กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เปิดใจอดีตปลัด"ปีติพงศ์"แก้3ปมกู้วิกฤติน้ำ

กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ หนึ่งในกรรมการกยน.ถึงแนวคิดการบริหารจัดการน้ำหลังเข้าเป็นกรรมการ

"ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อน มารู้อีกทีตอนที่รัฐบาลประกาศรายชื่อ เข้าใจว่าคงมีคนที่รู้จักเสนอชื่อไป เพราะเคยทำงานที่กระทรวงเกษตรฯมานาน" นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหรือกยน.อธิบายถึงการเข้ามาเป็นกรรมการ

นายปีติพงศ์ กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะสั้นในปี 2555 ต้องเริ่มตั้งแต่ 1.การสร้างเขื่อน ต้องตั้งสมมุติฐานการเก็บน้ำใหม่ โดยเฉพาะระดับการเก็บน้ำ เพราะปัจจุบันฤดูกาลเปลี่ยนไป ความสำคัญก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราใช้นำเพื่อการเกษตรประมาณ 70% อีก18%ใช้เพื่อสิ่งแวดล้อม คือไปดันน้ำเค็มออกทะเล ส่วนภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนใช้ประมาณ 10% และใช้ปั่นไฟฟ้าอีกเล็กน้อย เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นแล้ว การเก็บน้ำในช่วงต้นฤดูฝน จะไปห่วงน้ำช่วงปลายฤดูมากคงไม่ได้

"ต้องมาดูว่าปีหน้าจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริหารโดยเฉพาะ ไม่ต้องไปดูเรื่องอื่นเลย ถ้าบริหารจัดการตรงนี้ได้ คือรู้ว่าควรจะปล่อยเมื่อไหร่ แค่ไหน อย่างไร เหตุการณ์อย่างนี้ก็จะลดลง"

2.การบริหารจัดการประตูระบายน้ำ ประตูกั้นน้ำ ในส่วนของล่มน้ำเจ้าพระยา จะให้ใครดูแลรับผิดชอบ ขณะนี้คนที่รับผิดชอบคือกรมชลประทาน ต่อไปถ้าจะดูเรื่องการป้องกันน้ำท่วมด้วยก็จะต้องเอาคนที่ไม่ต้องการน้ำ เข้ามาดูด้วยว่าจะจัดการอย่างไร ถ้าไม่มองภาพรวมก็จะเกิดปัญหาได้อีก

ขณะเดียวกันพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯทรงเคยได้ให้พระบรมราโชบายไว้ว่าการระบายน้ำต้องใช้ปั๊มน้ำและคลองระบายน้ำ เท่าที่ทราบขณะนี้คลองระบายน้ำหลายคลองจากกทม.ด้านล่างตื้นเขิน มีคนเข้าไปบุกรุก มีผักตบชวา มันจึงเป็นปัญหาว่า เป็นเหตุทำให้น้ำทางด้านตะวันออกไม่ลดลงเร็วเหมือนฝั่งตะวันตก เครื่องสูบน้ำแถวจังหวัดสมุทรปราการ ยังไม่เริ่มทำงานเลย เพราะน้ำยังไม่ไหลมา เพราะฉะนั้นคูคลองต้องคิดว่าจะทำอะไรถึงจะให้ใช้งานได้

การบริหารจัดการเรื่องน้ำ ควรมีกลไกที่ทำงานเรื่องนี้ เวลามีปัญหาไม่ว่าน้ำท่วมหรือไม่ท่วม สิ่งหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตุ คือสมัยก่อนเราจะลงทุนด้านการให้น้ำ คือการชลประทานเยอะมาก แต่การลงทุนป้องกันน้ำท่วมน้อยมาก

"เราไม่เคยประสบมาก่อนทำให้ไม่มีใครลงทุน ไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อไหร่ ไปสร้างแล้วอาจจะโดนด่าได้ สู้ไปสร้างให้มีน้ำเป็นบุญคุณทางการเมือง ชาวบ้านก็ชอบ แต่อยู่ดีๆไปสร้างพนังกั้นน้ำ ไล่ชาวบ้านออกจากคลอง เป็นอะไรที่ไม่มีใครชอบ ฉะนั้นการลงทุนเรื่องการป้องกันน้ำจึงมีน้อย"

วันนี้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ภาพการลงทุนควรจะสร้างความสมดุลให้มากขึ้น ถ้าไปดูเรื่องน้ำชลประทานอย่างเดียวแล้ว ไม่ดูเรื่องน้ำท่วม ตอนนี้ก็เห็นภาพชัดแล้วว่าเวลาเกิดปัญหามันเสียหายมาก

ประตูระบายน้ำที่ต้องเข้าไปดูแล กลไกจะทำอย่างไร เรื่องนี้คิดถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนอำนาจการดูแลของหน่วยงานต่างๆ การแก้ปัญหาระยะสั้นในส่วนนี้ไม่ต้องลงทุนมาก ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนกทม.กับจังหวัดข้างๆพอน้ำเข้ามารัฐบาลถอย ดังนั้นควรมีความชัดเจนในการดูแลตั้งแต่ประตูระบาย ประตูกักเก็บน้ำ การทำความสะอาดทางเดินของน้ำและจัดการว่าใครดูแลรับผิดชอบ

นายปีติพงศ์ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาตอนนี้ไม่รู้ว่าใครดูแล รับผิดชอบ กรมชลประทานก็ดูเรื่องแม่น้ำ กรมโยธาธิการ ก็ดูเรื่องตลิ่ง กรมเจ้าท่า ก็ดูเรื่องการเดินเรือ แต่ภาพรวมไม่มีใครดูแล เรื่องนี้ตนเห็นว่ารัฐบาลควรออกระเบียบชั่วคราวสร้างสัมพันภาพกับผู้เกี่ยวข้อง 4-5กลุ่ม ให้ทำงานร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการให้ได้ ต้องมีระบบบริหารให้เป็น

สำหรับการก่อสร้างเขื่อน ในความเห็นส่วนตัวคิดว่ายังมีความจำเป็น เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่น ขณะนี้ต้นทุนน้ำทั้งหมด "เราเก็บน้ำผิวดินได้ประมาณ 30% ที่เหลือลงใต้ดิน ลงทะเล ลงเร็วขึ้นทุกวัน ผมว่าเหมือนคนหัวล้าน เพราะป่าไม้ถูกทำลายมาก "ระยะยาวคงต้องดูเรื่องการปลูกป่าด้วยที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ที่ผ่านมาคิดว่าเราดูด้านอุปทานมาก โดยไม่ได้ดูในเรื่องของอุปสงค์ กับการบริหารจัดการ ถ้าเราลดการใช้น้ำลงได้10% ดุลของการใช้น้ำของประเทศจะดีขึ้น แต่เราพูดเรื่องการให้อย่างเดียว ในส่วนประชาชนที่รับภัยพิบัติจะป้องกันตัวเองอย่างไร จะใช้น้ำอย่างไร จะมีการเก็บค่าน้ำอย่างไร เราไม่เคยพูดถึง เพราะถ้าพูดไปก็จะสั่นสะเทือนทางการเมืองทุกครั้ง เรื่องนี้เคยคิดแต่ก็โดนด่าไปแล้ว

เช่นเดียวกับประตูน้ำที่ผ่านมาก็มีการทะเลาะกัน ในส่วนของประตูระบายน้ำทั้งหมดสร้างมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว ควรจะต้องปรับปรุง ตรงนี้ใช้เงินไม่เท่าไหร่ และควรเก็บข้อมูลให้มากกว่านี้ บริหารต้องเกิดความสมดุล ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องให้เกิดกระบวนการในการเรียนรู้

3.การก่อสร้างบุกรุกลำน้ำ หรือทางเดินของน้ำ ถามว่าเราจะใช้วิกฤติตรงนี้มาแก้ปัญหากับผู้บุกรุก โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่บุกรุกได้หรือไม่ นายปีติพงศ์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ทำได้แต่ไม่มีใครลงมือ เราต้องสร้างทางน้ำหลากให้ได้ หรือมีกุศโลบายในการโยกย้ายที่ไม่ทำให้เกิดปัญหามากนัก นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งแพงและไม่น่าจะเป็นคำตอบคือ การสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ การใช้โอกาสใช้ได้แน่ๆ แต่ควรใช้หรือไม่ ไม่รู้

สำหรับการลงทุนในระยะยาว สิ่งที่เคยเสนอไว้ เช่น การสร้างแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แผนการชลประทานกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอยู่ ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา หรือการก่อสร้างเขื่อนเพิ่มเติมก็มีความจำเป็น แต่ไม่แน่ใจว่าวิกฤติรอบนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนได้

"เอาง่ายๆต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนที่รับผิดชอบก่อน จะทำอะไรต้องรีบทำ มัวแต่นั่งคิด ชาตินึงก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ภัยแล้ง น้ำท่วมอีก ปัญหาสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่เข้าใจหน้าที่ และตกลงกันได้ ถ้าใช้กฎหมายอย่างที่นายกฯใช้คิดว่าพอ แต่ทำอย่างไรให้กลไกที่กำหนดไว้ในกฎหมายในระเบียบมีผลในทางปฏิบัติ"

สิ่งที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องปรับปรุงในทางเทคนิคคือ ระบบป้องกันน้ำของกทม.ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมจากน้ำท่วมขังจากน้ำฝน ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับน้ำเหนือ

ส่วนเครื่องสูบน้ำที่ยังขาดแคลนอยู่ ความจริงในระบบมีอยู่แล้ว แต่ต้องมีกระบวนการกำหนดให้มีการย้ายเครื่องสูบน้ำในช่วงที่วิกฤติ แต่บังเอิญกทม.กับรัฐบาลผมไม่รู้ว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่เสนอข้อมูลให้รัฐบาลตัดสินใจ คนใช้อำนาจคือพนักงานเจ้าหน้าที่ กับรัฐบาล คณะกรรมการ มีอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมารองรับเกี่ยวกับกระบวนการทำแผน ถ้ารัฐบาลหมดอายุกรรมการชุดนี้ก็ต้องหมดวาระไป แต่ถ้ารัฐบาลนี้กับรัฐบาลต่อไปเห็นฟ้องกันว่าแผนที่เสนอควรเป็นแผนระยะยาวก็ต้องเดินต่อไป

"ในระยะยาวก็ต้องพิจารณาว่าควรมีการพิจารณาหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะหรือไม่ จะแก้ไขกฎหมาย แก้ไของค์กร ต้องพิจารณากัน"

ส่วนที่มองว่าหากไม่มีตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร เข้าไปเป็นกรรมการจะทำให้การแก้ไขปัญหาขาดตอนหรือไม่ เรื่องนี้คิดว่าถ้าเราไปจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่การปกครองเป็นขอบเขต มันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะไปที่ไหน จึงต้องทำงานเป็นโซน มีแผนเผชิญเหตุเป็นโซนๆไป

'รอยล'แจงเร่งระบายน้ำในเขื่อนภาคเหนือก่อนฝนมา

"รอยล" ระบุแค่ต้นปีน้ำไหลเข้าเขื่อนภาคเหนือแล้วถึง 713 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 54 ที่มี 214 ล้านลบ.ม. จี้เร่งระบายก่อนฝนมา

นายรอยล จิตรดอน กรรมการ กยน. ให้สัมภาษณ์รายการอินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ระบุว่าขณะนี้ยังมีน้ำอยู่เยอะ โดยเขื่อนในภาคเหนือแม้ที่ผ่านมาจะมีฝนไม่มาก แต่ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 7 ก.พ. ที่ผ่านมามีน้ำไหลเข้าเขื่อน ถึง 713 ล้านลูกบาศก์แมตร หากเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2554 มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพียง 270 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มปีนี้ฝนก็จะมากอีก แม้ว่าจากการคาดการณืน้ำในปีนี้จะไม่มากกว่าปี 2554 แต่ น่าจะมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย

นายรอยลกล่าวต่อว่าตอนนี้เราเทียบกับปี 2551 เพราะมีสถานการณ์ที่คล้ายกัน เช่นปี 2551 ฝนตกหนักน้ำท่วม กทม. วันที่ 30 ม.ค. และปีนี้ท่วม กทม. วันที่ 26 ม.ค หากไปดูที่ภูมิภาคอื่นก็พบว่า มีน้ำท่วม ออสเตรเลียในเดือนม.ค. คล้ายกันและสิ้นสุดเม.ย. ปี 2551 ก็มีพายุ"นากิส" เข้าพม่่า หากเราไม่ชิงระบายน้ำในช่วงที่ฝนไม่มาสถานการณ์จะยิ่งหนัก จึงจำเป็นต้องเร่งระบาย

เมื่อถามถึงพื้นที่รับน้ำนายรอยล ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยให้ไปถาม ฝ่ายเลขานุการ กยน. แทน เนื่องจากตนเองไม่ได้ดูเรื่องดังกล่าว แต่ได้ระบุว่า ส่วนของตนเองนั้ พยายามจะพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ คลอง 8- 9 - 10 ให้เป็นแก้มลิงได้กำไรไม่ใช่แก้มลิงเสียหาย โดยการปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งปรากฏว่ายิ่งน้ำท่วม ยิ่งเก็บผลผลิตได้ดี

หอการค้าชี้คนไทยเครียดค่าครองชีพพุ่งปรี๊ด

หอการค้าเผยประชาชนเครียด! ค่าครองชีพพุ่งปรี๊ด เตือนรัฐบาลระวังปัญหาน้ำมันแพงอาจทำให้เกิดอาการช็อก คาดจีดีพีไตรมาส1 โต 1.5-2%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนายการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในระดับ 1.5-2% ขณะที่ไตรมาส 2 จะขยายตัว 4-5% แต่ยังมีความน่ากังวล เนื่องจากประชาชนมีความเครียดกับค่าครองชีพที่สูงมากขึ้น

จากการสำรวจทัศนะต่อการคุมราคาอาหารให้อยู่ในระดับ 25-30 บาท ผู้ตอบ 62.7% เห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภค เป็นราคาที่เหมาะสม และรายได้ของผู้บริโภคไม่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคาจ่ายมีแนวโน้มสูง โดยหากต้องปรับราคาเพิ่ม ผู้ตอบ 32.1% เห็นว่าต้องค่อยๆปรับขึ้นตามความเหมาะสมกับค่าครองชีพ 22.7% ปรับขึ้นไม่เกิน 3 บาท 22.4% ไม่ควรปรับขึ้นเลย 12.1% ควรปรับขึ้นไม่เกิน 5 บาท และ 10.7% ขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง

ด้านการขึ้นราคาพลังงาน 67.8% ไม่เห็นด้วย เพราะค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว กลัวสินค้าอื่นขึ้นราคาตาม และกลัวค่าขนส่งสูงขึ้น 12.1% เห็นด้วย และ 10.1% ไม่มีความเห็น แต่หากต้องปรับขึ้นผู้ตอบ 27.8% เห็นว่าไม่ควรปรับขึ้นเลย 25.1% ค่อยๆปรับขึ้นเพิ่มไม่ให้เดือดร้อน 21.2% ปรับขึ้นรวมไม่เกิน 2-3 บาทต่อลิตร 13.6% ปรับขึ้นรวมไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร และ 12.3% ปรับขึ้นตามราคาตลาด

"เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว แต่ต้องระวังเรื่องราคาพลังงานแพงอาจทำให้เกิดการอาการช็อกได้ รัฐบาลจึงต้องดูแลอย่างให้กระทบต่อผู้บริโภคมาก เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นไม่เร็วพอที่จะรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้"

'ยิ่งลักษณ์'ยันรัฐพร้อมเยียวยาพื้นที่รับน้ำ

"ยิ่งลักษณ์"ยังอุบพื้นที่รับน้ำ หวั่นถูกต้าน วอนขอทำความเข้าใจ ยันมีมาตรการเยียวยา แจงทัวร์ลุ่มน้ำ หวังแก้ปัญหาแบบบูรณาการ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาทัวร์ลุ่มน้ำระหว่างวันที่ 13-17กุมภาพันธ์ ของคณะรัฐมนตรีว่า ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเพราะเราได้ทำงานร่วมกัน โดยจะมีคณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อประชุมเตรียมงานและจะมีคณะรัฐมนตรีที่จะติดตามคณะลงพื้นที่ ส่วนแผนบริหารจัดการน้ำเรื่องการชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่รับน้ำและแก้มลิงนั้น ขณะนี้ได้วางกรอบแล้วทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เป็นการรู้คร่าวๆ แต่สิ่งที่เราอยากได้แน่นอนคือ แผนที่ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. วางไว้กับส่วนของจังหวัดนั้น จะต้องเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดเราก็จะเลือกบริเวณนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะจ่ายค่าชดเชยอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ค่าชดเชยจะมีแจ้ง แต่เชิงรายละเอียดคงไม่ขอประกาศทั้งหมด ยืนยันว่าเรามีมาตรการดูแลชดเชย เช่น เมื่อน้ำถึงพื้นที่และเกิดน้ำนองภาครัฐจะดูแลประชาชนอย่างไร ซึ่งในช่วงที่เราไปทำงานในพื้นที่ต้องขอกราบเรียนสื่อมวลชนและประชาชนว่า เราจะค่อยๆชี้แจงเป็นเรื่องๆไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน เพราะเราจะนำแผนทั้งหมดไปคุยในแต่ละจังหวัด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการทัวร์ลุ่มน้ำครั้งนี้ รัฐบาลต้องการไปติดตามและทำงานแบบบูรณาการรวมระหว่างคณะกรรมการ กยน.และพื้นที่รวมถึงกระทรวงต่างๆด้วย เพื่อให้พื้นที่รับรู้รับทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันจะไปติดตามความคืบหน้าของการฟื้นฟูว่าลงพื้นที่แล้วมีปัญหาอะไรอย่างไร โดยจะไล่ทำไปตั้งแต่เหนือ ลงมาที่กรุงเทพมหานคร

เมื่อถามว่าพื้นที่ที่จะต้องเจรจากับชาวบ้านมีเยอะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ของเรียนว่าจริงๆแล้วบางพื้นที่ชาวบ้านคงทราบอยู่แล้วเป็นน้ำท่วมขังและขังตลอด ซึ่งส่วนใหญ่เราจะเลือกพื้นที่ลุ่มและไม่กระทบกับบ้านเรือนมาก"เราไม่ขอประกาศก่อน ขอกราบเรียนว่าบางครั้งเราต้องขอเข้าไปคุยกับมวลชนก่อนให้เกิดความเข้าใจและคุยกันให้รู้เรื่องเพราะบางครั้งการประกาศไปแล้ว จะเกิดความเข้าใจผิดแล้วเราไปหารือจะกลายเป็นว่า มีผลกระทบเราจึงขอลงพื้นที่ไปทำงานก่อน ขอกราบเรียนว่าแผนมีอยู่แล้ว" นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่าเกรงจะเกิดแรงต้านหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยอมรับว่าอาจจะมีบ้างในความไม่เข้าใจมากกว่า ในเรื่องของการสื่อสารเพราะบางครั้ง เมื่อสื่อสารผ่านสาธารณชนไปแล้วบางครั้งอาจทำให้การมาคุยกันยากยิ่งขึ้น ตรงนี้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่ ว่าเราไม่อยากทำแต่เรามองสิ่งที่ไม่อยากให้กระทบความเสียหายมากที่สุด พร้อมกันนี้เราจะคำนึงบริเวณพื้นที่ทุ่ง ทั้งนี้ต้องขอให้ฝ่ายปฏิบัติทำงานให้เรียบร้อยก่อนและจะลงไปคุยในพื้นที่

เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง ร้อง ปชป.ถูกเบี้ยวรับจำนำ

เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง ร้อง ปชป.ถูกเบี้ยวรับจำนำ ขู่ปิดถนนซ้ำอีกหากยังถูกเมิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจาก จ.เพชรบูรณ์ ได้เข้าร้องเรียนต่อพรรคประชาธิปัตย์ กรณีรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำมันสะปะหลัง โดยมีนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับเรื่อง

นายศุภวัฒน์ เมธาวัชรินทร์ ตัวแทนเกษตรกร กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศที่จะดำเนินโครงการรับจำนำมันสำปะหลังในราคากิโลกรัมละ 2.75 บาท โดยเริ่มโครงการในวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้ว 7 วันเกษตรกรยังไม่สามารถที่จำนำมันสำปะหลังเข้าโครงการรับจำนำได้แม้แต่รายเดียว เนื่องจากมีความไม่พร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินโครงการ เมื่อไปสอบถามกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็มีการโยนกันไปมาระหว่างพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด และ อคส. ในขณะที่เกษตรกรเชื่อคำพูดของรัฐบาล ทำให้มีการตัดมันสำปะหลังไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม ดังนั้นเมื่อไม่สามารถนำไปจำนำได้ ก็ส่งผลต่อคุณภาพของมันสำปะหลัง ทำให้ราคาตกลงด้วย โดยเกษตรกรหลายรายต้องอยู่ในภาวะจำยอม ขายมันไปในราคาถูก ทำให้มันส่วนหนึ่งอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง

“พวกผมเคยคุยกับนายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งโทรฯมาเคลียร์ในวันที่เกษตรกรจะปิดถนนสี่แยกราหุล อ.บึงสัมพันธ์ จ.เพชรบูรณ์ เนื่องจากราคามันตกต่ำและรัฐบาลไม่เคยเข้ามาดู แต่ในขณะนั้นส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ขอร้องว่าอย่าปิดถนนเพราะรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาให้ด้วยการรับจำนำมันในราคากิโลกรัมละ 2.75 โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่1 ก.พ. พวกผมก็เชื่อแต่รัฐบาลกลับไม่ปฏิบัติตามคำพูดถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีให้คำตอบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าได้ทันที และกล่าวขอโทษเกษตรกรที่ไม่มีการปฏิบัติตามคำพูด ขณะนี้เกษตรกรซึ่งถือเป็นกระดูสันหลังของชาติกำลังหลังหักหมดแล้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ตัวแทนเกษตรกรแถลงข่าวอยู่นั้น เกษตรกรหลายรายได้ระบายความอัดอั้นตันใจด้วยความอึดอัด โดยมีการ ระบุว่า “ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือหลายคนคงต้องไปผูกคอตายเพราะขณะนี้มีหนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการตัดมัน แต่กลับนำมันเข้าโครงการไม่ได้” นอกจากนี้ยังมีบางรายระบุว่า “อาจจะต้องปิดถนน แน่นอนและคราวนี้จะเปิดยากขึ้นด้วย เพราะไม่มีความมั่นใจในตัวรัฐบาลแล้ว”

นายเกียรติ กล่าวว่า จะรับความเดือดร้อนไปเร่งรัดกับรัฐบาลเพื่อให้เอาใจใส่ต่อปัญหานี้ โดยอย่าปล่อยให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบเพราะเริ่มมีพฤติกรรมการขอซื้อใบประทวนรายละ 4,000-5,000บาท รัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาโดยด่วน และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคามันตกในช่วงการบริหารของรัฐบาลชุดนี้เป็นเพราะความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพลังงานทดแทน ทำให้มัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตแอททานอลราคาตกต่ำไปด้วย ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมามาก แต่รัฐบาลกลับไม่มีมาตรการรองรับจึงทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วประเทศ

หนุนเก็บภาษีที่ดิน! ป้องกันเมืองบุกชนบท

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯหุนรัฐเดินหน้าเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ระบุดีต่อวงการอสังหาริมทรัพย์หาซื้อที่ได้ในราคาไม่แพง ป้องกันเมืองบุกรุกชนบท

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ได้พาคณะเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนไปดูงานด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ หลายประเทศ พบว่าภาษีนี้มีคุณต่อทุกฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดเสียประโยชน์มีแต่ได้ รัฐบาลควรรีบประกาศใช้โดยเร็ว

ตามร่างกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลกำหนดให้มีอัตราการจัดเก็บคือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยไม่ประกอบการในเชิงพาณิชย์ จัดเก็บภาษีไม่เกิน 0.1% ของฐานภาษี อัตราภาษีสำหรับอสังหาริมทรัพย์เกษตรกรรม จัดเก็บไม่เกิน 0.05% นอกนั้นจัดเก็บไม่เกิน 0.5% อย่างไรก็ตามยังมีการยกเว้นแก่ที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางวาทั้งหลายและมีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาทในพื้นที่หรืออาจมากน้อยกว่านี้ตามแต่ละพื้นที่ ยิ่งกว่านั้นหากทรัพย์สินเกิดความเสียหายยังมีข้อยกเว้นด้วย เป็นต้น

ส่วนทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษี ได้แก่ พระราชวัง ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติ นอกจากนี้ยังจะมีการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อยที่ทรัพย์สินมีมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนด

ภาษีนี้ ภาษีนี้มีภาระต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น คน ๆ หนึ่งมีบ้านราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 0.1% หรือปีละเพียง 1,000 บาท หรือเดือนละ 83 บาท ซึ่งยังถูกกว่าค่าเก็บขยะและดูแลชุมชนเสียอีก ในประเทศยุโรปและอเมริกา เขาจัดเก็บภาษีกันในอัตรา 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้มีเงินไปพัฒนาท้องถิ่นได้มากมาย เขาจึงมีสาธารณูปโภคที่ดีกว่าไทย

ภาษีนี้เก็บมาเพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่นโดยตรง โดยอาจนำมาใช้พัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การศึกษาให้ทันความต้องการของท้องถิ่น และเมื่อท้องถิ่นได้รับการพัฒนา มูลค่าทรัพย์สินของเราก็จะยิ่งเพิ่มพูน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไหร่ ท้องถิ่นนั้น ๆ ยิ่งเจริญ ท้องถิ่นนำไปปรับปรุงถนน ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น พอท้องถิ่นนั้นเจริญ มูลค่าทรัพย์สินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เจ้าของที่ดินก็ได้ประโยชน์ เข้าทำนอง “ยิ่งให้ ยิ่งได้” และโดยนัยนี้ เราจึงไม่ควรมีข้อยกเว้นการเก็บภาษีนี้แก่ใครทั้งสิ้น

มีความเข้าใจผิดบางประการว่า ในพื้นที่เทศบาลบางแห่งที่เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญเช่นมาบตาพุด การจัดเก็บภาษีจะลดลง ซึ่งจากการสอบถามของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง กลับพบว่าไม่ลดลงแต่อย่างใด

แม้รัฐบาลมีข้อยกเว้น แต่ นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เห็นว่าไม่จำเป็น ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมพัฒนาชาติด้วยการเสียภาษี เพราะภาระภาษีต่ำกว่าความภาคภูมิใจที่จะได้รับมาก เช่น บางคนอาจมีห้องชุดราคาเพียง 300,000 บาท ต้องเสียภาษี 0.1% หรือปีละ 300 บาท (เดือนละ 25 บาท) เงินเพียงเท่านี้ควรจะเสียเพื่อตัวเองและประเทศชาติ บางท่านไปทำบุญ แทงหวยหรือซื้อล็อตเตอรี่ยังมากกว่านี้

ผู้ที่มีทรัพย์สิน 300,000 บาท แม้จะน้อยเมื่อเทียบกับคนมีบ้านหลังใหญ่กว่า แต่ก็ไม่ถือเป็นผู้มีรายได้น้อย และที่สำคัญชาวบ้านอาจทำบุญ ทำสังฆทาน (อาจเพราะเมื่อคืนฝันไม่ดี) เป็นเงินครั้งละมากกว่า 300 เสียอีก บางคนยังอาจเสียไปกับอบายมุขต่าง ๆ มากกว่านี้นัก ดังนั้นการเสียภาษีเพื่อประโยชน์สุขของตนเองโดยตรง จึงไม่พึงเป็นปัญหา และควรรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันมีสำนึกเสียภาษี

ยิ่งถ้าเป็นชาวนาที่มีที่ดินขนาดเล็กเพียง 15 ไร่ อยู่ในที่ทุรกันดารที่มีราคาไร่ละ 10,000 บาท ชาวนาดังกล่าวก็มีทรัพย์สินเป็นเงิน 150,000 บาท หากเขาต้องเสียภาษี ณ อัตรา 0.05% เขาจะเสียเป็นเงินเพียง 75 บาทต่อปีเท่านั้น ภาระภาษีเช่นนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหากับชาวนาเลย และอย่างน้อยชาวนาท่านนี้ก็ยังมีทรัพย์สิน ไม่ใช่ชาวนาเช่านาแต่อย่างใด เงิน 75 บาทที่เสียไปเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ควรสร้างความภูมิใจแก่ชาวนาท่านนั้นต่างหาก

การจัดเก็บภาษีเช่นนี้ จะทำให้เจ้าของที่ดินในเมืองต้องคายที่ดินออกมาพัฒนาหาประโยชน์ ทำให้อุปทานที่ดินมีมากขึ้น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองจะไม่ไปบุกรุกที่ดินในชนบทเช่นทุกวันนี้ ทำให้สาธารณูปโภคไม่ต้องขยายตามออกไป ซึ่งเป็นปัญหาด้านการลงทุนที่เกินตัว และหากทุกฝ่ายเสียภาษีนี้ ก็จะทำให้มีทรัพยากรไปพัฒนาท้องถิ่น จึงถือว่าภาษีนี้ เป็นภาษีที่ “ยิ่งให้ (ผู้เสียภาษี) ยิ่งได้”

ในต่างประเทศ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสูงถึง 1-3% ของมูลค่าบ้าน ซึ่งมักเป็นมูลค่าที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดและดำเนินการประเมินค่าทรัพย์สินไว้ทุกปี ภาษีที่ได้นำมาพัฒนาท้องถิ่น แต่บางท่านเกรงว่าในกรณีประทศไทย ท้องถิ่นอาจจะโกงกิน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันท้องถิ่นได้เงินจากรัฐบาลกลาง 90% จึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ จึงมักมีการโกงกินกันทั่วไป แต่ถ้ารายได้หลักมาจากการจัดเก็บในท้องถิ่น แรก ๆ นักการเมืองท้องถิ่นก็ยังอาจจะโกง แต่ประชาชนในท้องถิ่นก็จะเริ่มตรวจสอบมากขึ้นเพราะภาษีเป็นภาษีจากตนเองโดยตรง การโกงก็จะลดลง ระบอบประชาธิปไตยก็จะเข้มแข็ง รัฐบาลจึงควรให้ประชาชนได้เรียนรู้

ก.เกษตร-กยอ.สำรวจลุ่มเจ้าพระยา สร้างคันกั้นนำ

กระทรวงเกษตรฯ-กยอ.ลงพื้นที่ลุ่มแม่นำเจ้าพระยา สร้างคันกั้นน้ำ อยุธยา-อุทัยธานี แก้ปัญหาน้ำท่วม

วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานแนวคันกั้นน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในฤดูน้ำหลาก

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย 2555 ในเขตแนวคันกั้นน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้สามารถดำเนินการอนุมัติแล้ว 8 โครงการ งบประมาณ 540 ล้านบาท จากทั้งหมด 21 โครงการ งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท

แนวทางสำคัญ คือ การก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะเริ่มตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานี ต่อเนื่องไปจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สิ้นสุดที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้แบ่งการดำเนินการก่อสร้างเป็นช่วงๆ เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝนในปีนี้

ทั้งนี้กรมชลประทาน จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนเก็บกักน้ำหลัก และแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ ประจำปี 2555 ซึ่งมีการทบทวนเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งแผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไปแล้ว

การปรับแผน จะทำให้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีแผนการระบายน้ำ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2,842 ล้านลูกบาศก์เมตร เดือนมีนาคม 3,038 ล้านลูกบาศก์เมตร และเดือนเมษายน 3,090 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้เมื่อสิ้นฤดูแล้ง ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เขื่อนภูมิพล จะมีปริมาณน้ำคงเหลือ ร้อยละ 45 หรือ 6,044 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 45 หรือ 4,242 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้มีพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงฤดูน้ำหลากของปีนี้

สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างประตูระบายน้ำพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนประตูระบายน้ำเดิมที่มีอายุกว่า 50 ปี ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างเริ่มการก่อสร้าง มีระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม 2555 และจะทันเปิดใช้งานรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูน้ำหลาก และจะเป็นส่วนสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พืชแต่งพันธุกรรมกับความมั่นคงอาหารโลก

หลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าอาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็ม) จะช่วยตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงของอาหารโลกได้จริงหรือไม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกต้องเจอกับแรงกดดันในเรื่องการจัดหาอาหารอย่างรุนแรงแบบเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนหนึ่ง พากันมองว่า พืช หรืออาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็ม) อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้่ได้ แน่นอนว่า แนวคิดดังกล่าวต้องเจอกับแรงต้านจากฝ่ายที่เห็นต่างกัน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า อาหารจีเอ็มเหล่านี้จะเป็นคำตอบในเรื่องความมั่นคงของอาหารโลกจริงหรือไม่

ทั้งนี้ อาหารดัดแปลงพันธุกรรม คือ พืชผล หรือสัตว์ ที่ดัดแปลงพันธุกรรมผลิตขึ้นโดยใช้เทคนิคในห้องทดลอง โดยนำพันธุกรรมจากเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น การใส่ยีนจากปลาอาร์กติกในมะเขือเทศและสตรอเบอร์รี่ เพื่อให้ทนทานต่อความหนาวเย็น แน่นอนว่าปลาและมะเขือเทศไม่มีทางผสมพันธุ์กันได้เองตามธรรมชาติ

ปัจจุบันอาหารดัดแปลงพันธุกรรมทั้งหมด ผลิตและขายโดยบริษัทสารเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งโดยปกติจะทำงานร่วมกับแผนกเคมีภัณฑ์ของตนเอง พืชผลดัดแปลงพันธุ์กรรมส่วนใหญ่ทั่วโลกปลูกในสหรัฐแคนาดา และ อาร์เจนตินา

แม้จะมีการถกเถียงมานานหลายปี แต่เหล่าผู้ต่อต้าน และสนับสนุนอาหารจีเอ็ม ก็ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยความกังวลเกี่ยวกับอาหารจีเอ็ม อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิธีการที่้เมล็ดพันธุ์จีเอ็ม ถูกนำออกสู่ตลาด

อย่างไรก็ดี ประเด็นสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องการผลิตอาหารจีเอ็มในเชิงพาณิชย์นั้น ยังไม่ตกเป็นเรื่องถกเถียงกันมากเท่ากับวิธีการในด้านเทคโนโลยี และสิ่งที่สร้างความกังวลยิ่งไปกว่านั้น คือ เรื่องที่ว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้

ความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่อาหารจีเอ็มจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มักจะบ่งชี้ไปยังเรื่องของความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ มักทำให้ผู้คนเกิดภูมิแพ้ใหม่ๆ ขึ้นมา และความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเป็นผิด หรือลดคุณค่าทางอาหารลงมา

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างว่า อาหารจีเอ็ม อาจส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นคือ อาจเกิดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิดการปนเปื้อนขึ้นมาได้

ความกังวลในเรื่องการปนเปื้อนเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง รวมถึง กรณีโด่งดังอย่าง ข้าวโพดสตาร์ลิงค์

ข้าวโพดสตาร์ลิงค์ เป็นข้าวโพดที่ได้รับการตัดต่อยีนแบคทีเรียบีที ของบริษัทเอเวนตีส เพื่อป้องกันการทำลายจากหนอนและแมลง ข้าวโพดจีเอ็มโอ พันธุ์นี้ได้รับการอนุมัติให้ปลูกเมื่อปี 2543 แต่มีข้อกำหนดอย่างเข้มงวด เช่น ต้องปลูกห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่นอย่างน้อย 200 เมตรเ พื่อป้องกันการผสมข้ามไปสู่ข้าวโพดพันธุ์อื่น และห้ามนำไปเป็นอาหารมนุษย์ ยกเว้นเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น เช่น ทำเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผลิตแอลกอฮอล์เท่านั้น เพราะโปรตีนคราย9ซี ( Cry9C) ซึ่งถูกผลิตจากยีนแบคทีเรียในข้าวโพดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในมนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม ในเดือนส.ค.ปีเดียวกันนั้น มีการตรวจพบว่าข้าวโพดสตาร์ลิงค์ได้ไปปนเปื้อนในแป้งของบริษัทคราฟท์ ฟูด ที่มีโรงงานผลิตแป้ง 350 โรงงานทั่วสหรัฐ จนทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ที่มีข้าวโพดผสมอยู่มากกว่า 300 ชนิดต้องถูกเรียกคืนจากตลาด บริษัทได้ใช้งบประมาณขั้นต้น 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อข้าวโพดสตาร์ลิงค์คืนจากชาวไร่ ในขณะที่ความเสียหายรวมจากกรณีความยุ่งเหยิงนี้มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์

เอเวนตีส ยังพบว่า โปรตีนคราย9ซีดังกล่าว เข้าไปปนเปื้อนกับเมล็ดข้าวโพดพันธุ์อื่นของบริษัท ซึ่งไม่ใช่สตาร์ลิงค์อีก 77 บริษัทด้วย การปนเปื้อนของข้าวโพดสตาร์ลิงค์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ทั้งจากกรณีการผสมข้ามสายพันธุ์ หรือการนำข้าวโพดสตาร์ลิงค์ไปผสมกับข้าวโพดพันธุ์อื่นเพื่อขายได้ราคาดีขึ้น

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ กล่าวถึงกรณีดังในขณะนั้น ว่า เป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากในการควบคุมยีนจากพืชแปลงพันธุกรรม เมื่อปล่อยให้มีการปลูกในไร่นา และยากลำบากมากขึ้นไปอีกที่จะควบคุมไม่ให้พืชต่างสายพันธุ์ผสมปนเปกัน

นอกจากนี้ ในปี 2547 ยังมีกรณีของมะละกอจีเอ็ม ที่เกิดการปนเปื้อนกับมะละกอท้องถิ่น บนเกาะโออาฮู บิ๊กไอส์แลนด์ และคาวายอิ ทั้งยังพบด้วยว่า เมล็ดมะละกอพันธุ์ปกติที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยฮาวายผลิตไว้จำหน่ายก็ปนเปื้อนจีเอ็มโอด้วยเช่นกัน

เกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนที่ปลูกมะละกอไว้ในสวนหลังบ้าน ได้นำมะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอส่งคืนให้กับทางมหาวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทำแผนกำจัดการปนเปื้อน และยังเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยมีมาตรการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ปลูกมะละกอท้องถิ่น พร้อมทั้งป้องกันมิให้ผลิตผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ของฮาวายต้องปนเปื้อนไปด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามในเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณอาหารให้กับโลก เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น เมื่อ องค์การอาหาร และยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ตัดสินใจประกาศรับรองความปลอดภัยปลาแซลมอนพันธุ์ใหม่ที่เอกชนในสหรัฐ พัฒนาขึ้น โตเร็วกว่าแซลมอลธรรมชาติสองเท่า แต่คุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกัน

ปลาแซลมอนจีเอ็มดังกล่าว มีชื่อทางการค้าว่า อาคูแอดเวนเทจ แซลมอน พัฒนาขึ้นด้วยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมโดยอะควา เบาที เทคโนโลยีส์ อิงค์ มีคุณสมบัติโตเร็วเป็น 2 เท่าของปลาแซลมอนแอตแลนติกโดยทั่วไป

เอฟดีเอ ระบุว่า ปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรม ปลอดภัยสำหรับการนำมาบริโภคเป็นอาหาร เทียบเท่ากับปลาแซลมอนที่จับได้จากมหาสมุทรแอตแลนติก โดยไม่มีความแตกต่างทางชีวภาพที่สำคัญในด้านวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ปลาแซลมอนจีเอ็มข้างต้น ไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยข้อกังวลของนักวิเคราะห์ที่ว่า ปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรมพวกนี้จะหลุดออกมาจากสถานที่เพาะเลี้ยงและไปแพร่พันธุ์ในธรรมชาติได้นั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ เพราะมีมาตรการควบคุมไว้อย่างซับซ้อน

อีกทั้งปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรมเหล่านี้ก็เป็นหมัน และทางบริษัทผู้ผลิตเองก็มีแผนที่จะจำหน่ายเฉพาะไข่ปลาตัวเมียเท่านั้น

กรมชลฯมั่นใจระบายน้ำได้มาก ฤดูฝนมาเร็วไม่กระทบ

กรมชลฯ แจงกรรมาธิการป้องกันฯ ระบายน้ำได้มากกว่าที่คาด เชื่อแม้ฝนมาไวจะไม่ได้รับผลกระทบ

การประชุม คณะกรรมธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสาธาณภัย โดยมีนายสวงน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทยในฐานะประธาน กรรมาธิการ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมซึ่งมี สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ มาชี้แจงด้วย ทั้ง โดยตัวแทนกรมชลประทานได้ชี้แจงต่อที่ประชุมกรรมาธิการฯ ช่วงหนึ่งว่า ฤดูแล้งทุกปีจะเริ่ม ประมาณ 1 พ.ย. โดยในปี 2555 นี้คาดว่าจะมีปริมาณน้ำ 69,200 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปี 2554 มีปัญหาและเกิดน้ำท่วมนั้น

คาดว่าในปี 2555 จะมีแหล่งต้นทุนปริมาณมาก ดังนั้น เราจะไม่เอาน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงมา นอจากนี้คาดว่า 1 พ.ย. - 1 ก.พ. จะสามารถระบายน้ำได้ 6,500 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เท่าที่ดูตัวเลขจากการระบายน้ำ สามารถระบายได้ถึง 6,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่า ระบายน้ำได้มากกว่าแผนถึง 300 ล้านลูกบาศเมตร นอกจากนี้เมื่อสิ้นฤดูแล้งแล้วเราจะส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปี ต่อทันที ดั้งนั้น เมื่อฝนมาเร็ว ก็จะไม่มีผลกระทบ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสงวน ได้สอบถามตัวแทนกรมชลประทานด้วยว่าความสามารถในการเก็บน้ำฝน ของเขื่อนทั่วประเทศเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของน้ำฝน และเขื่อนในตอนแรกถูกสร้างเพื่อการเกษตร แต่ระยะหลังดูเหมือนว่า จะนำไปใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเป็นหลักใช่หรือไม่ ซึ่งตัวแทนจากกรมชลประทาน ได้ชี้แจงว่า เราเก็บน้ำฝนได้ อยู่ที่ 37.5 % เท่าานั้น และยืนยันว่า การสร้างเขื่อนสร้างเพื่อการเกษตร ส่วนด้านการพลังงานนั้น ไม่ว่าจะระบายน้ำลงมาอย่างไร ก็ย่อมได้ไฟฟ้าอยู่แล้วดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะเร่งในเรื่องของการระบาย

"สำหรับ 2 เขื่อนหลัก เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์นั้นตามแผน ควรจะต้องลดปริมาณน้ำในเขื่อนให้เหลือไม่เกิน 45% ดังนั้น เมื่อทางกรมชลประทาน ได้ทำแผนคาดการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล ว่า หากมีปริมาณน้ำฝน เท่ากับปี 2554 ผลที่ออกมาคือ จะไม่ทำให้น้ำล้นเขื่อน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการคาดการณ์น้ำฝนในปี 2555 นั้น คาดว่าฝนจะน้อยกว่า ปี 2554 แต่เกณฑ์ฝนจะมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยในรอบ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 20-30 % ดังนั้นในส่วนของแม่น้ำสาขา เช่น สาขาของแม่น้ำยม ในปี 2555 จะมีแผนสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางไว้ด้วย ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผน เมื่อทำนาปรังเสร็จ ก็ทำนาปีต่อทันที น้ำก็จะถูกนำไปใช้มากขึ้น โดยนำน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ส่งไปให้เกษตรกรใช้ รวมทั้งบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่องด้วยการปลูกพืชฤดูฝนตั้งแต่ พ.ค. จะทำให้ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การปล่อยน้ำจากเขื่อน จนถึงวันที่ 1 ส.ค.เกณฑ์น้ำจะเหลือต่ำกว่า 45% และจะไม่ล้นเขื่อนอย่างแน่นอน"

'สุรพงษ์'หวังดันแม่สอด-เมียวดี เป็นเขต ศก.อาเชียน

"สุรพงษ์" เตรียมนำคณะบัวแก้วสัญจรประชุมที่ชายแดนแม่สอด-เมียวดี เสนอแม่สอด - เมียวดี เป็นเขตเศรษฐกิจอาเชียน

นายวุฒิ สิทธิสุราษฎร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวว่า ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ จะเดินทางไปประชุมบัวแก้วสัญจรที่ชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สอด จ.ตาก และมีกำหนดเดินทางไปเยือน และร่วมประชุมกับฝ่ายพม่าที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี จังหวัดเมียวดี ตรงข้ามอำเภอแม่ สอด ขณะเดียวกันผู้แทนกรมอาเซียนไทย และพม่า พร้อมกับส่วนราชการ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม นักธุรกิจชาวไทย-พม่า เข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อม ASEAN Economic Community ( AEC ) สำหรับการเดินทางของนายสุรพงษ์ครั้งนี้ ทางคณะฝ่ายพม่าได้เตรียมความพร้อมเพื่อที่จะต้อนรับคณะของฝ่ายไทยด้วย ซึ่งฝ่ายพม่าเตรียมกล่าวถึงเส้นทางเชื่อมตะวันตก และตะวันออก ( อิสเวสต์อีคอโนมิคคอริดอร์ ) ด้วย

นายวุฒิ กล่าวว่า การจัดทำพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนไทย - พม่า ที่จังหวัดเมียวดีนั้น ตนได้หารือกับผู้ประกอบการเอกชนไทยแล้ว ว่า จะเสนอ ให้ฝ่ายไทย กับพม่า ระดับท้องถิ่นเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนจังหวัดตากรวมกันเป็นหนึ่งเดียว หรือ เรียกว่า เขตเศรษฐกิจอาเชียน ( เออีซี. ) ส่วนพื้นที่แยกเป็นฝั่งพม่า และฝั่งไทย ขณะที่ระบบต่างๆจะคล้ายกัน ทั้งนี้เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาคมอาเซียนของพม่า ซึ่งทางฝั่งพม่าจะเน้นการเกษตร และแรงงานที่มีฝีมือ และแรงงานทั่วไป ส่วนการผลิตสินค้า และบริการอยู่ที่ฝั่งไทย