คม ชัด ลึก 30 ต.ค. 52 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ ”Thailand Tomorrow ประเทศไทย 2553” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 23 ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แม้จะยังมีความเปราะบางในบางจุด
แต่ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด โดยมองว่าเศรษฐกิจโลก และไทยจะขยายตัวได้ในปีหน้า การปรับโครงสร้างจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศ ซึ่งจะมองไกลกว่า 1 ปี ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัย
“การเตรียมความพร้อมในการแข่งขันของประเทศควบคู่กับความมั่นคงของ ประชาชนเริ่มในปีนี้ และจะเป็นรูปร่างได้ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง เช่น ภาคการเกษตรที่เปลี่ยนมาใช้ระบบการประกันรายได้เกษตรกร และรัฐบาลยังมีการแก้ปัญหาที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงกำลังแก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
คลังรับลูกเร่งปฏิรูป 3 ด้าน
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ "คิดเพื่อประเทศไทยวันพรุ่งนี้" ว่า ปัญหาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศขณะนี้ มี 3 ด้าน คือ 1.ปฏิรูปการกระจายรายได้ เนื่องจากกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% มีรายได้แค่ 4% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนเกษตรกรที่ถือเป็น 40% ของคนทั้งประเทศ มีรายได้เพียง 8% ของจีดีพี ฉะนั้นหากดูแลเพิ่มรายได้ของกลุ่มนี้จะเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้มาก
2.ปฏิรูปขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ปัจจุบันต้นทุนหลักของเอกชนคือการขนส่งที่อยู่ที่ 19% ของจีดีพี การลงทุนในไทยเข้มแข็งจะช่วยลดต้นทุนนี้ให้เหลือที่ 16% ได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากจะให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ต้องทำให้เหลือที่ 8-9% ดังนั้น รัฐต้องสนับสนุนเพิ่มด้วยการหาแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ง่ายและลดขั้นตอน ความยุ่งยากจากการติดต่อกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ
3.ปฏิรูปประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการจัดเก็บรายได้ที่มีเพียง 15-16% ของจีดีพีเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วถือว่าต่ำมาก มีผลให้เงินที่จะนำไปลงทุนและแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ เพียงพอหากเทียบกับภาระในการดูแลสุขภาพประชาชนที่ใช้เงินรวมกันกว่า 1.3 แสนล้านบาท และอีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 2 เท่ามาอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ยังไม่รวม 4 หมื่นล้านบาทที่จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสมทบในกองทุนการออมแห่งชาติปีละ 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การผูกขาดสัมปทานรัฐโดยอาศัยเส้นสายทางการเมือง และการทุจริตคอรัปชั่นในระบบราชการ ทำให้เกิดความสูญเสียประสิทธิภาพและรัฐไม่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากระทรวงการคลัง จึงจะทำนำร่องในการปฏิรูปองค์กร โดยจะออกกฎกระทรวงเพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐเพื่อให้ เกิดความโปร่งใส ซึ่งได้หารือกับปลัดกระทรวงการคลังแล้วว่าจะต้องออกระเบียบกำหนดให้ข้า ราชการระดับสูงและครอบครัวที่รับทราบข้อมูลภายใน หรือเป็นผู้ออกนโยบายที่มีผลต่อราคาหุ้นจะต้องรายงานการเข้าไปซื้อหุ้นใน กิจการใดๆ เพื่อตรวจสอบได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
ห่วงมาบตาพุดฉุดศก.สะดุด
ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงทิศทางการส่งออกไทยปี 2553 ว่า กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้การส่งออกขยายตัว 10-15% จากปีนี้ที่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เชื่อว่าสิ้นปีจะติดลบเพียง 13% จากที่เคยมองว่าจะติดลบถึง 25-30% เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงทำงานเชิงรุกและปรับตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งการดูแลลดต้นทุนของผู้ประกอบการ การหาตลาดใหม่ๆ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจปี 2553 ว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจปีหน้าอยู่ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปได้ดีจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของไทยด้วย รวมทั้งปัญหามาบตาพุดที่รัฐบาลควรแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
“ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาไทยพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากปัญหามาบตาพุดยังยืดเยื้อน่าจะกระทบการลงทุน การขยายตัวของเศรษฐกิจภาพรวม และกระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ปีหน้าจากการใช้งบประมาณภาครัฐบวกกับงบไทยเข้มแข็งรวมเม็ดเงินมีการขาด ดุลถึง 7% ของจีดีพีจึงมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างน้อย 3% ซึ่งภัทรเองคาดการณ์ไว้ในระดับ 3.5%” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว