คม ชัด ลึก

'สุเมธ'ชี้เสือตัวที่ห้าทำลายเกษตรกรรม

"ดร.สุเมธ" ชี้เสือตัวที่ห้าทำลายเกษตรกรรมชาติ แนะใช้เศรษฐกิจพอเพียงสร้างความมั่นคงทางอาหารรับสงครามแย่งน้ำ-อาหาร ในทศวรรษหน้า ชี้ชาวสวนลำไยยังขาดความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพ

2ก.พ.2555 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง "ในหลวงกับการ จัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนทางการเกษตร" ในการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติครั้งที่ 11 ที่ จ .เชียงใหม่ว่า ตลอด 14 ปี ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าปัจจัยการผลิตทั้งดิน น้ำ และ ป่าไม้ ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน หากสิ่งใดมีปัญหาก็จะส่งผลกระทบไปถึงกันทั้งหมด พระองค์ท่านจึงใช้น้ำเป็นตัวเชื่อมปัจจัยที่เหลือทั้งหมด ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงทดลอง ทดสอบ ทรงทำงานวิจัยนอกตำราผ่านการปฏิบัติจริง เน้นสร้างความมั่นคงทางอาหารเป็นหลักซึ่งผลที่ออกมาได้แสดงถึงควาามั่นคงในเจตนารมย์ของพระองค์ท่านที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน

ดร.สุเมธ กล่าวว่า เป็นความผิดพลาดของการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะการเป็นเสือตัวที่ห้าหมายถึงประเทศอุตสาหกรรมซึ่งขัดกับความพอเพียงพอประมาณ

"หากเราประมาณตนเองเราจะพบว่าเราไม่ใช่เสือแต่เราเป็นควายซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของเกษตรกรรม นโยบายที่ผ่านมาจึงเป็น ความผิดพลาดของนโยบายรัฐโดยสิ้นเชิง " เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวและว่า

ที่ผ่านมาไทยพยายามไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่มีข้อจำกัดก็คือ ไม่มีเงิน ไม่มีเทคโนโลยี จึงต้องไปกู้หรือนำเข้ามา ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยังทำลายเกษตรกรรมซึ่งเป็นสมบัติของชาติโดยสิ้นเชิง จะเห็นว่าทุกวันนี้แรงงานพากันเข้าเมืองกันหมด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การประมาณตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ดร.สุเมธ บอกด้วยว่า ในทศวรรษหน้าสงครามแย่งชิงพลังงานจะจบลงเพราะพลังงานหมดโลก จะกลายเป็นสงครามแย่งน้ำแย่งอาหาร วันนี้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกลดลงไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับประชากรที่จะเพิ่มมากขึ้นจาก 6,000 ล้านคนเป็น 9,500 ล้านคนในอีก 30 ปีนี้ ที่หวังให้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยผลิตทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความมั่นคงทางอาหารมาทดแทนแต่ไม่สามารถทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือการจับมือกันในภูมิภาคเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งแนวทางนี้หน่วยงานต่างๆต้องนำมาพิจารณา

ชี้ชาวสวนลำไยยังขาดความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพ

นายประเทือง คงรอด คณะทำงานเฉพาะกิจในการติดตามแก้ไขปัญหาการผลิตและบริหารตลาดลำไยระยะยาว ในคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ เปิดเผย ถึงผลผลิตลำไยในปี 2555 ว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผลผลิตกำลังอยู่ในช่วงของการแทงช่อ แต่จากการสอบถามข้อมูลของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอาจะน้อยกว่า ปีที่แล้ว ที่มีผลผลิต อยู่ที่ 450,000 ตัน หรือ อาจจะมากกว่าปีที่แล้ว เพียงเล็กน้อย บวก ลบ ไม่เกิน 20 % ของปีที่ผ่านมา

เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือแปรปรวน และอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อความแน่ชัด คาดว่าจะรู้จำนวนผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงของต้นเดือนมีนาคม2555 ขณะที่ราคาผลผลิตลำไยในปีนี้ทางคณะทำงานเฉพาะกิจในการติดตามแก้ไขปัญหาการผลิตและบริหารตลาดลำไยระยะยาวต้องดูจากแนวโน้มของผลผลิตอีกครั้ง โดยปีที่ผ่านมาราคาลำไยมัดช่อเกรด AA ราคารับซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 20 บาท เกรด A ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 16 บาท เกรด B ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 11 บาท

ในปีนี้ชาวสวนลำไยจะประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพลำไย ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของขนาดผลผลิต การบรรจุ รวมทั้งเรื่องของการดูแลต้นลำไย ที่เป็นปัญหาทุกปีของชาวสวนลำไย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้ราคาลำไยของชาวสวนไม่ได้ราคา ดังนั้นทางคณะทำงานจึงจะทำหนังสือไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้แนวทางในการแก้ไข ในการจัดเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้เรื่องของการดูแลลำไย การปรับปรุงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตลูกโต รวมทั้งสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้ โดยจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ อีกครั้ง

'พาณิชย์'ลั่นห้ามขึ้นราคาสินค้า

พาณิชย์เกาะติดราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน ย้ำไม่ปล่อยให้ปรับขึ้นตามกระแส ชี้ขึ้นแอลพีจีกระทบต้นทุนไม่มาก ด้าน กกร.ถอน กาแฟ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต แชมพู ออกจากบัญชีควบคุมแล้ว

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการดูแลราคาสินค้า หลังจากราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ว่ากระทรวงพาณิชย์จะติดตามดูแลราคาสินค้าเป็นรายกลุ่ม รายสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาหาร และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ว่าราคาเป็นอย่างไรในช่วงที่น้ำมันราคาแพง และราคาก๊าซปรับขึ้น ซึ่งจะต้องไม่ปล่อยให้สินค้าปรับขึ้นตามกระแสราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น

สำหรับการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งนั้น ได้มีการประเมินไว้แล้วว่าในการปรับขึ้นทั้งปี จะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเพียง 0.05% เท่านั้น ส่วนผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นเพียง 0.02-0.03% จึงยังมั่นใจว่าในปี 2555 กระทรวงพาณิชย์จะดูแลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 3.3-3.8% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นายยรรยงยังกล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่าที่ประชุมมีมติให้คงสินค้าที่อยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 34 รายการ จากเดิม 41 รายการ โดยได้ถอนสินค้า 7 รายการ ได้แก่ กาแฟผงสำเร็จรูป นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โยเกิรต์ แชมพู น้ำยาซักฟอง ผลิตภัณฑ์ซักฟอก และสบู่ ออกจากบัญชีสินค้าและบริการควบคุม พร้อมทั้งให้เพิ่มเติมสินค้าอีก 8 รายการ เข้าในบัญชี ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ, รถไถนา, รถสูบน้ำ, รถเกี่ยวข้าว, เครื่องวัดความชื้นข้าว, เครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าว, เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์แป้งในมันสำปะหลัง, และกระดาษชำระ พร้อมทั้งให้เพิ่มสินค้าบริการทางการเกษตร เข้าอยู่ในบัญชีบริการอีก 1 รายการ จากเดิมที่มี 2 รายการ

ส่งผลให้ขณะนี้บัญชีสินค้าและบริการควบคุม มีทั้งหมด 39 รายการ และบริการอีก 3 รายการ รวมเป็น 42 รายการ โดยเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบภายในสัปดาห์หน้าเพื่อเร่งประกาศใช้ต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดสินค้า 237 รายการ ที่ต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก

นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมผลักดันไข่ไก่เข้าสู่ระบบการแปรรูปและเร่งรัดการส่งออกจำนวน 100 ล้านฟองภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด ฉุดให้ราคาตกต่ำลงกระทบกับรายได้ของเกษตรกร โดยมีเป้าหมายการส่งออกอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่ายังสามารถเข้าไปแข่งขันได้ และเมื่อการระบายไข่ออกไปช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งแล้ว จะมีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ทบทวนการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ม็อบคนจนพันคนจ่อลุยทวงสัญญา'ปู'

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมเตรียมขนม็อบคนจนกว่าพันคนลุยประชุม ครม.สัญจร ทวงสัญญายิ่งลักษณ์

11 ม.ค.55 นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ หรือ สกน. เปิดเผยว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ ขปส. ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยและคนจนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดในอดีต ประกอบด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค , สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ,เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ , เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน , สมัชชาคนจน , เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง , สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ฯลฯ (สกต.) ได้นัดหมายรวมตัวกว่า 1,000 คน เพื่อเข้ายื่นหนังสือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาที่ดิน ปัญหาคนจน และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า

สำหรับข้อเรียกร้องที่จะยื่นต่อรัฐบาล คือ ขอให้ยุติการจับกุมดำเนินคดีในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนและชาวบ้านในเขตวัฒนธรรมพิเศษชาวเล , เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามมติการเจรจาเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 54 พร้อมกำหนดวันประชุมโดยเร็ว , เร่งดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน โดยมีตัวแทนของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมร่วมเป็นกรรมการ , ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณจัดซื้อที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาของคนไร้บ้าน , ให้รัฐบาลเร่งดำเนินกำหนดพื้นที่ ชุมชน พิธีกรรม พื้นที่ทำกินในทะเล ในเขตวัฒนธรรมพิเศษชาวและสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา ทั้ง การจัดทำโฉนดชุมชน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการแก้ไขปัญหาคดีโลกร้อน , เร่งกระจายการถือครองที่ดินด้วยมาตรการด้านการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า รวมทั้งเร่งผลักดัน พรบ.สิทธิชุมชน ในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า โดยชุมชนมีส่วนร่วม

นายประยงค์ กล่าวว่า ภายหลังการเลือกตั้งขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการประสานงานขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามทวงถามสัญญาประชาคมที่พรรคเพื่อไทยให้คำมั่นไว้กับประชาชน โดยการส่งไปรษณียบัตร การยื่นจดหมายผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยและผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งการรณรงค์โดยใช้ขบวนจักรยานยนต์เดินทางไปขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 6-8 ส.ค. 54 แม้ภายหลังจะมีการตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมเพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา แต่ผ่านมานานกว่า 5 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

ขณะที่ หลายพื้นที่ยังมีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมจึงรวมตัวกันในครั้งนี้เพื่อทวงสัญญาในวันประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงใหม่

ก.เกษตรจัดระบบปลูกข้าวหนีน้ำ

เกษตร : ก.เกษตรจัดระบบปลูก 'ข้าวหนีน้ำ' ทางเสริมความแกร่งชาวนาไทย

ผลจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คงจะเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแล้วว่าภัยพิบัติทางธรรมชาตินับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การปรับตัวของเกษตรกรไทย ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพทำนา ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ

ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่าภัยธรรมชาตินับวันมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ตลอดจนโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาดทำลายผลผลิต ล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวนาไทยทั้งสิ้น ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารด้วย ซึ่งกรมการข้าวได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดระบบการปลูกข้าวว่าจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากการปลูกข้าวปีละสองครั้ง แล้วพักนาโดยปลูกพืชตระกูลถั่วคั่น นอกจากจะช่วยลดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายผลผลิตข้าวได้แล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการขายเมล็ดพันธุ์ถั่วได้ด้วย และเมื่อไถกลบตอซังแทนการเผาก็จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แปลงนาได้อีกทางหนึ่ง

"การปลูกข้าวปีละสองครั้งตามช่วงเวลาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำ จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องน้ำท่วมและภัยแล้งได้เป็นอย่างดี เพราะกระทรวงเกษตรฯ ได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำไว้อย่างเป็นระบบ และมีการบูรณาการหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบการทำการเกษตรเพื่อลดความเสี่ยงภัยด้านน้ำท่วม เช่น จัดระบบปลูกข้าวในช่วงเวลาที่สามารถเก็บเกี่ยวก่อนน้ำท่วม และปลูกครั้งที่สองในช่วงหลังน้ำลด เพื่อให้มีพื้นที่ว่างในการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากได้ อีกทั้งนาข้าวก็จะไม่ได้รับความเสี่ยหายด้วย"

อธิบดีกรมการข้าวย้ำด้วยว่าเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง กรมการข้าวได้ศึกษาพื้นที่น้ำท่วมในครั้งนี้และข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก สำหรับส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากขึ้น อาทิ พื้นที่น้ำท่วมไม่เกิน 1 เมตร มีพันธุ์ข้าวน้ำลึกหรือข้าวทนน้ำ เช่น พันธุ์ กข 45 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นพันธุ์ที่ทนน้ำท่วมได้ดี ส่วนพื้นที่น้ำลึก 2-3 เมตร มีพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำ เช่น พันธุ์พลายงามปราจีนบุรี และพันธุ์ขาวบ้านนา ซึ่งในปี 2555 กรมจะรับรองพันธุ์ขาวบ้านนา ว่าเป็นข้าวขึ้นน้ำที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง เนื่องจากมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรมีข้าวพันธุ์ดีไว้ปลูกต่อไป

ปัจจุบันกรมการข้าวมีศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและพันธุ์หลักของข้าวนาน้ำลึก เพื่อรองรับความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร โดยมีเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์หลัก 5 พันธุ์ ได้แก่ พลายงามปราจีนบุรี ปราจีนบุรี 2 อยุธยา 1 กข 45 และขาวบ้านนา รวมทั้งสิ้น 78 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง แต่มักพบปัญหาข้าวแดงและข้าวปนมาก ดังนั้นกรมการข้าวจึงมีนโยบายด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์โดยใช้เครือข่ายศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์รองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงการรับรองพันธุ์ข้าวน้ำลึกสำหรับใช้ในพื้นที่น้ำท่วมให้เพิ่มขึ้น

นี่คือความพยายามของหน่วยงานภาครัฐ ที่คิดค้นหาทางออกให้เกษตรกรในการสู้กับภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ แต่จะสามารถช่วยได้มากหรือน้อยเพียงไร ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเกษตรกรเองด้วยว่ามีความพร้อมที่จะปรับตัวและรับข้อเสนอแนะเหล่านี้หรือไม่

ขบวนการทุบพลังงานทดแทน

'นายอนันต์ ดาโลดม'
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

นโยบายของรัฐในการลดราคาน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เพื่อลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนคนไทย นับว่าเป็นนโยบายที่อาจจะได้ผลเพียงในระยะเวลาสั้นๆ ตามแนวนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ในระยะยาวจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลจะต้องหาเงินมาสนับสนุน ชดเชยราคาน้ำมัน รวมทั้งรายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ต้องสูญเสียไป

แต่ผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ เมื่อลดราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลลง ทำให้ส่วนต่างของราคาน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล กับแก็สโซฮอล์ และไบโอดีเซลมีอยู่เพียงเล็กน้อย ทำให้ประชาชนที่เคยยอมใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล กลับหันไปใช้น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลเช่นเดิม โดยข้อมูลที่ได้รับจากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พบว่าการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ผลิตจากอ้อย และมันสำปะหลังลดลงถึงวันละประมาณ 80,000 ลิตร และการใช้ไบโอดีเซลก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งจากปริมาณอัตราการผลิตของบริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทอยู่ในเครือบางจาก ที่มีกำลังการผลิตเต็มที่ 300,000 ลิตรต่อวัน ต้องเดินเครื่องผลิตไบโอดีเซล B100 อยู่ที่ 200,000 ลิตรต่อวัน เนื่องจากความต้องการใช้ B100 ลดลง

แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งในต้นปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง เกษตรกรสามารถขายหัวมันสดได้ถึง กก.ละ 3-3.50 บาท หรือตันละประมาณ 3,000-3,500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรภาคอีสานต่างก็มีความสุขกันทั่วหน้า แต่ปัจจุบันราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ในช่วงนี้ตกลงมาเหลือ กก.ละ 1.50 บาท ลดลงมาจากปีก่อนมากกว่าเท่าตัว ภาพที่ปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนที่เกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร กำลังขุดมันเพื่อหนีน้ำท่วม ทั้งๆ ที่มันยังไม่ได้อายุ และเมื่อนำไปขายที่ลานมัน แกเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่าราคาที่แกขายได้อยู่ที่ กก.ละ 1.40 บาท และถ้าหากว่าในช่วงปี 2554 และต้นปี 2555 ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีมันสำปะหลังออกมามากที่สุด หากรัฐบาลไม่ดำเนินการแก้ไขในการยกระดับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้น จะก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนแก่พี่น้องเกษตรกรภาคอีสาน และอาจจะนำไปสู่การออกมาเรียกร้องจนทำให้รัฐบาลต้องมีการรับจำนำมันสำปะหลัง ซึ่งจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น หากรัฐบาลมีการบริหารจัดการเรื่องของการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความผิดพลาดจากนโยบายลดราคาน้ำมันเบนซินที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล

ส่วนราคาอ้อยที่คาดว่าจะได้ราคาดีเหมือนปี 2553/54 หากนโยบายทางด้านพลังงานยังเป็นอยู่อย่างนี้ น่าจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยต้องเจอกับปัญหาราคาอ้อยตกต่ำเหมือนกับมันสำปะหลัง

นโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่ลดราคาน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลลง จึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อนโยบายพลังงานทดแทนที่ได้ดำเนินการและเติบโตขึ้นมาเป็นลำดับในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คือ ทำให้การขยายตัวของแก็สโซฮอล์ และไบโอดีเซล ต้องหยุดชะงักลง และกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาของมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน

สำหรับปาล์มน้ำมันในปี 2553 ราคาผลปาล์มสดค่อนข้างจะดี คือ ราคาตั้งแต่ต้นปี 2553 อยู่ที่ กก.ละ 4 บาท และเพิ่มขึ้นเป็น 5 บาท, 6 บาท/กก. และในช่วงเดือนตุลาคม, พฤศจิกายน ราคาผลปาล์มสด ราคาสูงขึ้นถึง กก.ละ 9 บาท จนต้องมีการสร้างสถานการณ์ทำให้น้ำมันปาล์มขาดแคลน จนพี่น้องประชาชนชาวไทยต้องเข้าแถวซื้อน้ำมันปาล์มขวดในราคาที่สูงถึงลิตรละ 47 บาท (แต่ราคาในตลาดมืดสูงถึงลิตรละ 55 – 65 บาท) เกิดจากความผิดพลาดของการบริหารจัดการเรื่องปาล์มน้ำมันของรัฐบาลชุดก่อน

ปี 2554 ความซวยก็เกิดขึ้นกับชาวสวนปาล์มน้ำมันอีก เพราะวันที่ผมไปประชุมเกษตรกรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2554 ชาวสวนปาล์มน้ำมันจำนวนมากได้มาพบผม บอกว่าราคาผลปาล์มสดเริ่มต่ำลง จาก กก.ละ 5.50 บาท ในเดือนมิถุนายน ลดต่ำลงเหลือ 4.50 บาท ในช่วงเดือนกันยายน และในวันที่ 9 ตุลาคม 2554 ราคาลดลงเหลือ 3.90 บาท และมีแนวโน้มว่าราคาจะลดลงอีก

ปัญหาที่ราคาผลปาล์มน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่องขณะนี้ นอกเหนือจากการใช้น้ำมันไบโอดีเซลลดลงแล้ว สิ่งที่เป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยา คือ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันได้ทราบข่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้อนุมัติให้เอกชนรายใหญ่นำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาจากประเทศอินโดนีเซีย มาบรรจุขวดระบุยี่ห้อ “มิตร” โดยขายผ่านยี่ปั๊วในราคาขวดละ 35 บาท ขณะที่ราคาขายน้ำมันปาล์มขวดในประเทศในขณะนี้ลิตรละ 39 บาท การนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาบรรจุขวดเช่นนี้ โดยไม่ต้องเสียภาษี ถึงแม้การนำเข้าจะเป็นจำนวนไม่มากนักโดยกรมการค้าต่างประเทศ และบริษัทผู้นำเข้า บอกว่าเป็นการนำเข้าเพื่อทดลองตลาด การทดลองตลาดเช่นนี้เท่ากับว่าเป็นการทำลายอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มในประเทศให้ล่มจม หากยังให้ดำเนินการต่อไปก็เหมือนกับที่เอกชนผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหารสัตว์ที่ได้พยายามนำเข้าถั่วเหลืองมาจากต่างประเทศ โดยอ้างว่าราคาถูกกว่า จนปัจจุบันนี้การปลูกถั่วเหลืองในประเทศไทยเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว จากกระบวนการนำเข้าโดยความร่วมมือของพ่อค้า และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอาจเกิดปัญหากับปาล์มน้ำมันในประเทศไทยเช่นเดียวกัน

พี่น้องเกษตรกรไทยทั่วทั้งประเทศต่างก็ได้ประสบเคราะห์กรรมกับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทกภัยทั่วทุกจังหวัดต่างกันเพียงชั่วเวลาที่เกิดขึ้น ซึ่งอุทกภัยแต่ละครั้งได้ทำลายพื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างยับเยิน บางรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว บางรายต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาฟื้นฟูทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทำการประมงกันใหม่ ซึ่งไม่ทราบว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกนานเท่าไรจึงจะตั้งตัวได้ แต่ทุกคนก็ต้องยอมทนเพราะเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ แต่ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ โดยเฉพาะจากรัฐบาล ส่วนราชการ เอกชน และนักการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกร ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด และเจ็บช้ำน้ำใจสำหรับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง

ทฤษฎี 2 สูง คือ เพิ่มเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ เพิ่มราคาสินค้าให้แก่เกษตรกร อย่างที่มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเอกชนที่ประกอบธุรกิจทางด้านการเกษตรติดอันดับโลกได้นำเสนอต่อสังคมนั้น นับว่าเป็นนโยบายและแนวความคิดที่ดีมาก ซึ่งพวกเราชาวเกษตรให้การสนับสนุนในแนวความคิดนี้มาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติ ปรากฏว่า ผู้บริหารของบริษัทได้ดำเนินการสวนทางกับนโยบายและแนวความคิดดังกล่าวโดยมุ่งเน้นถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นสำคัญ เพื่อกำไรสูงสุด โดยพยายามที่จะนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์มมาจากต่างประเทศ โดยอ้างว่าราคาถูกกว่าวัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศ และสามารถทำได้ด้วย โดยความร่วมมือของส่วนราชการ นักการเมือง แล้วอย่างนี้จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศไทยสูงขึ้นได้อย่างไร

"กิตติรัตน์"ขอชูวิทย์ส่งข้อมูลข้าวต่างชาติสวมสิทธิจำนำ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 7 ต.ค. ว่า ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะรับจำนำกี่ตัน เพราะรัฐบาลเปิดโอกาสให้โรงสีที่ไม่ร่วมโครงการ สามารถตั้งโต๊ะซื้อข้าวเองได้ ส่วนที่มีคนประเมินว่าจะมีข้าวเข้าโครงการรับจำนำ 8-20 ล้านตันนั้น ก็เป็นตัวเลขที่สามารถพูดกันไป ทั้งนี้แม้ผลผลิตข้าวในปีนี้บางส่วนจะลดลงเนื่องจากน้ำท่วม แต่เชื่อว่าหลังน้ำลดแล้ง ผลผลิตจะกลับมาดีขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าในปีนี้จะมีข้าวออกมาราว 30 ล้านตัน ส่วนตัวเลขงบประมาณที่ตั้งไว้ 4.3 แสนล้านบาท ก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขสูงสุดที่หากชาวนานำข้าวทุกเม็ดมาจำนำกับรัฐบาลเท่านั้น เมื่อดำเนินการจริงอาจใช้งบไม่กี่หมื่นล้าน

ส่วนปัญหาเรื่องการนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย นำมาเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ได้ประสานให้นายชูวิทย์นำข้อมูลมาให้แล้วว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปตรวจสอบแล้วว่ามีปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ระบุว่า มี "เจ๊ ต." ที่มีสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองระดับชาติเป็นคนนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาสวมสิทธิเข้าโครงการรับจำนำข้าวนั้น ตนจะไม่พูดเรื่องชื่อย่อ ไม่ว่าเจ๊ ต. หรือใครก็ตาม รอให้รู้ชื่อจริง และข้อเท็จจริงก่อน จะมาเล่าให้ฟังทั้งหมด

มหันตภัย 4 สารพิษ...ฆ่าคน-แมลง-สิ่งแวดล้อม

23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ริมถนนราชดำเนินคลาคล่ำไปด้วยตัวแทนเกษตรกรกว่า 100 คน ที่เดินทางมาจาก 8 จังหวัด พวกเขาร่วมกันชูป้ายประท้วงต่อต้านการนำเข้ายาฆ่าแมลง 4 ตัวจากต่างประเทศ...

หลายคนสงสัยว่าสารเคมี 4 ตัวนี้ร้ายแรงอย่างไร ?

"ปมปริศนามาจากคนงานผมเอง แม่บ้านคนนี้ทำงานปกติดีทุกวัน ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีอยู่ช่วงหนึ่งขอลางานกลับบ้านนอกไปทำนา พอกลับมาเริ่มมีอาการหน้ามืดบ่อยๆ มึนๆ ผมเลยคุยสืบถามไปมา จนเริ่มสงสัยว่า เป็นเพราะยาฆ่าแมลงที่ใช้ในแปลงเกษตรหรือเปล่า เอามาอ่านดูถึงรู้ว่าชื่อคาร์โบฟูราน ผมเริ่มสนใจศึกษาอย่างละเอียด มันเป็นสารเคมีอันตรายมากนะ ทำลายต่อมหมวกไต ทำลายระบบสืบพันธุ์ และทำให้ดีเอ็นเอผิดปกติด้วย"

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น เล่าถึงความเป็นมาของการสร้าง "เครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีการเกษตร" แหล่งชุมนุมของกลุ่มแพทย์ นักวิจัย นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ ผู้ต่อต้านการใช้สารเคมีในแปลงเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มยาฆ่าแมลง

หมอปัตพงษ์อธิบายว่า เมืองไทยไม่เคยควบคุมการใช้สารเคมีเหล่านี้ ให้สิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษี ขายได้ทุกที่ ขายได้กับทุกคน ซื้อขายอย่างอิสรเสรี โฆษณาเกินจริงสุดๆ ทำให้ตัวเลขใช้สารกำจัดศัตรูพืชพุ่งสูงถึงปีละกว่า 118 ล้านกิโลกรัม มูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากปี 2540 กว่า 3 เท่า

ในจำนวนสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด 118 ล้านกิโลกรัม มีสารเคมีหลายตัวที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสารพิษฆ่าแมลง 4 ตัว ที่หลายประเทศประกาศห้ามใช้เด็ดขาด คือ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" แต่กลุ่มธุรกิจค้าสารเคมีข้ามชาติจากอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สามารถสั่งนำเข้ามาขายในไทยได้อย่างเสรี

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พ.ศ.2534 ยุโรปมีสารเคมีขึ้นทะเบียนอยู่ 1,000 กว่าตัว แต่หลังจากเปลี่ยนระบบขึ้นทะเบียนใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม ต้องมีรายงานพิษวิทยา การตรวจสารปนเปื้อนในพืชผักหรือผลผลิต การตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทำให้สารเคมีที่ผ่านมาตรฐานเหลือเพียงแค่ 250 ตัวเท่านั้น และในวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบเข้มเพิ่มเติม ให้รัดกุมเข้มข้นกว่าเดิม เพื่อคุ้มครองสุขภาพคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม

โดยระบุห้ามขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรที่มีลักษณะ 6 ประการคือ 1.ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ 2.ทำให้เป็นมะเร็งหรือเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ 3.มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ 4.ตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน 5.ตกค้างในสิ่งมีชีวิตได้ยาวนาน 6.ตกค้างในสิ่งมีชีวิตได้ยาวนานมาก

องค์การอนามัยโลกจําแนกระดับความพิษของสารเคมีเกษตรไว้ 4 ระดับคือ

(1a) ระดับมีอันตรายสูงมาก (Extremely hazardous)

(1b) ระดับอันตรายสูง (Highly hazardous)

(2) ระดับอันตรายปานกลาง (Moderately hazardous)

(3) ระดับอันตรายน้อย (Slightly hazardous)

(4) ระดับไม่น่าอันตราย (Unlikely to present a hazard in normal use)

เมื่อจัดกลุ่มของสารพิษทั้ง 4 ชนิดพบว่า "อีพีเอ็น" มีอันตรายสูงมากอยู่ในระดับ 1a ส่วน "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล และ ไดโครโตฟอส" จัดอยู่ในระดับ 1b

จากรายงาน "สรุปการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของอีพีเอ็น" โดย นพ.ประกิจ เชื้อชม รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ระบุว่า เนื่องจากอีพีเอ็นมีความเป็นพิษอันตรายสูงมาก คือ "หนึ่งเอ" (1a) อเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและพม่าห้ามใช้ในประเทศแล้ว แต่ไทยยังวางขายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่พิษร้ายทำให้คนสัมผัสปวดหัว อาเจียน ไอ และหยุดหายใจได้

งานวิจัยในสัตว์พบความผิดปกติในสมองหนู และระบบประสาทในไก่ แต่ดูเหมือนผู้เกี่ยวข้องในไทยยังไม่รับรู้อันตรายเพราะปี 2553 ยังอนุญาตให้บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งสั่งสารอีพีเอ็นจากเกาหลีมาขายในไทยจำนวน 1.5 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 53 ล้านบาท

รศ.ดร.ภญ.นาถธิดา วีระปรียากูร คณะเภสัชศาสตร์ ม.ขอนแก่น ทำรายงาน "สรุปการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของคาร์โบฟูราน (Carbofuran)" ว่า มีพิษต่อสัตว์และมนุษย์ เกษตรกรสัมผัสสารนี้จะมีอาการพิษเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ ปวดเกร็งท้อง เสียการทรงตัว หายใจลำบาก

ส่วนในสัตว์นั้นพบว่ามีพิษต่อตับและระบบสืบพันธุ์ของปลา และความผิดปกติในอสุจิหนู อเมริกาจึงสั่งห้ามใช้สารนี้ตั้งแต่ปี 2540 จากนั้นอีก 3 ปีอังกฤษสั่งห้ามใช้ในปี 2543 ส่วนไทยนั้นปี 2553 มีกลุ่มธุรกิจนำเข้าสารคาร์โบฟูรานจำนวน 5.3 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 149 ล้านบาทเข้ามาขายให้เกษตรกรทั่วประเทศ

ทีมนักวิชาการจากเครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีเกษตร ประกอบด้วย ม.ราชภัฏอุบลราชธานี ม.มหาสารคาม ม.ขอนแก่น และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ร่วมกันทดลองวิจัยในไทย พร้อมรายงานผลเบื้องต้นในหัวข้อ "ผลของสารคาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น และ เมโทมิล ที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพ" โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลจากห้องแล็บและแปลงทดลองคะน้าทั้งหมด 39 แปลงใน จ.อุบลราชธานี

ผลปรากฏว่า สารเคมีทั้ง 4 ชนิดมีพิษหรือฆ่าแมลงหมดเกลี้ยง ทั้งหนอนกระทู้ผักและหนอนใยผักที่เป็นตัวทำลายผักคะน้า ขณะเดียวกันก็ฆ่า "แตนเบียน" ที่เป็นแมลงมีประโยชน์ในการคุมหนอน 2 ชนิดแรกเช่นกัน ทำให้เสียสมดุลของระบบนิเวศ

ล่าสุดทีมงานนักวิชาการข้างต้นกำลังศึกษาการตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งดินและน้ำ แต่ระหว่างรอผลวิจัยนั้น ได้เสนอแนะในข้อสรุปว่า ประเทศไทยควรยกเลิกการนำเข้าและจำหน่ายสารพิษทั้ง 4 ชนิด และส่งเสริมให้ปลูกผักแบบอินทรีย์เพื่อสุขภาพของเกษตรกร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และรักษาสิ่งแวดล้อม

"ในต่างประเทศรู้มานานแล้วว่า 4 ตัวนี้มีพิษร้ายแรง งานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกยืนยันถึงอันตรายทั้งต่อเกษตรกรที่เป็นคนฉีดพ่น และปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมยาวนาน ทำลายวงจรชีวิตแมลงดีๆ และตกค้างในข้าวพืชผักที่มนุษย์กินเข้าไป ฯลฯ เป็นโอกาสดีที่กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบใหม่ กำหนดให้หลังวันที่ 22 สิงหาคม 2554 บริษัทที่จะนำเข้าสารเหล่านี้ต้องมาขอขึ้นทะเบียนใหม่หมด เครือข่ายหวังว่าหน่วยงานรัฐจะไม่อนุญาตให้นำเข้าสาร 4 ตัวนี้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน บริษัทพวกนี้ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการขายสารพิษให้เกษตรกรไทย" นพ.ปัตพงษ์ กล่าวยืนยันทิ้งท้าย

เกษตรกรประท้วง..จี้ยุติการขึ้นทะเบียนสารพิษฆ่าแมลง 4 ชนิด

เครือข่ายเกษตรกร 8 จังหวัด ฮือประท้วงหน้า ก.เกษตรฯ จี้ยุติการขึ้นทะเบียนสารพิษฆ่าแมลงต้องห้าม 4 ชนิด หวั่นกระทบต่อสุขภาพและการส่งออก พร้อมให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลบริษัทสารเคมีข้ามชาติ

หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอข้อมูลบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งต่างชาติและไทย พยายามยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนนำเข้ายาฆ่าแมลงพิษร้ายแรงที่หลายประเทศทั่ว โลกห้ามใช้ 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล, ไดโครโตฟอส และ อีพีเอ็น" นั้น ล่าสุดตัวแทนกลุ่มเกษตรกรพยายามกดดันไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนสารพิษร้ายแรง ทั้ง 4 ชนิดข้างต้น

จากที่กฎหมายกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป สารเคมีเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ ที่เคยขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการ จะถูกยกเลิก พร้อมให้ขึ้นทะเบียนใหม่ จะกำหนดระเบียบให้เข้มงวดกว่าเดิมนั้น "คม ชัด ลึก" ได้รับข้อมูลว่า มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 3 แห่ง และบริษัทไทย 1 แห่ง มาขอขึ้นทะเบียนสารฆ่าแมลงพิษร้าย 4 ชนิดข้างต้นแล้ว 30 รายการ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาเอกสาร ล่าสุดตัวแทนเกษตรกรจาก 8 จังหวัด เดินทางมาเรียกร้องให้หยุดการขึ้นทะเบียนของบริษัทดังกล่าว

เวลา 10.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกจาก 8 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และสงขลา กว่า 100 คน มาชูป้ายประท้วงที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีการปราศรัยให้หยุดขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรอันตราย 4 ชนิด เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค

เนื้อหาป้ายประท้วงแสดงให้เห็นว่า หลายประเทศในยุโรป อเมริกา ห้ามใช้สารพิษทั้ง 4 ตัวนี้แล้ว แต่ทำไมประเทศไทยยังไม่ห้ามอย่างเด็ดขาด เช่น " ผักไทยอาบยาพิษ คนกินตาย คนขายเคมีรวย" "อียูไม่เอาผักไทย เพราะสารเคมีปนเปื้อน" "เบื้องลึกยาฆ่าแมลง อียูแบนผักไทย 22 ชนิด" "ไทยปล่อยให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีมาฆ่าประชาชน!" และ "ปลาตาย เกษตรตาย ผู้บริโภคตาย ใครรับเงินใต้โต๊ะ ?" ฯลฯ

ตัวแทนเกษตรกรผลัดกันขึ้นรถปราศรัย ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของสารพิษเหล่านี้ และย้ำว่า เกษตรกรหลายคนที่เคยใช้นั้น ได้รับผลข้างเคียงต่อระบบประสาทและทางเดินหายใจ ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ เพราะมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดมะเร็งและทำลายระบบสืบพันธุ์ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ห้ามใช้แล้ว ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า ฯลฯ

ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญผู้ประท้วงทั้งหมดขึ้นไปยังห้องประชุมชั้น 2 หลังจากนั้น นายสุรกิจ ลิ้มสิทธิกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตัวแทนนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มารับจดหมายข้อเรียกร้องจากเครือข่าย

นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า มีผู้ปราถนาดีให้ข้อมูลว่า กรมวิชาการเกษตรกำลังจะอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้าย แรงอย่างน้อย 3 ชนิด คือ "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล และ ไดโครโตฟอส" ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกห้ามใช้ โดยผ่านการพิจารณาไปแล้วสองขั้นตอน คือขั้นตอนที่หนึ่ง การทดลองเบื้องต้น เพื่อดูข้อมูลพิษเฉียบพลันและพิษตกค้าง และขั้นตอนที่สอง การทดลองใช้ชั่วคราว เพื่อทราบข้อมูลพิษระยะปานกลางและเรื้อรังรวมถึงพิษตกค้าง เหลือเพียงการพิจารณาขั้นสุดท้ายคือขั้นตอนที่สาม เป็นการประเมินผลเพื่อจะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยคณะกรรมการจากกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีการอนุญาตให้ผ่านในเร็วๆ และหากมีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจริง จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ของไทยไปต่างประเทศ เพราะอียูเคยตรวจพบสารเหล่านี้ในผักของไทยหลายชนิด และสั่งให้ยกเลิกการนำเข้าไปแล้ว

"ในจดหมายเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ยุติการนำเข้าและขึ้นทะเบียนสารเคมีทั้ง 4 ตัวนี้ เพราะมีเอกสารวิชาการและงานวิจัยจากแพทย์ยืนยันถึงอันตรายชัดเจน 2.ให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลที่มาขอยื่นทะเบียนสำหรับสาร 4 ตัวนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกิดพิษระยะสั้นและระยะยาว และให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาขึ้นทะเบียน เพื่อความโปร่งใส ให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบได้ และข้อสุดท้าย ให้ควบคุมการโฆษณาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้เกษตรกรเป็นเหยื่อโฆษณาเกินจริง เราจะให้เวลาหนึ่งเดือน ถ้ายังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะระดมเครือข่ายเกษตรกรมากดดันอีกครั้ง" ตัวแทนเกษตรกร กล่าว

นาย สุรกิจ ตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ได้รับหนังสือเรียกร้องจากเครือข่าย พร้อมกล่าวว่า จะเร่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากขึ้นทะเบียนไปแล้วจะยุ่งยากในการยกเลิก และขอพูดในนามของท่านรัฐมนตรีว่า ไม่มีโครงการจะสนับสนุนการใช้สารเคมีในการเกษตร หากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เช่น เกษตรอินทรีย์ แต่ต้องพิจารณาว่า หากยกเลิก 3 ตัวนี้ไปแล้วจะสามารถใช้ตัวอื่นแทนได้หรือไม่ ส่วนเรื่องการให้เปิดเผยข้อมูลเอกสารการขอขึ้นทะเบียนจากบริษัทเอกชนนั้น ต้องดูว่าจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลทางการค้าหรือไม่

ลุงบุญสม มาดขาว เกษตรกรจากยโสธร เล่าว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เคยปลูกไร่อ้อยและมีแปลงผัก ทั้งกะหล่ำ ถั่วฝักยาว และแตงกวา ด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทั้ง "คาร์โบฟูราน" และ "เมโทมิล" เมื่อใช้ไปประมาณ 10 ปี เริ่มมีอาการปวดหัว ตาลอย วิงเวียน เป็นไข้บ่อย ส่วนภรรยาเป็นเนื้องอกในมดลูกด้วย จึงตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด หันมากำจัดแมลงโดยวิธีธรรมชาติ อาการเจ็บป่วยต่างๆ หายไป อยากแนะนำให้เกษตรกรเลิกใช้ เพราะมันมีพิษต่อตัวเองและยังตกค้างในพืชผักที่ขายให้คนอื่นกินด้วย

เล่ห์บ.เคมีฝรั่งตีทะเบียน 3 พิิษขายเกษตรไทย

บริษัทเคมีข้ามชาติดอดขอขึ้นทะเบียนสารพิษ 3 ตัว อเมริกาห้ามใช้แต่ผลิตส่งขายไทย เอ็นจีโอโวยขอดูเอกสารยืนยันความปลอดภัย สำนักควบคุมฯ แจงรอผลพิษวิทยา 30 รายการ

หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอข้อมูลบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งต่างชาติและไทย พยายามยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนนำเข้ายาฆ่าแมลงพิษร้ายแรงที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" นั้น

ล่าสุดพบว่า มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 3 แห่ง และบริษัทไทย 1 แห่ง มาขอขึ้นทะเบียนแล้ว ขณะที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรยืนยันว่ายังไม่ได้ออกใบอนุญาตให้นำเข้าสารทั้ง 4 ตัวแม้จะมีการยื่นขอถึง 30 รายการ

ตามที่กฎหมายกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป สารเคมีเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ ที่เคยขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการจะถูกยกเลิก พร้อมให้ขึ้นทะเบียนใหม่โดยกรมวิชาการเกษตรกำหนดระเบียบและวิธีการใหม่เข้มงวดกว่าเดิม หากสารเคมีตัวใดยังไม่ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนใหม่ ห้ามนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่ม แต่ให้ขายได้เฉพาะสินค้าคงเหลืออยู่ในประเทศไทยเท่านั้น โดยเฉพาะสารเคมีพิษร้าย 4 ชนิด

"คม ชัด ลึก" ได้รับแจ้งว่ามีบริษัทข้ามชาติจาก 2 ประเทศคือ อเมริกาและไต้หวัน รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจเคมีเกษตรของไทย 1 แห่ง พยายามยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนสารเคมีพิษ 3 ชนิดจาก 4 ชนิดที่เฝ้าระวัง โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 บริษัทข้ามชาติจากอเมริกา 1 แห่ง ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียน คาร์โบฟูราน (carbofuran) สูตร 3 เปอร์เซ็นต์จีอาร์ (3% GR) พร้อมแจ้งว่ามีแหล่งผลิตจากอเมริกา เมื่อปี 2551 บริษัทเดียวกันนี้นำเข้าคาร์โบฟูรานมาขายในไทย 7 แสนกิโลกรัม มูลค่าไม่ต่ำกว่า 17 ล้านบาท นอกจากนี้เดือนกรกฎาคม 2554 บริษัทจากอเมริกาอีกแห่งหนึ่ง ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียน เมโทมิล (methomyl) สูตร 40 เปอร์เซ็นต์ (40% SP) แหล่งผลิตจากอเมริกาและอินโดนีเซีย

ขณะที่บริษัทใหญ่ของไทยแห่งหนึ่งยื่นเรื่องขอนำเข้าเมโทมิลเช่นเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน โดยแจ้งว่าแหล่งผลิตอยู่ในจีน ส่วนสารเคมีพิษร้าย "ไดโครโตฟอส" ที่มีโครงสร้างสารเคมีคล้ายกับโมโนโครโตฟอส (Monocrotophos) ซึ่งถูกห้ามใช้แล้วทั่วโลก และในประเทศไทยได้สั่งห้ามเข้าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะมีพิษรุนแรงทำให้ปวดศีรษะน้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อชักกระตุก และทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วนั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทข้ามชาติจากไต้หวันแห่งหนึ่ง ยื่นขอขึ้นทะเบียนเพื่อนำเข้าไดโครโตฟอส สูตร 33 เปอร์เซ็นต์ (33% W/V SL) โดยแจ้งแหล่งผลิตจากไต้หวัน

ด้าน วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ตัวแทนเครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีเกษตร กล่าวว่า หากมีบริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติจากอเมริกาพยายามนำเข้าหรือขอขึ้นทะเบียนสารพิษ "คาร์โบฟูราน" ทางกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีอำนาจในการอนุญาตควรเปิดเผยข้อมูลด้านพิษวิทยาทั้งหมด

เนื่องจากสารตัวนี้ถูกห้ามใช้ในอเมริกาและสหภาพยุโรปมาหลายปีแล้ว และยังมีข้อกำหนดด้วยว่าห้ามผักหรือพืชผลที่ตรวจพบสารตัวนี้ตกค้างเข้าไปขายด้วย เกษตรกรไทยเคยได้รับผลกระทบแล้วจากการที่ยุโรประงับการนำเข้าพืชผักจากประเทศไทย เพราะตรวจพบสารตกค้างเป็นยาฆ่าแมลงคาร์โบฟูรานและเมโทมิล

"อาจมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ทำไมอเมริกาห้ามใช้ แต่ส่งออกมาขายให้ไทย ตามระเบียบใหม่แล้ว การขอขึ้นทะเบียนต้องมีเอกสารวิชาการ และรายการข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษจากห้องแล็บที่ได้รับรองมาตรฐานจีแอลพี (Good Labboratory Practice : GLP) และผ่านการยืนยันถือเป็นเอกสารระหว่างประเทศ หากกรมวิชาการเกษตรบริสุทธิ์ใจจริง ก็ควรเปิดเผยเอกสารยืนยันความปลอดภัยออกมาให้ประชาชนรับรู้" นายวิฑูรย์กล่าว

นายธีระ รัตนพันธุ์ ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดมีบริษัททั้งของไทยและต่างชาติมายื่นขอขึ้นทะเบียนนำเข้าสารเคมีเกษตร 4 ชนิดข้างต้นจริง พบรายงานแล้ว 30 รายการ แบ่งเป็น "เมโทมิล" 16 รายการ "คาร์โบฟูราน" 9 รายการ และ "ไดโครโตฟอส" 5 รายการ ส่วน "อีพีเอ็น" ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดของบริษัทที่มายื่นเรื่องนั้นยังเปิดเผยไม่ได้ แต่ 30 รายการนั้นอาจมีบางบริษัทที่ยื่นขอหลายรายการ ส่วนขั้นตอนกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

"ต้องประเมินข้อมูลด้านพิษวิทยา ทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรัง ว่าปลอดภัยต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เอกสารทั้งหมดต้องส่งให้คณะอนุกรรมการอีกหนึ่งชุดพิจารณาก่อนอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ เท่าที่เห็นข้อมูลล่าสุดยังไม่เห็นว่า 4 ตัวนี้ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียน เชื่อว่าอยู่ระหว่างการดูเอกสารด้านพิษวิทยา หรือในขั้นตอนของแปลงทดลอง และยังต้องผ่านคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังด้วย เพราะทั้ง 4 ตัวอยู่ในบัญชีวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง 10 ชนิด" ผอ.ธีระกล่าว

เว็บไซต์กรมวิชาการเกษตรระบุรายชื่อวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง 10 ชนิดคือ 1.คาร์โบฟูราน (carbofuran) 2.ไดโครโตฟอส (dicrotophos) 3 เมโทมิล (methomyl) 4.อีพีเอ็น (EPN) 5.บลาสติซิดิน เอส (blasticidin-SX) 6.อีโธโปรฟอส (ethoprofos) 7.โฟรมีทาเนต (fromethanate) 8.เมทิดาไธออน (methidathion) 9.อัลดิคาร์บ (aldicarb)10.อ๊อกซามิล (oxamyl)

ส่วน "คณะอนุกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร" ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร, ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร, ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, หัวหน้ากลุ่มกีฏและสัตววิทยา, หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัชพืช ฯลฯ

ทั้งนี้ ข้อมูลการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปี 2553 นั้น มีกลุ่มบริษัทนำเข้าสารพิษร้าย 4 ชนิดข้างต้นพุ่งสูงถึงกว่า 7 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็น "คาร์โบฟูราน" มากถึง 5.3 ล้านกิโลกรัม เพื่อฉีดพ่นในนาข้าว แปลงข้าวโพด ถั่วฝักยาว แตงกวา ส้ม ส่วน "เมโทมิล" มีการนำเข้า 1.5 ล้านกิโลกรัม นิยมฉีดในแปลงส้มเขียวหวาน องุ่น ลำไย กะหล่ำปลี หัวหอม มะเขือเทศ "ไดโครโตฟอส" การนำเข้าในปี 2553 ถึง 3.7 แสนกิโลกรัม นิยมใช้กำจัดแมลงปากดูด ในแปลงปลูกข้าว กาแฟ ถั่วฝักยาก ผักกาด คะน้า อ้อย ฯลฯ และ "อีพีเอ็น" (EPN) นำเข้า 1.4 แสนกิโลกรัม นิยมใช้กำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย แมลงดำหนาม หนอนชอนใบ

จี้รัฐห้ามสารพิษฆ่าแมลง 4 ชนิด

แฉ ! การตลาดใต้ดินขายสารพิษเกษตร เอ็นจีโอจี้รัฐห้ามขึ้นทะเบียนยาฆ่าแมลง 4 ชนิด จี้ออกก.ม.เอาผิดบริษัทขายสารเคมีพิษมอมเมาเกษตรกร หวั่นใช้เยอะทำแมลงดื้อยาส่งผลถึงคนกินผัก ประธานฯรับขาดเจ้าภาพควบคุมยาฆ่าแมลง

หลังจาก "คม ชัด ลึก" เสนอข้อมูลกลุ่มบริษัทขายยาฆ่าแมลง ที่ใช้กลยุทธ์การขายแบบลดแลกแจกแถม และสะสมแต้มแลกของรางวัล เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเกษตรกรตกเป็นเหยื่อทั่วประเทศ ส่งผลให้สินค้าขายดีจนตัวเลขการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชพุ่งสูงขึ้นทุกปี เฉพาะปี 2553 มีมูลค่าสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ล่าสุดนักธุรกิจรายหนึ่งออกมายอมรับว่า เคยขายยาฆ่าแมลงอันตราย 4 ชนิดที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้แล้ว พร้อมเปิดเผยเทคนิคการตลาดใต้ดิน ขณะที่เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคต่อต้านการอนุญาตนำเข้าสารพิษร้ายแรง หวั่นแมลงดื้อยาส่งผลถึงผู้บริโภค

นักธุรกิจเจ้าของบริษัทนำเข้าสารเคมีเกษตรรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะยาฆ่าแมลงเนื่องจากผู้ผลิตและจำหน่ายนั้นไม่ได้มีแค่กลุ่มถูกกฎหมายเท่านั้น ยังมีกลุ่มขายใต้ดินที่ไม่ต้องลงทุนด้านการตลาด ขายสินค้าไม่มีใบอนุญาต เพียงแต่ใช้เซลส์แมนหรือพนักงานขายเดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน พูดคุยกับชาวไร่ชาวนาโดยตรง ซึ่งขบวนการขายยาฆ่าแมลงใต้ดินเหล่านี้มีหลายกลุ่ม ที่น่าเป็นห่วงคือการแนะนำให้ชาวบ้านซื้อสารเคมีพิษร้ายแรงโดยข้างกล่องหรือขวดไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่มีวิธีใช้หรือปริมาณผสมที่ถูกต้อง เสี่ยงต่อการใช้ผิดประเภท เช่น ฆ่าแมลงต่างชนิด หรือเหมาะกับใช้ในไร่นาแต่นำไปใช้ในแปลงปลูกผัก ฯลฯ

ปัญหาสารเคมีพิษร้าย 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" ที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ แต่ประเทศไทยนำเข้าถึง 7 ล้านกิโลกรัมในแต่ละปีนั้น นักธุรกิจข้างต้นยอมรับว่า เคยสั่งบางตัวเข้ามาขายด้วย เนื่องจากกำจัดศัตรูพืชได้ผลชะงัดแมลงหายหมด ร้านค้าชอบสั่งซื้อไปขาย แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีจะยิ่งส่งผลอันตราย เช่น "ไดโครโตฟอส"

เมื่อศึกษาสารเคมีชนิดนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่าสารตั้งต้นมีโครงสร้างสารเคมีคล้ายกับ โมโนโครโตฟอส (Monocrotophos) ซึ่งถูกห้ามใช้ทั่วโลกและในประเทศไทยตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพราะออกฤทธิ์รุนแรงต่อร่างกาย ทำให้วิงเวียนศีรษะ น้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อกระตุก ชักตัวเขียวและหยุดหายใจได้ทันที เมื่อสารเหล่านี้มีพิษร้ายแรงก็ยิ่งเป็นที่นิยม เพราะฆ่าแมลงในไร่นาได้ผลชะงัด

"พวกเซลส์แมนจะเอาสินค้าไปโฆษณาว่าใช้ดี ออกใหม่ดีกว่ายี่ห้อเดิม ได้ผลทันใจ ราคาไม่แพง พอขายหมดก็ออกจากหมู่บ้านไป แต่พอถึงฤดูใช้จริงอาจไม่ได้ผล เพราะใช้กับแมลงผิดประเภท เกษตรกรไม่รู้เรื่อง ฉีดใส่เยอะๆ ในแปลงผัก ไม่กี่อาทิตย์เก็บขาย สารเคมียังตกค้างอยู่มาก ใครกินเข้าไปก็อันตราย พิษร้ายสะสมในร่างกาย ตอนนี้ผมตัดปัญหาไม่ขอขึ้นทะเบียนสาร 4 ชนิดนี้แล้ว และไม่สั่งเข้ามาขายด้วย" นักธุรกิจข้างต้นกล่าว

นางพุทธิณา นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า กฎหมายกำหนดให้ภายหลังวันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เคยขอขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการจะถูกยกเลิก หากตัวใดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนใหม่ก็ห้ามนำเข้าประเทศนั้น ส่วนตัวเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่กรมวิชาการเกษตรจะต้องกำหนดระเบียบและวิธีการใหม่ให้รัดกุมกว่าเดิม นอกจากนี้ยังต้องออกมาตรการป้องกันไม่ให้มีการโฆษณาขายสารเคมีพิษอย่างเสรีเหมือนที่ผ่านมา

"ไทยใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะ 1.ภาครัฐขาดมาตรการควบคุมดูแลการขายสารพิษเหล่านี้ 2. เกษตรกรมีพฤติกรรมชอบเสี่ยงโชค ชอบของถูกของแถม รางวัลต่างๆ การจัดเลี้ยงฟรี นอกจากนี้ยังเชื่อเพื่อน เชื่อร้านค้า อยากลองของใหม่ๆ 3.เมื่อฉีดพ่นสารเคมีแล้วต้องการเห็นผลทันทีทันใด ไม่ค่อยศึกษาวิธีใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง 4.สารกำจัดศัตรูพืชมีชื่อสามัญจำยากและชื่อการค้าจำนวนมากทำให้เกิดความสับสน ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องจริงจังว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ควรมีการออกกฎหมายเอาผิดสินค้าโฆษณาเกินจริง" นางพุทธิณากล่าว

สอดคล้องกับ ภญ.รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจกับกลุ่มธุรกิจขายสารเคมีเกษตรใช้กลยุทธ์การขาย และการโฆษณาเกินจริงหลอกลวงชาวไร่ชาวนา ให้ใช้ยาฆ่าแมลงผิดวิธีและใช้เกินความจำเป็น ที่น่าเป็นห่วงคือมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างผิดวิธี ทำให้แมลงในแปลงเกษตรเกิดการกลายพันธุ์หรือดื้อยา

เมื่อยาฆ่าแมลงตัวเดิมไม่ได้ผล ต้องใช้ตัวใหม่ที่มีพิษร้ายแรงขึ้น สารพิษเหล่านี้ก็จะตกค้างในสิ่งแวดล้อมและในพืชผลที่ผู้บริโภคซื้อมากิน จึงอยากขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรีบหามาตรการดูแล หรือออกกฎหมายห้ามค้าขายสารเคมีเกษตรได้เสรีเหมือนที่ผ่านมา ส่วนปัญหาสารเคมีพิษร้ายแรง 4 ชนิดที่พยายามขอขึ้นทะเบียนตามระเบียบใหม่นั้น ไม่ควรให้ขึ้นทะเบียนเด็ดขาดเพราะต่างประเทศห้ามใช้กันแล้ว หากอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ กรมวิชาการเกษตรต้องเปิดเผยข้อมูลเอกสารด้านพิษวิทยา และการทดลองความปลอดภัยอย่างละเอียดด้วย เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบได้ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการประสานนโยบายและแผนการดำเนินการว่าด้วยการจัดการสารเคมี กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีเจ้าภาพดูแลปัญหาสารเคมีเกษตรโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องโฆษณาเกินจริงหรือกลยุทธ์ส่งเสริมการขายมอมเมาชาวบ้าน เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะคุมอยู่ เช่น สารเคมีหรือวัตถุอันตรายเกี่ยวกับอาหารและยารักษาโรคจะอยู่ภายใต้สำนักคณะกรรมการอาหารและยา หากเป็นสารเคมีอันตรายที่ใช้ในโรงงานจะอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม หากเป็นสารวัตถุอันตรายเกี่ยวกับอาวุธ หน่วยงานของกระทรวงกลาโหมดูแล ส่วนสารเคมีเกษตรนั้นยังตกลงกันไม่ได้ว่า ในข้อเท็จจริงจะให้ใครดูแล เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคโดยตรง

"คุยกันมาหลายปีแล้วยังไม่ลงตัว หากเป็นไปได้อยากทำแบบต่างประเทศ คือมีหน่วยงานกลางดูแลโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีหรือวัตถุอันตรายประเภทใดก็ตาม ให้ผ่านหน่วยงานกลางเดียวกัน เพื่อให้ทำงานเป็นเอกภาพ การบังคับใช้กฎหมายก็จะได้ผลมากกว่าในปัจจุบัน" นพ.สุวิทย์กล่าวแนะนำ