ฐานเศรษฐกิจ

โอบามาคุยผู้นำอาเซียน 24 ก.ย.หลายเรื่อง

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ จะประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียน ที่นิวยอร์ก วันที่ 24 กันยายน นี้ เพื่อประสานความร่วมมือในหลายประเด็น ทั้งด้านการค้า, การลงทุน, ความมั่นคงในภูมิภาค, การจัดการภัยพิบัติ, ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และโลกร้อน ตามเป้าหมายกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียน หลังจากถูกกล่าวหาว่า รัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันเพิกเฉยต่อภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ การประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐและอาเซียนดังกล่าวมีขึ้นช่วงเดียวกับที่สหประชา ชาติ หรือยูเอ็น จัดการประชุมสมัชชาประจำปี ที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก และมีขึ้นก่อนหน้าที่พม่า 1 ในชาติสมาชิกอาเซียน กำลังจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายน นี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว

พาณิชย์ตั้งเป้าดันไทยเป็น1ใน10ส่งออกอัญมณี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกเป็นอันดับ 3 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาเอกลักษณ์ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล ตามนโยบาย Creative Thailand ยกระดับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตเป็นฐานการผลิต

โครงการนี้แตกต่างจากโครงการส่งเสริมธุรกิจเครื่องประดับไทยอื่นๆ คือ นอกเหนือจากการยกระดับฐานการผลิตเครื่องประดับไทยจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต สินค้าตามรูปแบบ และเครื่องหมายการค้าที่ลูกค้ากำหนด(OEM) ให้เป็นการผลิตตามรูปแบบของตนเอง(ODM) รวมถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้ขาย ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง(OBM)แล้ว ยังมุ่งอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทย และพัฒนาต่อยอด

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาธุรกิจอัญมณีไทย มีมูลค่าส่งออกมากกว่า 9,761.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายในระยะยาวว่าภายในปี 2558 ไทยจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 26,129 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 18%

แนวทางการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ จะลงพื้นที่เพื่อศึกษา และเก็บบันทึกประวัติความเป็นมาวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลของอัญมณีและเครื่องประดับใน 7 จังหวัดเป้าหมาย คือ เชียงใหม่ สุโขทัย กาญจนบุรี เพชรบุรี นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และพังงา แล้วรวบรวมเป็นคลังข้อมูล จากนั้นจะศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับไทยในแต่ละท้องถิ่น แล้วนำมาให้ความรู้นักออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งจัดทำกิจกรรมส่งเสริมทางธุรกิจให้กับสินค้าด้วย

หนุนตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา

ประธาน ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาไทยหนุนสุดตัวตั้ง "กองทุนสวัสดิการชาวนา" มั่นใจภายใน 6 เดือนเห็นผล เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกร่างพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนาเรียบ ร้อยแล้ว

เหลือเพียงเปิดรับฟังความคิดเห็นชาวนาทั่วประเทศ ใช้เวลา3-4เดือน เชื่อไม่มีปัญหาเพราะชาวนา 90%ขานรับ

นายปราโมทย์ วานิชานนท์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมชาวนาไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ย้ำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการเกี่ยวกับการตั้งกองทุน สวัสดิการชาวนา ว่านับเป็นการสร้างพลังใจให้กับชาวนาอีกครั้ง เพราะกองทุนสวัสดิการชาวนาเป็นสิ่งที่ชาวนาทั่วประเทศ 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 15-17 ล้านคนได้รอคอยมาตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

"ในฐานะเป็นประธานที่ปรึกษาสมาคมชาวนาไทย มั่นใจว่ากองทุนสวัสดิการชาวนาจะเป็นรูปเป็นร่างภายใน 6 เดือนข้างหน้านี้ เพราะเวลานี้ตัวร่างพ.ร.บ.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยกร่างเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการเปิดรับฟังความคิดเห็นชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะใช้เวลา 3-4 เดือนข้างหน้านี้ ขณะเดียวกันจะได้มีการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับความต้องการของชาวนา ไปพร้อมๆกัน หลังจากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา ใช้เวลาอีกราว 3 เดือน ที่สำคัญชาวนากว่า 90% ขานรับ ผู้เกี่ยวข้องแทบจะไม่คัดค้านเลย เพราะฉะนั้นชาวนาเขาจะเป็นคนเร่งรัดให้พ.ร.บ.การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ ชาวนาผ่านการพิจารณาและตั้งกองทุนให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด"นายปราโมทย์ กล่าวและว่า

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญแตกต่างจากพืชเศรษฐกิจอื่น เพราะข้าวไม่เพียงทำรายได้เชิงพาณิชย์หรือสร้างความมั่นคงด้านอาหารเท่านั้น แต่ข้าวเป็นพืชที่มีประเพณีวัฒนธรรม เป็นวิถีชีวิต อาชีพปลูกข้าวหรือชาวนาจึงมีความจำเป็นต้องรักษาไว้ชั่วกาลนาน แต่เนื่องจากที่ผ่านมาอาชีพทำนามีแต่สร้างความทุกข์ยากลำบาก ชาวนาได้รับความรู้สึกไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ถูกดูหมิ่นจากคนในสังคมรอบด้าน จึงทำให้ลูกหลานชาวนาทิ้งไร่ทิ้งนาไปประกอบอาชีพอื่นที่สร้างรายได้และมี ความมั่นคงที่ดีกว่า หากมีกองทุนสวัสดิการชาวนา จะมีส่วนดึงลูกหลานชาวนาให้กลับมาสานต่ออาชีพของบรรพบุรุษได้อย่างยั่งยืน และมั่นคง

ก่อนหน้านี้นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงร่างพ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการยกร่างไว้เรียบร้อยแล้วมีทั้งสิ้น 7 หมวด 57 มาตรา ได้แก่หมวดที่1 ว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งกองทุนและลักษณะของกิจการกองทุน หมวดที่2 ว่าด้วยเรื่องการควบคุมและการบริหารกิจการของกองทุน หมวดที่3 ว่าด้วยเรื่องสำนักงานกองทุนสวัสดิการชาวนา หมวดที่4 ว่าด้วยเรื่องสมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก หมวดที่5 ว่าด้วยเรื่องการเงิน การบัญชีและการตรวจสอบ หมวดที่ 6 ว่าด้วยเรื่องการควบคุมกำกับการจัดการทุน และหมวด 7 ว่าด้วยเรื่องบทลงโทษ

สำหรับ 57 มาตรา มาตราที่สำคัญได้แก่องค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชาวนา ซึ่งเรียกโดยย่อว่าคณะกรรมการกสช. เพื่อควบคุมและบริหารกิจการของกองทุน มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มีผู้แทนชาวนา 6 คน มีผู้จัดการสำนักงานกองทุนสวัสดิการชาวนาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะ กรรมการกองทุน

ทั้งนี้กรอบแนวคิดการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก 1.เพื่อเป็นสวัสดิการแก่สมาชิกและมีรายได้ที่แน่นอน 2.มีการเก็บเงินเข้ากองทุนโดยคำนวณจากฐานรายได้ของการจำหน่ายข้าวเปลือกใน แต่ละปี 3.จัดให้มีสวัสดิการด้านอื่นๆ เช่นการจัดหาปัจจัยการผลิตและอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบอาชีพทำนา 4.รัฐบาลสามารถพิจารณาเงินที่จะมาสมทบจากฐานภาษีรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวกับข้าว ซึ่งจะทำให้กองทุนมีความมั่นคงและยั่งยืน 5.สร้างแรงจูงใจให้ชาวนาเห็นว่าอาชีพชาวนามีเกียรติและมีความมั่นคง
ด้านนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่าเวลานี้ชาวนาอยากให้พ.ร.บ.การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนาผ่านการ พิจารณาในรัฐบาลชุดนี้ก่อน เพราะหากไม่ทันอีกจะลากยาว เพราะชาวนาได้เสนอเรื่องนี้มาหลายรัฐบาลแล้ว ส่วนที่จะเพิ่มเติมหรือแก้ไขไปว่ากันภายหลัง โดยสิ่งที่อยากให้แก้ไขอาทิการกำหนดจำนวนพื้นที่นา ชาวนาจะเป็นสมาชิกกองทุนได้ ต้องมีที่นา 75 ไร่ ควรลดลงเหลือ 30 ไร่ เป็นต้น

'ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน' แนวทางแก้ปัญหาหนี้

ปัญหา "หนี้สิน" เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรไทย ยังคงลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ แม้ว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดเลยที่ทำสำเร็จ ภาพรวมปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ณ เวลานี้ เป็นอย่างไร แนวทางแก้ให้สำเร็จควรดำเนินการด้วยวิธีใด ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้รายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจผ่าน "ฐานเศรษฐกิจ"

++ปัจจุบันหนี้สินเกษตรกรมูลค่าประมาณเท่าไร

หนี้สินเกษตรกรจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเงินกู้นอกระบบ ส่วนนี้แก้ไขค่อนข้างยาก เพราะไม่สามารถยืนยันตัวเลขหนี้ที่แท้จริงได้ว่าเท่าไร จึงประมาณการขั้นต่ำไว้ที่ราว 2 ล้านล้านบาท ส่วนที่สองเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล(หนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)แล้ว กับยังไม่เป็นเอ็นพีแอล
ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอลประมาณ 500,000 ราย มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท ส่วนที่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอลคาดว่าจะมีไม่น้อยกว่าอีก 2 แสนล้านบาท แต่หากรวมหนี้ต่างๆ อาทิ หนี้บัตรเครดิต โดยเฉพาะของนอนแบงกิ้ง เช่น อิออน อีซี่บาย คาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท

++จะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างไร

สำหรับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอล จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ ลดดอกเบี้ย หรือลดเงินต้น และขยายเวลาการชำระหนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่ให้รัฐบาลมายกหนี้ให้เกษตรกร เหมือนในอดีต แต่เกษตรกรจะมีการปรับโครงสร้างหนี้เหมือนกับบริษัทที่จดทะเบียนทั่วไปที่ ติดเอ็นพีแอล โดยขอให้เกษตรกรได้รับสิทธิเท่ากับบริษัทเอกชนที่เขาได้รับจากสถาบันการเงิน เท่านั้น

หลังจากมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จะต้องปรับความคิด ปรับพฤติกรรม และสร้างวินัยการใช้เงินใหม่ โดยความเป็นจริงสังคมไทย พบว่าคนยากคนจน การลดรายจ่าย ทำได้ง่ายและได้ผลเร็วกว่าการเพิ่มรายได้ เพราะการเพิ่มรายได้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทักษะการเพิ่มขีดความ สามารถ การเพิ่มองค์ความรู้ ให้กับประชาชนได้ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องของคนยากคนจนหัวใจที่เป็นเครื่องมือสำคัญก็ คือการลดรายจ่าย ต้องมาก่อน เพราะฉะนั้นรัฐบาล ส่วนราชการ เอกชน ถ้าจะเข้ามาช่วยในการเพิ่มรายได้ เช่น การเรียนรู้ทางด้านการผลิตที่ดีกว่า การเพิ่มทักษะ เพื่อทำให้เกิดคุณภาพ มากขึ้น การให้คำแนะนำในเรื่องของการสร้างรายได้ การให้คำแนะนำในเรื่องของการสร้างรายได้เสริม

"บ่อยครั้งพบว่าการเพิ่มรายได้จากอาชีพหลัก ทำได้ไม่มาก แต่การเพิ่มรายได้จากอาชีพเสริมทำได้มาก เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ มาทำให้เกิดมูลค่า ตั้งแต่ภาคเกษตร จนถึงโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีบุคลากรให้คำแนะนำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชำระหนี้คืนเร็วขึ้น หรือจะเป็นการเก็บเงินออมให้มากขึ้น "

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้จะต้องทำทั้งปรับโครงสร้างหนี้ ไปพร้อมกับเพิ่มรายได้ เพราะจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จเกษตรกรจะกลับไปเป็นหนี้ใหม่ และวงจรหนี้ก็จะหมุนแบบเดิมเป็นวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุดเหมือนเช่นในอดีต

++โครงการต้นกล้าอาชีพภาค 2

เพื่อให้เป็นรูปธรรมขึ้น ทางคณะทำงานจึงได้สานนโยบายต่อจากโครงการต้นกล้าอาชีพเดิมจากผู้ที่ตกงาน มาเป็นแบบนำร่อง สำหรับเกษตรกรทั่วประเทศโดยแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกสำหรับเกษตรกรที่ไม่เป็นหนี้เอ็นพีแอลก็มาเรียนเสริมเพิ่มรายได้ ส่วนที่สองก็คือสำหรับคนที่ติดเอ็นพีแอลแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกษตรกรมีความสามารถในการชำระ หนี้คืนกับสถาบันการเงินเร็วขึ้นและมากขึ้น

ทางคณะทำงานจะใช้กองทุนเครือข่ายภาคต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น เช่น ปราชญ์ชาวบ้านไปให้คำแนะนำ ลดรายจ่ายด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ "ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก และกินในสิ่งที่เลี้ยง" จะเห็นได้ว่าตรงนี้ไม่มีวงจรของเงินสดเลย ซึ่งปัจจุบันพบว่ารายจ่ายค่าอาหารสำหรับคนจนนั้นมีประมาณ 50% ของเงินที่หามาได้ในแต่ละเดือน
ที่ผ่านมากว่า 30 ปีรัฐบาลไม่ว่ายุคไหนล้วนแต่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและขาย นำเงินมาซื้อกับสิ่งที่ต้องการ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดพลาดและได้พิสูจน์แล้วว่าคนกลุ่มหนึ่งเอาตัวไม่รอด และนี่คือเหตุผลที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเกษตรกรเพื่อชดเชยข้อผิด พลาดทางนโยบายในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดไหน เพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่สำคัญมากกว่าคือไปส่งเสริมในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

รวมทั้งการปลูกฝังการใช้ปุ๋ยเคมี ที่มีโฆษณากันทุกวันฉีดปุ๊บข้าวงอกทันที ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องหาวิธีมารณรงค์ให้ใช้เกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เหตุหลักที่ให้เกิดค่านิยมไม่ใช่เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มอนุรักษ์ หรือกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อม รัฐจึงได้ไปส่งเสริม แต่หัวใจที่สำคัญมากกว่าคือค่าใช้จ่ายต่อไร่ถูก และจะพบว่าหลังจากมาใช้เกษตรอินทรีย์ช่วงต้นประมาณ 2-3 ฤดูของการเก็บเกี่ยว ผลผลิตจะลดลง เพราะดินมันต้องปรับตัว มันเหมือนกับร่างกายของคน หากรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งตัดลดไปมันก็ผอมไม่มีแรง นี่เป็นเรื่องปกติ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คณะเกษตรของมหาวิทยาลัยทั้งเอกชนและรัฐบาลจะต้องร่วมมือกันวิจัยที่จะทำ อย่างไรให้ปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ ช่วยให้การปรับตัวของดินเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ หรือทำให้เพิ่มผลผลิตมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือโจทย์ที่มหาวิทยาลัยจะต้องไปทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการสร้างองค์ ความรู้ใหม่เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจน

สำหรับโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในช่วง 3 ปีแรกจะค่อยๆฟื้นฟูไปเรื่อยๆ และคาดว่าประมาณ 5 ปีแรกจะเห็นผล ไม่ต้องรอถึง 15 ปี เพราะแนวทางดังกล่าวนี้เคยใช้ในโครงการต้นกล้าอาชีพนำร่องกับผู้ที่ตกงานมา แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการคิดในทางทฤษฎี แต่เป็นทฤษฎีที่ผ่านการปฏิบัติแล้ว

++ความคืบหน้าล่าสุดขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหน

ยังไม่ไปถึงไหนเลย นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ได้ให้กองทุนฟื้นฟู ที่มีรายชื่อเกษตรกรที่ติดเอ็นพีแอลแล้วได้ลงทะเบียน ก่อนหน้าตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในวงเงินไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อคน โดยคณะรัฐมนตรีให้หลักของการปรับโครงสร้างหนี้นี้ว่า 1.จำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดให้แขวนไว้ 2.เงินต้นลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เช่น หากเป็นหนี้ 1 ล้านบาทของคืนแค่ 5 แสนบาท 3.ในการชำระคืนใช้เวลาไม่เกิน 15 ปี
สาเหตุที่ธ.ก.ส.ไม่ปฏิบัติตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบนั้น เป็นเพราะหลักทรัพย์ของเกษตรกรมีมูลค่าสูงกว่ามูลหนี้ ถ้าปรับลดหนี้ ตัดดอก จะทำให้ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นธ.ก.ส.จึงได้ยื่นเรื่องให้กฤษฎีกาตีความใหม่ ขณะนี้จึงต้องรอ

"ผมไม่ว่าเขาหรอก เพราะเข้าใจว่าเขารักษาผลประโยชน์ของธนาคารไว้ ถ้าสมมติว่ากฤษฎีกาตีความว่าไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทั้งที่วันนี้รู้แล้วว่าเกษตรกรรายได้มีไม่เพียงพอในการชำระหนี้ เพราะติดเอ็นพีแอลแล้ว จึงปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงต่อไปอีก 5 ปี เพื่อรอให้ดอกมันท่วมหลักทรัพย์ แล้วสถาบันการเงินจึงค่อยมาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อที่จะไม่ทำผิดกฎหมายอย่างนั้นหรือ อยากจะถามว่าคณะผู้บริหารสถาบันการเงินอาจจะรับผิดชอบต่อสถาบันการเงินแต่ ไม่ได้รับผิดชอบต่อเกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม"

ดร.กนก สรุปตอนท้ายว่าแนวทางที่รัฐบาลสะสางปัญหาหนี้สินของเกษตรกรก็คือการให้โอกาส กับเกษตรกรที่จะให้เกษตรกรทำด้วยตนเอง แก้ไขปัญหาหนี้ของตนเอง ไม่ใช่ประชานิยม โครงการนี้ไม่ใช่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นโครงการที่ให้โอกาสในการสร้างชีวิตใหม่กับเกษตรกรอย่างแท้จริง

ABAC เร่งรัฐเปิดการค้าเสรี

สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกเตรียมยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมผู้นำเอเปกปลายปีนี้ ให้เร่งก่อตั้งเขตการค้าเสรีโดยเร็วที่สุด โดยเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมแสดงความกังวลเรื่องนโยบายกีดกันทางการค้า และเตรียมผลักดันการให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

นายเกมปาชิโร ไอฮาร่า ประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก หรือ ABAC เปิดเผยว่า ทางสภาฯ ได้ตกลงที่จะยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ให้พิจารณาเรื่องการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่สมาชิกสภาฯ ได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 24-27 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสรุปรายงานที่จะนำเสนอต่อผู้นำทั้ง 21 ประเทศสมาชิก

นายไอฮาร่ากล่าวว่า เขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการ สร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ และช่วยลดความยากจนในภูมิภาค "ทั้งนี้ ABAC ได้สนับสนุนการก่อตั้งเขตการค้าเสรีมาตั้งแต่ปี 2547 และในปี 2550 ที่ประชุมผู้นำได้รับข้อเสนอ พร้อมทั้งสั่งการให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ยิ่งในเวลานี้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮายังไม่ได้ข้อสรุป และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน กลไกใหม่ที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในภูมิภาคจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่ง"

ด้านนายโทนี่ โนเวลล์ ประธานคณะทำงานด้านการเปิดเสรีการค้าการลงทุน กล่าวว่า FTAAP ไม่ใช่กลไกที่เข้ามาแทนที่การเจรจารอบโดฮา และเป็นเพียงกรอบความคิดในการเปิดเขตการค้าเสรี ไม่ใช่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม จึงจะไม่มีการกำหนดรายละเอียดของแต่ละภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับกล่าวว่าการเข้าร่วม FTAAP จะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เช่นเดียวกับที่เอเปกเป็นการรวมกลุ่มแบบไม่มีข้อผูกมัด นอกจากนี้คณะทำงานด้านการเปิดเสรีการค้าการลงทุนยังได้รับฟังรายงานเรื่อง นโยบายกีดกันทางการค้าที่หลายประเทศเตรียมนำมาใช้หลังจากที่ต้องเผชิญกับ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเตรียมนำเสนอข้อมูลต่อผู้นำประเทศเพื่อให้พิจารณายกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะจะส่งผลเสียต่อความพยายามในการเปิดการค้าเสรี

อีกหนึ่งประเด็นที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกให้ความสำคัญ คือ การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งในปีนี้จะเน้นไปที่การเร่งการขยายตัวของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก (Micro Enterprise) ด้วย โดยจะเสนอให้มีนโยบายช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้เข้าถึงทรัพยากรทั้งทาง ด้านเงินทุน เทคโนโลยีสารสนเทศ และทรัพยากรบุคคล

นางเฟาไซอา ทาลิบ ประธานคณะทำงานด้านการเสริมสร้างศักยภาพ กล่าวว่าความท้าทายของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่นเดียวกับทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญช่วย ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ก็มีราคาแพงเกินกว่ากำลังซื้อของธุรกิจเหล่านี้ ดังนั้นรัฐควรต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือในทั้งสองเรื่อง ส่วนด้านทรัพยากรมนุษย์ ทางคณะทำงานเสนอว่าในระยะยาว ควรจะมีการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานตั้งแต่ในระดับชั้นต้นๆ ทั้งในแง่ของฝีมือแรงงานและการเป็นผู้ประกอบการ

ในส่วนของข้อเสนอด้านอื่นๆ ที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกได้หารือกันประกอบด้วย หัวข้อด้านอาหารและพลังงาน โดยคณะทำงานได้มีการวางแผนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานไปพร้อมๆ กัน หัวข้อด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน ได้มีการพูดถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการขนส่งที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลาย ประเทศจนก่อให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจ และสุดท้ายด้านการคลัง สภาที่ปรึกษาฯ แสดงความเป็นกังวลต่อการปฏิรูปกฎระเบียบทางด้านการเงินของบางประเทศว่าอาจ ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้มีการสรุปจดหมายที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปก โดยเนื้อหาภายในจดหมายประกอบด้วยเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในเวลานี้ยังเปราะบาง การถอนหรือเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องได้รับการพิจารณาอย่าง ระมัดระวัง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความร่วมมือกันทางด้านนโยบายเพื่อสร้างความ ยั่งยืน และการบูรณาการทางการเงินร่วมกันในภูมิภาคในลักษณะเดียวกับกองทุนริเริ่ม เชียงใหม่ โดยคณะทำงานด้านการคลังของสภาที่ปรึกษาฯ เตรียมนำเสนอ 3 แนวคิดริเริ่ม ได้แก่ กองทุนความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กองทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนตลาดพันธบัตรเอเชีย

อาเซียน-คู่เจรจารับรองแผน 2.9 แสนล้าน

ในการประชุมที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีเศรษฐกิจ10 ประเทศอาเซียน และ 6 ประเทศคู่เจรจา (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ได้ให้การรับรองแผนสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนมูลค่า 2.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 9.1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมโครงการต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนจำนวนราว 700 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ สาธารณูปการด้านพลังงาน โทรคมนาคม และอื่นๆ

นายมาซายูกิ นาโอชิมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แผนการที่เพิ่งได้รับการรับรองนี้จะช่วยเสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจใน ภูมิภาคเอเชีย และญี่ปุ่นก็หวังว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การเพิ่มตัวเลขส่งออกให้กับบริษัทผู้ ผลิตและผู้ให้บริการด้านระบบสาธารณูปการพื้นฐานของญี่ปุ่นด้วย ทั้งนี้ทุกฝ่ายยอมรับว่า การระดมเงินทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน สำหรับโครงการพัฒนาที่จำเป็นและมีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลายประเทศเข้า มาเกี่ยวข้องและโครงการที่ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อลด ช่องว่างความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศในแถบเอเชียตะวันออก

ส่วนหนึ่งของเป้าหมายแผนการคือการสร้างเครือข่ายการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โรงผลิตกระแสไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบโทรคมนาคม และการพัฒนาพลังงานในพื้นที่อนุภูมิภาคแม่น้ำโขง (ซึ่งในอาเซียนครอบคลุมไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม บวกจีน) ตลอดจนการเชื่อมโยงทางด่วนเศรษฐกิจ หรือ economic corridor ระหว่างอินเดียกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (เริ่มจากเมืองเชนไนของอินเดียทางทิศตะวันตก และเมืองโฮจิมินห์ของเวียดนามทางทิศตะวันออก มายังเขต 3 เหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย กับอาเซียนซีกตะวันออกซึ่งได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับโครงการในอันดับต้นๆ ที่ถูกกล่าวถึงในแผนการครั้งนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยาน 1 แห่งทางภาคใต้ของเวียดนาม การก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังความร้อนใต้ดินในอินโดนีเซีย และการขยายท่าเรือ 1 แห่งในอินเดีย

++จีนตอกย้ำผูกพันอาเซียน

++มูลค่าการค้า 7 เดือนแรกพุ่งกว่า 49%

ด้านนายเฉิน เต๋อหมิง รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีนที่เข้าร่วมการประชุมอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ยืนยันว่าจีนมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนมาก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการค้าอย่างเป็นระบบ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุนลงมาและทำให้บรรยากาศการค้าขายระหว่างจีนและอาเซียนดี ยิ่งขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ "การผนวกรวมประเทศในเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกันทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การพัฒนา ในแต่ละประเทศของภูมิภาคนี้" รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีนยังกล่าวด้วยว่า กลไกของเวทีอาเซียน+3 ได้กลายมาเป็นช่องทางหลักในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เอเชียตะวันออกแล้วในปัจจุบัน สถิติของกระทรวงพาณิชย์จีนชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของทั้ง 10 ประเทศอาเซียนรวมกับจีดีพีของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นั้น มีมูลค่ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 20 % ของจีดีพีโลก ขณะเดียวกันมูลค่าการค้าของอาเซียน+3 รวมกันก็มีสัดส่วนถึง 31% ของมูลค่าการค้ารวมทั่วโลกแล้ว

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ทุกวันนี้ จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน ขณะที่อาเซียนเองก็เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน ภายในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2553 นี้ มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนเพิ่มขึ้นถึง 49.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท โดยอาเซียนเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจีนอยู่ประมาณ 7,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 2.3 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ การส่งออกของอาเซียนไปยังจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าการนำเข้าจากจีนถึง 13% (ในช่วงดังกล่าว อาเซียนส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 56.1% เป็นมูลค่า 84,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 43.2% เป็นมูลค่า 76,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนแรกของปี 2552 )

"ข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (คาฟต้า : CAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้ มีส่วนช่วยอย่างมากในการกระตุ้นการค้าสองทาง (ระหว่างจีน-อาเซียน) และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเชิงลึกยิ่งขึ้น ข้อตกลงดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขตการค้าเสรีได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย จีนจะเดินหน้าต่อไปในการที่จะผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับอา เซียนไม่ว่าจะเป็นในเชิงลึกหรือเชิงกว้าง " นายเต๋อหมิงกล่าว ทั้งนี้ภายหลังจากที่คาฟต้ามีผลบังคับใช้ ภาษีศุลกากรสินค้าเกือบ 90% ของสินค้าทั้งหมดที่ซื้อขายระหว่างจีนกับอาเซียนได้ถูกยกเลิกไป

ในการประชุมที่ดานังครั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของจีนและอาเซียนยังได้หารือกันเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้า ในภาคบริการ ซึ่งขณะนี้การเจรจาเกี่ยวกับข้อเสนอของแต่ละฝ่ายในขั้นสุดท้ายว่าด้วยบริการ บางประเภทนั้นได้ข้อสรุปแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามในพิธีสารแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการค้าในภาคบริการ (Protocol to Amend the Agreement on Trade in Services) ในการประชุมสุดยอดจีน-อาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

++ญี่ปุ่น-อินเดียคืบหน้า

++เจรจาเปิดเสรีภาคบริการ

ขณะเดียวกันในการประชุมครั้งนี้ ญี่ปุ่นและอาเซียนได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาเปิดเสรีการค้าใน ภาคบริการและการลงทุนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมปีหน้า (2554) ส่วนอินเดียซึ่งลงนามข้อตกลงการค้าเสรีภาคสินค้ากับอาเซียนไปแล้วเมื่อปีที่ ผ่านมา ก็กำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเปิดเสรีในภาคบริการและการลงทุน ซึ่งนายอานันท์ ชาร์มา รัฐมนตรีการค้าของอินเดีย เปิดเผยว่า น่าจะมีการสรุปการเจรจาดังกล่าวได้เร็วกว่าที่กำหนดกันไว้ ทั้งนี้ อาเซียนและอินเดียกำลังจะเปิดเจรจาในเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในสัปดาห์หน้า จากนั้นผู้นำของอาเซียนและอินเดีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 7 ของอาเซียน จะมีการประชุมสุดยอดในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีการหยิบยกความคืบหน้าของการเจรจาเปิดเสรีในภาคบริการและการลงทุนมา พิจารณาร่วมกันด้วย

Q2ราคาที่ดินทำการเกษตรมะกันพุ่ง

ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาชิคาโก รายงานดัชนีราคาของที่ดินทางการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในการผลิตที่สำคัญในเขต มิดเวสต์ของไตรมาส 2/2553 ว่าเพิ่มขึ้น 6% (q-o-q) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาเมล็ดพืชผลทางการเกษตรทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด และเมล็ดถั่วที่สูงขึ้น ส่งผลทำให้ราคาที่ดินใน 5 รัฐ จาก 7 รัฐ ในสาขาของ Fed เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงขึ้น อาทิ อิลลินอย อินเดียนา ไอโอวา ที่ราคาเพิ่มขึ้น 8%, 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่รัฐวิสคอนซินยังมีราคาที่ลดลง ทั้งนี้ จากผลสำรวจของนายธนาคารการเกษตร (agricultural bankers surveyed) พบว่า 85% คาดว่าราคาที่ดินทางการเกษตรจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในไตรมาส 3 นี้

สถาบันอาหารชี้อุตฯอาหารไทย 6 เดือนแรกปี 53 ส่งออก 4.1 แสนล้านบาท มั่นใจสิ้นปีทะลุ 8.3 แสนล้านบาท

3 องค์กรเศรษฐกิจ เผยภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารไทย 6 เดือนแรกของปี 53 ขยายตัวทั้งภาคการผลิตและส่งออก ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ส่งออกมีมูลค่า 411,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีก่อน อาเซียนขยายตัวสูงสุด ร้อยละ67.6 ครองสัดส่วนตลาดส่งออกของไทยร้อยละ 22.5 ทำให้ไทยเกินดุลการค้าอาหารกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า36,000 ล้านบาท และเกินดุลการค้ากับทุกประเทศในอาเซียน คาดแนวโน้มครึ่งหลังปี 53 ส่งออกอาจชะลอตัวลงเพราะขาดแคลนวัตถุดิบ ไตรมาส 3 จะมีมูลค่าส่งออก 212,200 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.0 และไตรมาสที่ 4 มีมูลค่า 206,337 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.8 ยังมั่นใจสิ้นปี 53 มูลค่าส่งออกจะทะลุ 8.3 แสนล้านบาท ขยายตัวได้ร้อยละ 10.0 แม้จะต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะอากาศแปรปรวน ทั้งต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทกับดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่า ชี้ต้องเจาะตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน เป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจขยายตัวสูง ทั้งควรมุ่งใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าให้เต็มที่ เตือนผักผลไม้สดไทยส่งออกลดลง เหตุขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนข้าวต้องแข่งหนักเรื่องราคา

การแถลงข่าวร่วม 3 องค์กร โดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร เรื่อง “สถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต” มีตัวแทนหลักของทั้ง 3 องค์กร ประกอบด้วย นายนภดล ศิวะบุตร รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ร่วมให้รายละเอียดและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในการประสานความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่เป็นองค์กรในการรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร หรือ Food Intelligence Center เพื่อเผยแพร่ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมธุรกิจเกษตรและอาหารทั้งในปัจจุบันและแนว โน้มในอนาคต

สำหรับอุตสาหกรรมอาหารในช่วงไตรมาส 2 ปี 2553 ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสแรก แต่อัตราขยายตัวลดต่ำลง โดยภาคการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 จากที่ขยายตัวร้อยละ 4.7 ใน ไตรมาสแรก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าในอัตราร้อยละ 6.5 และ 8.5 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกมีมูลค่า 206,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 จากที่ขยายตัวร้อยละ 24.2 ในไตรมาสแรก

สินค้าอาหารส่งออกที่หดตัวลง ได้แก่ ปลาทะเลแช่แข็งและแปรรูป ผักผลไม้สดและแปรรูป ซึ่งปัญหาหลักมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนการส่งออกข้าวมีอัตราลดลงเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับข้าวของประเทศคู่ แข่งได้ โดยราคาข้าวที่สูงของไทยส่งผลให้ผู้บริโภคแอฟริกาหันไปนำเข้าข้าวจากแหล่ง อื่นรวมทั้งบริโภคธัญพืชอื่นทดแทนข้าวไทย ส่วนตลาดข้าวในตะวันออกกลางความต้องการข้าวลดลง อันเป็นผลสืบเนื่องจากการประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงต้นปี ทำให้ต้องปรับลดแรงงานต่างชาติจำนวนมาก

นายอมร กล่าวต่อว่า “โดยภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมอาหารของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 อุตสาหกรรมอาหารไทยขยายตัวทั้งภาคการผลิตและส่งออก โดยดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 56.1 เมื่อเทียบกับร้อยละ 51.4 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 122,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.0 ส่วนการส่งออกมีมูลค่า 411,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีก่อน สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัวสูงกว่า ร้อยละ 40 ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ น้ำตาลทราย อาหารสัตว์ น้ำมันปาล์ม และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ขณะที่การส่งออกเครื่องปรุงรส กุ้ง และน้ำผักผลไม้ มูลค่าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงร้อยละ 10-20 ส่วนการส่งออกข้าว ปลาแช่แข็ง และผลไม้สด ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ตลาดส่งออกอาหารของไทยเปลี่ยนแปลงไปไม่มากจากช่วง 3 ปีก่อน โดยมีตลาดใหญ่ๆ 4 ตลาด คือ อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งทั้ง 4 ตลาดครอบคลุมสัดส่วนส่งออกราวร้อยละ 60 ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม โดยการส่งออกไปอาเซียนที่ขยายตัวสูงในปีนี้ส่งผลให้อาเซียนเป็นตลาดอาหารของ ไทยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นคือร้อยละ 22.5 รองลงมาคือญี่ปุ่นร้อยละ 14.1 สหรัฐฯร้อยละ 12.7 และสหภาพยุโรปร้อยละ 11.8 อย่างไรก็ตามสินค้าส่งออกยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ ส่วนสินค้าอาหารแปรรูปยังมีสัดส่วนไม่มาก”

กล่าวเฉพาะการค้าไทย-อาเซียนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าอาหารจากอาเซียนมูลค่า 18,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 โดยไทยส่งออกอาหารไปอาเซียนมูลค่า 92,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.6 ซึ่งทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 36,000 ล้านบาท

แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารของไทยในครึ่งปีหลัง (2553) คาดว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยไตรมาส 3 การส่งออกจะมีมูลค่า 212,200 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.0 และไตรมาสที่ 4 มีมูลค่า 206,337 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.8 สินค้าที่มีแนวโน้มส่งออกชะลอลงในครึ่งปีหลัง เช่น แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และผักผลไม้สด เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ

“ทั้งนี้อุตสาหกรรมอาหารของไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนอยู่หลาย ประการด้วยกัน อาทิ การมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สินค้าอาหารจึงมีคุณภาพ ความปลอดภัย และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย ขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศจะขยายตัวร้อยละ 10.5, 9.4 และ 6.4 ตามลำดับ และการเปิดเสรีการค้า ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับตลาดดังกล่าว เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอาหารของไทยอาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออก อาทิ เศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าหลักยังไม่ฟื้นตัว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น โดยสหรัฐฯ ยังมีอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 9.7 การนำเข้าเริ่มชะลอตัว ยุโรปมีปัญหาการบริโภคลดลงจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลหลายๆ ประเทศ ส่วนการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทำให้ สินค้าญี่ปุ่นมีราคาแพงขึ้น ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากสภาวะอากาศที่แปรปรวนทำให้ผลผลิตสินค้า เกษตรทั้งในประเทศและในตลาดโลกมีปริมาณลดลง และส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านค่าขนส่งคือค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง โดยเฉพาะค่าระวางเรือในระยะทางไกล เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง ซึ่งค่าระวางเรือสำหรับตู้ขนาด 20 ฟุต เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปัจจัยสุดท้ายคืออัตราแลกเปลี่ยน (บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) แข็งค่า เนื่องจากในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าต่ำกว่าระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 30 เดือน” นายอมร กล่าว

โดยสรุปสำหรับภาพรวมตลอดปี 2553 คาดว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยจะยังขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาคการผลิตจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 4-5 ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะมีมูลค่า 830,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นแทบทุกกลุ่มสินค้า อาทิ น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย อาหารสัตว์ เครื่องปรุงรส กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ไก่และสัตว์ปีก ทูน่ากระป๋อง ขณะที่สินค้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ ผลไม้สดที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และข้าวที่ประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันกับข้าวต่างประเทศได้

3ยักษ์ธุรกิจยังติดบ่วง'มาบตาพุด'

สำรวจ เบื้องต้น 3 โครงการลงทุนในเครือปตท.,เอสซีจี และนิคมเหมราช ติดร่างแห อยู่ในข่าย11 ประเภทกิจการกระทบรุนแรง องค์กรสิ่งแวดล้อมแจงไม่สน โครงการหลุดบ่วงบัญชีกิจการที่กระทบรุนแรงเพียบ ยันยึดคำสั่งของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน ลุ้น 26 ส.ค.นี้ ตุลาการเจ้าของคดีจะแถลงสรุปสำนวนคดีหลักทั้งหมด ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องมีสิทธิแถลงข้อมูลต่อศาลเป็นครั้งสุดท้าย จ้องฟ้องยกเลิกมติปั้นบัญชี 11 กิจการ ด้านเอกชนแย้มรู้ตัวล่วงหน้า ชี้ไม่มีผลต่อการดำเนินงาน

แหล่งข่าวจากหนึ่งในหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้จัดทำประกาศ 11 ประเภทกิจการ ที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนออกมาแล้ว (อ่านรายละเอียดประกอบที่หน้า 4 ) ทำให้ในเบื้องต้นพบว่า ในจำนวน79 โครงการที่ได้รับผลกระทบต้องหยุดดำเนินการ จากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางนั้น มีโครงการที่อยู่ในข่ายบัญชีกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ประมาณ 3 โครงการ เป็นอย่างต่ำ หรืออาจเพิ่มมากกว่านี้ หากโครงการนั้นไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ในเรื่องกำลังการผลิต

-3 โครงการติดบัญชี"รุนแรง"

สำหรับ 3 โครงการที่มีการระบุออกมาอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ ว่าเข้าข่ายกระทบต่อชุมชนรุนแรงนั้น ประกอบด้วย 1. บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด เป็นโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล ตามแผนขยายกำลังการผลิตสารเอทิลีนออกไซด์ 85,000 ตันต่อปี สารโมโนเอทิลีนไกลคอล 450,160 ตันต่อปี สารไดเอทิลีนไกลคอล 43,080 ตันต่อปี โดยบริษัทนี้มีบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH ในกลุ่มปตท. ถือหุ้น100% 2.บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPC เป็นโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ ของโรงงานที่ 1 และ 2 จากกำลังการผลิต 500,000 ตันต่อปี เป็น 590,000 ตันต่อปี โครงการนี้มีกลุ่มเอสซีจีถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ 3. โครงการนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) ส่วนขยาย ตั้งที่ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง รองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 478.21 ไร่ เป็นโครงการที่กนอ. ร่วมกับ บริษัท อีสเทิร์นอินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีโครงการที่ได้รับผลกระทบ จากคำสั่งคุ้มครองชั่งคราวของศาล 76 โครงการ ที่ผ่านมาศาลได้มีคำสั่งยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราวไปแล้ว 12 โครงการ และมีผู้ประกอบการชะลอหรือยกเลิกโครงการไปแล้ว 7 โครงการ ขณะที่ 57 โครงการ ภาครัฐให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกศูนย์โอเอสโอเอส ที่ขณะนี้มีโครงการที่สามารถดำเนินการต่อไปได้แล้ว 28 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานราชการว่า ได้รับอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และไม่ต้องทำรายงานอีไอเอ จำนวน 14 โครงการ และศาลมีคำสั่งผ่อนผันให้ก่อสร้างหรือทดลองเครื่องจักรได้ จำนวน 14 โครงการ ส่วนอีก 29โครงการศาลยุติการรับข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้การช่วยเหลือจากศูนย์โอเอสโอเอส ต้องหยุดชะงักลง เพื่อรอคำสั่งศาลว่า จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป

-เอ็นจีโอยึดคำสั่งศาลเป็นหลัก

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด เปิดเผยว่า จากมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ที่มีการประกาศรายชื่อประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงรวม 11 โครงการ เมื่อ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด ไม่สนใจว่าโครงการในพื้นที่มาบตาพุด ที่ศาลสั่งให้ระงับโครงการเป็นการชั่วคราว 76 โครงการ จะมีกี่โครงการที่อยู่ในข่ายกิจการรุนแรง แม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะออกมาให้ข่าวว่า เหลือเพียงไม่กี่โครงการก็ตาม ทั้งนี้ จะยึดคำสั่งของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน ที่ให้สิทธิประชาชนสามารถฟ้องร้องได้ หากเห็นว่าโครงการนั้น ๆ อาจมีผลกระทบรุนแรง

-26ส.ค.นี้ศาลพิจารณาคดีหลัก

ส่วนในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่ศาลปกครองกลางจะมีการพิจารณาคดีมาบตาพุด กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งตุลาการเจ้าของคดีจะแถลงสรุปสำนวนคดีทั้งหมด ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง มีสิทธิแถลงข้อมูลต่อศาลเป็นครั้งสุดท้าย โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้เตรียมข้อมูลชี้ให้ศาลเห็น ถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งแฉพฤติการณ์ของภาครัฐ ที่ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน และละเมิดกฎหมาย รวมถึงกรณีที่ กก.วล. มีมติกำหนดประเภทกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงจำนวน 11 ประเภทด้วย

"มติของ กก.วล. ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ไม่ได้ยึดถือแนวทางของภาคประชาชนทั่วประเทศ จากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จัดโดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด ซึ่งสรุปให้มีทั้งสิ้น 18 ประเภท ทั้งนี้ หลังจากแถลงปิดคดีในวันที่ 26 สิงหาคมแล้ว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้ยกเลิกมติของ กก.วล. ทันที"

ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มอบหลักฐานและเหตุผลต่าง ๆ ให้ศาลไปแล้ว และจะขอปิดคดีในวันที่ 26 สิงหาคมนี้เลย โดยการตัดสินคดีของศาลหลังจากนี้จะได้ข้อสรุปว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความผิดหรือไม่ ส่วนโครงการที่ถูกระงับชั่วคราว 76 โครงการเป็นอีกกรณี ที่เจ้าของโครงการต้องยื่นคำร้อง ส่วนจะอ้างประกาศประเภทกิจการรุนแรงทั้ง 11 ประเภทหรือไม่ เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ในฐานะผู้ฟ้องยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นโครงการกระทบรุนแรง ที่ชาวบ้านสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย และมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองระยองยืนยันในเรื่องนี้

-ปตท.รู้ล่วงหน้าเข้าข่าย1โครงการ

ด้านนายชายน้อย เผื่อนโกสุม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด(มหาชน) (บมจ.พีทีทีเออาร์) ในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหามาบตาพุดของกลุ่มบมจ.ปตท. เปิดเผยว่า ในกลุ่มของบมจ.ปตท. มีโครงการที่เข้าข่ายส่งผลกระทบรุนแรงเพียงโครงการเดียว เป็นโครงการผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน ส่วนต่อขยายกำลังการผลิต 230,000 ตันต่อปี ในนามบริษัท ทีโอซีไกลคอนฯ ในเครือบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เนื่องจากเป็นโครงการปิโตรเคมี ที่เข้าข่ายขยายกำลังการผลิตเกิน 35 % จากของเดิมที่มีกำลังการผลิต 300,000 ตันต่อปี

โดยหลังจากที่มีการประกาศประเภทโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงออกมาแล้ว ทางกลุ่มบมจ.ปตท.จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีการถอดถอนโครงการต่าง ๆ จากที่ติดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ให้ระงับการลงทุนเป็นการชั่วคราว จำนวน 18 โครงการ เนื่องจากกฎระเบียบมีความชัดเจนแล้วว่า มีประเภทกิจการใดบ้างที่เข้าข่ายหรือไม่เข้า ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากการรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในจำนวน 17 โครงการจะไม่อยู่ในข่ายกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงก็ตาม แต่ที่ผ่านมาทางกลุ่มบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการจัดทำตามข้อบัญญัติมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่จะต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) รายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความสบายใจ ในขณะที่โครงการที่เข้าข่าย ก็จะต้องดำเนินการให้มีความถูกต้องตามขั้นตอน แม้ว่าจะเสียเวลาในการดำเนินงานบ้างก็ตาม

-ห่วงมีฟ้องร้องตามมาอีก

ส่วนกรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย ต่อการประกาศประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงเพียง 11 โครงการ และมีบางประเภทกิจการมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดจากของเดิม ที่ผ่านการรับฟังความเห็นของประชาชนนั้น ก็มีความเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องตามมาอีก และอาจจะทำให้เสียเวลาในการดำเนินโครงการต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ ควรจะออกมาตอบคำถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปได้

นอกจากนี้ การที่ศาลปกครองกลางจะเปิดการไต่สวนคดีของผู้ถูกฟ้องและผู้ฟ้อง ในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 นี้ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาทางศาล ยังไม่มีข้อมูลหรือแนวทางในการพิจารณา ว่าประเภทกิจการใดที่ส่งผลกระทบรุนแรง แต่เมื่อมีความชัดเจนในประเภท 11 กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงออกมาแล้ว ก็จะทำให้ศาลพิจารณาคดีง่ายขึ้น

-TPCยันไม่มีผลต่อการดำเนินงาน

นายคเณศ ขาวจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือTPC กล่าวว่าได้รับทราบข้อมูลในเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการว่าโครงการอยู่ใน ข่ายได้รับผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่มีผลต่อการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากเป็นโครงการส่วนขยายแบบคอขวด และเป็นโครงการที่TPCต้องการจะปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในโรงงานเพื่อ ปล่อยของเสียให้น้อยลงกว่าเก่า และเป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนเฉพาะส่วนนี้ไม่ถึง 200 ล้านบาท

คลิก 'เลยโมเดล' ต่อยอดยางพารา

พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้า "เลยโมเดล" "อลงกรณ์" โชว์รูปแบบตั้งนิคมอุตสาหกรรมยางพารา แห่งแรกภาคอีสาน ดันผลิตภัณฑ์ผ่านลาวออกจีน ลดต้นทุนขนส่ง เบื้องต้นจีบ "เทอราโกร" ในเครือเจ้าสัวเจริญลงทุนในนิคม วงการชี้ประชาธิปัตย์หวัง "เลยโมเดล" เป็นกาวใจเชื่อมสัมพันธ์คนอีสาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า "เลยโมเดล" เป็นอีกหนึ่งแผนปรองดองแห่งชาติ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดำเนินนโยบายเพิ่มศักยภาพ สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำของคนในพื้นที่จังหวัดเลย เนื่องจากจังหวัดเลยมีพื้นที่ปลูกยางพารามากเป็นอันดับสองของภาคตะวันออก เฉียงเหนือ รองจากจังหวัดหนองคาย กล่าวคือมีพื้นที่ปลูก 500,000 ไร่ กรีดน้ำยางได้แล้วประมาณ 60,000 ไร่ และมีแนวโน้มการเพาะปลูกและการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการส่ง เสริมของหน่วยงานต่างๆ ประมาณการว่าจากปี 2553-2558 จะมีพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นปีละ 50,000 ไร่ สิ้นปี 2558 จะมีพื้นที่ปลูกยางพารา 796,266 ไร่ พื้นที่เปิดกรีด 323,802 ไร่

อย่างไรก็ดีแม้ว่าจังหวัดเลยจะมีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก แต่ยังไม่มีตลาดซื้อขาย และไม่มีแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ไปดำเนินการ "เลยโมเดล" โดยให้ความสำคัญไปที่พืชยางพาราของจังหวัด โดยฝ่ายปฏิบัติ "เลยโมเดล" ได้มอบหมายให้นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐเอกชนและผู้นำท้องถิ่น

นายอลงกรณ์ กล่าวว่ารูปแบบ "เลยโมเดล" ที่เน้นพืชยางพารา ได้กำหนดให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อที่จะให้มีนิคมอุตสาหกรรมยางพาราแห่งแรก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่อำเภอท่าลี่ ซึ่งมีด่านการค้าถาวร เชื่อมกับเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ขณะนี้ได้ตั้งงบประมาณสร้างอาคารสำนักงานของด่านถาวรไว้เกือบ 100 ล้านบาท และได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างถนนสี่เลนจากตัวอำเภอท่าลี่ ไปถึงด่านท่าลี่ ระยะทาง 8 กม. จำนวน 36 ล้านบาท สามารถเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม 2554 นี้

ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วยศูนย์นำเข้าส่งออกครบวงจร คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตพาณิชยกรรม และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมนี้นอกเหนือจากโรงงานแปรรูปยางพาราแล้ว ยังประกอบด้วยอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย อาทิ โรงงานอาหารสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารทะเล เพื่อเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรวัตถุดิบจากประเทศลาว โดยเฉพาะจากแขวงไชยบุรี แขวงหลวงพระบาง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการเพิ่มมูลค่าแปรรูปเพื่อส่งออก ไปสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอื่นๆ ได้ โดยอุตสาหกรรมยางพารา เบื้องต้นได้เชิญชวนบริษัท เทอราโกร จำกัด เข้าไปลงทุน อย่างไรก็ดีบริษัทอื่นๆสามารถที่จะไปลงทุนได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นจะดึงนักลงทุนจีน จากคุนหมิง เสฉวน ฉงชิ่ง กวางสี ให้มาตั้งโรงงานยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางจักรยาน เพราะเมื่อผลิตแล้วจะส่งเข้าจีนโดยตรงจะใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น หากไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องย้อนกลับมาที่แหลมฉบังจะต้องใช้เวลาอย่าง น้อย 15 วัน

"สำหรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเริ่มต้นประมาณ 2,000 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ทางจังหวัดรวบรวม คาดว่าประมาณเดือนกันยายนจะได้ข้อสรุป โดยพื้นที่ดังกล่าวพยายามที่จะให้อยู่ในพื้นที่ของราชการจะได้ให้เอกชนเช่า เพื่อให้มีต้นทุนต่ำ มีขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในตลาดโลก"

นายอลงกรณ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากจังหวัดเลยแล้วรัฐบาลยังได้เลือกเมืองหน้าด่านเพื่อเชื่อมกับประเทศ เพื่อนบ้านทำโมเดลออกมา อาทิ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดเชียงราย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนราธิวาส จะทำให้มีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจึงได้วางรูปแบบเป็นเขตเศรษฐกิจ พิเศษและจะมีมาตรการส่งเสริมด้วย

"แม้นายอลงกรณ์จะยืนยัน "เลยโมเดล" ไม่มีมิติการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการสร้างโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการกระจายความเจริญ และรูปแบบของการขับเคลื่อนก็คือปลอดจากการเมือง หลังจากนี้ไปหากเป็นรูปเป็นร่างแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลงมาเพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง แต่คนในแวดวงการเมืองอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าถึงอย่างไรโครงการนี้พรรคประ ชาธิปัตย์หวังได้ใจคนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแน่นอน หลังจากถูกมองในภาพลบมาโดยตลอด"

ขณะที่นายวินิจ วสุนธราธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจที่จะไปตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียง เหนืออยู่แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจในเรื่องของวัตถุดิบจะมีเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลหน่วยงานของรัฐไม่ตรงกันเลย จึงทำให้ทางบริษัทต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวให้ละเอียดและรอบคอบ เพราะถ้าไปตั้งแล้ววัตถุดิบไม่เพียงพอที่จะป้อนโรงงานอย่างต่อเนื่องจะทำให้ บริษัทได้รับความเสียหายได้