ฐานเศรษฐกิจ

เอฟเอโอระบุปีนี้ปริมาณการค้าข้าวทั่วโลกลดลงเพราะหลายประเทศลดนำเข้า-ผลิตเองมากขึ้น

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ปริมาณการค้าข้าวทั่วโลกในปีนี้จะลดลง 5% โดยอยู่ที่ 32.8 ล้านตัน จากปีที่แล้วที่ 34.5 ล้านตัน เพราะมีหลายประเทศ อาทิเช่น บังคลาเทศ อินโดนีเซีย เนปาล ไนจีเรีย และฟิลิปปินส์ เตรียมนำเข้าข้าวน้อยลง และหันไปผลิตข้าวบริโภคเองในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ เอฟเอโอ คาดการณ์ว่า ราคาข้าวโลกจะลดลงอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน หลังจากที่ลดลงถึง 7% ตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการข้าวทั่วโลกลดลง สวนทางกับปริมาณการผลิตข้าวและปริมาณข้าวสำรองทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น โดยดัชนีราคาข้าวของเอฟเอโอ ลดลง 7% จากเดือนต.ค. จนถึงช่วงสิ้นเดือนม.ค.

เวิลด์แบงก์เผยปี 54 ดัชนีราคาอาหารสูงกว่าปี 53 ถึง 24%

สำนักข่าวซินหัวรายงาน เวิลด์แบงก์ เตือนว่า อาหารทั่วโลกมีราคาแพงและผันผวน จึงจำเป็นต้องจับตามองแนวโน้มราคาอาหารอย่างระแวดระวังต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลจากเวิลด์แบงก์ว่า ระหว่างเดือนก.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาอาหารปรับตัวลดลง 8% เนื่องจากมีอุปทานเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ราคายังคงมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง โดยในปี 2554 ดัชนีราคาอาหารสูงกว่าปี 2553 ถึง 24%

ซีพีเอฟปรับโครงสร้างในประเทศเพื่อความคล่องตัว

ณัฐญา เนตรหิน

นางสาวพัชรา ชาติบัญชาชัย เลขานุการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (1 กพ.) บริษัทได้จดทะเบียนบริษัทย่อยใหม่ ชื่อ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เกิดขึ้นมาจากการควบบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในประเทศไทยจำนวน 1บริษัท ตามมติของคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน

ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) มีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว จำนวน 7,008,250,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 7,008,250,000หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ถือหุ้นโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 99.98 เป็นบริษัทที่เกิดขึ้นจากการควบบริษัทย่อย (เดิม) จำนวน 10 บริษัท ซึ่งได้แก่ บริษัท กรุงเทพผลิตผลอุตสาหกรรมการเกษตร จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อีสานจำกัด (มหาชน)บริษัท กรุงเทพผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหารจำกัดบริษัท บี.พี. ผลิตภัณฑ์อาหารจำกัดบริษัท ราชบุรีอาหารจำกัดบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อุตสาหกรรมจำกัดบริษัท ซี.พี. เกษตรอุตสาหกรรมจำกัดบริษัท แกลง จำกัด และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท ฟู้ด จำกัด เข้ากันเป็นบริษัทย่อยใหม่ 1 บริษัท

ลงทุนไทยพ่ายยับในกัมพูชา

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาไม่กระทบการค้า เผยปี 2554 ไทยได้ดุลกว่า 8.2 หมื่นล้าน แต่ด้านการลงทุนไทยพ่ายยับคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ทุนเวียดนามแซงโค้งคู่แข่งมูลค่าการลงทุนสูงสุด ชี้สถานการณ์ปีนี้น่าดีขึ้นหลังสัมพันธ์รัฐบาลสองฝ่ายดีวันดีคืน โรงสี การ์เมนต์นำทีมลุย ทูตพาณิชย์ชี้ช่องทัพธุรกิจไทยลงทุนอุตสาหกรรม-บริการมีอนาคต

นางจีรนันท์ วงศ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศ(ส่งออก-นำเข้า)ของไทยกับกัมพูชาในปี 2554 ที่ผ่านมาว่า มีมูลค่ารวม 93,152.09 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 87,779.70 ล้านบาท และนำเข้า 5,372.39 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากัมพูชา 82,407.31 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย น้ำมันสำเร็จรูป, น้ำตาลทราย, มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ส่วนสินค้านำเข้าของไทยจากกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้, เสื้อผ้าสำเร็จรูป และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

ทั้งนี้ในแง่การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย(สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์)และกัมพูชาเริ่มถดถอยเรื่อยมานับแต่วันเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 รวมถึงล่าสุดรัฐบาลกัมพูชาได้สั่งระงับการจัดงานแสดงสินค้าไทย ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยบอกให้ทราบล่วงหน้าเพียง 5 วัน แต่ ณ ปัจจุบันความสัมพันธ์ของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายดีขึ้นและเป็นรัฐบาลที่กัมพูชาพอใจ

"แม้ว่าชาวกัมพูชาจะนิยมสินค้าไทยเป็นทุนเดิม แต่ผลชักจูงของสื่อก็อาจทำให้สินค้าไทยสูญเสียตลาดไปได้ ดังนั้นการที่จะจำหน่ายสินค้าใดก็ตาม ผู้ผลิตต้องไม่ลืมเรื่องโฆษณา ทั้งนี้สินค้าไทยที่มีโอกาสสูงในกัมพูชาคือ อาหารแปรรูปเพราะกัมพูชายังขาดทักษะในการแปรรูปอาหารเพื่อจำหน่ายและเป็นของฝากแก่นักท่องเที่ยว"

ส่วนธุรกิจบริการของไทยที่มีโอกาสในกัมพูชา เช่น การให้บริการรักษาพยาบาล ความงามและสปา รวมถึงการเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตได้แก่ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่อาศัยแรงงาน การท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่องการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปสินค้าเกสร เช่น โรงสีข้าว โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานน้ำตาล การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และบริการด้านการศึกษา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ทุกชาติเสมอภาคกัน สิทธิประโยชน์ที่ให้ อาทิ ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออก การไม่เข้ามาควบคุมเรื่องราคาสินค้า การโอนเงินเสรี เป็นต้น

นางจีรนันท์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชานับแต่ปี 2537 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา(CIB) ได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศรวม 1,946 โครงการ เงินลงทุนรวม 8,811.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุด ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2554 CIB ได้อนุมัติโครงการลงทุนรวม 116 โครงการ เงินลงทุนรวม 341.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เพิ่มขึ้น 93 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 404.4% และเงินลงทุนเพิ่ม 262.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 334%

ในจำนวนนี้นักลงทุนจากเกาหลีใต้ได้รับอนุมัติส่งเสริมมากสุดจำนวน 24 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 20.7% ของจำนวนโครงการ รองลงมาคือ ไต้หวันจำนวน 20 โครงการ และจีนกับฮ่องกงประเทศละ 16 โครงการ ส่วนด้านจำนวนเงินลงทุนสูงสุดคือเวียดนาม 155.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 45.5% ของเงินลงทุนรวม รองลงมาได้แก่ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยลงทุนในสาขาต่างๆ ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ยางพารา กระเป๋า รองเท้า อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม เครื่องหนัง โรงงานประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ เหมืองแร่ โรงสี อุตสาหกรรมการเกษตร โทรคมนาคม และการท่องเที่ยว เป็นต้น

"ในปี 2554 ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม ไม่มีโครงการลงทุนของนักลงทุนไทยแต่อย่างใด ขณะที่ในปี 2553 มีจำนวน 1 รายในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ในปลายปี 2554 หรือต้นปี 2555 จะมีโครงการลงทุนของนักลงทุนไทยจำนวนอย่างน้อย 3 ราย เพื่อประกอบกิจการโรงสีจำนวน 2 ราย และโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า 1 ราย"

สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เตรียมยื่นหนังสือถึงรมว.พณ.เรียกร้องแก้ปัญหาราคาไข่ตกต่ำ

สุวิภา บุษยบัณฑูร

( 31 มกราคม )นายนรินทร์ ปรารถนาพร เลขานุการสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า วันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จะรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ สำนักงานการค้าภายในจังหวัด ทุกจังหวัดที่มีเกษตรกรเลี้ยงไก่ไข่ ให้มีการแก้ไขปัญหาไข่ไก่หน้าฟาร์ม ที่มีการขายขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

จากปัจจุบันราคาจำหน่ายฟองละ 2.20 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 2.60 บาท และหากยังไม่ได้รับการแก้ไข ในวันที่ 1 ก.พ. จะมีการรวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเห็นว่าเมื่อราคาไข่แพง รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือประชาชนในทันที ในขณะที่ไข่ไก่ราคาถูกกลับได้รับการแก้ไขที่ล่าช้า และไม่ตรงจุด ซึ่งเห็นว่าการที่มีไข่ไก่ล้นตลาด และทำให้ราคาตกต่ำลงในขณะนี้ เกิดจากการเปิดโอกาสให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่อย่างเสรี เอื้อประโยชน์ให้กับเกษตรกรรายใหญ่ ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบ ไม่สามารถอยู่ได้ รัฐบาลจึงควรพิจารณาในส่วนนี้ มากกว่าการกำหนดราคาควบคุมไข่ไก่

ตลาดข้าวถุงปีมังกรแข่งเดือด!

สมเกียรติ มรรคยาธรสมเกียรติ มรรคยาธรตลาดข้าวถุง 2 หมื่นล้าน แข่งเดือด ผู้ส่งออก โรงสี แห่ผุดแบรนด์ใหม่ ชูราคาแย่งเค้กรายใหญ่ ผลพวงอินเดียคัมแบ็กส่งออก-รับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงของรัฐบาล ทำขีดแข่งขันส่งออกข้าวไทยเดี้ยงหนัก บีบผู้ประกอบการหันทำตลาดในประเทศ สมาคมข้าวถุงชี้เป็นปีกำไรหด ปิ๊งไอเดียเตรียมจัดคอนเสิร์ตกระตุ้นคนรุ่นใหม่บริโภคข้าวเพิ่ม ขณะแบรนด์ท็อป10อันดับแรกเล็งตลาดอาเซียนน้ำบ่อใหม่

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ประกอบการข้าวถุง "ตราฉัตร" เปิดเผยว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการข้าวถุงในประเทศต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่จะรุนแรงมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา มีสาเหตุสำคัญจาก 2 ประการ ประการแรก จากการส่งออกข้าวของไทยในปี 2555 มีแนวโน้มลดลงอย่างมากจากกรณีที่ประเทศอินเดียได้กลับมาส่งออกข้าวอีกครั้งตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2554 หลังจากหยุดไป 3 ปี โดยขายในราคาต่ำกว่าคู่แข่งขันมากเห็นได้จากเวลานี้การส่งออกข้าวนึ่งในตลาดระดับล่างที่ไทยเคยเป็นแชมป์ส่งออก ได้ถูกอินเดียแย่งตลาดไปค่อนข้างมาก ส่วนในกลุ่มข้าวขาวคุณภาพปานกลาง และคุณภาพต่ำก็ถูกอินเดีย ปากีสถาน และเวียดนามแย่งตลาดไป โดยทั้งเวียดนาม และปากีสถานต้องลดราคาลงไปสู้กับอินเดีย ขณะที่ไทยทำไม่ได้ เพราะข้าวส่งออกมีต้นทุนที่สูงจากโครงการรับจำนำของรัฐบาล และราคาตลาดในประเทศที่ค่อนข้างสูง

"จากสภาพดังกล่าวได้ส่งผลมาถึงตลาดข้าวถุงในประเทศ เพราะปัจจุบันโรงสีที่เคยสีข้าวให้กับผู้ส่งออกเริ่มมีงานลดลง(ยกเว้นโรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำของรัฐบาล) เนื่องจากผู้ส่งออกซื้อข้าวน้อยมาก เห็นได้จากตัวเลขส่งออกตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2554 ต่อเนื่องถึงมกราคม 2555 แต่ละเดือนส่งออกระดับเพียง 4 แสนตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าลดลงค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อโรงสีที่ส่งข้าวให้ผู้ส่งออกมีปริมาณน้อยลง ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกต้องกลับมาเน้นตลาดในประเทศ จะเห็นได้ว่าวันนี้ได้มีข้าวถุงแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในตลาดเมืองไทยเยอะมากเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดที่ทำตลาดนอกโมเดิร์นเทรด แบรนด์ใหม่ๆที่ออกมาส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา จะทำให้ผู้ค้าข้าวถุงรายเดิมในตลาดจะมีส่วนแบ่งตลาด และกำไรธุรกิจที่จะลดลงในปีนี้"

ประการต่อมา ผลจากคนไทยมีรายได้สูงขึ้น ทำให้การบริโภคข้าวของคนไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะจะหันไปนิยมบริโภคอาหารพวกเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และนมมากขึ้นตามอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วทำให้ผู้ประกอบการข้าวถุงมีการบ้านที่ต้องกระตุ้นให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หันกลับมาบริโภคข้าวเพิ่มขึ้น

สอดคล้องกับนายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการข้าวถุงแบรนด์ "มาบุญครอง" ที่กล่าวว่า ตลาดข้าวถุงในประเทศมีมูลค่าตลาดประมาณ 20,000 ล้านบาท ในปี 2554 ที่ผ่านมามีข้าวถุงแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในตลาดไม่ต่ำกว่า 20 แบรนด์ ในปีนี้คาดจะมีเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก จากส่งออกข้าวไทยมีปัญหาการแข่งขัน ทำให้โรงสีที่เคยส่งข้าวให้ผู้ส่งออก และผู้ส่งออกบางรายจะหันมาทำตลาดข้าวถุงในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดข้าวถุงเป็นตลาดเปิด อย่างไรก็ดีเพื่อช่วยผู้ประกอบการข้าวถุงให้มีช่องทางการจำหน่ายและยอดขายเพิ่มขึ้น ในปีนี้ทางสมาคมมีแผนร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการจัดคอนเสิร์ตเพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ที่นิยมรับประทานอาหารฟาสต์ฟูด และขนมขบเคี้ยวต่างๆ ได้หันมาบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเพิ่มขึ้น

"นอกจากนี้ในส่วนของข้าวมาบุญครอง และแบรนด์ข้าวถุงชั้นแถวหน้าของเมืองไทยยังได้เตรียมแผนรุกตลาดอาเซียนที่จะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปี 2558 จากที่ประเทศในอาเซียนนิยมบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก กำแพงภาษีจะถูกทลายลง และโดยศักยภาพผู้ประกอบการ และคุณภาพข้าวไทยเชื่อว่าเราจะได้ตลาดข้าวถุงในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเป็นล้านตันต่อปี"

เจ้าสัวธนินท์ฟันธงพืชพลังงานพุ่ง

เจ้าสัวธนินท์ ฟันธง ปีนี้ มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ราคาพุ่ง แนะรัฐควรปรับราคาพืชพลังงานให้สอดคล้องราคาน้ำมัน จะกระตุ้นให้เกษตรกรลดการทำนา เผยส่งออกยุโรป สหรัฐอเมริกา ยังมีอนาคต เศรษฐกิจไม่ชะลอตัว เหตุคนยังมีกำลังซื้อ

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์สินค้าเกษตรในปี 2555 ว่า ราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ อ้อย มันสำปะหลัง เพราะสินค้าดังกล่าวขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมันบนดินราคาจะสูงอย่างต่อเนื่อง ใช้ไม่มีวันหมด แต่น้ำมันใต้ดิน ถ่านหินใต้ดินมีโอกาสหมด ดังนั้นรัฐบาลควรจะทำให้สินค้าเกษตรไปผูกติดกับราคาน้ำมัน เพื่อดันให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น เมื่อราคาสูงขึ้น เกษตรกรจะหันมาปลูกพืชเหล่านั้นกันมากขึ้น จะทำให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวหันมาปลูกพืชพลังงานทดแทน และในที่สุดเกษตรกรจะลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ราคาข้าวจะขยับขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายจำนำและประกันรายได้เลย

"ผมว่าข้าวจำนำ 20 บาท ดีกว่า ประกันรายได้ 10 บาท เพราะถ้าข้าวราคา 22 บาท ผมก็ไปไถ่ถอนออกมาขาย แต่ถ้าข้าวราคาลง 19 บาท ผมก็ปล่อยให้ขาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีทางเลือกมากกว่าโครงการประกันรายได้ แต่ถ้าทำราคาข้าวสูง คนเสียเปรียบ คนที่ไม่พอใจ จะเสียงดัง เพราะกลัวว่าจะแข่งขันไม่ได้ กลัวลูกค้าต่างประเทศจะรับประทานข้าวแพง แต่ไม่ได้เห็นใจชาวนาเลย ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อค้า ต้องการซื้อถูกไปขายถูก ทำตลาดได้ง่าย แต่ถ้าซื้อแพง ไปขายถูก ก็ขาดทุน แต่ถ้าซื้อแพงไปขายแพง ขายยาก ไม่มีใครอยากจะซื้อแพงไปขายแพง"

ดังนั้นการเดินนโยบายโครงการจำนำข้าว เชื่อรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว โดยส่วนตัวไม่ได้ชอบพรรคไหนเป็นพิเศษ ผมชอบโครงการจำนำข้าว เพราะตามทฤษฎีสองสูง เมื่อราคาสินค้าเกษตรสูง เงินเดือนของพนักงาน ข้าราชการจะต้องปรับเพิ่มตามไปด้วย จะทำให้ไม่กระทบกับผู้บริโภค เพราะดูแล้วรัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล"

ส่วนยางพารา แนวโน้มราคาจะดีอย่างต่อเนื่องแม้ว่าที่ผ่านมาราคายางจะลดลง แต่ไม่มากนัก หากเทียบกับ 10-20 ปีที่แล้ว ยางราคากิโลกรัมละ 20-30 บาท เกษตรกรยังอยู่ได้ สาเหตุที่ราคาปัจจุบันกิโลกรัมละ 80-90 บาท และอยากให้ถึงกิโลกรัมละ 120 บาท นั้นก็เพราะว่าความต้องการของเกษตรกร ไม่ใช่อยู่ไม่ได้ และจากนี้ไปตลอดทั้งปี นอกจาก อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ราคาจะพุ่งอย่างต่อเนื่อง

นายธนินท์ กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐบาล 5 เดือนที่ผ่านมามองว่า สอบผ่านในเรื่องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและเงินเดือนปริญญาตรี แต่สอบตกเรื่องการดูแลราคาน้ำมัน ที่ถือว่าผิดพลาด ที่ถูกต้องควรปล่อยไปตามกลไกตลาด อย่าไปช่วยเหลือคนรวย หันมาช่วยเหลือคนยากจนดีกว่า ผมยอมรับว่าเป็นหัวสังคมนิยม เพราะถ้าเกษตรกรร่ำรวยขึ้น จะทำให้มีการจับจ่ายมากขึ้น ด่านแรกที่ได้จะเป็นพวกแม่ค้า พ่อค้า การว่างงานจะน้อยลง คนจะไม่แข่งกันออกมาขายของ ให้สังเกตว่าถ้าคนออกมาขายของกันตามถนนเยอะ เพราะคนชั้นกลางไม่อยากเป็นกรรมกร ไม่อยากเป็นแม่บ้าน ปัจจุบันแรงงานไทยขาดแคลน แต่บังเอิญมีแรงงานพม่าทดแทน ทำให้แรงงานไทยอยู่แค่ 220 บาท/วัน ทั้งที่วันนี้ควรจะถึงวันละ 500 บาท ดังนั้นการปรับที่ถูกต้องตามทฤษฎีสองสูง ปัจจุบันควรจะจบด้วยสามสูง ก็คือ เมื่อปรับรายได้แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือจะต้องปรับประสิทธิภาพต้องสูงตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวถามต่อจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จะกระทบการส่งออกสินค้าเกษตรหรือไม่ นายธนินท์กล่าว ไม่กระทบ เพราะสหรัฐอเมริกา ยุโรป รัฐบาลยากจน แต่คนยังมีกำลังซื้อของบริโภค เพราะคนยังต้องกินต้องใช้ และความต้องการเพิ่มขึ้น เพราะประชากรเพิ่ม และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบปัญหาทั้งภัยพิบัติ แล้ง ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ขออย่างเดียวกระทรวงพาณิชย์ อย่าไปบิดเบือนกลไกตลาดคุมราคา ช่วยเหลือคนจนในเมือง ให้รับประทานของถูก ทั้งๆ ที่คนจนในเมืองรวยกว่าเกษตรกรเสียอีก

นำเข้าแม่ไก่ไข่ปี54เฉียด6ล้านตัว

เอกชนนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่มันมือ เผยปี 2554 นำเข้าเฉียด 6 แสนตัว หลังจากปี 2553 นำเข้ามาแล้ว 487,306 ตัว บิ๊กซีพีฟันธงไข่ไก่ส่อล้นตลาดยาวถึง 3 ปี แนะรัฐบาลรณรงค์กิจกรรมบริโภคไข่ไก่ เพราะคนไทยยังกินไข่ไก่น้อยแค่ 160 ฟอง/คน/ปี ขณะที่ญี่ปุ่น 320 ฟอง/คน/ปี

นายณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท กรุงเทพผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่าตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 ถึงสิ้นปี 2553 มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่รวมทั้งสิ้น 487,306 ตัว เกินแผนนำเข้าที่กำหนดไว้ 405,721 ตัว ขณะที่ปี 2554 มีการนำเข้าจริง 594,964 ตัว ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้จะนำเข้า 700,632 ตัว

อย่างไรก็ดีนโยบายเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ มีส่วนทำให้ปัจจุบันแม่ไก่ไข่ยืนกรงมีจำนวนมากถึง 40-41 ล้านตัว มีผลผลิตไข่ไก่ 31-32 ล้านฟองต่อวัน เมื่อเทียบกับก่อนเปิดเสรีเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนแม่ไก่ยืนกรงและผลผลิตไข่ไก่ กล่าวคือก่อนเปิดเสรีอุตสาหกรรมไก่ไข่มีแม่ไก่ไข่ยืนกรง 37-38 ล้านตัว ผลิตไข่ไก่ได้ 28-29 ล้านฟองต่อวัน จำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงที่เพิ่มขึ้นมีส่วนให้ราคาไข่ไก่ ณ ปัจจุบันอ่อนตัวลง นอกจากนี้แนวโน้มคาดว่าแม่ไก่ไข่ยืนกรงจะมีจำนวนมากถึง 49-50 ล้านตัว มีผลผลิตไข่ไก่ 38-40 ล้านฟองต่อวัน และปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดคาดว่าจะต่อเนื่องนานถึง 3 ปี

นายณรงค์ กล่าวว่าแนวทางแก้ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดรัฐบาลควรที่จะรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้น เพราะว่าปัจจุบันอัตราการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากคือเพียง 160 ฟองต่อคนต่อปี ในขณะที่อีกหลายๆ ประเทศอัตราการบริโภคสูงกว่าเช่นญี่ปุ่นบริโภค 320 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งการรณรงค์บริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นยังเป็นวิธีที่ทำได้ เนื่องจากยังมีช่องว่างอยู่ สำหรับการส่งออกปัจจุบันประเทศไทยส่งออกไข่ไก่เพียงร้อยละ 2.5 ของผลิตรวมยังเป็นอีกช่องทางที่แก้ไขปัญหาได้

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่ากรมได้ตั้งเป้าปีนี้เป็นปีรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มยอดบริโภคต่อคนต่อปีจาก 150 ฟอง เป็น 200 ฟองต่อคนต่อปี หรือช่วยการบริโภคเพิ่มอีก 3 พันล้านฟองต่อปี

นางวัชรี กล่าวด้วยว่าการประชุมร่วมสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอให้ปรับราคาหน้าฟาร์มให้ใกล้เคียงราคาต้นทุนฟองละ 2.60-2.65 บาท จากปัจจุบันราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.20 บาท โดยกรมจะได้นำเสนอนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป ทั้งนี้เพราะราคาไข่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.20 บาท ผู้เลี้ยงรายย่อยไม่สามารถรับภาระได้และอาจต้องปิดกิจการกันในที่สุด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าหากมีการปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มขึ้นเป็นฟองละ 2.60 บาท ราคาขายปลีกไข่ไก่เบอร์ 0 จะอยู่ที่ประมาณฟองละ 3.40 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 3.10 บาท เบอร์3 ฟองละ 3 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.90 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.80 บาท

เปิดแผนลงทุนเอเชียโกลเด้นไรซ์ปี55

สมบัติ เฉลิมวุฒินันท์สมบัติ เฉลิมวุฒินันท์บิ๊ก "เอเชียโกลเด้นไรซ์" ประกาศปี 2555 เป็นปีลงทุนต่างประเทศ ทุ่ม 1,500 ล้านบาท ร่วมทุนกัมพูชาผุดโรงสี โรงงานปรับปรุงข้าวที่ประเทศกัมพูชา คาดแล้วเสร็จเดินเครื่องผลิตได้กลางปีหน้า ส่วนในประเทศเน้นซ่อมแซมปรับปรุง เชื่อการลงทุนครั้งนี้เป็นผลดีต่อไทย

นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางของบริษัทปี 2555 ว่าในด้านการลงทุนจะให้น้ำหนักไปที่ต่างประเทศ ทั้งนี้บริษัทได้มีโครงการร่วมทุนกับนักธุรกิจประเทศกัมพูชา ทำธุรกิจโรงสีข้าวและโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว โครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท เป็นโรงสีและโรงงานปรับปรุงข้าวขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตปีละประมาณ 1 ล้านตัน สัดส่วนการร่วมทุนบริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ฯ 70% และทุนกัมพูชา 30% ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการถมที่ดิน คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างราว 18 เดือน เปิดดำเนินการได้กลางปีหน้า

"มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นผลดีกับประเทศไทยมากกว่าผลเสีย เพราะว่าหากประเทศกัมพูชามีโรงสีข้าว โรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวที่ได้มาตรฐานจะมีส่วนทำให้คุณภาพข้าวของกัมพูชาดีขึ้น เมื่อส่งออกไปต่างประเทศราคาจะได้ไม่แตกต่างจากราคาข้าวของไทยมาก ในที่สุดจะทำให้ข้าวไทยแข่งขันกับข้าวกัมพูชาได้ ปัจจุบันกัมพูชามีผลิตข้าวเปลือกได้ปีละประมาณ 8 ล้านตัน สำหรับเอเชียโกลเด้นไรซ์ แม้ว่าจะมีการขยับลงทุนต่างประเทศ แต่ยืนยันว่าในประเทศยังต้องมีการขยายอย่างแน่นอน เพราะการปลูกข้าวเป็นอาชีพของเกษตรกรคนไทย"

นายสมบัติ กล่าวว่าสำหรับการลงทุนในประเทศ คาดว่าจะใช้เงินราว 500 ล้านบาท โดยงบจำนวนดังกล่าวจะใช้สำหรับปรับปรุงซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างและเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว ยังไม่มีโครงการลงทุนใหม่ๆ ปัจจุบันธุรกิจของเอเชียโกลเด้นไรซ์ในประเทศไทย ประกอบด้วยโรงสีข้าว ในนามบริษัท สยามธัญชาติ จำกัด บริษัท สินไชยศรี จำกัด บริษัท อุบลชาติ จำกัด บริษัท สินอุดมมงคล จำกัด บริษัท ทรัพย์เกษตรสยาม จำกัด โรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว เรือไรท์เตอร์ ในนามบริษัท ธรรมานุภาพ จำกัด หยง ในนามบริษัท ตรีมิตร โปรดิวส์ จำกัด บริษัท กิจเจริญค้าข้าว จำกัด บริษัท มิตรไทยค้าข้าว จำกัด บริษัท ไทยกิจเจริญกิจเกษตร-อุตสาหกรรม จำกัด บริษัท ข้าวสยาม (2011) จำกัด ข้าวถุงแบรนด์พันดี (ร่วมทุนกับกลุ่มบุญรอด) น้ำมันรำข้าว ในนามบริษัท สยามเฮลทตี้ ออยล์ จำกัด ถุงบรรจุข้าวสาร บริษัท สยามโพลีแซคส์ จำกัด

ประธานบริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด มองสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยปี 2555 ว่าจะเป็นปีที่ผู้ส่งออกค่อนข้างเหนื่อย เพราะต้องเจอการแข่งขันจากหลายประเทศ กล่าวคือข้าวนึ่งต้องแข่งกับอินเดีย บราซิล ข้าวหอมมะลิต้องแข่งกับกัมพูชา เวียดนาม และข้าวขาวต้องแข่งกับอินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะส่งออกได้ราว 8 ล้านตัน จากปีที่ผ่านมาที่ส่งออกได้ 10.5 ล้านตัน ที่สำคัญต้องจับตาการระบายข้าวของประเทศอินเดียว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มการระบายออกหรือไม่ หากอินเดียระบายข้าวเพิ่มจะทำให้การส่งออกข้าวไทยมีความลำบากขึ้น

"ที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยสามารถส่งออกข้าวได้ที่ตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ข้าวนาปีปีการผลิต 2554/55 ที่รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ตันละ 15,000 บาท หรือคำนวณเป็นราคาข้าวสารตันละประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะว่าผู้ส่งออกยังมีสต๊อกข้าวเก่าเหลืออยู่ รวมถึงตลาดนอกโครงการรับจำนำที่ชาวนาไม่ได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำ ผู้ส่งออกยังพอนำข้าวส่วนนี้มาขายแข่งกับต่างประเทศได้ ขณะนี้ผู้ส่งออกเฝ้าดูว่าหลังจากสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้แล้ว จะรับจำนำข้าวนาปรังต่อหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะเดินหน้าต่อแต่ราคารับจำนำคงลดต่ำลงกว่าข้าวนาปี"

นายกฯเตรียมผลักดันให้ไทยเป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร-คลังสำรองข้าวให้ฟิลิปปินส์

( 18 ม.ค.)นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มกราคมนี้ ว่า การเดินทางเยือนในครั้งนี้ ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยจะมีการหารือในด้านการค้าการลงทุน โดยเฉพาะด้านการเกษตร เนื่องจากฟิลิปปินส์ยังมีความกังวลเรื่องโรคติดต่อที่มาจากสัตว์ปีก ประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ยืนยันถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศ และให้กระทรวงการต่างประเทศ หารือกับกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับสินค้าการเกษตรที่ฟิลิปปินส์สนใจ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ไทยเป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร และเป็นคลังสำรองข้าวให้ฟิลิปปินส์ในขณะที่เกิดเหตุฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติ เนื่องจากเห็นว่า ที่ผ่านฟิลิปปินส์มีการนำเข้าข้าวในช่วงดังกล่าวมากถึง 2.4 ล้านตัน โดยสั่งซื้อข้าวจากเวียดนาม 1.5 ล้านตัน แต่ซื้อจากไทยเพียง 100,000 ตัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่าได้เตรียมข้อมูลความร่วมมือด้านการป้องกันยาเสพติด และการก่อการร้ายในประเทศไทย โดยจะย้ำชัดเจนเกี่ยวการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ให้ฟิลิปปินส์มั่นใจ เพราะคาดว่าจะมีการนำมาสอบถามในการเยือนครั้งนี้