ข่าวสด

กรมชลแย้มแผนสู้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมชลประทานว่า กรมได้จัดทำแผนดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยปี 2555 วงเงินประมาณ 11,000 ล้านบาท ภายใต้แผนป้องกันบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วนวงเงิน 17,000 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี พ.ศ. 2555-2556 ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ประกอบด้วยงาน 4 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 การป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำ ส่วนที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกแม่น้ำและทะเล ส่วนที่ 3 ระบบเสริมป้องกันน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรมและชุมชน 23 แห่ง และส่วนที่ 4 งานเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย 2 แห่ง

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 3 ก.พ.เตรียมเสนอแผนบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี 2555 ต่อที่ประชุมกยน. และยังกำชับกรมชลประทานกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อรับน้ำ ให้เสร็จภายในเดือนก.พ.จากที่กยน.มอบหมายให้เสร็จในเดือนมี.ค.นี้

พิษรับจำนำดันก๋วยเตี๋ยวจ่อขึ้นราคา โรงสีบี้รัฐยกเลิกสต๊อกข้าวหัก-ขาดวัตถุดิบผลิตเส้น

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในเชิญกลุ่มที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว ทั้งสมาคมชาวนา กลุ่มผู้ส่งออก กลุ่มผู้ประกอบการข้าวถุง ร่วมหารือ ถึงโครงการรับจำนำข้าวนาปรังที่จะเริ่มในวันที่ 1 มี.ค. 2555 เพื่อหาข้อสรุปถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวนาปรัง หากได้ข้อยุติแล้วทางกรมจะเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อออกประกาศให้ชาวนาได้เตรียมความพร้อมที่จะนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำข้าวนาปรังของรัฐบาล

ทั้งนี้ เบื้องต้นหลักเกณฑ์การรับจำนำคงเป็นหลักเกณฑ์เดิมเหมือนการรับจำนำข้าวนาปี ทั้งการเปิดรับสมัครโรงสี การวางเงินค้ำประกัน เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ภาครัฐ โดยคาดว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปรังประมาณ 8-9 ล้านตัน ซึ่งโครงการจะสิ้นสุดภายในเดือนมิ.ย.2555 ส่วนราคารับจำนำข้าวนาปรังคาดว่าคงเป็นราคาเดียวกับการจำนำข้าวนาปี และตัวเลขล่าสุดข้าวที่เข้าโครงการรับจำนำข้าวนาปีมีประมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก และเมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่าจะมีข้าวเข้าโครงการเพิ่มอีก 5 แสนตัน

ด้านนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในการรับจำนำข้าวนาปรัง ทางสมาคมต้องการให้ยกเลิกนโยบายการรับจำนำทุกเม็ด โดยเปลี่ยนเป็นกำหนดวงเงินรับจำนำที่ครัวเรือนละ 500,000 บาท หรือครัวเรือนละไม่เกิน 50 ไร่ เนื่องจากจะง่ายต่อการป้องกันการสวมสิทธิ์และชาวนาส่วนใหญ่มีที่นาไม่เกิน 50 ไร่ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30-40 ไร่

นายบรรจง ตั้งจิตวัฒนากุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมจะเสนอให้ยกเลิกการส่งมอบข้าวหัก เนื่องจากทำให้ราคาบิดเบือน โดยขอให้นำส่งเฉพาะข้าวสภาพดี และจะเสนอปรับลดราคาข้าวขาว 5% จากตันละ 15,000 บาท เหลือตันละ 14,000 บาท ส่วนข้าวขาว 100% ให้คงไว้ที่ราคาตันละ 15,000 บาท เพื่อให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้

รายงานข่าวจากวงการโรงสีข้าวเปิดเผยว่า ทางสมาคมโรงสีข้าวไทยจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณายกเลิกการส่งมอบข้าวหักในโครงการรับจำนำ เพราะทำให้ราคาข้าวหักเพิ่มสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 12 บาท เป็น 15 บาท ใกล้เคียงกับราคาต้นข้าว ทำให้ผู้ประกอบการโรงแป้ง อาหารสัตว์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยผู้ประกอบการหันไปซื้อต้นข้าวมาบดทำแป้งแทนข้าวหัก หากปล่อยให้ราคาข้าวหักสูงขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงแป้ง และจะทำให้เส้นก๋วยเตี๋ยวมีราคาสูงขึ้นตามมาอย่างแน่นอนตามต้นทุนที่สูงขึ้น

"การที่ภาครัฐกำหนดให้โรงสีต้องส่งมอบข้าวหักให้ภาครัฐ ทำให้ข้าวหักขาดตลาด ผู้ประกอบการไม่มีข้าวหักมาผลิตเป็นแป้ง เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด จึงขอให้ยกเลิกเงื่อนไขนี้ให้ส่งมอบเฉพาะต้นข้าวเท่านั้น ส่วนข้าวหักให้เป็นไปตามราคาตลาด"รายงานระบุ

เผยโฉม10ยอดพันธุ์ข้าว งานเกษตรมหัศจรรย์ 2012

ข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่เป็นพืชหลักของการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนสินค้าทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

การปรับปรุงและคงไว้ซึ่งสายพันธุ์ข้าว มีหลายหน่วยงานเห็นความสำคัญ คิดค้น ศึกษาและวิจัย รวมทั้งพัฒนาสายพันธุ์ข้าว และรักษาสายพันธุ์แท้ให้คงอยู่

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ในเครือบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งานหลักในการจัดงาน "เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012" วันที่ 22-26 ก.พ.2555 ที่ห้องเอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค

ประเด็นหลักของงานมุ่งไปที่ "ข้าวของพ่อ วิถีพอเพียง" ซึ่งนำสายพันธุ์ข้าวจำนวน 84 สายพันธุ์ที่หายากจัดแสดงให้ชม และเกือบทุกสายพันธุ์มีหุงให้ชิม

ขอยกตัวอย่าง 10 สุดยอดพันธุ์ข้าวที่นำมาจัดแสดงให้ชมและชิม เรียกน้ำย่อยก่อนถึงวันงาน

1.ข้าวสังข์หยด

เป็นข้าวที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศรับรองตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2549 ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์พันธุ์แรกของประเทศไทย (จีไอ)

มีชื่อเต็มว่า "ข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง"

เป็นข้าวต้นสูง กอตั้ง แตกกอปานกลาง ใบสีเขียว มีขนบนแผ่นใบ ข้าวเปลือกสีฟาง ขนาดเมล็ด 9.35 มิลลิเมตร กว้าง 2.13 มิลลิเมตร หนา 1.75 มิลลิเมตร จัดเป็นข้าวเจ้านาสวน ถิ่นกำเนิดอยู่ในจังหวัดพัทลุง

มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ คือ มีกากใยอาหารสูง จึงมีประโยชน์ในการชะลอความแก่

นอกจากนี้ มีโปรตีน ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันโรคความจำเสื่อม และยังมีสารแอนติออกซิแดนต์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง

ลักษณะเด่นคือ เมล็ดเล็ก เรียว ท้ายงอน เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีแดงถึงแดงเข้ม เมื่อหุงสุกแล้วเมล็ดข้าวจะนุ่ม และจับตัวกันคล้ายข้าวเหนียว

วิธีการหุง ให้ซาวข้าวเบาๆ โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของข้าว เติมน้ำให้ท่วมข้าว สูง 1 ข้อนิ้ว

เมื่อข้าวสุกทิ้งไว้ให้ข้าวระอุ ประมาณ 5-10 นาที หากต้องการให้ข้าวแข็งหรือนุ่ม ลดหรือเพิ่มน้ำได้ตามความชอบ

2.ข้าวลืมผัว

เป็นข้าวไร่ที่เป็นข้าวเหนียวนาปีของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 650 เมตร ก่อนพัฒนาและคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์โดยศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก สถาบันวิจัยข้าว และศูนย์วิจัยข้าวแพร่

ได้รับขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2552 ขณะนี้ อยู่ในโครงการนำร่องอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวเพื่อใช้ประโยชน์ ของสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

ข้าวลืมผัวมีต้นสูงประมาณ 137 เซนติเมตร มีสีเปลือกหุ้มเมล็ดเปลี่ยนไปตามระยะการเจริญเติบโตของเมล็ด เยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีม่วงดำ ที่เรียกว่า ข้าวเหนียวดำ หรือข้าวก่ำ เป็นข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบๆ

การบริโภค ทำได้ทั้งแบบข้าวเหนียวนึ่งกินกับอาหาร ผสมข้าวต้มทำให้มีสีม่วงอ่อนสวยงาม ทำเป็นขนมแบบข้าวเหนียวเปียก ทำเป็นชาข้าวคั่วแบบเพิร์ล บาร์เลย์ หรือเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์หรือปราศจากแอลกอฮอล์ จะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม

คุณค่าทางโภชนาการคือมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ป้องกันการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีกรดไขมันช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและช่วยความจำ มีโอเมก้า-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มี โอเมก้า-9 ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

จำนำมันได้ผลราคาแตะ2.40บาท

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมพร้อมในการรับจำนำมันสำปะหลังปี 2554/2555 ว่า สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 600 ราย ให้การสนับสนุนโครงการรับจำนำที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการยืนยันว่าราคารับจำนำที่ภาครัฐได้ประกาศออกไปที่กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 2.75 บาทนั้น เป็นราคาที่รับได้ และพร้อมที่จะรับซื้อมันจากเกษตรกรในราคาดังกล่าว และจะเพิ่มขึ้นทุก 5 สตางค์ จนสิ้นสุดโครงการในเดือนพ.ค.2555 โดยคาดว่าจะมีมันเข้าสู่โครงการประมาณ 10 ล้านตัน และขณะนี้มีเกษตรกรเริ่มทยอยนำมันเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีลานมัน โรงแป้งทยอยเข้าโครงการแล้ว 400 รายจากทั้งหมด 700 กว่าราย และคาดว่าจะเข้ามาร่วมโครงการเรื่อยๆ

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า หลังรัฐบาลได้ประกาศให้มีโครงการรับจำนำเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทั่วไปของมันสำปะหลังมีราคาสูงขึ้นจาก 2.10 บาทต่อก.ก. เป็น 2.40 บาท เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ชะลอการขายมันออกไปเพื่อรอราคารับจำนำของรัฐบาล

พณ.ปัดข้อเสนอผู้เลี้ยงไก่ไข่

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2555 เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จากทั่วประเทศรวมกลุ่มกันมายื่นหนังสือเพื่อร้องขอความช่วยเหลือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์(พณ.) ให้ปรับราคาแนะนำไข่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีก 40 สตางค์ จากฟองละ 2.20 บาท เป็นฟองละ 2.60-2.70 บาท ตามต้นทุนที่สูงขึ้น

นายบุญทรง กล่าวว่า ข้อเสนอให้ยกเลิกการควบคุมราคาไข่ไก่นั้นคงเป็นไปไม่ได้ และจะยังไม่ปรับขึ้นราคาตามที่เรียกร้องมา รวมทั้งจะไม่เปิดโครงการรับจำนำไข่ไก่ตามที่เสนอเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งให้กรมการค้าภายในดูแลเรื่องโครงสร้างต้นทุนราคาในการผลิตว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้อย่างไรบ้าง

เกิดอะไรขึ้นกับ"ข้าวไทย"

ทวี มีเงิน
เมืองไทย25น.

เงียบผิดปกติสำหรับความเคลื่อนไหวนโยบายจำนำข้าวปล่อยให้ "ภูมิ สาระผล" รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ลุยเดี่ยวคนเดียวทั้งที่ใช้เงินมหาศาลกว่า 4 แสนล้านบาท มีแต่ข่าวแพลมออกมาว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ขณะผู้ส่งออกโดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยก็เตือนรัฐบาลว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ไทยต้องเสียแชมป์ส่งออกให้กับเวียดนาม สมาคมผู้ส่งออกข้าวฟันธงว่าปีนี้ข้าวไทยจะส่งออกลดลงเหลือเพียง 6.5 ล้านตันจากปีที่แล้วส่งออก 10 ล้านตัน ส่วนแบ่งตลาดลดจาก 30.2% เหลือแค่ 20-25% เท่านั้น เนื่องมาจากโครงการรับจำนำดันราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง ลูกค้าจึงตัดสินใจซื้อข้าวจากเวียดนาม อินเดียแทน

หากเป็นไปตามคาดการณ์ถือว่าเป็นความตกต่ำในรอบสิบปีเลยทีเดียว

สอดคล้องกับข้อมูลของทีดีอาร์ไอที่ยืนยันว่าการตั้งเป้าหมายราคาข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาทคิดเป็นราคาส่งออก 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ราคาในตลาดตอนนี้เพียง 12,000 บาทต่อตัน คิดเป็นราคาส่งออกแค่ 500 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น

ยิ่งสอดคล้องกับนายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีที่ตอกย้ำว่าราคาข้าวที่สูงทำให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศหายไปถึง 70%

ขณะที่ทุกฝ่ายออกโรงเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกฯ เศรษฐกิจ กลับออกมายืนยันว่าปริมาณข้าวส่งออกของไทยปีนี้สูงขึ้นแน่เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พร้อมตำหนิผู้ส่งออกว่าไม่รู้อำนาจต่อรองของตัวเอง

"กิตติรัตน์" ยังประกาศเดินหน้ารับจำนำข้าวต่อไป

แต่เท่าที่ได้พูดคุยกับผู้ส่งออก เขาก็บอกว่าปวดหัวกับ "กิตติรัตน์" ที่พูดเท่าไหร่ไม่ยอมฟัง ไม่เข้าใจตลาดข้าวว่าจริงๆ แล้วไม่ได้มีอำนาจต่อรองขนาดนั้น ตลาดข้าวเป็นตลาดเล็กนิดเดียว ไม่ใช่ตลาดใหญ่โต หากปีใดผลผลิตของอินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม ออกมามากเราก็ลำบาก

ยิ่งในปีนี้เวียดนามประกาศจะส่งออกข้าวหอมมะลิ 800,000 ตัน อินเดียส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น กัมพูชาตั้งเป้าส่งออก 1 ล้านตัน ลาวและพม่าล้วนแต่มุ่งปลูกข้าวส่งออกมากขึ้น

ในสภาพที่ข้าวไทยโดนรุมรอบด้าน ผู้ส่งออกบางรายต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด หันมาเป็น "นายหน้า" ซื้อข้าวต่างประเทศเพื่อส่งออกอีกต่อ จำนวนไม่น้อยเข้าไปตั้งโรงสี เช่าที่ดินประเทศเพื่อนบ้านทำนาเพื่อส่งออกแทน

ก็คงต้องถามว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้าวไทย หากเป็นจริง ใครควรจะต้องรับผิดชอบ

รัฐบาลเล็งหาพื้นที่แก้มลิง-รับน้ำ 2ล้านไร่

เร่งซ่อม - เจ้าหน้าที่กำลังเร่งซ่อมแนวกำแพงด้านทิศเหนือของวัดมหาธาตุ โบราณสถานสำคัญของอยุธยา ที่พังทลายลงมายาวประมาณ 12 เมตร ขณะนางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ระบุใช้เวลา 1 สัปดาห์ ในการซ่อมแซม เมื่อวันที่ 31 ม.ค.

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 31 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมว่า ต้องไล่แต่ละจุดเรื่องการระบายน้ำ โดยสั่งการกรมชลประทานให้ระบายน้ำในเขื่อน เพื่อให้สัมพันธ์กับน้ำฝนที่คาดว่าจะลงมา ขณะเดียวกันมอบหมายให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดูแลเรื่องการเตือนภัยและข้อมูล เพื่อแจ้งข่าวสารให้กับประชาชน นอกจากนี้ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่คูคลอง โดยสั่งการให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. รับผิดชอบดำเนินการขุดลอกท่อคูคลองทั้งหมดแล้ว ซึ่งหวังว่าทุกอย่างจะดำเนินการทันก่อนฤดูฝน

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า ส่วนระยะยาวต้องทำพื้นที่แก้มลิงหลายแห่งเพื่อรองรับน้ำที่จะระบาย แต่เนื่องจากมีข้อกำกับเรื่องระยะเวลา ดังนั้นต้องทำควบคู่กันไป ทั้งแก้มลิงกับหาพื้นที่รับน้ำ โดยขอให้รัฐบาลทำงานก่อน เพราะถ้าประกาศพื้นที่รับน้ำไปแล้วมวลชนไม่เข้าใจอาจทำงานลำบาก ขอลงไปทำงานในพื้นที่ให้ชัดเจนก่อน ถ้าพื้นที่ใดชัดเจนแล้วจะประกาศให้ทราบ ทั้งนี้แผนทุกอย่างคงไม่สามารถทำเสร็จในปีนี้ โดยเฉพาะการขุดแก้มลิง แต่พื้นที่รับน้ำที่ต้องหานั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ระบุแล้วว่าประมาณ 2 ล้านไร่ โดย กยน.กำลังทำงานอยู่ และจะหารือเรื่องมาตรการเยียวยาให้เรียบร้อย

ด้านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม กล่าวว่า สั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพุทธยอดฟ้าและสะพานพระปกเกล้า เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นคอขวดแม่น้ำ ประกอบกับมีตอม่อสะพาน ทำให้การไหลของน้ำไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องขุดลอกแม่น้ำให้มากที่สุดโดยไม่กระทบกับความแข็งแรงโครงสร้างสะพาน นอกจากนั้น ยังประสานกับสำนักระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อวางแผนการป้องกันน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

ขณะที่นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงโบราณสถานพระนครศรีอยุธยาเริ่มทรุด หลังแช่น้ำท่วมหลายเดือนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพื้นเริ่มแห้ง จึงเกิดการทรุดตัว ดังนั้น ต้องเร่งสำรวจในจุดอื่นอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยมอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ 3 จ.พระนครศรีอยุธยา เร่งสำรวจเบื้องต้นในแต่ละจุดและให้รายงานการตรวจสอบเข้ามา ส่วนงบประมาณที่เตรียมบูรณะมีอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดการทรุดตัวครั้งใหญ่อาจต้องดูเรื่องการซ่อมแซมให้ครอบคลุมในส่วนที่ทรุดตัวด้วย

ด้านนางฐิติมา ฉายแสง รองเลขาธิการนายกฯ ในฐานะรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ก่อนเข้าสู่วาระนายกฯ แจ้งถึงการเดินทาง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานแก้ปัญหาน้ำท่วมวันที่ 13-17 ก.พ.นี้ โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดต้นน้ำ กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ ซึ่งในวันที่ 13 ก.พ.หลังประชุม ครม.เสร็จสิ้นจะเดินทางไปเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ส่วนรายละเอียดอยู่ระหว่างการหารือ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบหลักการอนุมัติงบกลางให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาทเพิ่มเติม เพื่อจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ 53 จังหวัด รวม 273,422 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,367 ล้านบาท และพื้นที่กทม. 467,887 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,339 ล้านบาท

ต่อมาเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เรียกประชุมคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมเดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัดและดูงานบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ลงมาที่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ประตูระบายน้ำพระงาม ประตูระบายน้ำพลเทพ ประตูระบายน้ำบรมธาตุ เรื่อยลงมาถึงจ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนดูการขุดลอกคลองสูบน้ำที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี

นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการ กยน. กล่าวว่า สำหรับพื้นที่รับน้ำหรือหน่วงน้ำให้น้ำนอง ความจริงพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่น้ำนองตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มีเป้าหมายอยู่เพียง 2 ล้านไร่ ทั้งที่ความจริงมีมากกว่านั้น แต่ให้ทำทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องมีการบริหารจัดการ โดยเตรียมไว้แล้วกลุ่มแรกตั้งแต่จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร และจ.นครสวรรค์ ตามแนวแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน จากนั้นลงมาที่จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่อ.บางบาล อ.เสนา ถึงอ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งแบ่งพื้นที่กันประมาณกลุ่มละ 1 ล้านไร่ รวมประมาณ 2 ล้านไร่ หากได้ผลดีจะขยายพื้นที่ออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยชะลอน้ำลงได้มาก

ส่งออกไปจีนยังอ่อนแรง

เศรษฐกิจติดดิน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

หลังจากภาคการส่งออกของไทยไปจีนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันคือเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.2554 จนส่งผลให้การส่งออกไทยไปจีนต้องประสบภาวะหดตัวครั้งแรกในรอบ 28 เดือน เมื่อเดือนพ.ย.2554 ที่ผ่านมา

แต่ได้เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นในเดือนธ.ค.ด้วยมูลค่าส่งออกที่ขยับขึ้นมา 12.1% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2554 มาอยู่ที่มูลค่า 2,036.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกือบทุกกลุ่มสินค้ามีการ ขยับขึ้น

ขณะที่การเร่งตัวขึ้นของการนำเข้าสินค้าของไทยจากจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทุน ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่งอาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ากำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทยน่าจะสามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ในไม่ช้า

รวมทั้งจากมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีนในเดือนธ.ค.2554 ที่แตะ 4,598.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 11.3% อาจสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการเริ่มฟื้นตัวของภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนที่มีสัดส่วนถึง 40.4% ของมูลค่าการนำเข้าโดยรวมในเดือนธ.ค.2554

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยที่ธนาคารพาณิชย์ได้ปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ภาคการเกษตร และพื้นที่ชนบท ตลอดจนการดำเนินนโยบายการคลังที่เข้มข้นขึ้นของทางการจีนในรูปของการลดภาษีต่างๆ เพื่อประคับประคองเส้นทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไม่ให้มีความรุนแรงจนเกินไป เพราะอาจจะนำไปสู่ปัญหาสังคมตามมาได้

ดังนั้น จึงคาดว่าการส่งออกของไทยไปจีนในปี 2555 น่าจะยังสามารถรักษาการเติบโตในแดนบวกได้ แต่อาจจะอ่อนแรงลงจากระดับ 27.6% ในปี 2554 มาอยู่ระดับ 10-15% ส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวลงตามทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงและเต็มไปด้วยความเสี่ยง

ถึงแม้ว่าบรรยากาศเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาส 4/2554 ที่ผ่านมา จะมีทิศทางดีขึ้นและทางการสหรัฐได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินรอบใหม่ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับประเด็นการคลัง และการเมืองในประเทศโดยเฉพาะภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในช่วงปลายปี 2555

แต่จีนจะยังคงเป็นตลาดหลักที่โดดเด่นเหนือตลาดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ที่ยังต้องอาศัยเวลาพอสมควรในการพลิกฟื้นกลับมาสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น

ซีพีเอฟลุยกว้านซื้อธุรกิจเกษตร ลั่น5ปีรายได้แตะ6.5แสนล้าน

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากที่ซีพีเอฟได้ซื้อบริษัทในจีนและเวียดนาม ส่งผลให้ในปี 2555 บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 3.2-3.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีรายได้ 2.1 แสนล้านบาท คาดอีก 5 ปีข้างหน้ารายได้ของ ซีพีเอฟจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยมีการขยายตัวประมาณ ปีละ 15%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะซื้อบริษัทที่อยู่ในสายการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารทั้งในและต่างประเทศที่ปัจจุบันมีการเสนอให้พิจารณาจำนวนมาก และอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทอาหารสัตว์ในปากีสถาน คาดจะประสบผลสำเร็จในเร็วๆ นี้ โดยซีพีเอฟมีแผนการลงทุนในต่างประเทศ จะเริ่มจากการสร้างโรงงานอาหารสัตว์ก่อน หลังจากนั้นจะสร้างฟาร์มสัตว์ และโรงงานแปรรูป ที่มีเป้าหมายเจาะตลาดในประเทศนั้นๆ และเป็นฐานการส่งออกในสินค้าที่มีความเข้มแข็ง

"จากเป้าหมายที่ซีพีเอฟต้องการเป็นครัวของโลก และเป็นผู้นำด้านเกษตรเศรษฐกิจของโลก ทำให้ซีพีเอฟเร่งพัฒนาในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งนำมาจากต่างประเทศ แล้วพัฒนาให้เหมาะสม และมีการสร้างนวัตกรรมขึ้นเอง รวมทั้งมีการยกระดับกระบวนการผลิตของโรงงานทั้งหมด ซึ่งในส่วนของโรงงานอาหารสัตว์ 2 แห่ง ที่บางนากับปักธงชัย จ.นครราชสีมา ปัจจุบันได้รับมาตรฐาน ISO27001: 2005 หรือระบบบริหารการจัดการความมั่นคงทางด้านสารสนเทศ" นายอดิเรกกล่าว

นายอดิเรกกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดจะเป็นส่วนหนึ่งที่รองรับแนวโน้มราคาอาหารและอาหารสัตว์ใน 5-10 ปีที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน จากแนวโน้มราคาอาหารจะสูงขึ้น จะสังเกตว่าประเทศผู้นำเข้ามีการวางแผนเก็บสต๊อกสินค้าอาหารมากขึ้นจากเดิมอาจเก็บไว้เพื่อเพียงพอต่อการบริโภคในช่วง 3-5 เดือน อาจจะขยายระยะเวลาให้นานกว่านั้น ซึ่งแนวโน้มนี้เป็นโอกาสของซีพีเอฟ แต่ต้องมีการพัฒนาคุณภาพอยู่ตลอดเวลาเพราะการแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้น

ไทยเร่งหารือสู้ "ข้าวพม่า"เริ่มมาแรง ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยแต่เป็นรองแค่ขนส่ง

พิษณุโลก - รายงานจากการเสวนา "พม่าในประชาคมอาเซียน" จัดโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะมนุษยศาสตร์ จ.พิษณุโลก และสถานบันการต่างประเทศสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ มีนักวิชาการ พ่อค้า ข้าราชการตามแนวตะเข็บชายแดน ตั้งแต่จ.เชียงราย จนถึงอ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมเสวนาโดยในตอนหนึ่งนายวิชัย เข็มทองคำ ผู้ช่วยที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า เกษตรกรรมในประเทศพม่าพัฒนาไปมาก ข้าวหอมมะลิประกวดได้ที่หนึ่ง ถ้าคนไทยมัวแต่พูดว่ารับจำนำหรือประกันราคาข้าวดี คิดว่าสู้ข้าวพม่าไม่ได้ ผลผลิตข้าวของพม่า 2,800 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนไทยผลผลิต 700 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนภาคเอกชนของพม่ายังสู้กับคนไทยไม่ได้ แต่อย่าประมาท

ด้านนายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า ตัวเลขคนพม่าในแม่สอดมีจำนวน 1.5 ล้านคน แต่ตัวเลขไม่เป็นทางการประเมินว่าเกิน 2 ล้านคน ช่วงปีที่ผ่านมาพม่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ด้านเศรษฐกิจ เตรียมเปิดเศรษฐกิจพิเศษเมืองเมียวดี โดยขึ้นตรงกับเมืองหลวงเนปิดอว์ ดังนั้นคนไทยต้องรับรู้และรับทราบ เมืองเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดจะต้องเร่งปรับตัวพัฒนาการค้าชายแดน และก้าวให้ถึงการค้าเต็มรูปแบบในประเทศพม่า เพราะมูลค่าการค้าไทย-พม่ามากถึง 3 หมื่นล้านต่อปี เพียงแค่เปิดสะพานมิตรภาพแม่สอดยอดการค้าก็เพิ่มพรวดทันที 40 เปอร์เซ็นต์ ประเทศพม่าเตรียมจะเป็นประธานอาเซียนเร็วๆ นี้ พร้อมเปิดประเทศค้าขายกับอาเซียน การค้าขายเมืองเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี-แม่สอดจะรุ่งเรืองกว่าที่เป็นอยู่ เพียงแต่ข้อด้อยในฝั่งพม่า คือ พัฒนาระบบคมนาคมช้ากว่าไทย ดังนั้นคนไทยต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์ของไทย ผ่านสินค้าจากเมืองเศรษฐกิจพิเศษคู่แฝด ผลักดันส่งสินค้าไปท่าเรือแหลมฉบังจะรวดเร็วและสะดวกกว่า