ข่าวสด

ยำผักกูดหนองแม่นา ประโยชน์ราคาประหยัด

จานเด็ด 76 จังหวัด
ข่าวสด 4 ก.ค. 51

ผักกูดเป็นพืชในตระกูลเฟิร์น เป็นผักป่า รสชาติจืดอมหวานน้อยๆ ยอดและใบออกทุกฤดูกาล หาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะตามป่าเขา ชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น เช่นซอกเขา ริมคลอง ปลายยอดอ่อนงอ ลำต้นและใบเขียว มี 2 ชนิดด้วยกันคือชนิดใบมีขน และใบไม่มีขน ชนิดที่ใบไม่มีขนนำมารับประทานได้

ริมห้วยลำน้ำเข็ก ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีผักกูดขึ้นอยู่มากมาย ชาวบ้านเก็บไปขายให้นักท่องเที่ยวเป็นของฝากประเภทหนึ่ง

ผักกูดนอกจากจะกินดิบๆ กับน้ำพริกแล้ว ยังทำอาหารอย่างอื่นได้ เช่นแกงส้มผักกูด ผักกูดผัดพริกแกง ผักกูดผัดน้ำมันหอยและยำผักกูด

จ.ส.อ.เกรียงไกร สมนรินทร์ ทหารผ่านศึกสมรภูมิเขาค้อ พ้นจากชีวิตในเครื่องแบบ มาลงหลักปักฐานที่หนองแม่นา ได้รับจัดสรรที่ดินทำการเกษตรและที่อยู่อาศัย เปิดร้านอาหารขนาดเล็กขึ้นในที่ดิน เป็นรายได้เสริม เป็นเจ้าของเมนูยำผักกูดที่มาแนะนำกัน

อย่างที่บอกว่า ลำน้ำเข็ก มีผักกูดมากมาย นักท่องเที่ยวที่มาแวะที่ร้านมักสั่งเมนูนี้มาชิม ระหว่างรอจานหลัก

ยำผักกูดทำไม่ยุ่งยาก ผักกูดล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อนประมาณ 1 นิ้ว ลวกน้ำร้อน 5-10 วินาที แล้วพักไว้

เครื่องยำประกอบด้วย หอมแดงซอย น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกชี้ฟ้าสีแดง พริกขี้หนู เนื้อหมูสับ

ผัดหรือรวนเนื้อหมูให้สุก คลุกเคล้าผักกูดเข้ากับเครื่องยำ ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลทราย ให้ได้รสเปรี้ยวนำหวาน เผ็ดพอประมาณ เมื่อเข้ากันดีแล้ว โรยหน้าด้วยหมูสับ พริกชี้ฟ้า เสิร์ฟได้เลย

ถ้าจะทำกินเอง ใช้สูตรเดียวกันนี้ ผักกูดในตลาดช่วงนี้กำละ 5 บาท เนื้อหมู 2 ขีดราคาไม่ถึง 20 บาท เครื่องปรุงอื่นพอมีติดในตู้เย็นอยู่แล้ว เป็นอาหารราคาประหยัด

คุณค่าทางโภชนาการก็ไม่น้อย ผักกูดมีสารช่วยดูดซึมแร่ธาตุที่มีประโยชน์จากเนื้อสัตว์ บำรุงสายตา สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ไม่ป่วยไข้แบบเป็นๆ หายๆ

พูดง่ายๆ ว่ากินแล้วสบายเนื้อสบายตัว

เกษตรเตรียมผุดกองทุนดูแลพืชพลังงาน

ข่าวสด 4 ก.ค. 51 - นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มอบหมายให้นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมพืชพลังงานขึ้น หลังจากปัจจุบันที่เกษตรกรในประเทศหันมาปลูกพืชพลังงานทดแทนมากขึ้น ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด จึงเห็นว่าพืชเหล่านี้ควรได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม และจะผลักดันใช้ในทางปฏิบัติได้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยึดหลักการของพ.ร.บ.ยางพาราเป็นแนวทาง โดย เฉพาะเรื่องการสงเคราะห์การปลูกยางแต่ละครั้งในอัตราไร่ละ 9,000 บาท ที่ใช้เงิน จากการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (เงินเซส) ส่วนของพืชพลังงานแม้ว่าผลผลิตส่วนใหญ่จะใช้ในประเทศ แต่ควรเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษในอัตราที่เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตพืชพลังงานของไทยจะเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การคุ้มครองและส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ในขณะนี้มีอยู่ 2 แนวทางคือ 1.การปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ยาง ให้คุ้มครองพืชพลังงานด้วย และ 2.ร่างพ.ร.บ. ขึ้นมาใหม่ ในส่วนของการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ยางพารานั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าปัจจุบันพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันทับซ้อนกันอยู่ ประกอบกับการโค่นยางเก่าเพื่อปลูกปาล์ม ทางกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ไร่ละ 9,000 บาท แต่กรณีที่โค่นปาล์มอีกครั้งจะไม่ได้รับเงินสงเคราะห์ ทำให้ชาวสวนปาล์มเรียกร้องให้จัดตั้งกองทุนดังกล่าวขึ้น

ส่วนการร่างพ.ร.บ.ขึ้นมาใหม่ จะต้องนำเอาพ.ร.บ.ฉบับอื่นและกองทุนที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ส่วนพืชอื่นๆ ยังไม่มีกองทุนสนับสนุนที่ชัดเจนคาดว่าไม่น่ามีปัญหา โดยในกรณีที่ทุกฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนพืชพลังงานขึ้นมา คาดว่าจะเสนอให้ใช้งบประมาณจากกองทุนน้ำมันมาเป็นทุนประเดิม

เกษตรกรจุกไข่ไก่ราคาร่วง-จ่อเจ๊ง

นาย มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มอ่อนตัวลงแล้วโดยมีราคาที่ฟองละ 2.60 บาท จากเดิมฟองละ 2.70 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงตามมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้นาย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้ก บอร์ด) เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้มีผลผลิตไข่ออกสู่ตลาดมากขึ้น แต่ขณะนี้ราคาไข่ไก่มีแนวโน้มที่อ่อนตัวลงต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ที่ฟองละ 2.50 บาทแล้ว เพราะอากาศเริ่มเย็นจะมีผลผลิตออกมากขึ้น และยังเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนและเทศกาลเจด้วย จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากที่ผ่านมาขาดทุนมาโดยตลอดเพราะผลผลิตมากเกินความต้องการบริโภค คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จึงได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหากันมาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อพยายามร่วมกันหาทางแก้ปัญหาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยมาตรการต่างๆ อาทิ การควบคุมปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ การปลดแม่ไก่แก่ยืนกรงให้เร็วขึ้น ความพยายามเพิ่งจะเริ่มสัมฤทธิผลในปีนี้ แต่กลับต้องเจอกับภาวะโรคระบาด ในช่วงต้นปี

ค้านนำเข้าข้าวเปลือก

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เห็นชอบแนวทางการนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน โดยอ้างว่าแนวคิดที่เป็นผลจากการหารือกับคณะกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทย รวมทั้งนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทยนั้น เป็นการทำลายระบบการผลิตข้าว จะกระทบต่อชาวนา ปริมาณข้าวที่ล้นตลาด ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ

ทั้งนี้ยังเป็นการทำลายตลาดในภาพลักษณ์คุณภาพ ของข้าวไทยที่มีชื่อเสียงมานานในตลาดโลก เพราะอาจเกิดปนเปื้อนและส่งผลต่อพันธุกรรมข้าวและการส่งออกข้าวของไทยได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก นอกจากนี้การนำเข้าข้าวเปลือกเป็นการละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการนำเข้าพืช ซึ่งเป็นไปตามข้อปฏิบัติของแต่ละประเทศที่ไม่ให้มีการนำเข้าพืชและมาตัดต่อ สายพันธุ์ใหม่ รวมถึงห้ามนำเข้าพืชที่มีการปลอมปนของโรคพืชที่ส่งผลกระทบต่อพืชที่ทำให้ เกิดโรคระบาด ทั้งนี้ สมาคมได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตร และสหกรณ์แล้ว

ซีพีลุยเปิดแบงก์-ขยายธุรกิจในจีน

นาย ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1-5 ก.ย.นี้ จะเป็นหัวหน้าคณะนำผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปนครกวางโจว และนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อจัดงานสัมมนาการลงทุนมีเป้าหมายชักจูงการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักธุรกิจจีน นอกจากนี้จะเข้าพบบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม รายใหญ่ของจีนที่มีเครือข่ายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก และจะเข้าพบบริษัทรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรของจีน ที่ประกอบ กิจการด้านการปลูก แปรรูป จัดจำหน่าย และวิจัยยางพารา เพื่อชักจูงให้เข้ามาลงทุนในไทย

ด้านนายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร กงสุลฝ่ายการพาณิชย์ ประจำนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) อยู่ระหว่างเตรียมแผนลงทุนในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ประเทศจีน ซึ่งมีบริษัท เจียไต๋ เอ็น เตอร์ไพรส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทในเครือซีพี เป็นผู้ได้ใบอนุญาต (ไลเซนส์) ในการประกอบธุรกิจ ซึ่ง เจียไต๋ ที่เพิ่งได้ไลเซนส์ธุรกิจธนาคารพาณิชย์จากทางรัฐบาลจีนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาจต้องหาพันธมิตรในพื้นที่ (โลคัล พาร์ตเนอร์) เข้ามาร่วมลงทุน เพื่ออาศัยประสบการณ์ของพันธมิตรที่อยู่ในพื้นที่มาช่วยในการบริหารจัดการ

ทั้ง นี้ ที่ผ่านมากลุ่มซีพีลงทุนในธุรกิจอื่นอีกหลายธุรกิจทั้งในส่วนของอุตสาหกรรม ยาแผนปัจจุบัน ธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ ซึ่งกลุ่มเจียไต๋กว้านซื้อที่ดินในหลายๆ เมืองในประเทศจีน เพื่อทำคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร ขณะเดียวกันก็มีแผนเปิดห้างสรรพสินค้าในย่านชุมชนสำคัญอีกหลายเมืองที่สำคัญ ในประเทศจีนด้วย

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยเข้าจีน ในรอบ 6 เดือนแรกของปี"53 ขยายตัว 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงที่สุดตั้งแต่ไทยมีการส่งออกกับจีน โดยยางพาราของไทยมีส่วนแบ่งในจีนเป็นอันดับ 2 ส่วนสินค้าข้าวไทยมียอดนำเข้าเพิ่มขึ้น

ลุ้นศาลปลดล็อกมาบตาพุด-5ด.เดินเครื่อง

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังหารือร่วมกับผู้ประกอบการในมาบตาพุดทั้ง 76 โครงการ หลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบประกาศกิจการรุนแรง 11 ประเภทว่า ผู้ประกอบการทั้ง 76 รายยืนยันว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในประเภทกิจการรุนแรงพร้อมที่จะทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ใหม่(อีไอเอ)รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) ด้วย ส่วนโครงการใดจะสามารถเปิดดำเนินการได้นั้นคงต้องรอคำสั่งของศาลปกครองกลาง โดยในวันที่ 26 ส.ค. ทางอัยการจะนำข้อมูลในกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเป็น กิจการรุนแรงออกมาแล้วยื่นไปยังศาล เนื่องจากศาลนัดไต่สวนคดีมาบตาพุด

ด้าน นายบวร วงศ์สินอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสปฏิบัติการ บมจ. ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น กล่าวว่า เอกชนคงต้องติดตามดูว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะประกาศ ประเภทกิจการรุนแรงออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ พร้อมทั้งรอคำสั่งและคำตัดสินของศาล และยังไม่มีโครงการใดสามารถเปิดดำเนินการได้หากศาลไม่มี คำสั่งออกมา ส่วนการคัดค้านมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในเรื่องประกาศกิจการรุนแรงนั้น คนที่ค้านเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และกว่าจะออกมาเป็น 11 ประเภทนี้หารือกันมาจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายหลายเดือน

นาย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถประกาศ 11 กิจการรุนแรงออกมาเร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองจะช่วยให้มีข้อมูลที่ชัดเจนมาก ขึ้นว่า อยู่ในประเภทใดสามารถนำข้อมูลเสนอต่อศาลเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการลงทุนมาบตาพุดอาจต้องใช้เวลาอีก 5-6 เดือน จึงจะสามารถประกอบกิจการได้

ส่วนกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ จะฟ้องศาลปกครองกลาง เพื่อระงับมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้น ถือเป็นความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ประเภทกิจการรุนแรงที่ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมมีมติออกมานั้น ถือว่ามีความเหมาะสมและได้มีการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว และอยากให้การลงทุนของประเทศเดินหน้าต่อไปได้

โฉนดชุมชน สิทธิคนกับป่า

คาราคา ซังมาเนิ่นนาน ปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินของชาวบ้านทั่วประเทศ โดยเฉพาะปมที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ปรากฏอยู่บ่อยๆ จนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ข้อยุติ

เครือ ข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จัดนิทรรศการ "It"s all (human) right ตอน ชักสิทธิ (มนุษยชน) เข้าบ้าน" ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ เพื่อสะท้อนปัญหาที่ดินทำกิน เปิดด้วยการเสวนาเรื่อง "หลากมิติปฏิบัติการสิทธิมนุษยชน ปัญหาและทางออก"

โดยมี พ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ปกาเกอญอ, ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน และ นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ภายใต้สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน เข้าร่วมพูดคุย

นายสะท้าน เล่าปัญหาที่ชุมชนบ้านแม่อมกิ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ว่าส่วนใหญ่เกิดจากเรื่องที่ดินทำกิน ที่บรรพบุรุษทำมาเป็นร้อยๆ ปี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เมื่อเข้าไปทำไร่หมุนเวียน จึงเข้าไปทับที่ดินของเขตป่าสงวนฯ หลายปีก่อนมีชาวบ้าน 2 คนถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับ เนื่องจากเข้าไปทำกินในพื้นที่หน่วยงานราชการ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวบ้านต่างตกใจกันมาก เพราะว่าทุกครอบครัวก็ทำกินแบบนี้เช่นกัน

เมื่อชาวบ้านถูกจับ พวกเราจึงรวมกลุ่มกันต่อสู้ และร่วมกันทอดผ้าป่า เพื่อนำเงินไปต่อสู้คดี ต้องช่วยชาวบ้านออกมาให้ได้ จนสุดท้ายศาลตัดสินว่า ชาวบ้านไม่ได้เจตนา จึงไม่มีความผิด เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้คนในหมู่บ้านตื่นตัวเรื่องที่ดินทำกิน

จนในปี พ.ศ.2536 ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐออกพ.ร.บ.ป่าชุมชน เพื่อให้สามารถจัดการพื้นที่ป่าด้วยตัวเอง จะขอใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผืนป่า โดยไม่ทำลายป่า ชาวบ้านแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น พื้นที่ป่าใช้สอย พื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าชุมชนขึ้น เพื่อจัดการบริหารผืนดินร่วมกัน แต่แล้วการเรียกร้องพ.ร.บ. ป่าชุมชน ก็ไม่ผ่านการอนุมัติจากครม.

ด้าน พ่อหลวงจอนิ ร่วมเล่าว่า ที่หมู่บ้านหนองเตา ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนที่ทำกินกับผืนป่า และเกิดปัญหาเช่นเดียวกับหมู่บ้านอมกิ ในเรื่องที่ดินทับพื้นที่หน่วยงานราชการ ที่ผ่านมาได้ต่อสู้เพื่อสิทธิที่ทำกินของตัวเองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 หลังจากรัฐประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ รวมถึงร่วมเรียกร้องเรื่องพ.ร.บ. ป่าชุมชนเช่นกัน

แต่เมื่อพ.ร.บ.ป่าชุมชน ไม่ผ่านครม. ทำให้ชาวบ้านหมดหวัง เพราะพ.ร.บ.ป่าชุมชน ถือเป็น ความหวัง ที่ต่อสู้กันมานาน แต่แล้วจากความช่วยเหลือจากหน่วยงานทางด้านกฎหมาย ที่ให้ความรู้กับชาวบ้านว่า ยังพอมีทางออก ไม่นานชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินจึงรวมตัวกันทั่วประเทศ ก่อตั้งเป็นเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ขึ้น

โดย มีหน่วยงานทางด้านกฎหมาย นักวิชาการ รวมถึงนักการเมืองที่ดูแลเรื่องที่ดินทำกิน เข้ามาช่วยเหลือ กระทั่งปัจจุบันการต่อสู้ของชาวบ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อรัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนที่รวมตัวกันเป็นชุมชน มีสิทธิได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามนโยบายโฉนดชุมชน

ขณะ ที่ ผศ.อิทธิพล ชี้ว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ที่ออกมาล่าสุด เป็นหนังสืออนุญาตให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย ซึ่งชุมชนมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามเงื่อน ไขที่กำหนดไว้

ดังนั้น หากชุมชนใดต้อง การโฉนดชุมชน สามารถยื่นเรื่องมาที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้ แต่ต้องมีคุณสมบัติที่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น อยู่ในพื้นที่มานานกว่า 3 ปี รวมถึงมีกิจกรรมอนุรักษ์ป่า หลังจากนั้นสำนักนายกฯ จะพิจารณาว่าจะออกโฉนดชุมชนให้หรือไม่ ภายในเวลา 60 วัน สุดแล้วแต่จะพิจารณา ซึ่งภาครัฐสามารถถอนสิทธิอนุญาตโฉนดชุมชนได้ หากชุมชนผิดเงื่อนไข

ขณะนี้มีชุมชนที่ยื่นเรื่องเพื่อขอโฉนดชุมชนแล้ว 38 หมู่บ้าน และอยู่ในขั้นการพิจารณาว่าจะออกเป็นโฉนดชุมชนให้หรือไม่ทั้งหมด

"วันนี้ถือเป็นก้าวแรกของชัยชนะในเรื่องสิทธิชุมชน แต่เป้าหมายใหญ่ของเครือข่ายคปท. คือต้องการผลักดันให้เรื่องนี้ ออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ แม้จะดูเหมือนเป็นความฝัน แต่ก็ต้องมีความหวัง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้มีที่ทำกิน" ผศ.อิทธิพล กล่าว

พ่อหลวงจอ นิ ทิ้งท้ายว่า ความจริงแล้วชาวบ้านไม่ได้ต้องการเอกสารสิทธิ หรือออกโฉนดใดๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการสูงสุดคือ มีที่อยู่ที่ทำกินเท่านั้นเอง

หลังการพูดคุย ยังมี นิทรรศ การแสดงภาพ ถ่ายสิทธิชุมชน ที่สะท้อนถึงรากเหง้าวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเชื่อ พิธีกรรม รวมถึงการต่อสู้ของชาวบ้านในเรื่องสิทธิที่ดิน ทำกิน ผ่านภาพ ถ่าย เช่น พิธี กรรมไหว้ผีบรรพบุรุษ ภาพช่วยกันบวชป่า ภาพแรงศรัทธาของชาวกะเหรี่ยงโปว์ ที่ไหว้ผีต้นน้ำ ภาพการต่อสู้สิทธิชุมชน และการทวงคืนที่ดินวะกัฟ ที่ดินสาธารณ ประโยชน์ ของชาวบ้านจะนะ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย

สามารถเข้าชมได้ไปจนถึงวันที่ 26 ส.ค.นี้ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ จะได้รู้ว่าการเรียกร้องสิทธิของชาวบ้านไม่เคยได้มาง่ายๆ

ผงะ!โลกร้อนเศรษฐกิจไทยสูญปีละ4.5แสนล.

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดสัมมนา "ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ"

โดยพ.ญ.พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี"13-44 พบว่า ทั่วโลกได้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ในระหว่างปี"13-22 ขณะที่ในปี"32-43 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11 ครั้ง เพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้ง เพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณหภูมิสูงจัด 9 ครั้ง เพิ่มเป็น 70 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งหากไม่มีมาตรการแก้ไขคาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปีจะมีมูลค่า สูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (จีดีพีโลก) สำหรับประเทศไทย 5% ของจีดีพี จะมีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

พ.ญ.พรพันธุ์ กล่าวว่า ไทยกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบายควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง

เร่งตั้งกองทุนอุ้มชาวนา

นาย ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวมานำเสนอในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นั้น กองทุนสวัสดิการชาวนามีทั้งสิ้น 57 มาตรา เพื่อกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชาวนา โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรอบแนวคิด ที่สำคัญของการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ประกอบด้วย 5 แนวทางคือ 1.เป็นสวัสดิการเพื่อประโยชน์สำหรับสมาชิกที่ประกอบอาชีพทำนาโดยเฉพาะ และมีรายได้แน่นอน 2.มีการเก็บเงินเข้ากอง ทุนโดยคำนวณจากฐานรายได้ของการจำหน่ายข้าวเปลือกในแต่ละปี 3.จัดให้มีสวัสดิการด้านอื่นๆ เช่น การจัดหาปัจจัยการผลิตให้กับผู้ประกอบอาชีพทำนา 4.รัฐบาลสามารถพิจารณาเงินที่จะมาสมทบจากฐานภาษีรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวกับข้าว เพื่อทำให้กองทุนมีความมั่นคงมากขึ้น 5.เป็น การสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาเห็นว่าอาชีพทำนามีเกียรติ ศักดิ์ศรี และมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความรักและยึดถือการประกอบอาชีพทำนา

รัฐสั่งเดินหน้าสวัสดิการชาวนา

นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมกขช. เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งโครงการสวัสดิการชาวนา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวนาที่สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 1.8-2 แสนล้านบาท/ปี จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมดประมาณ 37 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 15-17 ล้านคน โดยให้กระทรวงเกษตรฯ ไปบริหารจัดการสมาชิกไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกับการเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการ อื่น และนายกฯ ได้สั่งการให้ศึกษาว่ากองทุนสวัสดิการชาวนาสามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับ กองทุนเงินออมแห่งชาติที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอสภาพิจารณาได้อย่างไร ทั้งนี้การเป็นสมาชิกกองทุนต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯเสนอให้เกษตรกรมีการสมทบประมาณ 3% ของรายได้ ส่วนที่เหลือรัฐบาลจะสมทบให้บางส่วน

นอกจากนี้ คณะกรรมการกขช. ยังเห็นชอบในการพิจารณาการประกันรายได้เกษตรกร ประจำปี "53/54 รอบที่ 1 โดยมอบให้สำนักงบประมาณไปดูในรายละเอียด ซึ่งเบื้องต้นตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.2-4 หมื่นล้านบาท