คม ชัด ลึก

พาณิชย์ผุดศูนย์เฝ้าระวังตุลานี้ดูแลเกษตรกร-แก้ปัญหาราคาสินค้า

พาณิชย์เตรียมตั้งศูนย์เฝ้าระวัง แก้ปัญหาและประสานงานให้เกษตรกรในโครงการประกันรายได้ พร้อมดูแลด้านปัญหาราคาสินค้า คาดเปิดศูนย์ได้ตุลาคมนี้

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลโครงการประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ในโครงการปลูกข้าวนาปีที่เริ่มมีผลผลิตออกมาประมาณเดือน พฤศจิกายนนี้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาราคาสินค้า เกษตร สินค้าอุปโภคและบริโภค ขึ้นมาเพื่อดูแลราคาสินค้าทั้งหมดโดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ตุลาคมนี้

ศูนย์ดังกล่าวจะช่วยดูแลแก้ไขปัญหาและประสานงานให้แก่เกษตรกรที่มาขึ้น ทะเบียนในโครงการประกันรายได้ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เช่น กรณีปัญหาการใช้สิทธิ การทำสัญญาระหว่างเกษตรกรกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และการดูแลให้เกษตรกรได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์ราคาอ้างอิงในกรณีที่พบว่า เกษตรกรในบางพื้นที่ขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าจังหวัดข้างเคียงมากเกินไป เพื่อเป็นการคุ้มครองความเป็นธรรมให้เกษตรกร

ทั้งนี้ ในเขต กทม.จะใช้ห้องปฏิบัติการที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่แล้ว และในต่างจังหวัดจะใช้สำนักงานค้าภายในและพาณิชย์จังหวัด ในการดูแล และจะรณรงค์ให้เกษตรกรใช้หมายเลข 1569 ในการ แจ้งข้อมูล และร้องเรียนเรื่องการขายสินค้าที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับโครงการประกันรายได้รอบใหม่ให้น้อยลง

เครือข่ายปชช.ขู่ล้อมมาบตาพุดรวมพลก.ย.นี้-บีบรัฐเลิก11กิจการรุนแรง

"สุทธิ" ถกชาวบ้าน 5 ก.ย.นี้ ขู่นำภาคประชาชนปิดล้อมมาบตาพุด บีบรัฐยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง ด้าน อุตฯ หารือเอกชนสัปดาห์หน้า คาดเดินหน้าโครงการต่อได้ใน 2 สัปดาห์ ธปท.เล็งถก กนง.ปรับจีดีพีหลังศาลปลดล็อกมาบตาพุด
นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยว่า วันที่ 5 กันยายนนี้ จะมีการประชุมกับชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด เพื่ออธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจประเด็นการตัดสินของศาลปกครอง หลังจากนั้นจะระดมเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศให้มาร่วมชุมนุมกันที่นิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลปลด 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพออกไป และให้จัดทำใหม่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้จะให้เครือข่ายติดตามปัญหาชาวบ้านในพื้นที่ว่าต้องพบเจอสภาพปัญหาอย่างไรบ้าง โดยจะปิดล้อมบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คาดว่าจะเป็นการชุมนุมที่ยืดเยื้อ จนกว่าข้อเรียกร้องของภาคประชาชน จะได้รับการตอบรับจากรัฐบาล

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีโครงการใดบ้างเข้าข่ายประกาศประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 ประเภท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่ 6 กันยายนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะนัดผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการ มารับทราบคำพิพากษาของศาล พร้อมแนบรายละเอียดของประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง เพื่อให้กลับไปพิจารณาว่ามีโครงการของใครเข้าข่ายประกาศประเภทกิจการรุนแรง หรือไม่ จากนั้นให้ส่งหนังสือกลับมายังหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อยกเลิกคำสั่งระงับการลงทุนชั่วคราว และเดินหน้าต่อไปได้

"หากโครงการใดไม่อยู่ใดข่ายของประกาศกิจการรุนแรงก็คาดว่าจะสามารถเพิก ถอนคำสั่งระงับโครงการลงทุนได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนโครงการใดที่อยู่ในข่ายกิจการรุนแรงจะต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ถึงจะจบกระบวนการทั้งหมดและสามารถดำเนินกิจการได้" นายพุทธิพงษ์กล่าว

ขณะที่ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.จะนำปัจจัยมาบตาพุด ซึ่งถือว่ามีความชัดเจนและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้มากขึ้น เข้าไปประกอบการพิจารณาปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่อีก ครั้ง ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ซึ่งปัจจุบัน กนง.มีการประเมินการเติบโต

อินโดฟ้องปตท.เรีกยก3.6หมื่นล้านทำน้ำมันรั่ว

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานอ้าง นายเฟรดดี นัมเบริ รัฐมนตรีคมนาคม อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่าทางการอินโดนีเซียยื่นเรื่องเรียกร้องเงินชดเชยค่าเสียหายด้านสิ่งแวด ล้อมมูลค่ามากกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท จากเหตุน้ำมันรั่วจากแท่นขุดเจาะของบริษัทลูกของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย

นายนัมเบริ ระบุว่า เงินชดเชยจำนวนดังกล่าวถือเป็นจำนวนที่มากพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ คณะตัวแทนรัฐบาลอินโดนีเซียแจ้งข้อเรียกร้องดังกล่าวระหว่างเข้าเจรจากับ บริษัท ปตท.ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท.สผ. ในเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ในวันเดียวกัน

นายนัมเบริ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะตัวแทนที่จะเข้าร่วมเจรจาที่เมืองเพิร์ธ กล่าวว่า มีข้อมูลอย่างละเอียดมาสนับสนุนการเรียกเงินชดเชยก้อนนี้ ท่ามกลางคำถามที่ว่า ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล และการประมงที่เกิดจากเหตุน้ำมันรั่วเมื่อปีที่แล้ว สามารถพิสูจน์ได้จริงหรือไม่

นายอานนท์ สิริแสงทักษิณ ประธานบริหาร บริษัท ปตท.สผ.กล่าวว่า พีทีที ออสเตรเซีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.สผ.ยังไม่ได้รับหนังสือเรียกร้องค่าชดเชยดังกล่าวจากรัฐบาลอินโดนีเซีย

“จำนวนเงินชดเชยยังไม่ใช่ประเด็นในขณะนี้ เราต้องตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบว่าเกิดผลกระทบจริงหรือไม่ และเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในจุดนั้น” นายอานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ การรั่วไหลของน้ำมันดิบในทะเลติมอร์ ซึ่งเรียกกันว่า “เหตุน้ำมันรั่วมอนทารา” ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม-3 พฤศจิกายน 2552 นับเป็นเหตุน้ำมันรั่วครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย โดยหลักฐานที่ส่งไปยังคณะกรรมการสอบสวน แสดงให้เห็นว่า คราบน้ำมันมอนทาราแพร่กระจายครอบคลุมพื้นที่ 9 หมื่นตารางกิโลเมตร และเข้ามาในน่านน้ำของอินโดนีเซีย ตามรายงานของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ

มูลนิธิดูแลรักษาติมอร์ตะวันตก ซึ่งให้ความช่วยเหลือชาวประมงยากจนทางตะวันออกของอินโดนีเซียประเมินว่า น้ำมันที่รั่วไหลส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงกว่า 1.8 หมื่นคน รวมถึงฟาร์มสาหร่ายและฟาร์มหอยมุกในบริเวณดังกล่าวด้วย

ไทยผนึกเวียดนามยกระดับราคาข้าวโลก

ไทย-เวียดนามเห็นพ้องร่วมมือยกระดับราคาข้าวโลก "พรทิวา" ระบุจะกำหนดเพดานราคาขายข้าวร่วมกัน เชื่อทำให้ไม่ตัดราคาขายกันเอง เตรียมส่ง จนท.หารือร่วม ก่อนสรุปภายในต.ค.นี้

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่เวียดนาม ได้หารือกับนายวู ฮุย ฮอง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการค้าข้าว ซึ่งเวียดนามเห็น ด้วยกับข้อเสนอของไทยในการยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก และพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกแนวทาง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้ราคาข้าวของทั้ง 2 ประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลดีต่อเกษตรกรของทั้ง 2 ประเทศที่จะขายข้าวได้ในราคาดีขึ้น

"จากนี้ไปความร่วมมือจะชัดเจนมากขึ้น จะไม่มีการขายข้าวตัดราคากัน และจะมีการกำหนดเพดานราคาให้ชัดเจน และได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศไปหารือร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งจะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายในเดือนตุลาคมนี้" นางพรทิวากล่าวและว่า ยังได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการจากมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า มีความต้องการที่จะซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะส่งระดับเจ้าหน้าที่มาหารือกับฝ่ายไทยต่อไป

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตามที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย จะทำหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ ให้เปิดระบายข้าวอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ผ่านมามีเอกชนไม่กี่รายที่ทราบข่าวการประมูลและได้ซื้อข้าวจาก สต็อกของรัฐว่าเป็นสิทธิที่ผู้ส่งออกจะดำเนินการได้ แต่หลักการระบายข้าวรัฐครั้งนี้ เน้นการดูแลไม่ให้ราคาตลาดได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องถามกลับว่า หากเปิดให้ทราบเป็นการทั่วไปว่าไทยจะขายข้าว จะเกิดอะไรขึ้นกับราคาข้าวในตลาด

ด้าน นายสุพจน์ วงศ์จิรัฐิติกาล นายกสมาคมค้าข้าวไทย กล่าวภายหลังงานเสวนาและนิทรรศการ : การเพิ่มมูลค่าข้าวไทยเพื่อการแข่งขันในตลาดสากล ว่า ไทยต้องเร่งพัฒนาหานวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่าข้าวไทย คาดว่าจะสามารถทำให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ 10-20% ของมูลค่าการส่งออกปัจจุบัน ที่มีมูลค่าประมาณ 1.8-2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องเน้นการส่งออกข้าวที่มีคุณภาพให้มากขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง หรือข้าวกล้องที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น

เวียดนามลดค่าด่องไม่กระทบข้าวไทยพาณิชย์มั่นใจขายคุณภาพ-ธปท.ย้ำบาทแข็งไม่ฉุดศก.

พาณิชย์มั่นใจเวียดนามลดค่าเงินด่องไม่กระทบส่งออกข้าวไทย ชี้ราคาไม่ห่างกันมาก ขณะที่ข้าวไทยคุณภาพดีกว่า ด้าน ธปท.ยันเงินบาทแข็งไม่ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เหตุเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค จับตามองใกล้ชิดไม่ให้ผันผวนมาก

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่เวียดนามลดค่าเงินด่องลงอีก 2% ว่า จะไม่มีผลกระทบต่อไทย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าข้าว ก่อนหน้านี้เวียดนามลดค่าเงินด่องไป 2 ครั้ง ราคาข้าวขาวของเวียดนามห่างกับราคาข้าวของไทยเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ขณะนี้ราคาข้าวเวียดนามขยับขึ้นมาใกล้กับราคาข้าวไทย เพราะทางการเวียดนามตระหนักว่าเมื่อลดค่าเงินด่องลงก็ทำให้ราคาข้าวลดลงตามไปด้วย ไม่เป็นผลดีกับเกษตรกร ดังนั้นราคาข้าวเวียดนามในขณะนี้จึงห่างกับราคาข้าวไทยอยู่ที่ประมาณ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น หรืออยู่ที่ราวๆ 430-440 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์ข้าวไทยว่าจะไม่แข่งขันในด้านราคากับเวียดนาม แต่ไทยมีความแตกต่างในด้านคุณภาพที่ดีกว่า และการที่หลายประเทศซื้อข้าวจากไทยก็เพราะมีคุณภาพดีกว่า ทำให้การลดค่าเงินด่องของเวียดนามจะไม่มีผลกระทบต่อสินค้าเกษตรของไทย

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค จึงเชื่อว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าค่อนข้างเร็ว มาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศจำนวนมากในช่วงนี้ทั้งในตลาดหุ้นและ ตลาดสารหนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนมากกว่าประเทศอื่น ดังนั้น ธปท.ก็ยังไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล เพียงแค่ต้องมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดตามความจำเป็น

"การแข็งค่าของเงินบาท ถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยกลางๆ ของภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปีมามีการแข็งค่าอยู่ที่ 5% ซึ่งหากเทียบกับมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว เงินบาทถือว่าแข็งค่าน้อยกว่า เนื่องจากมาเลเซียมีการแข็งค่าแล้วประมาณ 8% ขณะที่อินโดนีเซียแข็งค่าประมาณ 5% กว่า ส่วนประเทศที่มีค่าเงินแข็งค่าน้อยกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ ซึ่งแข็งค่าประมาณ 2% กว่า ขณะที่ฟิลิปปินส์แข็งค่าประมาณ 3% กว่า" นางธาริษากล่าว

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนั้น โดยภาพรวมถือว่ายังเป็นไปในทิศทางที่ดี และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีสถานการณ์ใดที่มาส่งผลกระทบและให้การประเมินของ ธปท. ที่เคยประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจไว้ก่อนหน้านี้มีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า สาเหตุที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้นใน ช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมีความผันผวนที่มากกว่า โอกาสที่จะขาดทุนจึงมีอยู่ ดังนั้นจึงเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้กันมากกว่า ซึ่งมีทั้งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว

รัฐชู"ปรับโครงสร้าง"วาระด่วน

คม ชัด ลึก 30 ต.ค. 52 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ ”Thailand Tomorrow ประเทศไทย 2553” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 23 ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แม้จะยังมีความเปราะบางในบางจุด

แต่ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด โดยมองว่าเศรษฐกิจโลก และไทยจะขยายตัวได้ในปีหน้า การปรับโครงสร้างจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศ ซึ่งจะมองไกลกว่า 1 ปี ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัย

“การเตรียมความพร้อมในการแข่งขันของประเทศควบคู่กับความมั่นคงของ ประชาชนเริ่มในปีนี้ และจะเป็นรูปร่างได้ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง เช่น ภาคการเกษตรที่เปลี่ยนมาใช้ระบบการประกันรายได้เกษตรกร และรัฐบาลยังมีการแก้ปัญหาที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงกำลังแก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

คลังรับลูกเร่งปฏิรูป 3 ด้าน

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ "คิดเพื่อประเทศไทยวันพรุ่งนี้" ว่า ปัญหาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศขณะนี้ มี 3 ด้าน คือ 1.ปฏิรูปการกระจายรายได้ เนื่องจากกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% มีรายได้แค่ 4% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนเกษตรกรที่ถือเป็น 40% ของคนทั้งประเทศ มีรายได้เพียง 8% ของจีดีพี ฉะนั้นหากดูแลเพิ่มรายได้ของกลุ่มนี้จะเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้มาก

2.ปฏิรูปขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ปัจจุบันต้นทุนหลักของเอกชนคือการขนส่งที่อยู่ที่ 19% ของจีดีพี การลงทุนในไทยเข้มแข็งจะช่วยลดต้นทุนนี้ให้เหลือที่ 16% ได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากจะให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ต้องทำให้เหลือที่ 8-9% ดังนั้น รัฐต้องสนับสนุนเพิ่มด้วยการหาแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ง่ายและลดขั้นตอน ความยุ่งยากจากการติดต่อกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ

3.ปฏิรูปประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการจัดเก็บรายได้ที่มีเพียง 15-16% ของจีดีพีเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วถือว่าต่ำมาก มีผลให้เงินที่จะนำไปลงทุนและแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ เพียงพอหากเทียบกับภาระในการดูแลสุขภาพประชาชนที่ใช้เงินรวมกันกว่า 1.3 แสนล้านบาท และอีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 2 เท่ามาอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ยังไม่รวม 4 หมื่นล้านบาทที่จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสมทบในกองทุนการออมแห่งชาติปีละ 2 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ การผูกขาดสัมปทานรัฐโดยอาศัยเส้นสายทางการเมือง และการทุจริตคอรัปชั่นในระบบราชการ ทำให้เกิดความสูญเสียประสิทธิภาพและรัฐไม่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากระทรวงการคลัง จึงจะทำนำร่องในการปฏิรูปองค์กร โดยจะออกกฎกระทรวงเพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐเพื่อให้ เกิดความโปร่งใส ซึ่งได้หารือกับปลัดกระทรวงการคลังแล้วว่าจะต้องออกระเบียบกำหนดให้ข้า ราชการระดับสูงและครอบครัวที่รับทราบข้อมูลภายใน หรือเป็นผู้ออกนโยบายที่มีผลต่อราคาหุ้นจะต้องรายงานการเข้าไปซื้อหุ้นใน กิจการใดๆ เพื่อตรวจสอบได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ห่วงมาบตาพุดฉุดศก.สะดุด

ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงทิศทางการส่งออกไทยปี 2553 ว่า กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้การส่งออกขยายตัว 10-15% จากปีนี้ที่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เชื่อว่าสิ้นปีจะติดลบเพียง 13% จากที่เคยมองว่าจะติดลบถึง 25-30% เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงทำงานเชิงรุกและปรับตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งการดูแลลดต้นทุนของผู้ประกอบการ การหาตลาดใหม่ๆ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจปี 2553 ว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจปีหน้าอยู่ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปได้ดีจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของไทยด้วย รวมทั้งปัญหามาบตาพุดที่รัฐบาลควรแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาไทยพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากปัญหามาบตาพุดยังยืดเยื้อน่าจะกระทบการลงทุน การขยายตัวของเศรษฐกิจภาพรวม และกระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ปีหน้าจากการใช้งบประมาณภาครัฐบวกกับงบไทยเข้มแข็งรวมเม็ดเงินมีการขาด ดุลถึง 7% ของจีดีพีจึงมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างน้อย 3% ซึ่งภัทรเองคาดการณ์ไว้ในระดับ 3.5%” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

เล็งงัดภาษีใหม่จูงใจดูแลสิ่งแวดล้อม"ชัยวุฒิ"ชู5แนวทางส่งเสริมอุตฯอยู่ร่วมชุมชนยั่งยืน

กระทรวงอุตฯ ชู 5 แนวทางหนุนอุตสาหกรรมใส่ใจสิ่งแวดล้อม สั่ง สศอ.-สถาบันยานยนต์ศึกษาภาษีรูปแบบใหม่ จูงใจค่ายรถยนต์ผลิตรถปล่อยมลพิษต่ำและใช้พลังงาน ด้านบีโอไอเร่งวางแนวทางอีโคทาวน์ จัดระเบียบโรงงานอยู่ร่วมชุมชน

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการสัมมนา หัวข้อ "สมดุลเศรษฐกิจ-โลก-สิ่งแวดล้อม" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมถูกต่อต้านจากประชาชนค่อนข้างมาก กระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องมีกลยุทธ์ให้มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่าง ยั่งยืน โดยกำหนดมาตรการส่งเสริม 5 แนวทาง ได้แก่ 1.ส่งเสริมผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) 2. ผลักดันนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (อีโคทาวน์) 3.ส่งเสริมผลิตสินค้าสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม 4.จัดซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ และ 5.ส่งเสริมผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม

ในส่วนของการส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานนั้น บริษัทรถยนต์บางรายต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับรูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนไปในอนาคต จะมีการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานอื่น เช่น ไฮโดรเจน ซึ่งตนได้สั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสถาบันยานยนต์ ศึกษารูปแบบส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ในอนาคตให้เสร็จในปีนี้ โดยไม่จำกัดประเภทพลังงาน เหมือนการส่งเสริมรถยนต์อี 85 แต่การเก็บภาษีรถจะพิจารณาจากปริมาณการปล่อยมลพิษและปริมาณการใช้พลังงานของ รถเป็นหลัก

"เราไม่ได้ยกเลิกภาษีสรรพสามิตรถยนต์ แต่จะกำหนดสเปกรถยนต์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ในอนาคต และอัตราภาษีรถที่จะส่งเสริมอาจต่ำกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะนำผลศึกษาไปหารือกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน เพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริม โดยในต่างประเทศเริ่มนำระบบภาษีดังกล่าวมาใช้จูงใจการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป" นายชัยวุฒิกล่าว

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอได้มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศึกษารูปแบบส่งเสริมการลงทุนนิคมฯ อีโคทาวน์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมกับ ชุมชน โดยให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุน แต่รอผลศึกษาว่า ผู้ลงทุนต้องมีกิจกรรมใดบ้าง อาจแตกต่างจากอีโคทาวน์ของญี่ปุ่นที่เน้นการรีไซเคิลเป็นหลัก แต่อีโคทาวน์ของไทยคงมองไปที่การป้องกันอุบัติภัย การจัดการมลพิษทางน้ำ อากาศและการจัดการขยะของเสียจากภาคอุตสาหกรรม

ด้านนายธานินทร์ ผะเอม ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.กำลังร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสีเขียวและผลักดันอีโคทาวน์ เพื่อรองรับการพัฒนาภาคการผลิต บริการและชุมชนให้ยั่งยืน รวมถึงกำหนดแนวทางพัฒนาเมืองเชิงนิเวศมาบตาพุด ในระยะแรกจะประกาศเขตอีโคทาวน์ก่อน ซึ่งระยะเร่งด่วนจะนำข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มาใช้ เช่น กำหนดระยะกันชนระหว่างโรงงานกับชุมชน กำหนดแผนพัฒนาผังเมือง

นายกฯโชว์ครึ่งปีแรกศก.ไทยโต10%อาฟตาหนุนส่งออกอาเซียนเชื่อปีนี้ทะลุ25%

นายกฯ ปลื้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 10% รับแรงหนุนจากยอดส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ชี้อาฟตาเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รับเป็นห่วงสินค้าไม่มีคุณภาพทะลักเข้าไทย กดราคาสินค้าให้ประเทศให้ตกต่ำ ด้านพาณิชย์เชื่อปีนี้ไทยส่งออกอาเซียนเกิน 25%

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยก้าวไกลไปกับอาฟตา” ในงาน ดีเอฟที 68 ปี สู่ความเป็นเลิศ เปิดแนวรุกบุกตลาดอาฟตา จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่า การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา นับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในช่วงครึ่งปีแรก 2553 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 10% นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก เป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนของการส่งออก ซึ่งขยายตัวได้ดีทั้งการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม

อีกทั้งประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำให้การค้าของไทยมีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดอาฟตามี หลายฝ่ายที่กังวลถึงปัญหาด้านการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าในประเทศราคาตกต่ำ รวมถึงการแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลจะติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศได้

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้อาเซียนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่าการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมในเชิงรุกของกระทรวง อีกทั้งการรวมกลุ่มอาเซียนทำให้ตลาดการค้าขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดใหม่อื่นๆ ที่เป็นยุทธศาสตร์การส่งออกของไทย เช่น อินเดีย รัสเซีย ละตินอเมริกา ก็จะเร่งเจาะตลาดเพื่อผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่ทั้งปีคาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 19%

สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 นั้น พบว่า มีมูลค่าสูงถึง 36,434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,188,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นสัดส่วน 20.27% ของการค้าโลกของไทย

นางพรทิวากล่าวถึงสถานการณ์การค้าชายแดนว่า ขณะนี้ในส่วนของประเทศพม่าที่มีการปิดด่านแม่สอดคงจะส่งผลกระทบเพียงเล็ก น้อย และคงจะต้องมีการหารือในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการค้าชายแดนกับกัมพูชายังไม่พบรายงานถึงผลกระทบ แต่เชื่อว่าในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในเดือนนี้ ที่เวียดนามคงจะมีการหารือทำความเข้าใจกันได้ รวมถึงจะมีการหารือกับเวียดนามเรื่องการทำตลาดข้าวร่วมกันอีกครั้ง

ผุดยุทธศาสตร์คุ้มครองข้าวไทยพาณิชย์เล็งตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังต่างชาติละเมิดฯ

"พาณิชย์" ผุดยุทธศาสตร์คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาข้าวไทยทั้งในและต่างประเทศ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังต่างชาติละเมิดฯ เล็งว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายดำเนินคดี เผยเดินทางเจรจาจีนหารือปัญหาเครื่องหมายรับรองคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยถูก ละเมิดในจีน

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาข้าวไทยเสร็จ แล้ว โดยแบ่งออกเป็น 2 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาข้าวในประเทศไทย โดยจะเร่งสร้างความเข้าใจแก่นักวิจัย เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกข้าว ผู้บริโภคและสาธารณชนเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาข้าวในประเทศ และนำผลการคุ้มครองไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมตลาดข้าวคุณภาพดีของไทย จัดทำการประเมินสถานการณ์และปัญหาข้าวไทยรวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญาของข้าวไทยที่ จดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และ เครื่องหมายการค้า เป็นต้น รวมทั้งหามาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาข้าวไทย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาข้าวไทย โดยกรมฯ จะสนับสนุนให้มีการจดทะเบียนคุ้มครองข้าวและผลิตภัณฑ์ไทยที่ส่งออกไปจำหน่าย ในต่างประเทศ จัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายประสานงาน หรือจ้างที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อศึกษาวิเคราะห์ติดตาม และเฝ้าระวังต่างชาตินำข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยที่ อยู่ในความคุ้มครองของส่วนราชการไทยไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในต่าง ประเทศ รวมทั้งจัดจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายดำเนินการแก้ปัญหาหรือฟ้องร้องหากมีการ ละเมิด รวมทั้งจัดประชุมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดท่าทีการเจรจาของไทยเรื่องการคุ้มครอง

สำหรับหน่วยงานที่จะร่วมกันผลักดันยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญา การเจรจาการค้าระหว่าวงประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ การส่งเสริมการส่งออก กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ และ ภาคเอกชน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุง มูลนิธิชีววิถี เป็นต้น

นางปัจฉิมากล่าวด้วยว่า ต้นเดือนสิงหาคม 2553 นี้ ตนจะเดินทางไปพบปะหารือกับหน่วยงานที่ดูแลด้านทรัพย์สินทางปัญญาของจีนที่ กรุงปักกิ่ง เพื่อหารือถึงปัญหาการละเมิดเครื่องหมายรับรองคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นตราของกรมการค้าต่างประเทศที่ถูกละเมิดในจีน โดยจะขอความร่วมมือให้รัฐบาลจีน ปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ไทยทำกับจีนไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวนี้ ในส่วนของกรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินการฟ้องร้องผู้ประกอบการในจีนที่ได้ ละเมิดเครื่องหมายดังกล่าวแล้ว

สศช.วางกรอบสร้างภูมิคุ้มกันศก.-สังคม

สศช.ชี้รัฐทุจริต บริหารอ่อนแอ ทำประเทศไม่ก้าวหน้า หวังแผน 11 จะปิดช่องโหว่ทุกปัญหา วางกรอบ 6 แนวทางสร้างภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงในอนาคต

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สศช.อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เพื่อใช้ในปี 55-59 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงด้านบริหารงาน อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ ไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการใดๆ ได้ เกิดการทุจริตนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสร้างความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง

ส่วนมิติทางเศรษฐกิจจากการที่ไทยพึ่งพาส่งออกสูงถึง 80% ของจีดีพี และใช้แรงงานราคาถูก ทำให้มีความเสี่ยงสูง โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลด้านอายุ คุณภาพ ความรู้และทักษะ มีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นและตกเป็นภาระของภาครัฐ

นอกจากนี้ การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อผ่านสังคมออนไลน์ ทำให้ค่านิยมที่ดีงามเสื่อมถอย แตกความสามัคคี และพบว่าสภาพแวดล้อมมีแนวโน้มเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ทั้งการขาดแคลนน้ำ การกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง และการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง สศช.จึงกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกัน 6 ด้าน คือ ไทยจะต้องรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข จัดให้ภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหาร พัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างสังคมไทยให้มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม ชุมชนต้องมีกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงเป็นสังคมสวัสดิการ และประเทศไทยต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นเอกราช และเป็นมิตรกับนานาประเทศ

"การกำหนดเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ จะไม่เน้นคุณภาพ ซึ่งหากทำได้ตามแผนเชื่อว่าจีดีพีในอนาคต จะขยายตัวได้มากกว่า 4-5% ทั้งนี้ รายละเอียดของแผนจะนำเสนอในการประชุมประจำปีวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนประกาศใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2554" นายอาคมกล่าว