึดพระราชดำริฟลัดเวย์แก้ท่วมกรุง

นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทานและกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) บรรยายเรื่อง แนวทางพระราชดำริและการบริหารจัดการน้ำ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดงานเสวนาในหัวข้อ "อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ : คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง?"

นายปราโมทย์กล่าวว่า แนวพระราชดำริเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างไรให้หมดไปในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักคิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำใน กทม.และปริมณฑลฝั่งตะวันออกตั้งแต่เมื่อปี 2523 ต้องระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านคลองต่างๆ ไปฝั่งตะวันออก และทรงกำหนดให้ด้านตะวันออกต้องเป็นพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ที่เป็นพื้นที่นา ให้แปรสภาพได้เมื่อมีน้ำหลาก เป็นทางระบายน้ำ พร้อมสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตชุมชน ขยายทางน้ำหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ ซึ่งได้พระพระราชทานไว้อย่างสมบูรณ์

ส่วนสิ่งก่อสร้างของฟลัดเวย์จะมีลักษณะอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการศึกษาวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและการมีส่วนร่วมของสังคม เมื่อมีงานฟลัดเวย์ที่สมบูรณ์แล้วก็ต้องดูว่าจะลดผลกระทบ หรือมีผลกระทบระหว่างกลุ่มประชาชนหน้าและหลังคันกั้นน้ำหรือไม่ ฟลัดเวย์เป็นเพียงคำรวม พระองค์ท่านได้ทรงมีรับสั่งมานานแล้ว หลังจากนี้ต้องศึกษาทำอุโมงค์หนือไม่ เพราะน้ำไม่มีทางไป

"ปี 2554 เห็นชัดเจนที่มีปัญหาเพราะการเร่งระบายน้ำมีปัญหา เนื่องจากมีการสร้างกระบวนการสกัดกั้น แทนที่จะจัดการกับสิ่งกีดขวาง และหลักคิดหลักทำการจัดการอุทกภัยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะนี้ยังไม่ตกผลึก และแผน กยน.ที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงก็ยังไม่รู้จะออกมาอย่างไร ก็เห็นว่าต้องยึดหลักคิด ยึดหลักสู้ภัยเป็นหลัก" นายปราโมทย์กล่าว

"ซีพีเอฟ"เตือนรับสภาพอาหารแพง ชี้ทั่วโลกเพิ่มสต๊อกดันหมูไก่ไข่พุ่ง

ซีพีเอฟเตือนคนไทยรับสภาพราคาอาหารแพง ชี้เหตุพืชอาหารถูกโยกไปทำพลังงานทดแทน แถมอากาศแปรปรวน โรคระบาด ทำผลผลิตมีน้อย ทั่วโลกตื่นเพิ่มสต๊อก เปิดแผนลุยเทกโอเวอร์ หลังสำเร็จที่เวียดนาม-จีน ดันรายได้ปีนี้โต 50% ลั่นอีก 5 ปีเป้าแตะ 6 แสนล้าน

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ทิศทางราคาอาหารในระยะยาว 5-10 ข้างหน้า มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลกตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งอาหารสัตว์เนื่องจากมีการนำวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์คือ ข้าวโพด ไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนประเภทเอทานอล โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำข้าวโพดประมาณ 30-40% ไปผลิตเอทานอล นอกจากนี้พืชอื่นๆ เช่น อ้อย ก็ได้นำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนเช่นเดียวกัน เป็นผลทำให้ราคาอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การเกิดโรคระบาด ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรผลิตได้น้อยลง

นายอดิเรกกล่าวว่า จากประเด็นเหล่านี้ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการเพิ่มสต๊อกการนำเข้าอาหารมากกว่าเดิม จากปกติที่จะสต๊อกประมาณ 5 เดือน ส่วนแนวโน้มราคาอาหารในประเทศขณะนี้ ไข่ไก่มีแนวโน้มปรับลดลง แต่เชื่อว่าคงเป็นระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาว 5-10 ปี แนวโน้มราคาอาหารไม่ว่าจะเป็นไข่ ไก่ หมู มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

"ต้องยอมรับความจริงว่าอาหารมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตามราคาน้ำมันและราคาอาหารสัตว์ที่ปรับเพิ่มขึ้น และเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต้องปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและค่าแรงขั้นต่ำ และหากดูเงินเฟ้อ เงินเดือนข้าราชการ หรือราคาทองคำ พบว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นมาตลอด"

นายอดิเรกกล่าวว่า ซีพีเอฟยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญคือ การเป็นผู้ผลิตอาหาร โดยมองหาโอกาสที่จะซื้อกิจการเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ หลังจากการบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการธุรกิจอาหารสัตว์และเกษตรครบวงจรในประเทศจีนและเวียดนามด้วยเงินลงทุน 6.5 หมื่นล้านบาท และจากการเข้าไปซื้อกิจการดังกล่าวทำให้รายได้ของซีพีเอฟเติบโตถึง 50% หรือมียอดขายเพิ่มเป็น 320,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี 2555 จากสิ้นปี 2554 ซึ่งซีพีเอฟมีรายได้รวม 210,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 110,000 ล้านบาท โดยหลังจากซื้อกิจการในสองประเทศนี้แล้ว ซีพีเอฟตั้งเป้ารายได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 15% หรือมียอดขายเพิ่มอีก เท่าตัวเป็น 600,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีนับจากนี้ไป

นายอดิเรกกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายจะผลักดันเรื่องระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ตามระบบมาตรฐานไอเอสโอ 27001:2005 ทั้งโรงงานในและต่างประเทศ หลังจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 2 แห่ง คือ โรงงานบางนา กม.21 และโรงงานปักธงชัย ได้รับมาตรฐานดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลกต่อไป